‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล’สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748808

'กรมการข้าว'จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล'สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล’สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 17.20 น.

“กรมการข้าว”จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล”สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายชิษณุชา บุดดาบุญ รองอธิบดีกรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว คณะผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้าง ร่วมถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม 2566 เพื่อแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ณ บริเวณด้านหน้าอาคารกรมการข้าว

– 006

สวก.ชูแหนแดงใช้แทนปุ๋ยไนโตรเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748387

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง ผอ.สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.กล่าวว่า ได้สนับสนุนทุนด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (RU : ResearchUtilization) ปีงบประมาณ 2566 ให้กรมส่งเสริมการเกษตร ขยายผลเทคโนโลยีและองค์ความรู้ของกรมวิชาการเกษตร ในการผลิตและใช้แหนแดงเพื่อลดต้นทุนการผลิต สู่เกษตรกร โดยมีการเปิดตัวโครงการฯ เพื่อมอบเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการผลิตและใช้แหนแดง ให้หน่วยงานและเกษตรกรสามารถผลิตและใช้แหนแดงเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน ทดแทนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจน โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่กลไกการขยายผล ที่ “ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนดีเด่น” นำร่องในพื้นที่ 9 จังหวัด ก่อนขยายผลสู่เกษตรกรทั่วประเทศ

“แหนแดง” เป็นเฟิร์นลอยน้ำชนิดหนึ่ง เปรียบเสมือนโรงงานผลิตปุ๋ยไนโตรเจนทางชีวภาพ เนื่องจากมีกระบวนการตรึงไนโตรเจนของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่อาศัยอยู่ในโพรงใบของแหนแดง ทำให้แหนแดงมีประโยชน์ในด้านทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งแหนแดงมีไนโตรเจนสูงถึง 4.6% มากกว่าพืชตระกูลถั่วย่อยสลายเป็นธาตุอาหารให้แก่พืชได้โดยเร็ว โดยแหนแดงในนาข้าวพื้นที่ 1 ไร่ ให้น้ำหนักสดประมาณ 3,000 กิโลกรัม คิดเป็นไนโตรเจนประมาณ 6-7.5 กิโลกรัมต่อไร่ทำให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายในการใช้ปุ๋ยยูเรียได้ 13-16 กิโลกรัม มูลค่าเฉลี่ย232 บาท (ไนโตรเจน 1 กิโลกรัมเทียบเท่ากับยูเรีย 2.17 กิโลกรัม)โดยกรมวิชาการเกษตร แนะนำให้ใช้แหนแดงสายพันธุ์อะซอลล่า ไมโครฟิลล่า (Azolla microphylla) ลักษณะเด่น คือมีใบขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์อื่น เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ให้ผลผลิตสูง ช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ย เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ปรับปรุงโครงสร้างดินดีขึ้นในระยะยาว เป็นการช่วยดูแลฟื้นฟูทรัพยากรดิน สอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนภาคการเกษตรด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

เกษตรฯ-สสส.ภาคีอาหารฯ สานพลังพลิกโฉมระบบอาหารยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748384

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกิจกรรม Press interview เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้และแสดงเจตจำนงที่จะพลิกโฉมระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน ในงาน Thailand Food and Agriculture Systems Stocktaking “เส้นทางสู่การพลิกโฉมระบบอาหารที่ยั่งยืนของประเทศไทย” พร้อมด้วย น.ส.นวรัตน์ เฉลิมเผ่า ผู้ช่วยผู้แทน FAO ประจำประเทศไทย และผู้ที่เกี่ยวข้อง

นายเศรษฐเกียรติ กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำระบบอาหารโลกปี 2564 (UN Food Systems Summit : UNFSS 2021) องค์การสหประชาชาติ (UN) สนับสนุนประเทศสมาชิกขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนระบบอาหารทั้งวิธีการผลิต การกระจาย และการบริโภค เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “อิ่มและดี 2030” ซึ่งภายหลังจากการประชุมครั้งนั้นกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างการรับรู้/การเข้าใจ ประเด็น “ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน” ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบเกษตรและอาหาร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคีเครือข่าย สถาบัน สมาคม องค์กร และอื่นๆ จนนำไปสู่การเกิดการสร้างเครือข่าย “Partnerships” ในการขับเคลื่อน โดย สสส.นับเป็น 1 ใน “Partnerships” ที่สำคัญที่ร่วมขับเคลื่อน “ระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืน” นับตั้งแต่ปี 2564 และยังมีหลายหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อน ในด้านการวิจัยมีการดำเนินโครงการวิจัยเชิงนโยบายเพื่อการพัฒนาระบบอาหารของประเทศไทย (Policy Research for Thailand’s Food Systems Development) โดยสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน)

สำหรับการขับเคลื่อนระบบเกษตรและอาหารที่ยั่งยืนของสหประชาชาติใน 5 ประเด็น ภายใต้หัวข้อ “อิ่มและดี 2030” ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้ 1. “อิ่ม ดี ถ้วนหน้า” เข้าถึงอาหารปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ 2. “อิ่ม ดี มีสุข” ปรับเปลี่ยนวิถีการบริโภคเพื่อความยั่งยืน 3. “อิ่ม ดี รักษ์โลก” ส่งเสริมระบบการผลิตที่เพียงพอและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 4. “อิ่ม ดี ทั่วถึง” ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่เสมอภาค เท่าเทียม และ 5. “อิ่ม ดี ทุกเมื่อ” สร้างระบบที่มีความยืดหยุ่นปรับตัวได้ในทุกวิกฤต

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เพื่อเป็นการทบทวนความก้าวหน้า แชร์ประสบการณ์ เตรียมความพร้อมในการจัดการประชุม Food and Agriculture Stocktaking Moment ระดับรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 24-26 กรกฎาคม 2566 ณ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี และการประชุมระดับผู้นำว่าด้วยเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Summit) ก.ย. 2566 ต่อไป ซึ่งจะเป็นการทบทวนและติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าวครั้งแรกของโลกหลังจากการประชุมสุดยอดระบบอาหาร ปี 2564 และเป็นการทบทวนประเมินความคืบหน้าในการนำเส้นทางการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารของประเทศไปใช้” รองปลัดฯ กล่าว

รองปลัดฯร่วมถก คกก.นโยบายพัฒนา โคเนื้อและกระบือ ผลิตภัณฑ์แห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748382

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือและผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 1/2566 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 134-135 โดยมีสาระสำคัญในการประชุม คือ 1.สถานการณ์การผลิตและการตลาดโคเนื้อ – กระบือ ในปัจจุบัน 2.สถานการณ์การค้าโคเนื้อ การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ 3. ความก้าวหน้าโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทย

4.มาตรการเพื่อการคุมโรค และการบังคับใช้กฎหมายโคเนื้อและโคนำเข้า 5.โครงการตามนโยบายรัฐที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมสนับสนุนและผลักดัน 6.แผนปฏิบัติการด้านโคเนื้อ 5 ปี พ.ศ. 2566-2570 เพื่อรักษาและขยายตลาดการบริโภคเนื้อโคไทย ผลักดันการเพิ่มปริมาณและคุณภาพโคเนื้อ และเพิ่มความมั่นคงทางด้านอาหารโคเนื้อ และ 7.แผนปฏิบัติการด้านควายไทย 5 ปี พ.ศ. 2566-2570 เพื่อการอนุรักษ์การผลิตควายปลักไทย (อนุรักษ์และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของเดิม) การผลักดันการผลิตควายตลอดห่วงโซ่ ให้มีมาตรฐาน ปลอดภัย แข่งขันได้ เพิ่มปริมาณการบริโภคและมูลค่าสินค้าปศุสัตว์ที่ผลิตจากควายไทยต่อไป

เกษตรฯร่วมประชุม คกก.น้ำตาลครั้งที่5

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/748389

วันจันทร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการน้ำตาลทรายครั้งที่ 5/2566 ในฐานะกรรมการ (ผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ) ที่ห้องประชุม 1601 ชั้น 16 กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ โดยมีนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานการประชุมฯ

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันหารือและพิจารณาในประเด็น 1.การขอเพิ่มชนิดสินค้าเพื่อผลิตสินค้าส่งออก ปี 2566 (โดยสิทธิคงเดิม) 2.การขอเพิ่มชนิดสินค้า และขอเพิ่มสิทธิซื้อน้ำตาลทรายผลิตเพื่อการส่งออก ปี 2566,3.ขอเพิ่มสิทธิซื้อน้ำตาลทรายผลิตเพื่อการส่งออก ปี 2566 และ 4.ขอปรับลดสิทธิซื้อน้ำตาลทรายเพื่อผลิตสินค้าส่งออก ปี 2566

กรมวิชาการฯสนับสนุน ปลูกลิ้นจี่สินค้าGIนครพนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747794

กรมวิชาการฯสนับสนุน  ปลูกลิ้นจี่สินค้าGIนครพนม

กรมวิชาการฯสนับสนุน ปลูกลิ้นจี่สินค้าGIนครพนม

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สนับสนุน : นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร สนับสนุนเกษตรกรปลูกลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI จังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 2,969 ไร่ ผลผลิตรวม 1,574 ตัน โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนม ยังคงคอยให้ความรู้และแก้ปัญหาให้เกษตรกร

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การปลูกลิ้นจี่ใน จ.นครพนม เป็นการขยายผลจากงานวิจัยของศูนย์วิจัยและ
พัฒนาการเกษตรนครพนม มีการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ปี 2533-2535 จากการที่ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว จึงได้รับขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ของจังหวัดชื่อ“ลิ้นจี่นครพนม” ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูก 2,969 ไร่ ให้ผลผลิตรวม 1,574 ตัน มูลค่า 51.8 ล้านบาทเกษตรกรมีการผลิตต้นพันธุ์จำหน่ายในราคาต้นละ40-100 บาท รวมทั้งยังมีการเลี้ยงผึ้งเพื่อจำหน่ายน้ำผึ้งดอกลิ้นจี่ราคา 200 บาท/ขวด (750 มิลลิลิตร) หรือให้เช่าสวนสำหรับเลี้ยงผึ้งทำให้สามารถสร้างรายได้

นายระพีภัทร์กล่าวต่อว่า เกษตรกรยังมีปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ทำให้ลิ้นจี่ออกดอกติดผลไม่สม่ำเสมอในแต่ละปีหรือในต้นเดียวกันผลร่วงมาก ปัญหาผลแตก และแมลงศัตรูทำให้ผลผลิตต่ำหรือด้อยคุณภาพ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครพนมจึงได้ทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องโดยแนะนำการปลูกลิ้นจี่นครพนม 1 ตามคำแนะนำ (GAP)

ภายหลังการเก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 46-0-0 (1:1) อัตรา2-3 กิโลกรัม/ต้น ปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัม/ต้น หลังแตกใบอ่อนชุดสุดท้ายเข้าสู่ระยะเพสลาด (ปลายเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน) พ่นปุ๋ยทางใบสูตร0-52-34 จำนวน 3 ครั้ง ทุก 7 วัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการออกดอกระยะผลเล็ก ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 46-0-0 0-0-60 (1:1:1) อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น1-2 ครั้งและก่อนเก็บเกี่ยว4-6 สัปดาห์ ใส่ปุ๋ยสูตร 0-0-60 หรือ 13-13-21 อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น1-2 ครั้ง ช่วงออกดอกและติดผลให้น้ำ200-300 ลิตร/ต้น/สัปดาห์ ตัดแต่งกิ่งปีละ 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 หลังเก็บผลผลิต (เดือนพฤษภาคม) ตัดแต่งกิ่งแบบเปิดกลางทรงพุ่ม และแต่งกิ่งที่ผิดปกติออก 20-30% ครั้งที่ 2 ปลายฤดูฝน (เดือนตุลาคม) ตัดแต่งกิ่งที่อยู่ภายในทรงพุ่มและกิ่งไม่สมบูรณ์ออก 10% ให้ทรงพุ่มโปร่งแสงแดดส่องทั่วถึง

สำหรับการป้องกันกำจัดแมลงวันผลไม้และหนอนเจาะขั้วผล วิธีที่ดีที่สุดคือห่อผลด้วยถุงกระดาษห่อผลไม้สีขาวหลังติดผล 30 วัน รองลงมาคือใช้กับดักฟีโรโมนเมทิลยูจินอล 2 กับดัก/ต้นติดสูงจากพื้น 1.5 และ 2 เมตร หรือสุ่มนับผลร่วงสัปดาห์ละครั้งหลังติดผล 2 สัปดาห์ เมื่อพบการทำลายของหนอนเจาะขั้วผลมากกว่า 10% ฉีดพ่นด้วยสารคาร์บาริล 85% WP อัตรา 45 กรัม/น้ำ20 ลิตร หรือไซฟลูทริน 5% อีซี อัตรา 5 มิลลิลิตร/น้ำ20 ลิตร และระยะผลเริ่มเปลี่ยนสีฉีดพ่นด้วยปิโตเลียมออยล์ 83.9% อีซี อัตรา 40-60 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรส่วนการรักษาผลผลิตให้แช่ผลลิ้นจี่ในกรดเกลือ (HCL) เข้มข้น 3% โซเดียมเมตาไบซัลไฟต์ (SMS) เข้มข้น 1% นาน 10 นาทีผึ่งให้แห้งในที่ร่ม เก็บที่อุณหภูมิ 5 องศาฯ ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95% สามารถรักษาได้นานถึง 30 วัน

เกษตรฯจัดงาน จิตอาสาพัฒนา ฟื้นคลองเปรมฯ เฉลิมพระเกียรติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747791

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมจัดโครงการจิตอาสาพัฒนาด้านการเกษตร ที่คลองเปรมประชากร ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2566 (พระชนมพรรษาครบ 71 พรรษา) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 700 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ บุคลากรส่วนราชการ/หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ (ส่วนกลาง) จิตอาสา ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น/เทศบาล เกษตรกร และประชาชนจิตอาสา

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การปล่อยขบวนจิตอาสา เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ 1.กิจกรรมทำความสะอาด ฟื้นฟูและบำรุงรักษาคลองเปรมประชากร (ช่วงหน้าวัดเปรมประชากร) 2.กิจกรรมปล่อยพันธุ์ปลาลงคลองเปรมประชากรและมอบพันธุ์ปลา 3.กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณรอบวัดเปรมประชากร 4.กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณรอบโรงเรียนวัดเปรมปรีชา 5.กิจกรรม สาธิต/ให้ความรู้ด้านการเกษตรแก่นักเรียนโรงเรียนวัดเปรมปรีชา (การปลูกผัก การเลี้ยงปลาดุกและกบ และการทำปุ๋ยหมักจากวัชพืช/เศษอาหาร) และ 6.กิจกรรมให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าแก่สัตว์เลี้ยงของประชาชน ตลอดจนนิทรรศการ “กษัตริย์เกษตร” และนิทรรศการผลการดำเนินงานจิตอาสา กระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งการร่วมกิจกรรมตามจุดสาธิตต่างๆ

รองปลัดฯจี้ติดใช้ประโยชน์งานวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747792

วันศุกร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมการประชุมติดตามรายงานความก้าวหน้าครั้งที่ 1 (ระยะ 2 เดือน) ด้านการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ (RU : Research Utilization) ของสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิของโครงการ “การพัฒนาและขยายผลองค์ความรู้ การผลิตแมลงโปรตีน(Hermetia illucens L.) สำหรับเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ในระดับชุมชนและพัฒนาเป็นอาหารฟังก์ชั่นในอนาคต”จัดทำโดยสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)

สำหรับโครงการ “การพัฒนาและขยายผลองค์ความรู้ การผลิตแมลงโปรตีน (Hermetia illucens L.) สำหรับเป็นอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนการ
ผลิต สร้างรายได้ในระดับชุมชนและพัฒนาเป็นอาหารฟังก์ชั่นในอนาคต”เป็นโครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้กระบวนการผลิต การใช้ประโยชน์แมลงโปรตีนเพื่อเป็นอาหารสัตว์ ให้แก่กลุ่มเกษตรกร เครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการสร้างบุคลากรที่มีความรู้และสร้างวิทยากรตัวคูณในพื้นที่เป้าหมาย และขยายผลในด้านการตลาดร่วมกับกลุ่มเกษตรกร ซึ่งมีการดำเนินโครงการในระยะ 2 เดือน เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ โดยได้จัดกิจกรรม ได้แก่ 1.การประชุมชี้แจงโครงการกับนักวิจัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย 2.การประชุมหารือความร่วมมือกับบริษัท เอกชัย ดิสทริบิวชั่น จำกัด และ 3.การฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงแมลงโปรตีนให้แก่นักวิจัยมหาวิทยาลัยในพื้นที่เป้าหมาย โดยมีแผนดำเนินโครงการในระยะต่อไปคือถ่ายทอดองค์ความรู้การเลี้ยงและการใช้ประโยชน์จากแมลงโปรตีนให้กับนักวิจัยท้องถิ่น คัดเลือกพื้นที่เป้าหมาย และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการต่อไป

‘กรมชลฯ’เผยน้ำ มีเพียงพอใช้ แต่ต้องร่วมใจกันประหยัดน้ำรับมือ’เอลนีโญ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747734

‘กรมชลฯ’เผยน้ำ มีเพียงพอใช้ แต่ต้องร่วมใจกันประหยัดน้ำรับมือ'เอลนีโญ'

‘กรมชลฯ’เผยน้ำ มีเพียงพอใช้ แต่ต้องร่วมใจกันประหยัดน้ำรับมือ’เอลนีโญ’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 16.42 น.

‘กรมชลประทาน’เผยน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียงพอใช้ แต่ต้องร่วมใจกันประหยัดน้ำรับมือ ‘เอลนีโญ’

3 ส.ค.2566 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (2 ส.ค. 66) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 39,201 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 51 มีปริมาณน้ำใช้การได้รวม 15,260 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 29 ในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเก็บกักน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ ที่จะต้องมีการควบคุมการใช้น้ำอย่างเคร่งครัด โดยจะเน้นสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น ได้แก่ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนกระเสียว เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนปราณบุรี ปัจจุบันหลายพื้นที่ฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาการคาดการณ์ไว้

อย่างไรก็ตาม กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 อย่างเคร่งครัด โดยบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ให้มีน้ำใช้เพียงพอสำหรับใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง ทางด้านโครงการชลประทานทั่วประเทศ ยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ รวมถึงจัดสรรน้ำในพื้นที่ชลประทานอย่างประณีต เตรียมพร้อมรับมือเอลนีโญ เน้นเก็บกักน้ำในเขื่อนและแหล่งน้ำต่างๆให้ได้มากที่สุด และเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ไว้ประจำในพื้นที่เสี่ยง พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนได้ตลอดเวลา ทั้งนี้ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด วางแผนการปลูกพืชโดยใช้น้ำฝนเป็นหลัก เพื่อให้มีปริมาณน้ำสำรองไว้ใช้ในอนาคตและสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน 

รองปลัดฯติดตาม ความก้าวหน้างาน หนุนอาชีพเกษตร ปัญหาชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/747546

วันพฤหัสบดี ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครั้งที่ 2/2566 ร่วมกับหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านระบบ Zoom Meeting โดยติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงาน เป็นรายสินค้าดังนี้ 1. กาแฟ 1.1 การสนับสนุนต้นพันธุ์กาแฟในสวนมะพร้าวให้กับเกษตรกรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.2 ความก้าวหน้าสภาพพื้นที่การเพาะปลูกกาแฟที่ได้รับการสนับสนุน ระยะที่ 1 สนับสนุนกาแฟให้กลุ่มเกษตรกรทำไร่นาสวนผสม 12,000 ต้น 1.3 การกำหนดราคาประกันเพื่อประกันรายได้ให้กับเกษตรกร

2.พืชอาหารสัตว์ ติดตามความก้าวหน้า ความต้องการใช้พืชอาหารสัตว์ในพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลปริมาณสัตว์ในพื้นที่และการบริโภคอาหารสัตว์ในพื้นที่ และ 3.โคเนื้อ ติดตามความก้าวหน้า การคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการโคบาลชายแดนใต้