สวพส.ชูบ้านแม่วากจัดการน้ำพื้นที่สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741604

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ( สวพส.) กล่าวว่าการดำเนินงานตามความต้องการของชุมชนบ้านแม่วาก อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีการถอดบนเรียนกระบวนการเรียนรู้เพื่อวางแผนงานร่วมกับชุมชนในการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร วางแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ให้มีความยั่งยืน พร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นปลูกไม้ผลในระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เน้นการทำงานแบบมีส่วนร่วม การจัดทำแผนชุมชน ร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาสำคัญด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งความต้องการของชุมชนที่แท้จริงประเมินศักยภาพของชุมชน

รวมทั้งการจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลง ในการสำรวจจัดทำฐานข้อมูลของชุมชน ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงของเกษตรกร จัดทำขอบเขตพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ทำกิน กระบวนการเก็บข้อมูล การนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านการวางแผนตามความต้องการของชุมชน ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านอาชีพเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ใช้เครื่องมือ GPS ให้เกษตรกรเดินรอบแปลงที่ทำกิน และบันทึกข้อมูลการใช้ประโยชน์พื้นที่และตรวจเช็คความถูกต้อง แบ่งปันการใช้ข้อมูลร่วมกัน เกิดเป็นแผนใช้ประโยชน์ที่ดินรายแปลงของเกษตรกร ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ชุมชนและหน่วยงานเห็นภาพบริบทชุมชนร่วมกัน เกิดการร่วมวิเคราะห์และวางแผนในการพัฒนาได้ตรงปัญหา

ขณะเดียวกัน สวพส.ร่วมคิดวิเคราะห์ ร่วมจัดทำแผนบูรณาการ กำหนดเป้าหมาย แผนงาน โครงการ กิจกรรมที่เหมาะสม ซึ่งพบว่าชุมชนให้ความสำคัญในการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ชุมชนจะได้มีน้ำในการผลิตพืชทางเลือกในการทำอาชีพการเกษตรมากขึ้น พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายร่วมกันประกอบด้วย (1) สร้างรายได้รายวัน รายเดือน รายปี (2) ปลูกพืชที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (3) สร้างพื้นที่สีเขียวในแปลงเกษตรและพื้นที่ป่าของชุมชน (4) สร้างป่าสร้างรายได้ (5) ลดปัญหาหมอกควัน

เขื่อนน้ำอูนเร่งรับมือ ไม่หวั่นฝนทิ้งช่วง-เอลนีโญ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741607

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายนรเศรษฐ์ ฤกษ์สงเคราะห์ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำอูน กรมชลประทาน กล่าวว่าโครงการฯ รับผิดชอบพื้นที่ 18 ตำบล 4 อำเภอใน จ.สกลนคร ได้แก่ อ.พังโคน อ.พรรณานิคม อ.เมือง และ อ.นิคมน้ำอูน ได้วางแผนรับมือภาวะฝนทิ้งช่วงและปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่ทำให้ฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน 2566 เป็นต้นไป โดยดำเนินการตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2566 ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) และ 6 แนวทางปฏิบัติของกรมชลประทาน อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการเก็บกักน้ำให้เต็มศักยภาพของเขื่อนและในแหล่งน้ำธรรมชาติให้มากที่สุด

ทั้งนี้ ตั้งแต่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อนน้ำอูนอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนรวมกันแล้วประมาณ 19.58 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ทำให้เขื่อนน้ำอูน ขณะนี้มีปริมาณน้ำ 236.75 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 45ของปริมาณเก็บกัก ใกล้เคียงกับปริมาณช่วงเดียวกันของปี 2565 ส่วนแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่มีปริมาณน้ำเฉลี่ยรวมกับประมาณร้อยละ 40 ของปริมาณการกักเก็บ เป็นไปตามแผนที่วางไว้

อย่างไรก็ดี การบริหารจัดการน้ำจะดำเนินการอย่างประณีตตามนโยบายของกรมชลประทานโดยจะใช้ประตูระบายน้ำของกรมชลประทานกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด ไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงเร็วเกินไป พร้อมกันนี้ ยังได้ประชาสัมพันธ์ผ่านเสียงตามสายของชุมชนต่างๆ รวมทั้งยังได้ทำหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มผู้ใช้น้ำให้เก็บน้ำไว้ในแหล่งน้ำสำรองของตนให้ได้มากที่สุด เพื่อจะมีน้ำสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งปี 2566/67 ซึ่งปรากฏการณ์เอลนีโญ จะรุนแรงกว่าปีนี้ ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดี

ทั้งนี้ พื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาน้ำอูน ไม่มีพื้นที่เสี่ยงต่อกรณีฝนทิ้งช่วง โดยวางแผนการจัดสรรน้ำในฤดูฝนปี 2566 ดังนี้ น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค 1.03 ล้านลบ.ม. น้ำเพื่อการเกษตร 96.75 ล้านลบ.ม. โดยจัดสรรให้ปลูกข้าวนาปี ในพื้นที่โครงการฯ น้ำอูน 192,999 ไร่และพื้นที่ห้วยปลายทาง 40,000 ไร่ รวม 232,999 ไร่ โดยการทำนาปีนั้นจะให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำชลประทาน จะใช้กรณีฝนตกน้อยหรือฝนทิ้งช่วงเท่านั้น ซึ่งปริมาณต้นทุนที่มีอยู่เพียงพอใช้ตลอดฤดูฝนอย่างแน่นอน

สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะน้ำท่วมในฤดูฝนนั้น ขณะนี้ได้เตรียมแผนเผชิญเหตุไว้เรียบร้อยแล้ว โดยได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเครื่องผลักดันน้ำ รถขุด รถแทรกเตอร์ฟาร์ม และเครื่องจักรสนับสนุนอื่นๆ เพื่อเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยและป้องกันพืชผลทางการเกษตรเสียหาย

‘อภัย’ถกคกก.ใน3ประเด็น การผลิต-ตลาดกระเทียมฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741605

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการจัดการการผลิตและการตลาดกระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ครั้งที่1/2566 มีเรื่องสำคัญในที่ประชุมดังนี้ ดังนี้ 1.สถานการณ์การผลิตและการตลาดกระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง 2.สถิติการจับกุมการลักลอบนำเข้ากระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ปี 2566 และการตั้งงบประมาณลักษณะแบบบูรณาการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตร

3.ผลการดำเนินงานตามแผนบริหารจัดการการผลิตมันฝรั่งทั้งระบบ และ 4.การเปิดตลาดสินค้าพืชหัวตามข้อผูกพันองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2567-2569 ได้แก่ กระเทียม เมล็ดพันธุ์หอมหัวใหญ่ หอมหัวใหญ่ หัวพันธุ์มันฝรั่ง มันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป และมันฝรั่งสดเพื่อแปรรูป

ปลัดฯร่วมประชุม หารือติดตามงาน กรมตรวจบัญชีฯ มุ่งพัฒนาศักยภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741612

วันพุธ ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมติดตามงานและหารือข้อราชการร่วมกับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมีนายอภัย สุทธิสังข์ นายสุรเดช สมิเปรมรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์รวมทั้งผู้บริหารหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าการประชุมดังกล่าวเป็นการตรวจเยี่ยมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามการดำเนินงานและมอบแนวทางการปฏิบัติงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสหกรณ์ ทั้งระยะเร่งด่วนไปจนถึงระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและการพัฒนาภาคเกษตรไทยทั้งระบบ มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนาให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีศักยภาพและมีความพร้อมในการยกระดับระยะต่อไป

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับบัญชีสหกรณ์เพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสม รวมทั้งอำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง อาทิ SmartMeแอปพลิเคชั่นสำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไป ใช้บันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อการวางแผนการใช้จ่ายและการประกอบอาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ SmartMonitorแอปพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแล และผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหวและความผิดปกติทางการเงิน วิเคราะห์ข้อมูลทางการเงินของสหกรณ์ เฝ้าระวังและเตือนภัยทางการเงิน เป็นต้น

กรมข้าว แจ้งชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นขั้นตอนในการเข้าร่วมโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741433

กรมข้าว แจ้งชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นขั้นตอนในการเข้าร่วมโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ฯ

กรมข้าว แจ้งชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นขั้นตอนในการเข้าร่วมโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ฯ

วันอังคาร ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 11.24 น.

กรมข้าว แจ้งชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกร เป็นขั้นตอนในการเข้าร่วมโครงการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ฯ และเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการปลูกข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ที่มุ่งเน้นให้ชาวนาเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ดีในการเพาะปลูก เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ และได้ปริมาณที่มากขึ้น ชาวนาสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น และสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้  โดยในปี 2566 เป้าหมายการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวอยู่ที่ 58,700 ตัน และคาดว่าจะดำเนินโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ต่อเนื่องกัน 3 ปี โดยเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการจะต้องมีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไขโดยเฉพาะเกษตรกรจะต้องเป็นเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนการปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ในปี 2564/65 และไม่ได้รับความช่วยเหลือเมล็ดพันธุ์ข้าวจากหน่วยงานของกรมการข้าวในปี 2565 – 2566 ซึ่งท่านใดที่คุณสมบัติตกหล่นหรือไม่เข้าข่ายในปีนี้ ยังมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการในปีถัดไป โดยให้รีบดำเนินการตรวจสอบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อรักษาสิทธิ์ต่างๆ และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเน้นย้ำว่า สำหรับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว การดำเนินงานมิใช่เป็นการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ให้ฟรี แต่เป็นการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวในราคาถูกกว่าท้องตลาด สำหรับราคาเมล็ดข้าวคุณภาพดีที่กรมการข้าวจะขายให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการฯ แบ่งเป็น ข้าวขาวหอมมะลิ 105 กข15 ขายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ข้าวเหนียวและข้าวปทุมธานี1 กิโลกรัมละ 4 บาท และข้าวขาวกิโลกรัมละ 3 บาท 

ซึ่งขณะนี้ปริมาณเมล็ดข้าวขาวยังมีจำนวนมาก ดังนั้นพี่น้องชาวนาท่านใดที่สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการฯเพื่อมาซื้อและนำกลับไปเพาะปลูกได้ ทั้งนี้หากพี่น้องชาวนาท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อขอสมัครเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ได้ที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั่วประเทศ หรือศูนย์ข้าวชุมชน สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน 

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลง MOU ร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อบูรณาการร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลแต่ละฝ่ายที่มีอยู่ รวมทั้งทำให้ข้อมูลที่ได้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน อาทิ ข้อมูลเตือนภัยธรรมชาติการระบาดของศัตรูข้าว และโรคไหม้ , ข้อมูลทะเบียนใบรับรองและหนังสืออนุญาตตามมาตรฐานข้าวคุณภาพ ,ข้อมูลศูนย์ข้าวชุมชน ข้อมูลพันธุ์ข้าวรับรอง , ข้อมูลส่งเสริมการเกษตรกรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) , ข้อมูลเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) และที่สำคัญคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ที่จะเป็นข้อมูลสำคัญในการประกอบการรับสมัครเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 ดังนั้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวของกรมการข้าวได้

สถาบันปิดทองหลังพระ ร่วมภาครัฐและเอกชนสู้ภัยแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741277

สถาบันปิดทองหลังพระ ร่วมภาครัฐและเอกชนสู้ภัยแล้ง

สถาบันปิดทองหลังพระ ร่วมภาครัฐและเอกชนสู้ภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.14 น.

สถาบันปิดทองหลังพระ ร่วมภาครัฐและเอกชนสู้ภัยแล้งด้วยภูมิปัญญาชาวบ้านผสมผสานการใช้เทคโนโลยีดึงน้ำขึ้นที่สูงช่วยเกษตรกรในพื้นที่โคราช

3 ก.ค.66 นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ เป็นประธานเปิดเครื่องสูบน้ำหางนาคตามภูมิปัญญาชาวบ้านเพื่อดึงน้ำจากแหล่งน้ำที่อยู่ต่ำกว่าพื้นที่ของเกษตรกรเพื่อให้สามารถใช้น้ำนั้นได้ตามโครงการซ่อมแซมเสริมศักยภาพระบบกระจายน้ำคลองลุง บ้านจานเหนือ ม.13 ต.กำปัง อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา โดยได้รับงบประมาณในการจัดทำระบบชักน้ำขึ้นที่สูงดังกล่าวจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายกฤษฎากล่าวว่าในปี 2565-2566 สถาบันปิดทองหลังพระฯ มีภารกิจที่สำคัญ เข้ามาช่วยซ่อมแซมเสริมศักยภาพแหล่งน้ำขนาดเล็กซึ่งหน่วยราชการไม่สามารถดำเนินการได้เพราะติดขัดระเบียบและงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ 9 จังหวัดลุ่มน้ำมูล ซึ่งเป็นพื้นที่แล้งซ้ำซาก โดยจังหวัดนครราชสีมาเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายที่สถาบันปิดทองหลังพระฯได้เข้ามาดำเนินการที่หมู่บ้านจานเหนือ ต.กำปัง อ.โนนไทย ซึ่งมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่กรมทรัพยากรน้ำได้ก่อสร้างไว้แล้วโดยสามารถกักเก็บน้ำได้ 260,000 ลูกบาศก์เมตรแต่ประสบปัญหาเกษตรกรที่อาศัยอยู่รอบอ่างเก็บน้ำดังกล่าวไม่สามารถนำน้ำไปใช้เพาะปลูกทำการเกษตรได้ เนื่องจากระดับน้ำในอ่างอยู่ต่ำกว่าแปลงนาและพื้นที่ทำกินของเกษตรกร 

กลุ่มเกษตรกรจึงได้ร้องขอสถาบันปิดทองหลังพระฯเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขดังกล่าว สถาบันปิดทองหลังพระ จึงส่งอาสาสมัครผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาแหล่งน้ำซึ่งเป็นอดีตวิศวกรของกรมชลประทานลงมาสำรวจพื้นที่ ออกแบบวางระบบชักน้ำจากอ่างน้ำโดยใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้านสูบน้ำด้วยท่อหางนาคให้ไหลเข้าบ่อขนาดเล็กก่อน เมื่อน้ำในบ่อเล็กมีระดับสูงขึ้นจนมีแรงดันเพียงพอแล้วได้ต่อท่อจากบ่อเล็กกระจายน้ำ สู่แปลงนาและพื้นที่ทำกินของเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้เนื่องจากระดับพื้นที่ทำการเกษตรของเกษตรกรมีระดับแตกต่างกัน ดังนั้นในการวางท่อกระจายน้ำนั้นอาสาสมัครวิศวกรของสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้ใช้โดรนที่ติดเครื่องวัดระดับความสูงด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ขึ้นบินสำรวจระดับความสูงของพื้นที่เพื่อให้ทราบระดับความลาดเอียงของผิวดินและใช้เป็นข้อมูลในการวางท่อน้ำวีโฮไลท์ฝังไว้ใต้ดินลึกประมาณ 70 เซนติเมตร ซึ่งจะทำให้เกษตรกรไม่ต้องเสียพื้นที่ทำกินในการวางท่อน้ำ รวมทั้งเกษตรกรก็ยังใช้รถไถหน้าดินได้ไม่มีผลกระทบต่อตัวท่อ ทำให้เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ดินของเกษตรกรได้เต็มศักยภาพ ไม่จำเป็นต้องขุดส่งน้ำหรือทำคลองไส้ไก่แบบเดิมที่ทำให้เสียพื้นที่ดิน โดยมีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300 ไร่ ทำให้เกษตรกรที่เคยทำนาได้ปีละครั้ง แต่หลังจากนี้สามารถทำเกษตรได้ตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่อยอดอาชีพการเกษตรทฤษฎีใหม่หลังจากมีระบบน้ำ เช่น การปลูกข้าวแบบนาดำเพื่อเพิ่มผลผลิต การขุดร่องน้ำเพื่อเลี้ยงปลาในนาข้าว การปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อเป็นอาหารเลี้ยงแพะ เป็นต้น 

สำหรับงบประมาณที่ใช้ดำเนินงานโครงการนี้สถาบันปิดทองหลังพระได้รับงบประมาณสนับสนุนจากมูลนิธิตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 580,000 บาทโดยสถาบันปิดทองหลังพระได้กำหนดเงื่อนไขการดำเนินงานโครงการ คือ 1) ต้องมีการร้องขอจากเกษตรกรหรือประชาชนในพื้นที่หรือมีความต้องการจากประชาชน 2) ระหว่างดำเนินงานโครงการของสถาบันปิดทองหลังพระ ประชาชนหรือเกษตรกรในพื้นที่ต้องยินดีเสียสละแรงงานเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วยและ 3) เมื่อโครงการเสร็จแล้ว ประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการต้องรวมกลุ่มบริหารจัดการในการใช้น้ำ บำรุงรักษา ตามกฎ กติกาที่ตกลงกันเอง

เกษตรฯถกคกก.โครงการพระราชดำริ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741183

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ครั้งที่ 1/2566 ที่สำนักงาน กปร.มีวาระการประชุมเรื่องเพื่อทราบ 4 เรื่อง อาทิ 1.สรุปสถานะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร 113 โครงการ สรุปภาพรวมผลการดำเนินงานโครงการฯแบ่งเป็น โครงการที่พระราชทานพระราชดำริโดยตรง 55 โครงการ และโครงการที่เกิดจากราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ (ฎีกา) 58 โครงการ สรุปผลการติดตามการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนฯ ในระดับพื้นที่ ช่วงวันที่ 1 กรกฎาคม 2565-31 พฤษภาคม 2566 รวม 44 ครั้ง 92 โครงการ ในเขตพื้นที่ 27 จังหวัด โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ

2.สรุปภาพรวมโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 172 โครงการ แบ่งเป็นโครงการที่พระราชทานพระราชดำริโดยตรง 24 โครงการ โครงการที่เกิดจากราษฎรขอพระราชทานความช่วยเหลือ (ฎีกา) 101 โครงการ และโครงการที่หน่วยงานขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย 47 โครงการ โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ

3.ผลการดำเนินงานของคณะทำงานพิจารณาความเหมาะสมในการดำเนินงานโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำในเขตพื้นที่มรดกโลก กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ โดยคณะทำงานพิจารณาความเหมาะสมฯ ได้ลงพื้นที่และร่วมกันพิจารณาแนวทางในการดำเนินงานให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าให้น้อยที่สุดและร่วมกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ให้มีความเหมาะสม 4 โครงการ โดยที่ประชุมมีมติรับทราบ

‘อลงกรณ์’เจรจาหาช่องทาง ขนส่งผลไม้ไปที่จีนตอนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741184

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ นายกฤษ อุตตมะเวทินรองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายปรัตถกรแท่นมณี กงสุล (ฝ่ายเกษตร) ประจำสถานกงสุลใหญ่ นครกว่างโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน และสมาคมโลจิสติกส์ห่วงโซ่ความเย็นเมืองจ้านเจียง ร่วมเจรจาช่องทางตลาด และห่วงโซ่การขนส่งด้านจีนตอนใต้ สำหรับผลไม้และผลผลิตทางการเกษตรไทยที่บริษัท Zhanjiang Guolian Aquatic Products จํากัด และตลาดผลไม้เจียงหนานจ้านเจียง

จากนั้น นายอลงกรณ์พร้อมคณะได้เข้าเยี่ยมชมท่าเรือจ้านเจียง พร้อมกับพบปะหารือกับผู้บริหารท่าเรือจ้านเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

กรมชลฯจัด‘THAICID-NWIKS’ ขับเคลื่อนงานระบายน้ำแบบSMART

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741185

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ร่วมกับคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID) สมาคมศิษย์เก่าวิศวกรรมชลประทาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดงานสัปดาห์เครือข่าย THAICID-NWIKS 2023 เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างบูรณาการ ประจำปี 2566 (The THAICID Network Week for Integrated Knowledge Sharing 2023) ในระหว่างวันที่ 3–7 กรกฎาคม 2566 ที่สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรมชลประทาน จ.นนทบุรี ภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนงานชลประทานและการระบายน้ำแบบ SMART สนับสนุนกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อความยั่งยืน (BCG Model) และเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (SMART Irrigation and Drainage Management complying with Thailand BCG and Carbon Neutrality)

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวเพื่อต้องการเผยแพร่งานวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำ ตลอดจนแลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างบูรณาการ ระหว่างสมาชิกเครือข่ายที่สำคัญยังเป็นการขับเคลื่อนงานวิชาการและนวัตกรรมต่างๆ ขยายผลไปสู่ภาคปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานชลประทานและการระบายน้ำรวมทั้งประเทศชาติในอนาคต

สำหรับกิจกรรมหลักภายในงาน ประกอบด้วยวันที่ 3 กรกฎาคม 2566 เปิดงานและการประชุม วิชาการ 16th THAICID National Symposium 2023 ซึ่งมีนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ นำเสนอบทความคุณภาพที่ผ่านการคัดเลือกรวมกว่า 30 บทความ วันที่ 4 กรกฎาคม 2566 จัดเสวนาวิชาการหัวข้อ “การขับเคลื่อนงานชลประทานผ่านกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน (BCG Model)” พบกับผู้ขับเคลื่อน BCG ภาคเกษตรและการนำไปปฏิบัติได้จริง โดยให้ความสำคัญเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสังคม ในวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 เป็นการเสวนาหัวข้อ “อนาคตชาวนากับการทำนาแบบใช้น้ำน้อย Chapter 4” มีการนำเสนอการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้งแกล้งข้าว”ซึ่งเป็นนวัตกรรมการทำนาข้าวที่รักษ์โลกและช่วยเก็บกักคาร์บอนลดโลกร้อน ลดการเกิดภาวะเรือนกระจกที่ปฏิบัติได้จริง

ส่วนวันที่ 6 -7 กรกฎาคม 2566 เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการ หลักสูตร “ดงตาล Software Days” เป็นการนำ Software ใหม่ๆ มาเสนอ และชมการสาธิตเทคโนโลยี IoT ที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เช่น แอปพลิเคชั่นที่ใช้ประโยชน์จากภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับระบบ
โทรมาตรขนาดเล็ก เพื่อนำมาใช้ประโยชน์วางแผนบริหารจัดการน้ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ตลอดระยะเวลาการจัดงานยังจะมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรมและองค์ความรู้ จากกรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆ ที่สนับสนุนกลไกการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน (BCG Model) และเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน และกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ

รองปลัดฯ-แองโกลา แสวงหาความร่วมมือ ด้านเกษตร2ประเทศ ชวนนักธุรกิจลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/741180

วันจันทร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ นายอากุชตีญู อังแดร ดือ การ์วาญู ฟือร์นังดึช (H.E. Mr. Agostinho Andre de Carvalho Fernandes) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแองโกลา ประจำประเทศไทย ถิ่นพำนัก ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม โดยมีผู้แทนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม

สำหรับการหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการค้าและแสวงหาความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับสาธารณรัฐแองโกลา โดยฝ่ายแองโกลา ชื่นชมภาคการเกษตรและการผลิตอาหารของไทย และประสงค์ที่จะเรียนรู้การทำการเกษตรในด้านต่างๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมถึงการแปรรูป เพื่อผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เนื่องจากประเทศแองโกลา มีทรัพยากรธรรมชาติและผลผลิตทางการเกษตร เช่น อ้อย (น้ำตาล) กาแฟ ฝ้าย และเกลือทะเล แต่ยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการ ซึ่งฝ่ายไทยยินดีที่จะแบ่งปันองค์ความรู้ให้กับฝ่ายแองโกลา ทั้งนี้ ฝ่ายแองโกลา แจ้งว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศแองโกลาจะมีกำหนดเดินทางมาเยือนไทย ในช่วงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2566 และจะมีการจัดเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Economic Forum) เพื่อเชิญชวนภาคธุรกิจของไทยร่วมลงทุนในประเทศแองโกลา ต่อไป