ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.11 น.

ฝนตกหนัก!‘น้ำเหนือ’เพิ่มสูงขึ้นอีกระลอก ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ปรับเพิ่มการระบาย

4 พฤศจิกายน 2568 กรมชลประทาน แจ้งว่า ประเทศไทยยังคงได้รับอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุม ส่งผลให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ตอนบนและตอนล่างของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกระลอก

ล่าสุดเมื่อเวลา 06.00 น. ของวันนี้(4 พ.ย. 68) แม่น้ำเจ้าพระยาที่สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,673 ลบ.ม./วินาที แนวโน้มเพิ่มขึ้น  ในขณะที่สถานี ct.25 แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 261 ลบ.ม./วินาที  ก่อนจะไหลมาสมทบกันบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ส่งผลให้ระดับน้ำหน้าเขื่อนยกตัวสูงขึ้นอยู่ในระดับ  +17.02 ม.รทก.

กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้บริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบให้มากที่สุด ด้วยการหน่วงน้ำไว้บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา พร้อมรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่งตามศักยภาพของคลอง รวมทั้งทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่เวลา 10.00 น.วันนี้ จากอัตรา 2,300 ลบ.ม./วิ เป็นอัตรา 2,400 ลบ.ม./วิ ภายในเวลา 16.00 น. ของวันนี้ และจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำริมตลิ่งแม่น้ำเจ้าพระยา เฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากระดับน้ำทางตอนบนเพิ่มสูงขึ้น และจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยามากขึ้น จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะต่อไป

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

วันอังคาร ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.54 น.

สัญญาณเตือน : หยุดวงจรปลาต่างถิ่น ปลาเถื่อน จากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ

การแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วประเทศไม่ใช่เพียงปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่สะท้อนถึง ความล้มเหลวของระบบกำกับดูแลสัตว์น้ำต่างถิ่น ตั้งแต่ต้นทางจนถึงธรรมชาติ

ปลาที่เข้ามาในนาม “ปลาสวยงาม” วันนี้กลายเป็นผู้รุกรานระบบนิเวศในเขื่อน, บ่อเพาะเลี้ยง และลุ่มน้ำชุมชน โดยไม่สามารถสืบสวไปถึงต้นทางได้ ความล้มเหลวนี้ชี้ชัดว่าหากรัฐไม่ใช้ ข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือ จะเกิด “วงจรปลาต่างถิ่น” และ “ปลาเถื่อน” ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2561 เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยง พ.ศ.2561 คือ ปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ แต่ในความเป็นจริงพบการแพร่ระบาดของปลาต่างถิ่นหลายชนิด เช่น ปลาบัตเตอร์, ปลาช่อนอเมซอน, ปลาซัคเกอร์ และยังมีปลาต้องห้ามอื่นๆ ที่พบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ

ช่องว่างนี้สะท้อนว่า กฎหมายอ่อนแอ, ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์, และขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การอนุญาตนำเข้า “ปลาสวยงาม” โดยไม่ประเมินความเสี่ยงและไม่บังคับใช้ระบบ traceability ทำให้เกิดการลักลอบและการแพร่พันธุ์ในธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง

ตลาดปลาสวยงามสร้างรายได้สูง แต่ช่องโหว่ของระบบกำกับทำให้ ผู้ค้าและฟาร์มสามารถลักลอบนำเข้าปลาที่มีศักยภาพรุกรานสูง เมื่อความนิยมลดลงไม่ทำเงินอีกต่อไป หรือโดนจับตาเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ปลาที่เลี้ยงเพื่อความสวยงามถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างไม่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังมีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (เพิ่มเติม) เรื่องกำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่นหายาก หรือป้องกันอันตรายไม่ให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ ซึ่งประกอบสัตว์น้ำด้วย 13 ชนิด อาทิ ปลาเทราท์สายรุ้ง ปลากะพงปากกว้าง ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช ปลาที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO LMO ทุกชนิด เป็นต้น

ปลาหมอคางดำเป็นตัวอย่างชัดเจนของวงจรนี้ จากแหล่งค้า สู่ฟาร์ม สู่ธรรมชาติ การปล่อยโดยไร้การประเมินทางวิทยาศาสตร์ทำให้สัตว์เหล่านี้แพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วและแทนที่ปลาพื้นถิ่น การหยุดวงจรนี้จึงจำเป็นต้องใช้ ข้อมูลโปร่งใสและมาตรฐานวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ต้นทาง

รายงานการส่งออกปลาหมอคางดำโดย 11 บริษัท แสดงให้เห็นปัญหาด้านความโปร่งใส ที่กรมประมงยังไม่ได้เปิดเผย เอกสารอนุญาต, หนังสือรับรองชนิดพันธุ์ หรือหลักฐานตรวจสอบต่อสาธารณะ

การไม่เปิดเผยข้อมูล ทำให้หน่วยงานอิสระและนักวิชาการไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ การหยุดวงจรปลาต่างถิ่นจึงต้องเริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลนำเข้า–ส่งออกอย่างโปร่งใส พร้อมระบบตรวจสอบย้อนกลับ

การระบุชนิดพันธุ์ปลาต้องใช้ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เช่น DNA barcoding หรือ Whole Genome Sequencing แต่การตรวจสอบปลาหมอคางดำที่ผ่านมา ยังไม่โปร่งใสและไม่ครบถ้วน

การจัดตั้ง ศูนย์พิสูจน์ DNA สัตว์น้ำต่างถิ่น ภายใต้การกำกับร่วมของรัฐ สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย จะสร้างมาตรฐานที่เชื่อถือได้และสามารถ ยุติวงจรปลาต่างถิ่น ได้ตั้งแต่ต้นทาง

ปลาหมอคางดำไม่เพียงแค่ผลกระทบต่อธรรมชาติอย่างเดียว แต่เป็นสัญญาณเตือนระบบรัฐ ว่า กฎหมายอ่อนแรง การตรวจสอบไม่โปร่งใส และการขาดหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้วงจรปลาต่างถิ่นดำเนินต่อเนื่อง

“หยุดวงจรปลาต่างถิ่นจากแหล่งค้า–ฟาร์ม–ธรรมชาติ ด้วยข้อมูลโปร่งใสและหลักการวิทยาศาสตร์”

เป็นแนวทางปฏิบัติที่ต้องเกิดขึ้นจริง เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติก่อนเกิดความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก Ayam Bangkok ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 50 ล้าน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก Ayam Bangkok ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 50 ล้าน

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก Ayam Bangkok ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศแล้ว 50 ล้าน

วันจันทร์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.36 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออก “ Ayam Bangkok” ไปอินโดนีเซีย สร้างรายได้เข้าประเทศไปแล้วกว่า 50 ล้านบาท

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ติดตามความก้าวหน้าการส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิต (Ayam Bangkok) ไปยังประเทศอินโดนีเซีย ณ ด่านกักสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สนามบินสุวรรณภูมิ 

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีการส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตไปอินโดนีเซีย 9 ครั้ง รวมจำนวนทั้งสิ้น 403 ตัว สร้างรายได้กว่า 50 ล้านบาท นับตั้งแต่เริ่มมีการส่งออกไก่พื้นเมืองครั้งแรกบินตรงสู่อินโดนีเซีย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมีกำหนดการที่จะส่งออกในวันที่ 7 และ 12 พฤศจิกายน 2568 (ครั้งละ 50 ตัว) ซึ่งการส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยไปอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่องทั้งปริมาณและมูลค่า แสดงให้เห็นถึงการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานของไก่พื้นเมืองไทย 

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งออกไก่พื้นเมืองมีชีวิตของไทยไปอินโดนีเซียในครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 9 โดยในครั้งนี้มีไก่ของเกษตรกร 1 ราย จำนวน 4 ตัว ขายได้ราคากว่า 1.9 ล้านบาท หรือเฉลี่ยตัวละเกือบ 5 แสนบาท ซึ่งนับเป็นมูลค่าการส่งออกที่สะท้อนถึงศักยภาพของเกษตรกรไทยและความเชื่อมั่นจากตลาดต่างประเทศ การส่งออกไก่พื้นเมืองทั้งหมดในครั้งนี้ จำนวน 50 ตัว มูลค่ารวมกว่า 8.5 ล้านบาท โดยกรมปศุสัตว์ได้ทำหน้าที่กำกับดูแลมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงอย่างเข้มงวด ให้เป็นฟาร์มปลอดโรค และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยสัตว์ของอินโดนีเซียทุกประการ 

ทั้งนี้ไก่พื้นเมืองมีชีวิต “Ayam Bangkok” ของประเทศไทยที่เป็นที่นิยมกับตลาดประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากสายพันธุ์ที่มีความ “เก่งและโก้” คือมีทั้งความเก่งกาจด้านการต่อสู้เชิงกีฬาและความสวยสง่างาม มาอย่างยาวนาน  การขยายตลาดไก่พื้นเมืองในต่างประเทศเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร ผ่านสายพันธุ์สัตว์ท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยสู่สายตาชาวโลก จะเป็นการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตามนโยบาย “เกษตรมูลค่าสูง” ด้านปศุสัตว์ ของร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และในอนาคตอันใกล้นี้กรมปศุสัตว์มีแผนที่จะดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ขยายตลาดในการส่งออกไก่พื้นเมืองของประเทศไทยสู่ตลาดอื่นๆ   ในต่างประเทศต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในที่สุด

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2568

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เป็น ปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2568

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เป็น ปธ.พิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานกรมปศุสัตว์ ประจำปี 2568

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.09 น.

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานผ้าพระกฐินพร้อมเครื่องบริวารพระกฐิน ตามที่กรมปศุสัตว์ ได้ขอรับพระราชทาน เพื่อน้อมนำไปทอดถวายยังที่ชุมนุมสงฆ์ ณ วัดจันทน์กะพ้อ ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีฯ พร้อมด้วย รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และพุทธศาสนิกชน เข้าร่วมพิธีฯ พร้อมได้มอบปัจจัยบำรุงพระศาสนาและมอบทุนการศึกษา จำนวน 3 ทุน ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดจันทน์กะพ้อ โรงเรียนชุมชนวัดจันทน์กะพ้อ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดจันทน์กะพ้อ ทั้งนี้ ยอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทานทั้งสิ้น 3,052,881.80 บาท

กรมปศุสัตว์ขออนุโมทนากุศลบุญ ที่ท่านได้ร่วมทำบุญในครั้งนี้ ขอจงดลบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัย และสัมฤทธิ์ผลในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็น ปธ.พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568

'อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร'เป็น ปธ.พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’เป็น ปธ.พิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568

วันอาทิตย์ ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.05 น.

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานในพิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568 ณ วัดเขาแก้ว วรวิหาร ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้นำคณะผู้บริหารและบุคลากรร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

การจัดพิธีสมโภชผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมความพร้อมก่อนพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประจำปี 2568 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 ณ วัดเขาแก้ว วรวิหาร ตำบลต้นตาล อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี

– 006

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงานสัมมนา Agri-Next : พลิกโฉมเกษตรกรไทย

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงานสัมมนา Agri-Next : พลิกโฉมเกษตรกรไทย

‘อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงานสัมมนา Agri-Next : พลิกโฉมเกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

31 ตุลาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมเป็นเกียรติในงานสัมมนา “Agri-Next : พลิกโฉมเกษตรกรไทย สู่ผู้นำเกษตรมูลค่าสูง” ณ ห้องประชุมอาคารหนังสือพิมพ์ข่าวสด ถนนเทศบาลนิมิตใต้ หมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเปิดพื้นที่ Agri Matching Zone พื้นที่การสร้างเครือข่ายให้ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการและ ผู้ร่วมฟังสัมมนาที่มีความสนใจเรื่องการเกษตรได้เชื่อมต่อแลกเปลี่ยนไอเดียและนวัตกรรมการเกษตรร่วมกัน ในโอกาสนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ ร่วมพูดคุย Special Talks บนเวที ในประเด็น “1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง : จากต้นแบบสู่โมเดลระดับชาติ” และมีหัวข้ออื่น ๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่  ปลดล็อกโกโก้ไทย โอกาสการเติบโตในตลาดเกษตรมูลค่าสูง และ “Smart Farming” เกษตรยุคใหม่ ทำน้อย แต่ได้มาก ทั้งนี้ ภายในงานยังมีทั้งบูธนิทรรศการเทคโนโลยีเกษตรทันสมัย การแสดงนวัตกรรมจากภาคเอกชน ที่จะช่วยต่อยอดองค์ความรู้ให้เกษตรกรไทยก้าวทันยุคดิจิทัล

-(016)

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ร่วมประชุมหารือการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต

'อธิบดีกรมปศุสัตว์' ร่วมประชุมหารือการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ร่วมประชุมหารือการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.46 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์” ร่วมประชุมหารือการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต (Care Economy) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

31 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางวรางคณา โตรส ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต (Care Economy) ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานการประชุมฯ โดยมีผู้บริหารในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าร่วมการประชุมฯ ณ อาคารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ชั้น 8 ห้องประชุมกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

-(016)

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็น ปธ.พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เลขาธิการ มกอช.'เป็น ปธ.พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัย'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เลขาธิการ มกอช.’เป็น ปธ.พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัย’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เป็นประธานในพิธีกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย นางกาญจนา แดงรุ่งโรจน์ และ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ร่วมพิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ และลงนามถวายความอาลัย โดยมีข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ มกอช. เข้าร่วมพิธี ณ ลานอเนกประสงค์ อาคาร 3 ชั้น 1 สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ

‘ปูขาวอินทรีย์’สินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างคุณค่าเพิ่มและรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

‘ปูขาวอินทรีย์’สินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างคุณค่าเพิ่มและรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

‘ปูขาวอินทรีย์’สินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างคุณค่าเพิ่มและรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.31 น.

‘ปูขาวอินทรีย์’สินค้าเศรษฐกิจตัวใหม่ สร้างคุณค่าเพิ่มและรายได้ยั่งยืนให้เกษตรกร

เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังได้เปลี่ยนบ่อกุ้งร้างที่ต้องหยุดเลี้ยงจากพิษโรคระบาด มาเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ “ปูขาว” โดยเฉพาะ“สินค้าอาหารทะเลอินทรีย์” ตอบโจทย์ตลาด ต้นทุนการผลิตไม่สูง ปูกินอาหารได้ทุกอย่าง ลดต้นทุนการผลิต ใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารปู โดยใช้การแช่แข็งก่อนใช้ ทำให้ไข่ปลาฝ่อ ช่วยป้องกันปลาหมอคางดำระบาดในบ่อเพาะเลี้ยงได้จริง อีกโมเดลของการปรับตัวของเกษตรกร

ปัจจุบัน “ปูขาว” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ปูทองหลาง” กำลังเป็นดาวรุ่งในตลาดอาหารทะเล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กรมประมงส่งเสริมให้มีการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะปูขาวอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง เพราะตัวใหญ่ โตเร็ว เนื้อแน่น รสชาติหวานดีกว่าปูทะเลชนิดอื่น

“พี่โชค” นายนัฎฐชัย นาคเกษม ผู้นำเกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง เล่าว่า กรมประมงได้ส่งเสริมเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์เปลี่ยนบ่อกุ้งร้างมาเป็นบ่อเลี้ยง “ปูขาว” เหมาะกับการเลี้ยงในบ่อกุ้งร้างที่เป็นพื้นดิน เพราะปูขาวไม่มีพฤติกรรมขุดรูเหมือนปูดำ รวมทั้งยังช่วยลดการจับปูจากธรรมชาติที่ทยอยลดจำนวนลง มีกระบวนการเลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี กลุ่มของพี่โชคนับเป็นกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงปูขาวอินทรีย์แปลงใหญ่ต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทย

เกษตรกรที่นี่ได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำสำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช (เกษตรไสใหญ่) สร้างขีดความสามารถเลี้ยง “ปูขาวอินทรีย์” ผลผลิตดี ในราคาที่แข่งขันได้ จากการนำปลาหมอคางดำผสมกับจุลินทรีย์เป็นอาหาร  ตัวจุลินทรีย์ช่วยให้ปูกินอาหารได้มากขึ้น และมีกรดอะมิโนที่ช่วยให้ปูมีรสชาติดีขึ้น หวานอร่อยมากขึ้น และที่สำคัญจุลินทรีย์ช่วยให้ตัวปูมีกลิ่นสะอาด ตัวเกลี้ยงสะอาดกว่าปูทะเล

“ปูขาวกินปลาทุกชนิด รวมทั้งปลาหมอคางดำ สำหรับกลุ่มผู้เลี้ยงปูขาวอินทรีย์จึงถือเป็นโอกาส เกษตรกรมีอาหารเลี้ยงปูที่ต้นทุนไม่สูงและหาได้ในท้องถิ่น  ซึ่งการช่วยกันจับปลาหมอคางดำมาเลี้ยงปูเป็นอีกแนวทางช่วยลดจำนวนปลาต่างถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย” นายนัฎฐชัย กล่าว

ทั้งนี้ การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารมีโอกาสทำให้ปลาชนิดนี้แพร่พันธุ์ในบ่อและแย่งกินลูกปู แต่ไม่ใช่ปัญหาของเกษตรกรที่ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีองค์ความรู้จากทีมอาจารย์จาก มทร.ศรีวิชัย ใช้วิธีการ “แช่แข็ง” ในอุณหภูมิติดลบ 20 องคาเซลเซียส เป็นเวลานาน 24 ชั่วโมง จะทำให้ไข่ในปากของปลาหมอคางดำ “ฝ่อ” ไม่สามารถแพร่พันธุ์ต่อได้

“การแช่แข็งอุณหภูมิติดลบ เป็นสิ่งที่อาจารย์ค้นพบและใช้ได้ผล เพราะบ่อเลี้ยงปูขาวของกลุ่มฯ ที่มีอยู่ 30 รายไม่พบปัญหาเรื่องปลาหมอคางดำระบาดในบ่อ  หากเกษตรกรไม่มีตู้แช่แข็ง ยังสามารถนำปลาแช่ในถังที่ใส่น้ำแข็ง หรือตู้เย็น นาน 3 วันแทนได้” นายนัฎฐชัย กล่าว

การใช้ปลาหมอคางดำช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงปูขาวด้วยต้นทุนต่ำ มีอัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 4 กิโลกรัมของปลาหมอคางดำต่อเนื้อปู 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ เทียบกับการเลี้ยงกุ้ง ปูขาวไม่ต้องใช้เครื่องตีน้ำ ใช้ไฟฟ้าน้อย และอาศัยอุปกรณ์หลัก 2 ตัว คือ ตู้แช่แข็ง และเครื่องสับปลา นอกจากนี้ จุลินทรีย์ เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเลี้ยงปูอินทรีย์ นอกจากนำจุลินทรีย์ใช้คลุกเป็นอาหาร นอกจากช่วยบำบัดน้ำหรือตะกอนเลนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ชวนประชาชนอุดหนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชน สร้างโอกาสตลาดสินค้าเกษตรไทยผ่านคนละครึ่งพลัส

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ชวนประชาชนอุดหนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชน สร้างโอกาสตลาดสินค้าเกษตรไทยผ่านคนละครึ่งพลัส

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ชวนประชาชนอุดหนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชน สร้างโอกาสตลาดสินค้าเกษตรไทยผ่านคนละครึ่งพลัส

วันพุธ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

“อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร”ชวนประชาชนอุดหนุนสินค้าวิสาหกิจชุมชน สร้างโอกาสตลาดสินค้าเกษตรไทยผ่าน”คนละครึ่งพลัส”

วันที่ 29 ตุลาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการสำคัญของรัฐบาลในการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยภาครัฐร่วมจ่ายครึ่งหนึ่งของค่าสินค้า เพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ในขณะเดียวกัน ยังเป็นโอกาสสำคัญให้วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกรรายย่อยได้ขยายตลาด เพิ่มยอดขาย สร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ของชุมชนให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง และมุ่งเน้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการบริโภคสินค้าในชุมชน ซึ่งก่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ การจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

กรมส่งเสริมการเกษตรได้บูรณาการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ภายใต้การนำของร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่ง “ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง” และ “เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรเกษตรกร”โดยส่งเสริมให้วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตรยุคใหม่ ที่สามารถเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้โดยตรงผ่านช่องทางดิจิทัล

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติม ปัจจุบันมีวิสาหกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 90 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรร่วมสนับสนุนการเปิดตลาดสินค้าชุมชนให้กว้างขึ้น เพื่อให้เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรได้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ในแต่ละพื้นที่ พร้อมผลักดันให้เกิด “เศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน” อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างสินค้าชุมชนที่โดดเด่นและน่าจับจ่าย อาทิ 

ไอศกรีมผลไม้หลากรส ทั้ง มะม่วงมหาชนก กล้วยตาก อโวคาโด้ และข้าวไรซ์เบอรี่  จาก วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายพลังปัญญาบ้านแกเปะ จ.กาฬสินธุ์ รสชาติเข้มข้น อร่อยทุกคำ

ปั้นขลิบ – กะหรี่พัฟไส้แน่น แป้งบาง ไม่ใส่สารกันบูด จาก วิสาหกิจชุมชนขนมหวานบ้านคูคตจ.ปทุมธานี อร่อยไส้แน่น รับประทานเพลินทุกคำ

น้ำพริกทะเลสูตรโบราณ ทั้งปลากระพง กุ้งแห้ง ปลาหมึก หอยลาย และปลาอินทรีย์ แซ่บครบเครื่อง จาก วิสาหกิจชุมชนเกษตรประมงแปรรูปเขาเต่า จ.ประจวบคีรีขันธ์

ผ้าทอและงานจักสานจากไม้ไผ่ จากวิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพบ้านนาโพธิ์หมู่ 3 จ.ยโสธร ถ่ายทอดภูมิปัญญาชุมชน รูปแบบร่วมสมัยดีไซน์เก๋ ไม่ซ้ำใคร

ผลิตภัณฑ์จักสานจากเส้นพลาสติก จากวิสาหกิจชุมชนจักสานบ้านในแหลม จ.นครศรีธรรมราช ดีไซน์เก๋ สีสันสดใส ใช้งานได้จริง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์จักสานจากกระจูด จากวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมกระจูดวรรณี จ.พัทลุง ผลิตภัณฑ์จักสานจากกระจูดเป็นองค์ประกอบหลัก มีความยืดหยุ่น ไม่เปราะ ไม่ขาดง่าย และมันวาว โดยผลิตตามกรรมวิธีและภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชน

ผ้าหม้อห้อมย้อมสีธรรมชาติ จากวิสาหกิจชุมชนหม้อห้อมทุ่งเจริญย้อมสีธรรมชาติ จ.แพร่ เนื้อผ้าสวมใส่สบาย สีสันสวยงามตามธรรมชาติ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ทั้งนี้ ขอเชิญชวนร่วมอุดหนุนสินค้าของวิสาหกิจชุมชนผู้เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งจะเปิดให้ใช้จ่ายได้ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06.00 – 23.00 น. เพื่อร่วมกันสนับสนุนสินค้าไทย และสร้างพลังเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต นอกจากนี้ยังสามารถเลือกซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com