พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.20 น.

พื้นที่น้อยให้ผลผลิตมาก สร้างรายได้ทั้งปี ที่นี่ดอยม่อนล้าน จ.เชียงใหม่ พิสูจน์เกษตรผสมผสานตามพระราชดำริ

“ปัจจุบันทำการเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกกาแฟ ชา บ๊วย อาโวคาโด ควบคู่กับการทำนาขั้นบันได หลังจากที่มีโครงการสถานีพัฒนาเกษตรที่สูงในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ดอยม่อนล้าน ตำบลป่าตุ้ม อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีโอกาสเข้ามาทำงานในโครงการ ได้เรียนรู้การทำการเกษตรแบบผสมผสานที่ถูกต้อง จึงนำความรู้ไปทำในพื้นที่แปลงเกษตรของตนเอง” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เกษตรกรบ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้กับคณะในการลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการของนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมด้วยนางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการ กปร.

นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า โครงการได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ส่งเสริมการปลูกไม้ผลและพืชผักเมืองหนาว ตลอดถึงการปลูกข้าวแบบนาขั้นบันไดในพื้นที่เดียวกันและหมุนเวียนการปลูกพืชตามวงรอบฤดูกาลแทนการทำไร่เลื่อนลอยที่ต้องเปลี่ยนพื้นที่ทุกๆ ปี ซึ่งจะต้องตัดต้นไม้แล้วเผาเพื่อเตรียมพื้นที่ก่อนปลูกพืชไร่และต้องใช้พื้นที่ปลูกจำนวนมาก  จึงทำให้เกิดภูเขาหัวโล้นแต่เมื่อปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชแบบหลากหลายชนิดและต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันตลอดทั้งปี มีการปรับปรุงบำรุงดินอยู่เสมอ รวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟในร่มไม้ทำพื้นที่มีความชุ่มชื้นขึ้น ผลผลิตพืชต่างๆ ก็มีคุณภาพได้ราคา พื้นที่เพียง 10 ไร่ มีรายได้เพิ่มขึ้นถึง 300,000 กว่าบาทต่อปี เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ยังไม่มีโครงการซึ่งใช้พื้นที่น้อยกว่าเดิมแต่มีรายได้มากกว่า เนื่องจากปลูกพืชหลายชนิด ผลผลิตชนิดใดราคาตกก็มีชนิดอื่นเข้ามาทดแทน ต่างกับการทำไร่เลื่อนลอยที่ปลูกพืชเพียงชนิดเดียว ปีใดราคาตกก็จะขาดทุน เมื่อก่อนเก็บเงินทั้งปีได้ไม่กี่พันบาท หลังจากทำเกษตรแบบผสมผสานใช้พื้นที่น้อยแต่ผลผลิตดี ทำให้มีรายได้มากขึ้น ชีวิตครอบครัวก็ดีขึ้น ไม่ลำบากเหมือนเมื่อก่อน  มีรายได้อย่างต่อเนื่องเพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและมีเหลือเก็บอีกด้วย

“แม้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะจากพวกเราไปแล้ว แต่พวกเราก็ยังรู้สึกตื้นตันใจ และระลึกถึงท่านเสมอว่าครั้งหนึ่งพระองค์ได้เสด็จฯ มาในพื้นที่แห่งนี้ มาสร้างความเจริญให้พวกเรา พระราชทานความรู้แก่พวกเรา ให้โอกาสในการทำกิน ทำให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พวกเราจะไม่ลืมสิ่งที่พระองค์ได้พระราชทานให้แก่พวกเรา และจะระลึกถึงพระองค์ท่านตลอดไป” นางสาวอาหมี่ เบี่ยผะ กล่าว
 
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรดอยม่อนล้าน ซึ่งเป็นยอดเขาสูง พื้นที่บ้านอาแย ตำบลป่าไหน่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ทรงพบว่า มีชุมชนชาวเขาเผ่าอาข่าตั้งถิ่นฐานมาช้านาน เลี้ยงชีพโดยการทำไร่เลื่อนลอย และปลูกฝิ่น เป็นเหตุให้พื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของลุ่มน้ำแม่งัด สาขาของลุ่มน้ำปิงตอนบน ถูกทำลายกลายสภาพเป็นเขาหัวโล้น ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลลดลง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวเชียงใหม่ ตลอดจนปัญหาความยากจน สุขอนามัยของชาวบ้าน แรงงานทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในเมือง จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงฯ ดอยม่อนล้านขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ราษฎรปลูกพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ โดยโครงการฯ ได้ส่งเสริมการปลูกกาแฟ บ๊วย พลับ หม่อน พืชผักเมืองหนาวต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมงานศิลปาชีพ นอกจากนี้ยังมีการจ้างงานภายในสถานีฯ ทำให้ราษฎรมีรายได้ประจำ นอกจากนี้ยังมีความรู้ในการทำการเกษตรที่ถูกต้องเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ของตนเองได้เป็นอย่างดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

จากการลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานโครงการของคณะเมื่อวันก่อน พบว่าโครงการได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่า การฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าต้นน้ำ การส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขาซึ่งส่วนใหญ่เป็นเผ่าอาข่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายอย่างเป็นที่น่าพอใจยิ่ง นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนอีกด้วย
  
สำหรับในปีงบประมาณ 2568 และ 2569 คณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ได้สนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจัดทำแปลงตัวอย่างถาวรเพื่อศึกษาความหลากหลายทางระบบนิเวศ ส่งเสริมการทำระบบวนเกษตรให้แก่ราษฎรในพื้นที่ ซ่อมแซมระบบกระจายน้ำ ก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก จัดทำบ่อพักน้ำเพื่อการเกษตร (บ่อพวง) ก่อสร้างถังเก็บน้ำ และก่อสร้างฝายต้นน้ำแบบคอกหมู ทั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาบังเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราษฎรในพื้นที่อย่างเต็มที่ต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าร่วมพิธีเปิดงาน’2026 Thai Festival Market – Chinese New Year Edition’

'อธิบดีกรมการข้าว'เข้าร่วมพิธีเปิดงาน'2026 Thai Festival Market - Chinese New Year Edition'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เข้าร่วมพิธีเปิดงาน’2026 Thai Festival Market – Chinese New Year Edition’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.50 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เข้าร่วมพิธีเปิดงาน”2026 Thai Festival Market – Chinese New Year Edition” เดินหน้าขยายช่องทางสินค้าเกษตร เจาะตลาดต่างประเทศผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เข้าร่วมพิธีเปิดงาน “2026 Thai Festival Market – Chinese New Year Edition” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 มกราคม 2569 ณ Bravo BKK Mall ชั้น 1 Stadium Lobby กรุงเทพมหานคร โดยงานดังกล่าวเป็นความร่วมมือกันระหว่างองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กับ บริษัท Shanghai Taihuixuan Technology Co.,Ltd ในการขยายช่องทางการตลาดสินค้าเกษตรผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อมโยงระบบการค้าสินค้าเกษตรของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารดิจิทัล โดยมี นายต่อกุล คำถาเครือ รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ด้านการขับเคลื่อนสินค้าเกษตรสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีเปิดตราสัญลักษณ์ “Thai Mall” เพื่อประกาศความร่วมมือในการผลักดันสินค้าไทยสู่ตลาดจีน การเปิดร้านค้าออนไลน์อย่างเป็นทางการ การมอบประกาศนียบัตร “Thai Good Product Ambassador” แก่ผู้มีบทบาทในการประชาสัมพันธ์สินค้าไทย รวมถึงการเยี่ยมชมบูธสินค้า OTOP และสินค้าเกษตรคุณภาพสูงจากทั่วประเทศ

ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมการข้าว นำผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่จากกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ร่วมพิธีเปิดและร่วมจัดบูธนิทรรศการสินค้าแปรรูปจากข้าว อาทิ กราโนล่าจากข้าวกล้องอินทรีย์ ชาข้าวหอมมะลิ โลชั่นบำรุงผิวจากข้าว น้ำมันรำข้าวหอมระเหยแบบแท่ง และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าและแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของข้าวไทยในเวทีโลก

– 006

ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐาน! อธิบดีฝนหลวงฯสั่งเพิ่มเครื่องบิน-เที่ยวบิน เร่งระบายฝุ่น ออกจากพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล

ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐาน! อธิบดีฝนหลวงฯสั่งเพิ่มเครื่องบิน-เที่ยวบิน เร่งระบายฝุ่น ออกจากพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล

ค่าฝุ่นพุ่งเกินมาตรฐาน! อธิบดีฝนหลวงฯสั่งเพิ่มเครื่องบิน-เที่ยวบิน เร่งระบายฝุ่น ออกจากพื้นที่ กทม.-ปริมณฑล

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลในเช้าวันนี้ พบว่าอยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) อยู่ในระดับเริ่มส่งกระทบต่อสุขภาพและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน (สีส้มและสีแดง) เนื่องจากตามข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยาในเรื่องอัตราการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ไม่ดี/อ่อน และชั้นบรรยากาศใกล้ผิวพื้นมีลักษณะปิด รวมถึงมีจุดความร้อนในบางพื้นที่และจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น จึงทำให้แนวโน้มความเข้มข้นของฝุ่นละอองมีการสะสมเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ และยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์แม้จะมีโอกาสคลี่คลาย จึงได้สั่งการให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินและเที่ยวบินวางแผนเร่งระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบให้เร็วที่สุด เพื่อให้ค่าคุณภาพอากาศดีขึ้นและไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยปัจจุบันมีหน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เครื่องบินปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ จำนวน 4 ลำ ได้แก่ เครื่องบิน Super King Air 1 ลำ เครื่องบิน CARAVAN 3 ลำ หน่วยฯ จ.ระยอง สั่งการเพิ่มจำนวนเครื่องบินเป็น 3 ลำ ได้แก่ เครื่องบิน CN 1 ลำ เครื่องบิน CASA 2 ลำ และหน่วยฯ จ.ขอนแก่น ใช้เครื่องบิน CASA 3 ลำ เริ่มปฏิบัติการวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.2569) เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้ด้วย ในขณะที่ทางพื้นที่ภาคเหนือก็มีการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองเป็นประจำ และเตรียมตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ตาก และ จ.พิษณุโลก เริ่มปฏิบิตการวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 นี้

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า และจากการติดตามสภาพอากาศเช้านี้ หน่วยฯ อ.หัวหิน จึงมีการวางแผนบินปฏิบัติการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยเครื่องบิน Super King Air ในเวลา 10.00 น.และบินปฏิบัติการด้วยเทคนิคโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ในเวลา 10.00 น.ใช้เครื่องบิน CARAVAN 2 ลำ บินที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต บริเวณ อ.บางแพ จ.ราชบุรี อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม รวมถึงหน่วยฯ จ.ระยอง บินปฏิบัติการด้วยเทคนิคการก่อเมฆ เพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง ในเวลา 10.30 น.ใช้เครื่องบิน CN 1 ลำ บินที่ระดับความสูง 5,000 ฟุต บริเวณ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนในช่วงบ่าย หน่วยฯ อ.หัวหิน มีแผนปฏิบัติการด้วยเทคนิค โปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ในเวลา 14.30 น.ใช้เครื่องบิน CARAVAN 3 ลำ บินที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต บริเวณ อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และอ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนมั่นใจ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีความพร้อมทั้งทรัพยากรเครื่องบิน สารฝนหลวง และเจ้าหน้าที่ โดยจะติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ฝุ่นละอองตลอดทั้งวัน เพื่อวางแผนบินปฏิบัติการระบายฝุ่นให้มากที่สุด และหากคุณภาพอากาศไม่ดีขึ้นจะมีการพิจารณาให้บินปฏิบัติการเพิ่มเติมในเวลากลางคืนต่อไปอีกด้วย ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงให้จำกัดระยะเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก หากจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งให้สวมหน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่นทุกครั้ง

– 006

‘สุชาติ’สั่งการคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น ขยายเวลา WFH พร้อมประสาน’กรมฝนหลวง’เจาะชั้นบรรยากาศ

'สุชาติ'สั่งการคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น ขยายเวลา WFH พร้อมประสาน'กรมฝนหลวง'เจาะชั้นบรรยากาศ

‘สุชาติ’สั่งการคุมแหล่งกำเนิดฝุ่น ขยายเวลา WFH พร้อมประสาน’กรมฝนหลวง’เจาะชั้นบรรยากาศ

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.39 น.

ศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ (ศกพ.) กรมควบคุมมลพิษ แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 16 มกราคม 2569 โดยพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคอีสาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบในหลายพื้นที่ เนื่องจากเกิดสภาวะอากาศปิดใกล้ผิวพื้น ประกอบกับอัตราการระบายอากาศที่ค่อนข้างต่ำ ส่งผลให้ฝุ่นละอองไม่สามารถระบายออกจากพื้นที่ได้ โดยคาดว่าสถานการณ์จะเริ่มบรรเทาลงหลังวันที่ 16 มกราคม เป็นต้นไป

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กำชับให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ เฝ้าระวังและดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น และได้สั่งการกรมควบคุมลพิษ และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ให้สื่อสารแจ้งหน่วยงานในพื้นที่ในการควบคุมแหล่งกำเนิด งดเผาในช่วงอากาศปิด รวมถึงประสานกรุงเทพมหานคร พิจารณายกระดับมาตรการการประกาศเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) และพิจารณาขยายระยะเวลาการ Work From Home และได้ประสานกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ดำเนินการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อทำลายชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) ในการบรรเทาสถานการณ์ฝุ่นละออง พร้อมทั้งทำหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียนกรณีมลพิษข้ามพรมแดน เพื่อแจ้งขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านอีกทางหนึ่งด้วย

นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า ศกพ.ได้รายงานคุณภาพอากาศประจำวันที่ 14 มกราคม 2569 ณ 12:00 น ภาพรวมปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ในประเทศ ขยับสูงขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กทม. ปริมณฑล ภาคกลาง และภาคอีสาน โดยพบเกินค่ามาตรฐาน เป็นสีแดงในพื้นที่ กทม. ได้แก่ เขตบางรัก ปทุมวัน และสาทร รวมถึงจังหวัดนนทบุรีและสมุทรสาคร ในขณะที่พื้นที่อื่นๆ เป็นสีส้ม เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ได้แก่ กทม. 47 เขต รวมถึงหลายจังหวัดของภาคกลาง ภาคอีสาน และบางจังหวัดของภาคเหนือ โดยภาคเหนือ ตรวจวัดได้ 7.5 – 52.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 27.3 – 64.9 มคก./ลบ.ม. ภาคกลางและภาคตะวันตก 31.5 – 71.8 มคก./ลบ.ม. ภาคตะวันออก 20.6 – 56.7 มคก./ลบ.ม. ภาคใต้ 16.1 – 44.9 มคก./ลบ.ม. กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 39.1 – 98.9 มคก./ลบ.ม.

ศกพ.ยังคงขอความร่วมมือประชาชนตรวจสอบคุณภาพอากาศก่อนออกจากบ้าน โดยแนะนำให้ใช้รถโดยสารสาธารณะ เพื่อลดปริมาณการจราจรและลดการสัมผัสฝุ่นละอองที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งนี้หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกันตนเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทางเว็บไซต์ Air4Thai.pcd.go.th หรือ แอปพลิเคชัน Air4Thai

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งด่วน ปรับแผนบรรเทาฝุ่น เพิ่มเครื่องบิน และเพิ่มหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ เร่งปฏิบัติการบรรเทาฝุ่น

'อธิบดีฝนหลวงฯ'สั่งด่วน ปรับแผนบรรเทาฝุ่น เพิ่มเครื่องบิน และเพิ่มหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ เร่งปฏิบัติการบรรเทาฝุ่น

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’สั่งด่วน ปรับแผนบรรเทาฝุ่น เพิ่มเครื่องบิน และเพิ่มหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ เร่งปฏิบัติการบรรเทาฝุ่น

วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 โดยมี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ พร้อมด้วย นายฉันติ เดชโยธิน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์บรรยากาศประยุกต์ นายรังสรรค์ บุศย์เมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีฝนหลวง นายวีระพล สุดชาฎา ผู้อำนวยการกองดัดแปรสภาพอากาศ นักวิชาการ นักบิน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมเทวกุล ชั้น 6 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และระบบ VDO Conference จากหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.ระยอง และศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง

จากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในเกณฑ์เกินค่ามาตรฐาน (37.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร) เริ่มส่งกระทบต่อสุขภาพและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน (สีส้มและสีแดง) อธิบดีกรมฝนหลวงฯ จึงได้สั่งการให้เพิ่มจำนวนเครื่องบินและเที่ยวบินวางแผนเร่งระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพื่อให้ค่าคุณภาพอากาศดีขึ้น ไม่เกินค่ามาตรฐาน โดยขณะนี้มีหน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีเครื่องบิน จำนวน 4 ลำ ได้แก่ เครื่องบิน Super King Air 1 ลำ เครื่องบิน CARAVAN 3 ลำ หน่วยฯ จ.ระยอง เพิ่มจำนวนเครื่องบินเป็น 3 ลำ ได้แก่ เครื่องบิน CN 1 ลำ เครื่องบิน CASA 2 ลำ และหน่วยฯ จ.ขอนแก่น มีเครื่องบิน CASA 3 ลำ เริ่มปฏิบัติการวันพรุ่งนี้ (15 ม.ค.2569) เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้รับผลกระทบในขณะนี้

และจากการติดตามสภาพอากาศเช้านี้ หน่วยฯ อ.หัวหิน จึงมีการวางแผนบินปฏิบัติการตรวจวัดคุณภาพอากาศโดยเครื่องบิน Super King Air ในเวลา 10.00 น.และบินปฏิบัติการด้วยเทคนิคโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อระบายฝุ่นละออง ในเวลา 10.00 น.ใช้เครื่องบิน CARAVAN 2 ลำ บินที่ระดับความสูง 7,000 ฟุต บริเวณ อ.บางแพ จ.ราชบุรี อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม รวมถึงหน่วยฯ จ.ระยอง บินปฏิบัติการด้วยเทคนิคการก่อเมฆ เพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง ในเวลา 10.30 น.ใช้เครื่องบิน CN 1 ลำ บินที่ระดับความสูง 5,000 ฟุต บริเวณ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี ถึง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าว กรมฝนหลวงฯ จะติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์ฝุ่นละอองตลอดทั้งวัน เพื่อวางแผนบินปฏิบัติการระบายฝุ่นให้มากที่สุด โดยมีความพร้อมทั้งทรัพยากรเครื่องบิน สารฝนหลวง เจ้าหน้าที่ และหากคุณภาพไม่ดีขึ้น จะพิจารณาให้บินปฏิบัติการเพิ่มเติมในเวลากลางคืนต่อไปอีกด้วย

– 006

‘กรมปศุสัตว์’ จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2569 มุ่งสืบสานและพัฒนาสายพันธุ์กระบือไทย

'กรมปศุสัตว์' จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2569 มุ่งสืบสานและพัฒนาสายพันธุ์กระบือไทย

‘กรมปศุสัตว์’ จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2569 มุ่งสืบสานและพัฒนาสายพันธุ์กระบือไทย

วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

กรมปศุสัตว์จัดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี 2569 ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มุ่งสืบสานและพัฒนาสายพันธุ์กระบือไทย

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา พร้อมกล่าวว่า เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยในด้านการพัฒนาการปศุสัตว์ อีกทั้งให้เกษตรกรเจ้าของกระบือจากทุกภูมิภาคของประเทศ ตื่นตัวในการพัฒนาสายพันธุ์กระบือของตนเองให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ตลอดจนส่งเสริมและอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย อันจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ส่งเสริมและอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย โดยใช้วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมที่นำกระบือไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร ต่อยอดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการอนุรักษ์สายพันธุ์กระบือปลักไทย

สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับส่วนราชการจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานภาคเอกชน ตลอดจนภาคีเครือข่ายกระบือทั่วประเทศ โดยกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงผลงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเลี้ยงกระบือปลักไทย การนำเสนอผลงานของกลุ่มเกษตรกร ชุมชนคนรักกระบือปลักไทยที่โดดเด่น การแสดงสัตว์พันธุ์ดี การเผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการและผลงานด้านปศุสัตว์ การแสดงผลิตภัณฑ์และการแปรรูปปศุสัตว์ ตลอดทั้งการแสดงและจำหน่ายผลผลิตปศุสัตว์จากเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรต่างๆ การประกวดกระบือปลักไทย จำนวน 16 รุ่น ซึ่งมีกระบือเข้าร่วมประกวดจากทุกภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งสิ้น 99 ตัว เป็นกระบือปลักไทยเผือกเพศเมีย จำนวน 8 ตัว กระบือปลักไทยเผือกเพศผู้ จำนวน 18 ตัว กระบือปลักไทยดำเพศเมีย จำนวน 30 ตัว และกระบือปลักไทยดำเพศผู้ จำนวน 43 ตัว การแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร นอกจากนี้ ยังมีการออกร้านสาธิตและจำหน่ายสินค้าของกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ นิทรรศการมีชีวิต การแสดงพ่อพันธุ์กระบือปลักไทยต้นแบบ การสาธิตประเพณีวิ่งควาย กิจกรรมสู่ขวัญควาย

ทั้งนี้กระบือที่ได้รับการพิจารณาว่ามีลักษณะดีที่สุดในการประกวดในครั้งนี้ จะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานถ้วยรางวัลกระบือปลักไทยชนะเลิศยอดเยี่ยม (Grand Champion) เพศผู้และเพศเมีย จำนวน 2 รางวัล สำหรับการแข่งขันกระบือปลักไทย ประเภทการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร กระบือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จำนวน 1 รางวัล โดยผู้สนใจสามารถร่วมชมงานวันอนุรักษ์และพัฒนากระบือปลักไทย ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาโคนม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้จนถึงพรุ่งนี้ (14 ม.ค.69)

-(016)

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมเดินและพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันวิ่งโครงการ ‘Run for Wheels 5’

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมเดินและพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันวิ่งโครงการ ‘Run for Wheels 5’

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงร่วมเดินและพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันวิ่งโครงการ ‘Run for Wheels 5’

วันจันทร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2569, 12.54 น.

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมเดิน และพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันวิ่ง โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์ 5“ (Run for Wheels 5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5”

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงร่วมเดิน และพระราชทานถ้วยรางวัลในการแข่งขันวิ่ง โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์ 5“ (Run for Wheels 5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5” ในส่วนของกรมปศุสัตว์ นำโดยนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมเป็นเกียรติในพิธีฯ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 

การจัดงานการแข่งขันวิ่ง โครงการ “รัน ฟอร์ วีลส์ 5 (Run for Wheels 5) วิ่งเพื่อให้หมาได้วิ่ง ครั้งที่ 5” มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไปจัดทำวีลแชร์ให้แก่สัตว์พิการ และสนับสนุนจัดซื้อเครื่องมือทางการแพทย์ให้แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ

-(016)

รองปลัดฯถกสรุปจัดงานมหกรรมเกษตรฯ

รองปลัดฯถกสรุปจัดงานมหกรรมเกษตรฯ

รองปลัดฯถกสรุปจัดงานมหกรรมเกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

คณะกรรมการจัดงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา ครั้งที่ 6/2568 จัดประชุมสรุปและประเมินผลการจัดงานฯ โดยจากผลการประเมินเป็นที่น่าพึงพอใจ

วันนี้ (8 ม.ค.) นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดงานมหกรรมการเกษตรและท่องเที่ยวถนนสายดอกไม้งามริมกว๊านพะเยา จ.พะเยา ครั้งที่ 6/2568 โดยมีผู้บริหารในหน่วยงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 135 และระบบออนไลน์ Zoom meeting ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาสรุปและประเมินผลการจัดงานถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงานริมกว๊านพะเยา ภายใต้งาน “Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026” โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งผลการจัดงานแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้ 1.New gen & Learner กลุ่มนักเรียนและคนรุ่นใหม่ ช่วงอายุ 20 – 29 ปี ที่มุ่งเน้นประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยว การถ่ายรูป เช็คอิน ร่วมกิจกรรม Workshop การพักผ่อน และสะท้อนความพึงพอใจรวมถึงการแสดงอัตลักษณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 19.93
2.Family & Shopper กลุ่มครอบครัวและผู้ซื้อสินค้า ช่วงอายุ 30 – 49 ปี เป็นกลุ่มผู้บริโภคแบบผสม hybrid Consumption ให้ความสำคัญทั้งประสบการณ์เรียนรู้ด้านการเกษตร การถ่ายรูป เช็คอิน ซื้อสินค้าต่าง ๆ คิดเป็นร้อยละ 39.83 และ 3.Smart & Farmer กลุ่มเกษตรกรและข้าราชการ ช่วงอายุ 50 ขึ้นไป ให้ความสำคัญกับการแสวงหาความรู้ ชมนิทรรศการและร่วมกิจกรรมการสาธิต แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อคุณค่าทางสังคมและหน้าที่คิดเป็นร้อยละ 40.24 อีกด้วย
ทั้งนี้ จากการประเมินผลการจัดงานถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงานริมกว๊านพะเยา ภายใต้งาน “Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026” เป็นที่น่าพึงพอใจ โดยที่ประชุมจะนำข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไปปรับใช้ในการจัดงานครั้งต่อไป

015

เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาเกลือทะเลไทย

เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาเกลือทะเลไทย

เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาเกลือทะเลไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.19 น.

กระทรวงเกษตรฯ ไม่หยุดนิ่ง! ตั้งทีมเฉพาะกิจแก้ปัญหาเกลือทะเลไทยทั้งระบบ เดินหน้าคลายความเดือดร้อนเกษตรกร มุ่งสร้างเสถียรภาพราคาและการผลิตอย่างยั่งยืน

วันนี้ (8 ม.ค.) นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือพัฒนาระบบการผลิตและตลาดเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า การขับเคลื่อนแก้ปัญหาเกลือทะเลไทยครั้งนี้เป็นภารกิจเชิงนโยบายภายใต้กรอบคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ซึ่งได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อน 4 มาตรการอย่างชัดเจน และเป็นแนวนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทยอย่างเป็นระบบและจริงจัง ภายใต้แนวคิด “Sea to Government” พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าว อีกทั้ง ที่ประชุมได้หารือมาตรการรองรับสถานการณ์ราคาที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ โดยมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรจัดทำแผนบริหารจัดการและมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาอย่างรอบคอบ ควบคู่กับการทบทวนบทเรียนจากมาตรการที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน

รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ ไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาดังกล่าว พร้อมเดินหน้าคลายความเดือดร้อนเกษตรกรเกลือทะเลไทย โดยเน้นย้ำการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลในครั้งนี้ต้องบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ อย่างเต็มกำลัง โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวบรวมปริมาณการใช้เกลือทะเลในกระบวนการผลิตตามภารกิจที่รับผิดชอบ พร้อมจัดทำทั้งแผนหลักและแผนสำรอง เพื่อรองรับข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้น และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทยเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบของการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรอื่นในอนาคต

“การแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทยจำเป็นต้องขับเคลื่อนตาม 4 มาตรการหลักอย่างจริงจัง พร้อมปรับรูปแบบการทำงานโดยจัดตั้งทีมเฉพาะกิจสนับสนุนการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยปัจจุบันกำลังการผลิตเกลือทะเลไทยลดลง เหลือประมาณ 5 แสนตัน ขณะที่ความต้องการใช้ยังอยู่ในระดับสูง จึงต้องยกระดับคุณภาพและกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานตลาด ใช้มาตรการสินเชื่อเป็นกลไกหลักในการเพิ่มศักยภาพการลงทุน และผลักดันสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนให้เป็นศูนย์กลางรวบรวมและต่อยอดสู่การแปรรูปเพิ่มมูลค่าอย่างยั่งยืน” รองปลัดเกษตรฯ กล่าว

สำหรับ 4 มาตรการสำคัญตามแผนปฏิบัติการรักษาเสถียรภาพราคาและยกระดับมูลค่าเกลือทะเลไทย ปี 2569 ได้แก่ 1. มาตรการสินเชื่อเพื่อบริหารจัดการการผลิต 2. การส่งเสริมให้สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนเป็นศูนย์กลางรวบรวมและจำหน่ายผลผลิตระดับจังหวัด 3. การเร่งรัดขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือทะเลและจัดทำฐานข้อมูลกลาง และ 4. การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเกลือคุณภาพ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าผลผลิต

นอกจากนี้ มีแผนลงพื้นที่ 7 จังหวัดแหล่งผลิตเกลือทะเล ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ปัตตานี ชลบุรี จันทบุรี เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ 13–31 มกราคม 2569 เพื่อสื่อสารนโยบายและมาตรการของภาครัฐให้เกษตรกรรับทราบโดยตรง พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นจากพื้นที่ เพื่อนำมาปรับปรุงแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของเกษตรกร นำไปสู่การแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

015

เปิดตัว‘เนื้อปลาฟู’วัตถุดิบอาหารทางเลือก ใช้ได้หลายเมนู หนุนคุมการบริโภค ลดปัญหาปลาต่างถิ่น

เปิดตัว‘เนื้อปลาฟู’วัตถุดิบอาหารทางเลือก ใช้ได้หลายเมนู หนุนคุมการบริโภค ลดปัญหาปลาต่างถิ่น

เปิดตัว‘เนื้อปลาฟู’วัตถุดิบอาหารทางเลือก ใช้ได้หลายเมนู หนุนคุมการบริโภค ลดปัญหาปลาต่างถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

 เปิดตัว‘เนื้อปลาฟู’วัตถุดิบอาหารทางเลือก ใช้ได้หลายเมนู หนุนคุมการบริโภค ลดปัญหาปลาต่างถิ่น

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนา “เนื้อปลาฟู” จากปลาหมอคางดำ “เนื้อปลาฟู”  เป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นสามารถนำไปต่อยอดปรุงเป็นอาหารได้กว่า 10 เมนู อาทิเช่น น้ำพริกสูตรต่างๆ ผงโรยข้าว เก็บได้นาน 6 เดือนในสภาวะอุณหภูมิห้อง ไม่มีสารกันเสีย ตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ ส่งเสริมให้เกิดการ “กินเพื่อคุม” ปลาต่างถิ่น สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล

“การใช้ประโยชน์ด้วยการบริโภค” เป็นแนวทางสำคัญในการจัดการและควบคุมประชากร “ปลาต่างถิ่น” โดยเฉพาะ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ทีมนักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มองเห็นการวิจัยพัฒนาแปรรูปปลาเพื่อส่งเสริมการ “กินเพื่อคุมและกำจัด” ขยายวงกว้างขึ้น และมีผลลัพธ์ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจของชุมชน จึงได้พัฒนากระบวนการแปรรูป “เนื้อปลาฟู” ให้อยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ขั้นต้น (Raw material) ที่สามารถนำไปต่อยอดเพิ่มมูลค่าในรูปผลิตภัณฑ์พร้อมบริโภค ช่วยส่งเสริมให้การบริโภคปลาชนิดนี้ง่ายและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยเนื้อปลาฟูดังกล่าวเก็บได้นานถึง 6 เดือนในสภาวะอุณหภูมิห้อง พร้อมตอบโจทย์ทั้งด้านโภชนาการ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในพื้นที่ห่างไกล

ปลาหมอคางดำจัดเป็นปลาต่างถิ่นที่สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่อาหารจานหลัก ของกินเล่น น้ำพริก ไปจนถึงน้ำปลา หรือผลิตภัณฑ์แปรรูปในครัวเรือนอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม มาตรการควบคุมและการเฝ้าระวังในการเคลื่อนย้ายปลา ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่อาจจะเข้าถึงปลาหมอคางดำนี้ได้ค่อนข้างยาก

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปลี่ยน “ปัญหาในแหล่งน้ำ” ให้เป็น “โอกาสในจานอาหาร” ได้ดำเนินการ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปปลาหมอคางดำ ให้อยู่ในรูปวัตถุดิบที่มีศักยภาพเก็บรักษาได้นาน ขนย้ายได้ง่าย ราคาเข้าถึงได้ ภายใต้แนวคิดการแปรรูปด้วยกระบวนการและเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ โดยเน้นเพิ่มมูลค่าและยืดอายุการเก็บรักษา

การแปรรูปเป็น “เนื้อปลาฟู” จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ตอบโจทย์ต่อผู้บริโภคและธุรกิจแปรรูป เพราะสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบหรือปรุงอาหารได้ทันที โดยไม่ต้องขอดเกล็ดหรือเลาะก้าง และจัดการได้ง่ายเหมือนมี “เนื้อปลาพร้อมปรุง”   เก็บรักษาได้นาน 6 เดือน ภายใต้การผลิตและบรรจุที่ถูกสุขลักษณะ เพิ่มความสะดวกสบายหยิบมาปรุงได้ตลอดเวลา ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการจับปลาขึ้นมาบริโภคอย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปปลาขั้นต้นระดับชุมชน สร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่

อาจารย์ญาธิปวีร์ ปักแก้ว นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการ ฝ่ายโภชนาการและสุขภาพ และ อาจารย์พัทธินันท์ วาริชนันท์ นักวิจัยชำนาญการพิเศษ ฝ่ายจุลชีววิทยาประยุกต์ เป็นทีมวิจัยเบื้องหลังพัฒนานวัตกรรม “ปลาหมอคางดำฟู”  กล่าวว่า ทีมวิจัยใช้หลักการเฮอเดิลเทคโนโลยี (Hurdle Technology) หรือ การถนอมอาหารแบบผสมผสาน ร่วมกับการใช้กระบวนการที่สำคัญ โดยเฉพาะ การแช่เนื้อปลาด้วยน้ำเกลือความเข้มข้น 5% เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติให้กับเนื้อปลา ลดความคาวร่วมด้วยการทำแห้งด้วยลมร้อน ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในช่วงที่เหมาะสม จนได้เนื้อปลาฟูที่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่ดีและเป็นที่ยอมรับ  มีความฟูและกลิ่นหอมที่มีเอกลักษณ์เก็บรักษาได้นานถึง 6 เดือน โดยไม่มีวัตถุกันเสีย และยังคงคุณค่าทางโภชนาการของเนื้อปลาไว้ได้อย่างดี

ทีมนักวิจัยได้พัฒนาและทดสอบกระบวนการแปรรูปจนได้เนื้อปลาฟูที่ปลอดภัย มีรสชาติกลมกล่อม และสามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายกว่า 10 เมนู อาทิเช่น น้ำพริกสูตรต่างๆทั้งแบบดั้งเดิมและแบบประยุกต์ ผงโรยข้าว ยำปลาฟู รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆในอนาคต

อาจารย์ญาธิปวีร์ มองว่า นวัตกรรม “เนื้อปลาฟู” จากปลาหมอคางดำ เป็นแนวทางการ เพิ่มมูลค่าให้กับปลา ที่สนับสนุนให้เกิดการ จับขึ้นมาใช้ประโยชน์และบริโภคอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “กินเพื่อคุม” ที่ใช้การบริโภคอย่างสร้างสรรค์เป็นกลไกควบคุมประชากรปลา ขณะเดียวกัน ยังสามารถต่อยอดเป็น “ธุรกิจของชุมชน” ในการแปรรูปขั้นต้น สร้างรายได้ และเสริมความมั่นคงทางอาหารไม่แพ้ปลาท้องถิ่นอื่นๆ