หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762294

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 17.35 น.

หนุน‘ธรรมนัส’นัดอธิบดีกรมศุลฯ เปิดตู้‘หมูเถื่อน’ตกค้างล็อตสอง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่าการบริหารกระทรวงใน 4 ปีนี้ จะใช้ KPI (Key Performance Indicator) เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของงาน โดยมีเป้าหมายรวมของความสำเร็จคือ “เกษตรกรต้องอยู่ดีกินดี ลดภาระหนี้ เพิ่มรายได้เป็น 3 เท่าใน 4 ปี”  ฟังแล้วใจฟู หัวใจเกษตรกรไทยทั่วประเทศคงจะพองโตตามงบประมาณกว่าแสนล้านบาทของกระทรวงใหญ่ไปแล้ว

 ยังไม่ต้องพูดถึงรายได้เพิ่ม 3 เท่า ลำพังแค่ให้ลดภาระหนี้ได้ก็คงจะวิเศษที่สุด แต่จะทำอย่างไรให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง “เกษตรกรผู้เลี้ยงหมู” ที่บอบช้ำแสนสาหัสจากสถานการณ์ต่างๆที่ถาโถมเข้ามากระทบตั้งแต่ 2 ปีที่แล้วจาก โรคระบาด ASF ไล่มาจนถึง “หมูเถื่อน” หลายหมื่นตันทะลักเข้าประเทศไทย กดดันราคาขายหมูให้ตกต่ำ จนเกษตรกรไทยขาดทุนยับเยิน สวนทางต้นทุนการผลิตที่ทะยานขึ้นจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และภาวะเอลนีโญ กระทั่งวันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทยเราก็ยังลืมตาอ้าปากไม่ได้

คงไม่ต้องพูดถึงการกินดีอยู่ดีตามเป้าหมายรัฐบาล เพราะขอแค่ขายหมูไม่ให้ขาดทุนก็ยังยาก ตราบใดที่หมูเถื่อนไม่หมด โรคระบาดยังไม่มีวัคซีนป้องกัน หรือแม้แต่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ยังสูงลิบ สวนทางราคาขายหน้าฟาร์มที่ต่ำเตี้ย หากไม่รีบวางแผนกลยุทธ์ช่วยเหลือเกษตรกรให้รอดอย่างจริงจัง ข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ก็สอบตก KPI กันหมดกระทรวง ส่วนบทลงโทษข้าราชการก็อาจจะแค่ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง แต่บทสุดท้ายของเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยนั้นหนักหนาสาหัสกว่านัก เพราะมันอาจหมายถึงการล้มละลายและเลิกอาชีพไปเลย

ถ้า รมว.เกษตรฯ อยากจะช่วยให้คนเลี้ยงหมูรอดตายตามเป้า อยากจะช่วยข้าราชการกระทรวงให้สอบผ่าน KPI ก็ควรต้องอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการทำงานให้ข้าราชการอย่างเต็มที่ เช่น

+ กรณีหมูเถื่อน: ท่าน รมว.ประกาศไว้ว่าจะทำสงครามกับหมูเถื่อนให้สิ้นซากภายใน 2 เดือน (กันยายน-ตุลาคม 2566)  ท่านยิ่งต้องกวดขันติดตามคดีหมูเถื่อนอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงหมูเถื่อนที่ถูกจับกุมแล้ว 161 ตู้ แต่ต้องเร่งประสานความร่วมมือกับ “อธิบดีกรมศุลกากรคนใหม่” ให้สั่งการเปิดตู้คอนเทนเนอร์แช่เย็นตกค้างอยู่อีกไม่ต่ำกว่า 93 ตู้ ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยว่าในนั้นเป็น หมูเถื่อนหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้นโยบายปราบปรามเนื้อสัตว์ผิดกฎหมายของท่านสำเร็จได้เร็วยิ่งขึ้นด้วย

+ กรณีวัคซีนป้องกันโรค: ดูเหมือนท่าน รมช.เกษตรฯ จะประกาศนโยบายเรื่องการผลิตวัคซีน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านบริหารจัดการโรคระบาด และเตรียมสนับสนุนและพัฒนาการผลิตวัคซีนมากยิ่งขึ้น เพื่อผลักดันให้เป็นฮับ (Hub) ศูนย์กลางการผลิตวัคซีนในภูมิภาคนี้ ซึ่งถ้าทำได้จริงจะถือเป็นเรื่องน่ายินดีมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าทุ่มเทวิจัยผลิตวัคซีน ASF ได้สำเร็จ หลังจากมันเกิดขึ้นมาแล้วร้อยปีและไม่มีประเทศใดคิดค้นได้ ประเทศไทยจะกลายเป็นฮับการผลิตวัคซีนสัตว์ของโลกเลย ไม่ใช่แค่ภูมิภาค

+ กรณีต้นทุนการผลิตสูง: มีนักวิชาการหลายท่านออกมาให้แนวทางการช่วยลดต้นทุนแก่เกษตรกรเพื่อช่วยผู้เลี้ยงหมูมากมาย เจาะจงไปที่ต้นทุนหลักซึ่งก็คือวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่รอการปรับปรุงแก้ไขให้ได้มาซึ่งราคาที่สมเหตุผล โดยต้องปรับโครงสร้างวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งห่วงโซ่ จริงอยู่ว่าดูจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ แต่ รมว.เกษตรฯ น่าจะช่วยเจรจาให้ พณ.หันมาให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้ร่วมกันได้

นี่เป็นเพียงบางส่วนที่กระทรวงเกษตรฯ จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูได้ และยังมีอีกหลายๆ มาตรการที่ภาครัฐจำเป็นต้องบูรณาการร่วมกัน เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอยู่ดีกินดี ขอเพียงกระทรวงเกษตรฯ เป็นโต้โผขับเคลื่อนจริงจัง แค่ลดภาระหนี้กับเพิ่มรายได้ให้ได้ก็ปลื้มแล้ว ยิ่งถ้าเพิ่มรายได้เกษตรกรเป็น 3 เท่าภายใน 4 ปี ได้จริงๆ เมื่อนั้นไม่ใช่แค่สอบผ่าน KPI แต่ท่าน รมว. และข้าราชการทั้งกระทรวง จะได้ใจเกษตรกรไทยทั้งประเทศไปครองเต็มๆ  

ที่มา : วลัญช์ ศรัทธา

‘ธรรมนัส’ลุยผลักดัน! ยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762229

'ธรรมนัส'ลุยผลักดัน! ยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

‘ธรรมนัส’ลุยผลักดัน! ยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 14.41 น.

“ธรรมนัส”นำทีมร่วมหารือ”รมช.เกษตรจีน”กระชับสัมพันธ์แน่นแฟ้น ผลักดันการยกระดับการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรไทย-จีน อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2566 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ร่วมหารือกับ นายเติ้ง เซี่ยวกัง (H.E.Mr.Deng Xiaogang) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบท สาธารณรัฐประชาชนจีน (Ministry of Agriculture and Rural Affairs : MARA) และคณะ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรของไทยและจีน พร้อมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรเชิงนโยบาย รวมทั้งการผลักดันการค้าการลงทุนสินค้าเกษตรและอาหารไทย-จีน ให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมี นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัด เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนาน โดยได้ยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ทั้งในระดับรัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอันดับที่ 1 ของไทย มูลค่าการส่งออกของสินค้าเกษตรในปี 2566 (ม.ค.-มิ.ย.) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2565 มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นจาก 222,540 ล้านบาท เป็น 249,745 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.22

“วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่ทั้ง 2 ประเทศ เห็นพ้องที่จะยกระดับความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนและสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่เหมาะสม ผ่านกลไกความร่วมมือทวิภาคีของกระทรวงเกษตรฯไทยและจีน โดยกระทรวงเกษตรฯจีน จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย-จีน ครั้งที่ 13 ในปี 2567 โดยประเด็นที่ทั้ง 2 ฝ่ายสนใจ คือ การยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรด้วยการนำนวัตกรรมมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรระหว่างกัน ซึ่งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการเกษตร (กรอ.กษ.) จะมีส่วนสำคัญในสนับสนุนการขยายการค้าการลงทุนด้านการเกษตรดังกล่าว รวมไปถึงการยกระดับความร่วมมือพหุภาคี ภายใต้กรอบอาเซียนบวกสาม (จีน-ญี่ปุ่น-สาธารณรัฐเกาหลี) นอกจากนี้ ในด้านการบริหารจัดการระบบมรดกทางการเกษตรโลก (Globally Important Agricultural Heritage Systems : GIAHS) กระทรวงเกษตรฯ จีน มีความสำเร็จในการขึ้นทะเบียน GIAHS มากที่สุดในโลก ถึง 19 แห่ง และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการบริหารจัดการระบบมรดกทางการเกษตรโลกให้กับประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับการขึ้นทะเบียนแล้ว 1 แห่ง คือ “การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

สำหรับการเอาชนะความยากจน กระทรวงเกษตรฯของทั้ง 2 ประเทศ ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้มีการแก้ไขปัญหาและสามารถเอาชนะความยากจน โดยการปฏิบัติการขจัดความยากจนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร ในการพัฒนาด้านการเกษตรและความมั่นคงในชนบท ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทยซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ประสบความสำเร็จในการขยายการส่งออกสินค้าจากไทยไปจีน โดยได้เห็นชอบร่วมกันกับฝ่ายจีน ที่จะมีการลงนามในพิธีสารฯ การส่งออกสินค้าเกษตรจากไทยไปจีน จำนวน 4 ฉบับ ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง 2) เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็งและสิ้นส่วนสัตว์ 3) ต้นสนใบพาย และ 4) เสาวรสผลสด

สำหรับมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทย-จีน ในปี 2565 มีมูลค่าการค้ารวม 498,694 ล้านบาท โดยไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังจีนมูลค่า 406,305 ล้านบาท สินค้าเกษตรส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ 1) ทุเรียนสด 106,038 ล้านบาท 2) มันสำปะหลัง 51,296 ล้านบาท 3)สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 37,631 ล้านบาท 4) ยางธรรมชาติทีเอชเอ็นอาร์ 30,491 ล้านบาท และ 5) น้ำยางธรรมชาติ 18,144 ล้านบาท ในขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าเกษตรจากจีนมูลค่า 92,389 ล้านบาท สินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ 1) องุ่นสด 7,074 ล้านบาท 2) แอปเปิลสด 6,505 ล้านบาท 3) สัตว์น้ำแช่เย็นจนแข็ง เช่น หมึกกระดอง 3,643 ล้านบาท 4) ปลาทูนากระป๋อง 3,504 ล้านบาท และ 5) อาหารสัตว์ 3,402 ล้านบาท

– 006

‘ธรรมนัส’เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762213

'ธรรมนัส'เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

‘ธรรมนัส’เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.35 น.

‘ธรรมนัส’เปิดโต๊ะเจรจาผู้แทนสมัชชาคนจน รับฟัง 10 ข้อเรียกร้อง เดินหน้าแก้ไขปัญหาให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2566 ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายมงคลชัย  สมอุดร รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หารือร่วมกับแกนนำสมัชชาคนจน (สคจ.) พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นต้น เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงเกษตรฯ ประกอบด้วย 10 กรณีปัญหา รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพิ่มเติมอีก 3 ข้อ ซึ่งข้อเรียกร้องโดยส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการฟื้นฟูอาชีพ คุณภาพชีวิต การบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกคนจนที่อาศัยหรือทำกินในที่ดินของรัฐทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เขตป่าสงวน หรือที่ราชพัสดุ การจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน อาทิ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี เขื่อนราศีไศล จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด 
 
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในส่วนประเด็นปัญหาที่อยู่ในความรับผิดชอบกับกระทรวงเกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำแผนปฏิบัติการ กรอบแนวทางดำเนินการ และระยะเวลาให้ชัดเจนโดยลงพื้นที่ทำงานร่วมกับผู้แทนสมัชชาคนจนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาผลกระทบและแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เช่น การแก้ไขปัญหาในเขตพื้นที่ป่า หรือที่ราชพัสดุ จะมีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรูปแบบคณะกรรมการโดยเร็วซึ่งได้กำหนดกรอบระยะเวลากระทรวงที่เกี่ยวข้องภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้ได้แนวทางที่ชัดเจนขึ้น 
 
“รัฐบาลมีความจริงใจในการเร่งแก้ไขปัญหาให้พี่น้องสมัชชาคนจนตามข้อเรียกร้องให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ซึ่งผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีให้เข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับกลุ่มพี่น้องสมัชชาคนจน ยินดีรับฟังทุกปัญหาของพี่น้องเกษตรกร หากการดำเนินการใดที่จะส่งผลกระทบทำให้พี่น้องประชาชน เกษตรกรเดือดร้อนผมจะไม่ทำ” รมว.เกษตรฯ กล่าว —017

รองปลัดฯร่วมประชุมที่จีน แสดงวิสัยทัศน์งานด้านเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762125

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุม the 7th ASEAN – China Agricultural Cooperation Forum ที่นครหนานหนิงมณฑลกว่างซี สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทสาธารณรัฐประชาชนจีน ร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นมณฑลกว่างซี เป็นเจ้าภาพ และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธาน

สำหรับเป้าหมายของการประชุมครั้งนี้คือการสนองต่อแผนปฏิบัติการ ASEAN China Plan of Action on Green Agricultural Development 2023-2027 ซึ่งไทยในฐานะหนึ่งในประเทศสมาชิกอาเซียน มีความจำเป็นในการแสดงวิสัยทัศน์และมีส่วนร่วมของแผนปฏิบัติการฯ ที่จะส่งผลให้ไทยรักษาบทบาทและความสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคต่อไป โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ Mr.Tang Renjian รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทจีน Mr.Ma Youxiang รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทจีน Mr.Lan Tianliผู้ว่าการมณฑลกว่างซี เป็นต้น

Mr.Tan Renjian กล่าวว่า จีนได้ดำเนินการตามนโยบายการพัฒนาเกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร โดยยกระดับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ส่งผลให้ผลผลิตด้านการเกษตรของจีนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งได้แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและประสบการณ์ผ่านกรอบความร่วมมือแบบทวิภาคีและพหุภาคีกับประเทศอาเซียนตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจีนพร้อมจะตอบสนองต่อแผนปฏิบัติการ ASEAN – China Plan of Action on Green Agricultural Development 2023-2027 โดยเสนอให้จีนและประเทศอาเซียน ร่วมกันผลักดันความร่วมมือ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเชื่อมโยงทางนโยบาย 2.การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและแอปพลิเคชั่น 3.การค้าสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ในรูปแบบ Win-Win และ 4. ยกระดับการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมระดับประชาชน

ขณะที่นายเศรษฐเกียรติ ระบุว่า ได้ตระหนักถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหาร อันมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคนบนโลก ซึ่งปัจจุบันห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารโลกถูกท้าทายอย่างหนักจากปัจจัยที่ยากต่อการควบคุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ อาทิ El Nino ดินถล่ม และพายุโซนร้อน ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลงอย่างชัดเจน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศเกษตรกรรมขนาดใหญ่ในภูมิภาค เล็งเห็นความจำเป็นในการร่วมกับทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียน-จีน ยกระดับความร่วมมือในการพัฒนาความมั่นคงทางอาหารในมีความเข้มแข็งและยั่งยืน ทำให้สามารถส่งต่อโลกที่มีปัจจัยพื้นฐานด้านอาหารที่มั่นคงให้แก่ลูกหลาน

51ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งแก้หนี้สิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762128

51ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งแก้หนี้สิน

51ปีกรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งแก้หนี้สิน

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมงาน : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมงานสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 51 ปี ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยขอให้มุ่งเน้นการบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้าน สร้างรายได้แก่ภาคการเกษตร รวมถึงส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 51 ปี โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมปรินซ์ พาเลซ กทม.ว่าได้ส่งเสริมให้เกษตรกรมีการตรวจรับรอง GAP และสามารถต่อยอดไปสู่คาร์บอนเครดิตในภาคการเกษตร มุ่งเน้นการบริหารจัดการภาคการเกษตรที่ครบถ้วนทุกด้านการสร้างรายได้แก่ภาคการเกษตร รวมถึงส่งเสริมให้สหกรณ์มีความเข้มแข็ง เป็นองค์กรสมรรถนะสูงด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก

สำหรับแนวทางการปฏิบัติงานและการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาล ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้สมาชิกสหกรณ์ จะมุ่งแก้ไขปัญหาหนี้สิน พร้อมป้องกันปราบปรามการทุจริตในสหกรณ์ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพ สนับสนุนสมาชิกสหกรณ์ให้เข้าถึงทรัพยากรการผลิต เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำเงินทุน เทคโนโลยีและนวัตกรรม มีเครื่องมือ-อุปกรณ์การตลาดที่ทันสมัย เพื่อนำไปปรับปรุงกระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้าการเกษตร ช่วยสร้างมูลค่าและขยายช่องทางจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงการสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้สหกรณ์มีศักยภาพในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งไปพร้อมๆ กับความก้าวหน้าของสหกรณ์ ตลอดจนการดูแลสวัสดิการต่างๆ ให้สมาชิกมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้มอบรางวัลหน่วยงานที่มีผลการปฏิบัติงานและการใช้จ่ายงบประมาณ ระดับคุณภาพดีเด่น และรางวัลนักส่งเสริมและสนับสนุนสหกรณ์ดีเด่น ประจำปี 2566 รวม 10 รางวัล

‘ธรรมนัส’ติดตาม ดูสถานการณ์น้ำ จี้กรมชลฯรับมือ ตามนโยบายรัฐ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762126

วันพุธ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภาพรวมทั้งประเทศ โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่กรมชลประทาน สามเสน ว่าจากสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกหนักและมีพื้นที่ประสบอุทกภัยในหลายจังหวัด แต่ในบางพื้นที่ยังคงมีฝนตกต่ำกว่าปกติ ประกอบกับช่วงฤดูฝนของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกจะสิ้นสุดลงแล้ว นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง มีความเป็นห่วงประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ จึงกำชับให้กระทรวงเกษตรฯ เตรียมรับมือกับสถานการณ์อุทกภัยและบริหารจัดการน้ำทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนและเกษตรกร

“กระทรวงเกษตรฯ เล็งเห็นแล้วว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรในวงกว้าง จึงได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วน เพื่อเตรียมมาตรการรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นและที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และภัยธรรมชาติอื่นๆ ตั้งแต่การป้องกัน การเผชิญกับสถานการณ์ และการแก้ไขฟื้นฟูตามนโยบายที่ได้มอบไว้ ทั้งนี้ ได้มอบหมายปลัดกระทรวงเกษตรฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนและเกษตรกรอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและให้สามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/762002

'เกษตรกรบุรีรัมย์'รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

‘เกษตรกรบุรีรัมย์’รวมตัวเรียกร้องรบ.ทบทวนนโยบายพักหนี้ วอนลดดอกเบี้ยธ.ก.ส.เหลือร้อยละ 1บาทต่อปี

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 13.41 น.

เกษตรกรชาวโนนสุวรรณ  จ.บุรีรัมย์  เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายพักชำระหนี้  ชี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง  ยังต้องแบกรับภาระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  ทั้งที่ราคาผลผลิตตกต่ำ วอนรัฐซื้อหนี้จาก ธกส.และปรับลดดอกเบี้ยจากร้อยละ 7 บาทเหลือ 1 บาท   

เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2566 ที่ จ.บุรีรัมย์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้พิจารณาทบททวนโครงการพักชำระหนี้เกษตรกรที่เป็นลูกค้าธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ระยะเวลา 3 ปี  วงเงินไม่เกิน 300,000 บาท  โดยอ้างว่า นโยบายพักหนี้เคยดำเนินการมาแล้ว 9 ปี แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรอย่างแท้จริง  เพราะเมื่อครบ 3 ปีแล้ว เกษตรกรก็ยังต้องดิ้นรนหาเงินมาชำระหนี้และดอกเบี้ยเหมือนเดิม  แต่ราคาผลผลิตกลับตกต่ำไม่สอดคล้องกลับข้อเท็จจริง   เกษตรกรก็ยังต้องแบกรับภาระหนี้สินและดอกเบี้ยที่สูงเหมือนเดิม จึงอยากเสนอให้รัฐบาลได้พิจารณาทบทวนจากนโยบายพักชำระหนี้ ควรจะซื้อหนี้ของเกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  และมีนโยบายให้เกษตรกรผ่อนชำระกับทางรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับเกษตรกรให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี   ถึงจะเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับเกษตรกรได้อย่างแท้จริง   เพราะทุกวันนี้เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่กู้เงินไปลงทุนทำการเกษตรกร  ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี   แต่หากใครชำระไม่ต่อเนื่องเป็นหนี้เสีย ก็ถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 12 บาทต่อปี 

ด้านนายสวาท จำปาสา และนายบุญรอด  ศิลสุพรรณ์ ตัวแทนเกษตรกรชาว อ.โนนสุวรรณ  บอกว่า  รัฐบาลที่ผ่านมาเคยดำเนินการโครงการพักชำระหนี้มาแล้วถึง 9 ปี  แต่ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้จริง เกษตรกรยังต้องแบกรับภาระหนี้สินเหมือนเดิมโดยเฉพาะดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงถึงร้อยละ 7 บาทต่อปี จึงอยากให้รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ฟังเสียงความต้องการของเกษตรกรว่าแท้จริงแล้วควรจะทำอย่างไรถึงจะแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างตรงจุด  และสามารถแบ่งเบาภาระความเดือดร้อนได้จริง จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลซื้อหนี้เกษตรกรจาก ธ.ก.ส.  เพื่อให้เกษตรกรผ่อนชำระกับรัฐบาลโดยตรง และควรจะปรับลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 1 บาทต่อปี  จึงจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ตัวแทนเกษตรกรจะนำข้อเรียกร้องดังกล่าว  ไปยื่นเสนอต่อนายเศรษฐา เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามข้อเรียกร้องของเกษตรกรต่อไป —017

รมว.เกษตรฯลุย3จว. รุกจัดการแก้ปัญหาอุทกภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761886

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและร่วมหาแนวทางแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำ พร้อมทั้งแจกถุงยังชีพแก่พี่น้องประชาชนที่เดือดร้อนจากอุทกภัย ที่เทศบาล ต.แม่ปุอ.แม่พริก และบ้านต้นธง อ.เมือง จ.ลำปาง

สำหรับ จ.ลำปาง มีพื้นที่ 7,833,726 ไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม 1,036,512 ไร่ หรือร้อยละ 13.23 พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรด ส้มเกลี้ยง และยางพารา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เกิดฝนตกหนัก น้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เกษตร 8 อำเภอ 35 ตำบล 144 หมู่บ้าน ปัจจุบันมีการประกาศเขตภัยพิบัติ 5 อำเภอ

“สิ่งสำคัญคือการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหา ทั้งในเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วม สำหรับสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ ได้มอบหมายกรมชลประทาน จัดเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือ พร้อมเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือราษฎรแต่ละพื้นที่ และบูรณาการร่วมกับส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พร้อมสั่งให้จัดทำแผนการดำเนินงานในแต่ละพื้นที่ และในภาพรวมของจังหวัด ตรงไหนที่สามารถเป็นพื้นที่กักเก็บน้ำได้ให้ดำเนินการทันที” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมชลประทาน มีแผนดำเนินการในการสร้างอ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง และแก้มลิง 2 แห่ง เพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ต้นน้ำและลุ่มน้ำสาขา อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือทางด้านการเกษตรและบรรเทาอุทกภัย นอกจากนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและแจกถุงยังชีพที่อ่างเก็บน้ำแม่แย้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แพร่ และประตูระบายน้ำหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย

เกษตรฯร่วมวงถก คกก.ประมงทะเล ตั้งเป้าให้เป็นผู้นำ สินค้าประมงโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761879

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ครั้งที่ 1/2566 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน และนายเฉลิมชัยสุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เข้าร่วมทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 240/2566 ลงวันที่ 18 กันยายน 2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเล เพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ประกอบด้วยกรรมการ 22 ราย โดยมีนายภูมิธรรม เป็นประธานกรรมการฯ และอธิบดีกรมประมง เป็นกรรมการและเลขานุการมีเจตนารมณ์ในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมการประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรประมงทางทะเล

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบยุทธศาสตร์และเป้าหมายในการทำงาน ยุทธวิธีและการแบ่งงาน ซึ่งจะมีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ภายใต้คณะกรรมการฯ 6 คณะ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเป็นผู้นำด้านการค้าสินค้าประมงในตลาดโลก และวางแผนการเจรจากับต่างประเทศ เร่งปรับปรุงแก้ไขกฎหมายประมง จัดระเบียบการทำการประมง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในเชิงพื้นที่ ในเชิงเวลา การจัดระเบียบเครื่องมือประมง การมุ่งลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมง การดูแลชาวประมงพื้นบ้าน ควบคู่กับการส่งเสริมและอนุรักษ์ทรัพยากรภายใต้บริบทการทำประมงไทย

‘ธรรมนัส’ควง2รมช. วางแนวทางแก้น้ำท่วมอุบลฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/761883

วันอังคาร ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายไชยา พรหมา และนายเกรียง กัลป์ตินันท์ รมช.มหาดไทย พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำสถานการณ์อุทกภัย พร้อมพบปะประชาชน มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) 15 ราย มอบเวชภัณฑ์ถุงยังชีพและหญ้าพระราชทาน แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ และน้ำหมักชีวภาพ ที่สะพานเสรีประชาธิปไตย อ.เมือง และหอประชุมประชาวาริน อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ภายหลังเกิดสถานการณ์อุทกภัย ในพื้นที่ลุ่มน้ำชี-มูล จนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน และพื้นที่การเกษตร 9 อำเภอใน จ.อุบลราชธานี ได้รับผลกระทบ แยกเป็นด้านการดำรงชีพ ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 3 ตำบล 26 ชุมชน/หมู่บ้าน 913 ครัวเรือน 3,218 คน ราษฎรอพยพ 18 ชุมชน 301 ครัวเรือน 1,079 คน แยกเป็นจุดพักพิงชั่วคราว 15 จุด 269 ครัวเรือน 997 คน พักบ้านญาติ 32 ครัวเรือน 85 คน

ด้านการเกษตร พื้นที่การเกษตร ได้รับผลกระทบ 9 อำเภอ แบ่งเป็นด้านพืช ได้รับผลกระทบในพื้นที่ 9 อำเภอ รวม 47 ตำบล 204 หมู่บ้าน เกษตรกรผู้ประสบภัยฯ 6,793 ครัวเรือน พื้นที่ประสบภัยที่คาดว่าจะเสียหายรวมทุกชนิดพืช 46,387.75 ไร่ แบ่งเป็น 1.ข้าว 44,993 ไร่ 2.พืชไร่และพืชผัก 724.25 ไร่ และ 3.ไม้ผลไม้ยืนต้น และอื่นๆ 670.50 ไร่วงเงินที่คาดว่าจะให้ความช่วยเหลือ 64,438,819 บาท โดยประมาณการตามหลักเกณฑ์ให้ความช่วยเหลือฯด้านประมง ได้รับผลกระทบ 2 อำเภอ รวม 2 ตำบล 5 หมู่บ้าน เกษตรกร 22 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 25.70 ไร่ และด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 4 อำเภอ รวม 8 ตำบล 17 หมู่บ้าน 8 ชุมชน เกษตรกรได้รับผลกระทบ 244 ราย การอพยพสัตว์ ประกอบด้วย โค 994 ตัว กระบือ 434 ตัว สุกร 161 ตัว ไก่พื้นเมือง 5,972 ตัว ไก่ไข่ 12 ตัว ไก่เนื้อ 1 ตัว เป็ดไข่ 8 ตัว เป็ดเนื้อ 2,917 ตัวแพะ 2 ตัว นกกระทา 4 ตัว ห่าน 1 ตัวรวม 10,506 ตัว และแปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้รับความเสียหาย 71 ไร่

อย่างไรก็ดี กรมชลประทาน ได้ใช้อาคารชลประทานทางตอนบนของแม่น้ำชี (เขื่อนชนบท เขื่อนมหาสารคาม เขื่อนวังยาง) และแม่น้ำมูล (เขื่อนราษีไศล) เพื่อหน่วงน้ำและผันเข้าระบบชลประทาน นำไปเก็บไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง ส่วนตอนกลางจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนหัวนา เขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร และเขื่อนธาตุน้อย ก่อนจะเร่งระบายน้ำผ่านเขื่อนปากมูลลงสู่แม่น้ำโขงในอัตรา 3,372.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที นอกจากนี้ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับกองบิน 21 มณฑลทหารบกที่ 22 และชาวบ้าน เสริมแนวกระสอบทราย 4,000 ใบ จัดเตรียมเครื่องผลักดันน้ำเพื่อเร่งการระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง