อธิบดีกรมชลฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินหน้าผลสัมฤทธิ์ตามพระบรมราโชบาย

อธิบดีกรมชลฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินหน้าผลสัมฤทธิ์ตามพระบรมราโชบาย

อธิบดีกรมชลฯ ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เดินหน้าผลสัมฤทธิ์ตามพระบรมราโชบาย

วันอังคาร ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 19.20 น.

24 กุมภาพันธ์ 2569 พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วย พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ องคมนตรี และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม ณ อาคารรับรอง 606 สนามเสือป่า สำนักพระราชวัง แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร

โดยมีวาระการประชุมต่าง ๆ อาทิ คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง ผลการดำเนินงานของมูลนิธิโครงการหลวง ประจำปี 2568 ความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ ความคืบหน้าการดำเนินงานสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง การจัดงาน “โครงการหลวง 57” การจัดพิธีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก และความคืบหน้าการดำเนินงานสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น กรมชลประทานได้เข้าไปดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ ดังนี้

ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ จังหวัดตาก กรมชลประทานได้จัดทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำสนับสนุนศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ กรมชลประทาน รวม 4 เฟส มีแผนพัฒนา ทั้งหมด 32 โครงการ (13 อ่างเก็บน้ำ และอื่น ๆ 19 โครงการ) ประกอบด้วย โครงการที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จำนวน 12 โครงการ โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง จำนวน 3 โครงการ และโครงการที่มีแผนก่อสร้าง จำนวน 17 โครงการ ซึ่งหากก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีปริมาณน้ำรวมทั้งหมดประมาณ 5,238,534 ลูกบาศก์เมตร และสามารถช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร ประมาณ 9,613 ไร่ ส่งผลให้พื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงเลอตอ และราษฎร มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และการดำเนินกิจกรร ต่างๆ ตลอดทั้งปี และสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กรมชลประทาน ดำเนินการจัดหาน้ำต้นทุน เพื่อสนับสนุนพื้นที่สถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ประกอบด้วย 1. โครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำสถานีวิจัยการเกษตรและพัฒนาโครงการหลวงโนนดินแดง ผลการดำเนินงานปัจจุบัน ร้อยละ 30.00 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2569

และ 2. โครงการพัฒนาอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 15 แห่ง ปัจจุบันกรมชลประทานอยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนาแหล่งน้ำ จำนวน 13 แห่ง ได้แก่ 1) อ่างเก็บน้ำช่องเสม็ด 2) อ่างเก็บน้ำคลองยาง 3) อ่างเก็บน้ำโคกเพชร 4) อ่างเก็บน้ำช่องตะโก 5) อ่างเก็บน้ำคลองหิน 6) อ่างเก็บน้ำระหอกเกตุ 7) อ่างเก็บน้ำคลองโป่ง 8)อ่างเก็บน้ำป่าไม้สหกรณ์ 9) อ่างเก็บน้ำฐานเจ้าป่า 10) อ่างเก็บน้ำเขาประทุน 11) อ่างเก็บน้ำซับสมบูรณ์ 12) อ่างเก็บน้ำซับเศรษฐี และ 13) อ่างเก็บน้ำซับคะนิง ผลการดำเนินงานภาพรวม ร้อยละ 30.00 คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2569 เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎร 710 ครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 5000 ไร่ ครอบคลุม 19 หมู่บ้าน ในอำเภอโนนดินแดง สำหรับอ่างเก็บน้ำอีก 2 แห่ง คือ อ่างเก็บน้ำร่มเกล้า และอ่างเก็บน้ำเขาลูกช้าง ปัจจุบันราษฎรมีแหล่งน้ำในพื้นที่เพียงพอสำหรับด้าเนินกิจกรรมต่าง ๆ อ่างเก็บน้ำดังกล่าวจึงเป็นแหล่งน้ำสำหรับสัตว์ป่าในพื้นที่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาร่วมกับกรมป่าไม้เพื่อฟื้นฟูสภาพอ่างเก็บน้ำตามความเหมาะสมต่อไป

นอกจากนี้ องคมนตรีได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อคณะกรรมการบริหารมูลนิธิโครงการหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ที่ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของโครงการหลวงมาอย่างต่อเนื่องและดียิ่ง พร้อมทั้งเน้นย้ำให้การดำเนินงานของโครงการหลวงเป็นไปตามกรอบพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายและก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างยั่งยืน

– 006

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

ARDA ลุยภาคเหนือ โชว์ 4 นวัตกรรมจาก ‘APP TECH’ ผลิกชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.00 น.

สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดกิจกรรม “App Tech Connect เทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อมอนาคตเกษตรกรไทย” นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ : เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง ชี้ให้เห็นพลังงานวิจัยที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต คุณภาพผลผลิต ตลาดสร้างรายได้ ไปจนถึงความยั่งยืนของชุมชน

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหากดดันรอบด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ราคาผลผลิตและภูมิอากาศผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยทั้งระบบ จากความท้าทายดังกล่าว ARDA จึงเดินหน้าผลักดัน “เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate Technology)” ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ที่ตั้งเป้าหมายชัดว่าต้องทำให้เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ภายใน 2 ปี ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนจำกัด ปัจจุบัน ARDA ได้อนุมัติทุนวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้า APP TECH แล้ว 36 โครงการ ครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ ร่วมกับพันธมิตร 24 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 61 จังหวัดทั่วประเทศ ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA นำชม 4 ผลงานเด่นที่ ดังนี้

ครั้งแรกของไทย! เทคโนโลยีผสมเทียมขั้นสูง ไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’ เขย่าอุตสาหกรรมเนื้อ ลดนำเข้า 2 ล้านตัน/ปี ดันรายได้เกษตรกรพุ่งตัวละ 40,000 บาท         

อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ผลผลิตลดลงจากโรคลัมปีสกิน ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง ขณะที่ความต้องการเนื้อพรีเมียมในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำลังผลิตยังไม่พอจนต้องนำเข้ามากกว่า 2 ล้านตันต่อปี กระทบทั้งความมั่นคงอาหารและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว  ARDA สนับหนุนงานวิจัยให้ กรมปศุสัตว์พัฒนา “โคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” โคเนื้อพรีเมียมที่ผสมระหว่างวากิว แองกัส และโคพื้นเมืองไทย จนได้โคที่ทนร้อน เนื้อนุ่ม และให้เกรดเนื้อสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรถึง 30,000–40,000 บาทต่อตัว

จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการฯ คือการพัฒนาชุดเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงตั้งแต่กระบวนการ “เก็บไข่ – ปฏิสนธิ – ย้ายฝากตัวอ่อน” ทำให้สามารถขยายพันธุ์โคคุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า โดยเก็บไข่จากแม่พันธุ์ปฏิสนธิในห้องแล็บ และย้ายฝากไปยังแม่โคอุ้มบุญในฟาร์มทั่วประเทศ และเมื่อผสานกับเทคนิคอาหารสัตว์แบบแม่นยำ ทำให้เกษตรกรขุนโคได้เร็วขึ้น ลดเวลาอย่างน้อย 2 เดือน

โดยปัจจุบันโครงการฯ สามารถสร้างแม่โคตั้งท้องแล้วกว่า 541 ตัว ฝากย้ายตัวอ่อนแล้ว 170 ตัว เกษตรกรกว่า 540 รายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ฟาร์มจำนวน 108 แห่ง ในกว่า 17 จังหวัด และเริ่มผลิตเนื้อพรีเมียมออกสู่ตลาดได้จริง

ARDA เปิดตัวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์พันธุ์ใหม่ “UP 242 – UP 227” สร้างทางเลือก เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรพื้นที่ภาคเหนือตอนบน

ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยพะเยาพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227 และ UP242 ” ชูจุดเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเพิ่มมากกว่า 20% จาก 1,200 กก./ไร่ เป็น 1,500 กก./ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรสูงขึ้น 20–30% ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะกับพื้นที่หลังนาในภาคเหนือโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการฯ สามารถรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย แพร่ ลำปาง น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้มากถึง 25,000–36,000 กก. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEsเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” และผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ลูกผสมดีเด่นเรียบร้อยแล้ว

ARDA ปั้นภาคเหนือเป็นแหล่ง ข้าวพรีเมียมไทย’ ดันสาลีจาปอนิกาทะยาน เพิ่มรายได้เกษตรกรพุ่งเป็นเท่าตัว!

ARDA เดินหน้าพัฒนาพืชหลังนาและพืชพรีเมียมมูลค่าสูงในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เแก้โจทย์รายได้ไม่ต่อเนื่องของเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อย ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวระดับพรีเมียมของประเทศ โดยผลักดันสองโครงการสำคัญ คือ “ข้าวสาลี” และ “ข้าวจาปอนิกา” ซึ่งต่างเป็นพืชที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและศักยภาพพื้นที่จริง ข้าวสาลี ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพลิกพื้นที่หลังนาให้มีรายได้เพิ่ม 3 เดือนช่วงฤดูหนาว ด้วยคุณสมบัติใช้น้ำน้อยและเหมาะกับพื้นที่สูง ยกระดับผลผลิตจากต่ำกว่า 250 เป็น 350–400 กก./ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% พร้อมสร้างต้นแบบเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าสูง เช่น คราฟต์เบียร์ อาหารสุขภาพ และหลอดข้าวสาลี ในขณะเดียวกัน ข้าวจาปอนิกา ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย เป็นสินค้าทางเลือกเพื่อตลาดเฉพาะที่ไทยต้องนำเข้า 2,100 ตันต่อปี มูลค่า 50 ล้านบาท ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ลดต้นทุนลง 14% ผลผลิตเพิ่มเป็นเฉลี่ย 945 กก./ไร่ (เดิมเกษตรกรผลิตได้น้อยกว่า 800 กก./ไร่) ทำให้เกษตรกร 105 รายมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกว่า 6,567 บาท/ไร่ พร้อมยกระดับมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร และพัฒนาโรงสีสู่มาตรฐาน GHP/HACCP เพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งสองโครงการกำลังปั้นห่วงโซ่มูลค่าข้าวภาคเหนือใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มรายได้ ลดนำเข้าและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ผลงานวิจัย แต่คือการโชว์จุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ ให้หลุดพ้นจากวงจรต้นทุนสูง–รายได้ต่ำ สู่ยุคใหม่ที่ “เทคโนโลยีทำงานแทนต้นทุน และงานวิจัยสร้างรายได้จริง” และ ARDA พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของงานวิจัยไปขยายผลจากต้นแบบในภาคเหนือไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีอนาคตที่มั่นคง แข่งขันได้ และยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิในเศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างมั่นใจ

กรมชลประทาน เดินหน้าความร่วมมือ JICA–MLIT ยกระดับระบบชลประทานอัจฉริยะ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าความร่วมมือ JICA–MLIT ยกระดับระบบชลประทานอัจฉริยะ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

กรมชลประทาน เดินหน้าความร่วมมือ JICA–MLIT ยกระดับระบบชลประทานอัจฉริยะ มุ่งสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.31 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นำคณะผู้บริหารกรมชลประทาน เข้าพบ Mr. Hirabayashi Hideki, Executive Technical Advisor to the Director General ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกรมชลประทานกับ Japan International Cooperation Agency (JICA) ในโครงการ “Project for Smart Irrigation and Drainage System in AWD Rice Cultivation and GHG” เพื่อพัฒนาระบบชลประทานและระบบระบายน้ำอัจฉริยะสำหรับการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรกรรม ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โดยโครงการดังกล่าว มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญของญี่ปุ่น ทั้งการออกแบบระบบบริหารจัดการน้ำ การควบคุมระดับน้ำในแปลงนา การประยุกต์ใช้เทคนิคการบดอัดชั้นดิน (Hardpan) เพื่อลดการสูญเสียน้ำ ซึ่งพื้นที่ที่ดำเนินโครงการต้นแบบ “มุกดา Smart Farm 349” อยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยมุก จังหวัดมุกดาหาร เพื่อพัฒนาต้นแบบการบริหารจัดการน้ำเชิงนวัตกรรมที่สามารถขยายผลสู่พื้นที่อื่นในอนาคต นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการน้ำภาคเกษตรกรรมของไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเกษตรกรรมคาร์บอนต่ำ และรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารกรมชลประทานยังได้เข้าพบผู้แทนจาก Ministry of Land, Infrastructure, Transport and Tourism (MLIT) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การป้องกันอุทกภัย และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนระบบชลประทาน โดยเฉพาะแนวทางช่วยเหลือและเสริมความเข้มแข็งให้พื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ

‘อธิบดีกรมชลฯ’ นำคณะศึกษาดูงานญี่ปุ่น แลกเปลี่ยนแนวทางบริหารจัดการน้ำและความร่วมมือระหว่างประเทศ

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.51 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นำคณะผู้บริหารกรมชลประทานศึกษาดูงานและหารือความร่วมมือกับ Asian Development Bank Institute (ADBI) ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนาย Byungsik Jung รองคณบดีสถาบันฯ ให้การต้อนรับ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวทางการพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านความร่วมมือทางวิชาการและหลักสูตรฝึกอบรมระดับนานาชาติ

ต่อมา คณะผู้บริหารฯได้ลงพื้นที่ ณ ศูนย์บริหารจัดการรวมโทเนะกลาง เมืองซัตเตะ จังหวัดไซตามะ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำของประเทศญี่ปุ่น ทำหน้าที่ควบคุม ป้องกัน และบริหารจัดการอุทกภัยให้กับชุมชน พื้นที่อุตสาหกรรม และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการวางระบบป้องกันอุทกภัยแบบบูรณาการ การควบคุมระดับน้ำและประตูระบายน้ำจากระยะไกล การตรวจสอบสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงศึกษารายละเอียดโครงสร้างภายในอุโมงค์สถานีสูบน้ำใต้ดินขนาดใหญ่ และระบบเครื่องสูบน้ำสมรรถนะสูง เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดการบริหารจัดการน้ำของไทยให้มีประสิทธิภาพ มั่นคง และรองรับสภาพภูมิอากาศและความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างเหมาะสม

-(016)

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยแก้ปัญหาฝุ่น พื้นที่อีสานตอนบน-ใต้ตอนล่าง-จันทบุรี

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลุยแก้ปัญหาฝุ่น พื้นที่อีสานตอนบน-ใต้ตอนล่าง-จันทบุรี

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยแก้ปัญหาฝุ่น พื้นที่อีสานตอนบน-ใต้ตอนล่าง-จันทบุรี

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

20 กุมภาพันธ์ 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในการประชุมภารกิจการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เพื่อติดตามสถานการณ์และรับฟังปัญหา อุปสรรคในการดำเนินงาน และมอบนโยบาย ในการบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พร้อมปฏิบัติการทำฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร หากสภาวะแวดล้อมเข้าเงื่อนไข ให้ดำเนินการควบคู่กันไป ในพื้นที่ภาคอีสานตอนบน ภาคใต้ตอนล่างและโซนจังหวัดจันทบุรี
โดยมี นายสุรพันธุ์ สุวรรณไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในการปฏิบัติการสำหรับในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีฝุ่นค่อนข้างหนาแน่น ให้เตรียมวางแผนในการทำงานให้รัดกุม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานต่อไป ณ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จังหวัดขอนแก่น

‘อธิบดีกรมการข้าว’ผลักดันธัญพืชเมืองหนาว เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

'อธิบดีกรมการข้าว'ผลักดันธัญพืชเมืองหนาว เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ผลักดันธัญพืชเมืองหนาว เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.43 น.

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 นายธัญญวัฒน์ พากเพียร ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี “ปอยข้าวสาลีล้านนา ครั้งที่ 6” โดยมี อานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมการข้าว และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการผลิตและการใช้ประโยชน์จากธัญพืชเมืองหนาว สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักวิจัย เกษตรกร และผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิดการขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากธัญพืชเมืองหนาวด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม พร้อมเปิดตัว “ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการและการใช้ประโยชน์จากธัญพืชเมืองหนาว” เพื่อเป็นศูนย์กลางบูรณาการงานวิจัย เทคโนโลยี และการต่อยอดเชิงพาณิชย์ครบวงจร

ไฮไลท์สำคัญภายในงานคือการเปิด “โรงงานต้นแบบการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทคราฟต์” ที่ใช้วัตถุดิบจากข้าว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวโอ๊ต เพื่อเป็นต้นแบบการแปรรูปสินค้าเกษตรมูลค่าสูง เชื่อมโยงผลผลิตเกษตรกรสู่ภาคอุตสาหกรรมและตลาดเฉพาะกลุ่ม เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

ภายในงานยังมีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ นิทรรศการพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตธัญพืชเมืองหนาว การสาธิตแปรรูปผลิตภัณฑ์ การประกวดภาพถ่ายและแข่งขันประกอบอาหาร กิจกรรม “กาดมั่ว” ตลาดนัดล้านนา ตลอดจนเวทีพบปะจับคู่ความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ผู้ผลิต และผู้ประกอบการ เพื่อยกระดับศักยภาพธัญพืชเมืองหนาวของไทยสู่ความมั่นคงและแข่งขันได้ในอนาคต

– 006

‘อธิบดีกรมชลประทาน’แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8

'อธิบดีกรมชลประทาน'แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8

‘อธิบดีกรมชลประทาน’แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำ เสริมสร้างความร่วมมือวิชาการไทย-ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.11 น.

17 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมชลประทาน คณะผู้ทรงคุณวุฒิ และคณะผู้บริหารระดับสูง ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากกรมพัฒนาชนบท กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (Ministry of Agriculture, Forestry and Fisheries: MAFF) ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและเข้าร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านการชลประทานและการระบายน้ำไทย – ญี่ปุ่น ครั้งที่ 8 (The 8th Thailand-Japan Joint Working Group on Irrigation and Drainage Technology Exchange) ณ กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพมหานคร

สำหรับการเข้าพบหารือและประชุมวิชาการในครั้งนี้ เป็นไปตามความร่วมมือภายใต้บันทึกการหารือว่าด้วยการชลประทานและการระบายน้ำ (Record of Discussions in the Field of Irrigation and Drainage Technology Exchange: ROD) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้านการชลประทานและการระบายน้ำระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกรมชลประทานได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้

นอกจากนี้ คณะผู้แทนจากประเทศญี่ปุ่นยังมีกำหนดการเดินทางไปศึกษาดูงานในพื้นที่โครงการของสำนักงานชลประทานที่ 2 ในจังหวัดพิษณุโลก ลำปาง และเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 18 – 19 กุมภาพันธ์ นี้ เพื่อศึกษาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการชลประทานและการระบายน้ำของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน

‘อธิบดีกรมการข้าว’เชื่อมสัมพันธ์’IRRI’ดันโมเดล’ทุ่งกุลาร้องไห้’สู่’ทวีปแอฟริกา’

'อธิบดีกรมการข้าว'เชื่อมสัมพันธ์'IRRI'ดันโมเดล'ทุ่งกุลาร้องไห้'สู่'ทวีปแอฟริกา'

‘อธิบดีกรมการข้าว’เชื่อมสัมพันธ์’IRRI’ดันโมเดล’ทุ่งกุลาร้องไห้’สู่’ทวีปแอฟริกา’

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 22.02 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 Dr. Yvonne Pinto ผู้อำนวยการใหญ่สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice Research Institution: IRRI) พร้อมด้วย Dr. Bjoern Ole Sander ผู้แทน IRRI สำนักงานประจำประเทศไทย ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เพื่อขอรับทราบนโยบายแนวทางการพัฒนาความร่วมมือทั้งสองฝ่ายร่วมกัน พร้อมแสดงความยินดีเนื่องในโอกาสที่ได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว

อธิบดีกรมการข้าวแสดงความขอบคุณที่ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา IRRI ได้ให้การสนับสนุนงานด้านความร่วมมือทางวิชาการแก่กรมการข้าวเป็นอย่างดี เช่น มาตรฐานระดับสากลเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ การกำหนดมาตรฐานการวัดก๊าซมีเทนในระดับสากล รวมทั้งการร่วมทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีในการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรไทย นอกจากนี้ การดำเนินนโยบายของกรมการข้าวยังมีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์หลักของ IRRI ใน 3 ประเด็นหลักที่ IRRI ได้ให้ความสำคัญ ได้แก่ 1) การลดการเผาฟาง 2) การผลิตข้าวที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ และ 3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งทั้ง 3 แนวทางมีความสอดคล้องกัน

IRRI ให้ความสำคัญกับประเทศไทยเป็นอย่างยิ่งในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่สำคัญลำดับต้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งที่ผ่านมา กรมการข้าวและ IRRI ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการวิจัยร่วมกันในการพัฒนาปรับปรุงการผลิตข้าวของไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกปัจจุบัน โดยเน้นเรื่องการพัฒนาการผลิตข้าวให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและให้เหมาะสมสำหรับประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญเพื่อการพัฒนานวัตกรรมที่ทันสมัย รวมถึงนโยบายและแนวทางการพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการด้านการผลิตข้าวของประเทศไทยในอนาคต โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้กรมการข้าวเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาการผลิตข้าวในระดับภูมิภาค (Regional Hub) ที่มีความก้าวหน้าทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาเพื่อความมั่นคงทางอาหารของโลก และเพื่อให้สามารถให้ความช่วยเหลือทางวิชาการด้านการผลิตข้าวไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ต่อไป

Dr. Yvonne เห็นว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศผู้นำทางด้านการผลิตข้าว และการส่งออกข้าวไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งรวมถึงทวีปแอฟริกา ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยายแนวทางความร่วมมือทางวิชาการไปสู่ภูมิภาคแอฟริกาใต้ซาฮารา (Sub-Saharan Africa) IRRI จึงยินดีที่จะมีส่วนในการสนับสนุนประเทศไทยในการกำกับด้านการวิจัยและการพัฒนานโยบาย ตลอดจนผลักดันด้านการลงทุนที่มุ่งปรับปรุงอุตสาหกรรมข้าวในทวีปแอฟริกา ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นชอบที่จะสนับสนุนให้มีการจัดทำโครงการร่วมกัน 3 ฝ่าย ระหว่างกรมการข้าว IRRI และประเทศในทวีปแอฟริกา โดยการสนับสนุนส่งเสริมผลิตภัณฑ์ข้าวไทยไปยังประเทศในทวีปแอฟริกา รวมถึงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญของกรมการข้าวและ IRRI ไปสู่ทวีปแอฟริกา

อีกทั้ง กรมการข้าวยินดีที่จะนำโมเดลการผลิตข้าวหอมมะลิ ณ ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด ไปปรับใช้ที่ประเทศในทวีปแอฟริกา เนื่องจากทุ่งกุลาร้องไห้ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศไทยที่ประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง รวมถึงยินดีที่จะบูรณาการหน่วยงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น การดำเนินงานร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อนำแนวทางการสร้างฝนเทียมไปใช้ในประเทศในทวีปแอฟริกา

– 006

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

กรมหม่อนไหมร่วมลงนาม MOU ส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ฯ พัฒนาสิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.34 น.

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และศาสตราจารย์ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการส่งเสริมการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการพัฒนาสิ่งทอ ณ ห้องประชุมเกษตรธนากร ชั้น 24 อาคารทาวเวอร์ ธ.ก.ส. สำนักงานใหญ่ บางเขน

ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาหม่อนไหมและผลิตภัณฑ์สิ่งทอไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Eco Innovation โดยมุ่งยกระดับกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพิ่มมูลค่าวัตถุดิบหม่อนไหม พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่ ด้วยการนำองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหม่อนไหมและสิ่งทอ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แสดงศักยภาพงานวิจัย และต่อยอดนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการพัฒนาภาคหม่อนไหมไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.16 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งระบายฝุ่น PM2.5 บริเวณ กทม.-เหนือ-อีสาน ต่อเนื่อง พร้อมเตรียมปรับแผนปฏิบัติการกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้

12 กุมภาพันธ์ 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรยังคงปฏิบัติภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกินค่ามาตรฐานบริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีการตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศในปัจจุบัน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ หน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หน่วยฯ จ.ระยอง หน่วยฯ จ.ตาก และหน่วยฯ จ.ขอนแก่น และจากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล พื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ในช่วงวันที่ 12-16 กุมภาพันธ์ 2568 ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กบริเวณทั้ง 3 พื้นที่จะอยู่ในระดับปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (สีเหลือง-สีส้ม) เนื่องจากอัตราการระบายอากาศ พบว่า มีการระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ อ่อน-ดี ประกอบกับลมในช่วงนี้มีกำลังอ่อน อาจส่งผลให้ฝุ่นมีแนวโน้มสะสมได้ ขณะที่พื้นที่ภาคเหนือจะมีการสะสมของฝุ่นละอองเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลักษณะภูมิประเทศเป็นแอ่งกระทะ เริ่มมีจุดความร้อนจากประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันตก และลมพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วย

อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ดังกล่าวนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงวางแผนรับมือด้วยการวางแผนปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศอย่างต่อเนื่องทุกวัน เพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองขนาดเล็กให้ได้มากที่สุด ก่อนที่ฝุ่นจะสะสมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป จะมีปรับแผนการเปิดหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ โดยยังคงหน่วยฯ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ใช้เครื่องบิน Super King Air 1 ลำ เครื่องบิน Caravan 3 ลำ หน่วยฯ จ.ระยอง ใช้เครื่องบิน CN1 ลำ และเครื่องบิน Caravan 1 ลำ หน่วยฯ จ.ขอนแก่น ใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 1 ลำ และเปิดหน่วยฯ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Casa จำนวน 2 ลำ

อย่างไรก็ตาม ภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้นำเทคนิคต่อยอดมาจากตำราฝนหลวงพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือการการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง การเลี้ยงเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละออง และการโปรยน้ำแข็งแห้งเพื่อลดอุณหภูมิชั้นบรรยากาศอุณหภูมิผกผัน โดยผลปฏิบัติการที่ผ่านมาพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 ถึง 9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจำนวน 66 วัน 398 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 53 วัน คิดเป็นร้อยละ 80 พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 9 กุมภาพันธ์ 2569 จำนวน 8 วัน 15 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 8 วัน คิดเป็นร้อยละ 100 และพื้นที่ภาคเหนือ ปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1-9 กุมภาพันธ์ 2569 ไปจำนวน 6 วัน 13 เที่ยวบิน ทำให้ค่าฝุ่น PM2.5 และค่าดัชนีคุณภาพอากาศลดลงหลังปฏิบัติการ จำนวน 6 วัน คิดเป็นร้อยละ 100 อธิบดีฝนหลวงฯ กล่าวทิ้งท้าย

– 006