‘พีรพันธ์’งัดแผนจัดการมังคุดเมืองคอน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743141

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารและขับเคลื่อนงานสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ครั้งที่ 4/2566 ว่าจากสถานการณ์มังคุด จ.นครศรีธรรมราช ที่มีเนื้อที่ยืนต้นเพิ่มขึ้นจากปี 2565 จำนวน 127 ไร่ ฤดูกาลผลิต 2565/2566 มีปริมาณผลผลิตมังคุดรวม 41,000 ตัน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศที่เหมาะสม ส่งผลให้มังคุดแหล่งผลิตหลักออกดอก ประกอบกับผลผลิตมังคุดปี 2566 มีหลายรุ่น ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายนคาดการณ์มังคุดจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม ประมาณ 13,412 ตัน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมาตรการบริหารจัดการมังคุดโดยบูรณาการเจ้าหน้าที่ดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐาน GAP ลดปัญหาการสวมสิทธิ์ การอบรมเกษตรกรให้เห็น
ความสำคัญของ GAP การเชื่อมโยงตลาดโดยใช้กลไกสหกรณ์ รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่พัฒนาการคัดแยกคุณภาพมังคุดเข้าสู่ระบบการประมูลราคา เป็นต้น คาดว่าจะสามารถบริหารจัดการมังคุดได้อย่างเป็นรูปธรรมและทันท่วงที พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพราคามังคุด

นอกจากนี้ ได้เตรียมการบริหารจัดการมังคุด จ.ศรีธรรมราช 2 แนวทาง ประกอบด้วย 1.ด้านการผลิต มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการเชิงคุณภาพ ให้คำแนะนำการเตรียมพร้อมในฤดูกาลถัดไป และดำเนินการตามแผนบริหารจัดการเชิงปริมาณ จัดทำข้อมูลเอกภาพ และแผนบริหารจัดการผลผลิตของจังหวัด สำรวจแปลงพยากรณ์เพื่อประเมินสถานการณ์ และ 2.ด้านการตลาด จ.นครศรีธรรมราช จัดประชุมคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลทางการเกษตรระดับจังหวัด ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566

รองปลัดฯถกอนุกรรมการฯ มุ่ง4ประเด็นสำคัญด้านยางพารา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743142

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปีครั้งที่ 2/2566 โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้ 1.ที่ประชุมรับทราบผลการสรรหาผู้แทนเกษตรกรในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย โดยมติการประชุมคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 เห็นชอบให้ น.ส.อรอนงค์ อารินวงค์ เป็นผู้แทนเกษตรกรในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยและเป็นอนุกรรมการในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี

2.ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการยางพารา ปี2566 -2580 ไตรมาสที่ 2/2566 โดยมีโครงการทั้งสิ้น 150 โครงการ/กิจกรรม ซึ่งมีโครงการ/กิจกรรมที่บรรลุเป้าหมายแล้ว 145 โครงการ/กิจกรรม และที่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย 5 โครงการ/กิจกรรม ทั้งนี้ ประธานฯขอให้ติดตามการดำเนินโครงการ “แนวทางการดำเนินการจัดทำ Carbon Credit ในระบบการผลิตยาง” ซึ่งรับผิดชอบโดย กรมวิชาการเกษตร เนื่องจากเป็นโครงการที่สำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ และยังมีความคืบหน้าการดำเนินโครงการเพียงเล็กน้อย (เพิ่งได้รับอนุมัติการจัดสรรงบประมาณ)

3.ที่ประชุมเห็นชอบการทบทวนแผนปฏิบัติการด้านยางพารา ปี 2566 – 2580 ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยปรับเปลี่ยนค่าเป้าหมายในยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานโครงการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตของการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนค่าเป้าหมายจากการยื่นขอรับการขึ้นทะเบียน T-VER 50,000 ไร่ งบประมาณ 20 ล้านบาท เป็นการยื่นขอรับขึ้นทะเบียน T-VER 40,000 ไร่ และยื่นขอขึ้นทะเบียน VCS 2,000 ไร่ และปรับตัวชี้วัดในยุทธศาสตร์ที่ 4 ด้านการพัฒนาตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย โครงการจัดตั้งตลาดกลางไม้ยางพารา จากเดิมมีการกำหนดค่าเป้าหมาย “ปริมาณไม้ยางผ่านตลาด 500 ไร่” เป็น “พื้นที่สวนยางที่มีการซื้อขายไม้ยางผ่านตลาด 500 ไร่”

4.ที่ประชุมเห็นชอบการแก้ไขคำสั่งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ที่ 2/2564 เรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี จากการระบุชื่อผู้แทนเกษตรกร เป็นการใส่คำว่า “ผู้แทนเกษตรกรในคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทยที่ได้รับมอบหมาย” พร้อมแนบเอกสารแต่งตั้งผู้แทนเกษตรกรเข้าร่วมประชุมแต่ละครั้ง เพื่อลดขั้นตอนการแก้ไขคำสั่งในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้แทนเกษตรกร

กรมชลฯย้ำมาตรการ รับมือสถานการณ์ฝนปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/743138

วันพุธ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากการติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 39,194 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 51 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกประมาณ 37,143 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน10,810 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของความจุอ่างฯรวมกัน สามารถรองรับน้ำรวมกันได้อีกประมาณ 14,061 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ เพื่อให้การเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนนี้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงได้กำชับให้โครงการชลประทานปฏิบัติตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝน ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด พร้อมติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด นำข้อมูลมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงเป้า สอดคล้องกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเก็บกัก พิจารณาปรับการระบายให้เหมาะสมโดยไม่กระทบต่อคุณภาพน้ำเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วง รวมทั้งตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทาน อาทิ ประตูระบายน้ำสถานีสูบน้ำ ตลอดจนความพร้อมของเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ที่สำคัญให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขอความร่วมมือทุกภาคส่วนช่วยกันประหยัด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผน และเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมไปตลอดช่วงต้นฤดูฝนนี้

รองปลัดฯถกคกก. พัฒนาการสหกรณ์ สรุปสาระ 5 ประเด็น หนุนการปฏิบัติงาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742860

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ครั้งที่ 2/2566 ที่ห้องประชุม 134-135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบการประชุมออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.รับทราบรายงานประจำปีแยกตามประเภทสหกรณ์ ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตร 16 (7)

2.รับทราบการเสนอนโยบายและแนวทางในการพัฒนาการสหกรณ์ต่อคณะรัฐมนตรี 3.รับทราบคำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมสนับสนุนการขยายธุรกิจและกิจการของสหกรณ์ 4.รับทราบข้อมูลสหกรณ์ที่มีแอปพลิเคชั่นทางการเงินให้สมาชิกตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน และ 5.ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาร่างคำสั่งคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ 3 เรื่อง ประกอบด้วย(1) เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์ (2) เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุน และ (3)เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ และพิจารณาขอความเห็นชอบระเบียบกระทรวงเกษตรฯ ว่าด้วยการรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2566

กรมชลฯเร่งมือ3โครงการ แก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ตรังยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742862

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ขับเคลื่อนโครงการหลัก แก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ จ.ตรัง อย่างยั่งยืน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรัง ซึ่งเป็นการขุดคลองผันน้ำ (หนองตรุด-คลองช้าง) ความยาว 7.55 กิโลเมตร พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำ2 แห่ง บริเวณปากคลองผันน้ำ เพื่อควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่คลองผันน้ำ และบริเวณปลายคลองผันน้ำ เพื่อใช้กักเก็บน้ำในช่วงฤดูแล้ง พร้อมก่อสร้างอาคารรับน้ำ 24 แห่ง ตลอดแนวคลองผันน้ำเพื่อรับน้ำจากที่ลุ่มต่ำในพื้นที่ข้างเคียงลงสู่คลองผันน้ำ ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมขังในพื้นที่แล้ว ยังสามารถเก็บกักน้ำในคลองผันน้ำได้อีก 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ไว้สำหรับการเกษตร การอุปโภคในช่วงฤดูแล้ง และเป็นแหล่งน้ำดิบช่วยสนับสนุนการผลิตน้ำประปาประมาณ 1.74 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี รวมทั้ง ยังช่วยผลักดันน้ำเค็ม มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ในฤดูฝน 10,000 ไร่ ฤดูแล้ง 3,000 ไร่ นอกจากนี้ ยังจะมีการก่อสร้างสะพานรถยนต์เชื่อมระหว่าง 2 ฝั่งคลอง 5 แห่ง และก่อสร้างถนนราดยางบนคันคลองทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อสาธารณประโยชน์ พร้อมทั้งการปรับภูมิทัศน์ให้เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกาย

2.โครงการระบายน้ำคลองลำเลียง เป็นการขุดคลองผันน้ำ เพื่อเพิ่มการระบายน้ำจากคลองนางน้อยเข้าสู่คลองลำเลียง ก่อนที่จะไหลไปบรรจบกับแม่น้ำตรัง ระยะทางรวม 18 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จไปแล้วประมาณ 90% เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมด สามารถระบายน้ำได้ประมาณ 65 ลบ.ม.ต่อวินาที และสามารถป้องกันและบรรเทาอุทกภัยครอบคลุมพื้นที่ 7 ตำบล3 อำเภอของ จ.ตรัง คือ อ.นาโยง อ.เมือง และอ.ย่านตาขาว อีกทั้งยังสามารถเก็บกักน้ำในคลองระบายน้ำคลองลำเลียงได้ประมาณ 400,000 ลบ.ม.เพื่อใช้ประโยชน์ในการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร โดยมีพื้นที่รับประโยชน์ตลอดแนวคลองระบายน้ำคลองลำเลียงประมาณ 8,000 ไร่

3.โครงการบรรเทาอุทกภัยย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง เป็นการขุดคลองผันน้ำคลองปะเหลียน และคลองหินขวา เพื่อให้ขนาดคลองสามารถระบายน้ำประมาณ 400 ลบ.ม.ต่อวินาที พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง เพื่อควบคุมปริมาณน้ำและระดับน้ำในคลอง รวมทั้งป้องกันผลกระทบจากระดับน้ำทะเล ซึ่งขณะนี้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถลดปริมาตรน้ำท่วม บริเวณลุ่มน้ำปะเหลียนและลำน้ำสาขาโดยเฉพาะบริเวณชุมชนเมืองเทศบาล ต.ย่านตาขาว และหมู่บ้านต่างๆ รอบเขตเทศบาลในท้องที่ ต.ย่านตาขาว ต.ทุ่งกระบือ ต.หนองบ่อ ต.ในควน และพื้นที่การเกษตรในที่ลุ่ม รวมทั้งในฤดูแล้งยังสามารถใช้น้ำในคลองลัด และคลองธรรมชาติที่ได้ขุดลอกแล้ว เพื่อการเกษตรและการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนยังช่วยผลักดันน้ำเค็มป้องกันความเสียหายต่อพื้นที่ทางการเกษตรด้วย

เกษตรฯ-ญี่ปุ่นแปรรูป สาหร่ายน้ำมันชีวภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742861

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมโครงการผลิตน้ำมันจากสาหร่ายและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมีผู้ร่วมประชุม อาทิ ดร.อังศุธร มหิทธิกุล ผู้จัดการสถาบันนวัตกรรมและบ่มเพาะธุรกิจบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นายณัฐพล วชิรโรจน์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) น.ส.มนทกานติ ท้ามติ้น ผอ.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี เข้าร่วมประชุม ว่าที่ประชุมได้ร่วมหารือความร่วมมือโครงการผลิตน้ำมันจากสาหร่าย และผลิตภัณฑ์จากสาหร่ายสู่เกษตรมูลค่าสูง

ทั้งนี้ ผู้แทนบริษัทชิโตเซะ ผู้ผลิตน้ำมันจากสาหร่ายรายแรกของประเทศญี่ปุ่น ยินดีที่จะสนับสนุนความรู้และประสบการณ์ของบริษัท ที่ได้วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผลิตเป็นน้ำมันรวมทั้งการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากว่า 10 ปี และพร้อมจะมาลงทุนในประเทศไทย โดยการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่น

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มีนโยบายส่งเสริมสาหร่ายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ กรมประมง จึงดำเนินการรวบรวมผลงานวิจัยและพัฒนาสาหร่ายและเริ่มสนับสนุนให้เกษตรกรและภาคเอกชนเพาะเลี้ยงสาหร่ายเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้ในการบริโภค อุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมทั้งการผลิตเป็นน้ำมันชีวภาพ

เจ้าของสวนเกษตร ต.ท่าข้าม ทิ้งไว้ 1 ปี กุ้ง หอย ปู ปลา อื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742858

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนเกษตรบ้านหยงสตาร์ หมู่ที่ 2 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเป็นสวนของ น.ส.ทัศนีย์ สระแก้ว หรือเอียด กำลังสูบน้ำเค็มออกจากสวนเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ โดยพบว่าภายในสวนที่ตนปล่อยทิ้งร้างมานาน 1 ปี เต็มไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้งกุลาดำหรือกุ้งลายเสือ กุ้งแชบ๊วยหรือกุ้งขาว ปูดำ หอย และปลาหลากชนิด ที่ไหลเข้ามาทางประตูน้ำซึ่งอยู่ติดกับป่าโกงกาง เชื่อมต่อกับแม่น้ำปะเหลียน และเจริญเติบโตเองโดยไม่มีการให้อาหารใดๆ ทำให้เจ้าของสวนดีใจเป็นอย่างมาก เพราะจะได้กินสัตว์น้ำที่ปลอดภัย ตัวใหญ่ไซส์บิ๊ก แบบไม่ต้องซื้อหา แถมยังได้ขายสร้างรายได้เกือบ 300,000 บาท ในเวลาแค่ 2 วัน

สำหรับกุ้งลายเสือที่จับได้มีขนาด 10-12 ตัวต่อ 1 กิโลขายกิโลกรัมละ 800 บาท แพ็กละ 5 ตัว น้ำหนัก 500 กรัม
ขาย 400 บาท กุ้งแชบ๊วยกิโลละ 400 บาท ส่วนปูดำขนาด 2-3 ตัวต่อกิโล ขายกิโลกรัมละ 450 บาท ปลากระบอกกิโลกรัมละ 200 บาท และปลาอื่นๆ จะขายกิโลละ 50-100 บาท ทำให้ชาวบ้านที่ทราบข่าว ต่างทยอยกันมาเลือกซื้อถึงสวนอย่างคึกคัก โดยสวนแห่งนี้ แต่เดิมได้ทำสวนเกษตรแบบผสมผสาน มีการขุดร่องน้ำจำนวนหลายร่องเชื่อมต่อกันเพื่อให้น้ำจากธรรมชาติไหลเข้าสวน และมีประตูน้ำเปิด-ปิด ป้องกันน้ำทะเลหนุนโดยให้พี่ชายเป็นคนดูแล ส่วนตนกับสามีทำธุรกิจอยู่ที่กรุงเทพฯ และจะกลับมาเยี่ยมบ้านปีละ 2-3 ครั้ง ซึ่งพี่ชายมักจะดักจับสัตว์น้ำในสวนขึ้นมาโชว์ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีสัตว์น้ำเข้ามาอาศัยอยู่อย่างชุกชุม เมื่อคุณเอียด กลับจากกรุงเทพฯ รอบนี้ จึงได้ทำการสูบน้ำในร่องสวนออกทั้งหมด เพื่อเป็นการล้างบ่อและสำรวจปริมาณสัตว์น้ำ ก็พบว่ามีกุ้งหอยปูปลาตัวใหญ่จำนวนมาก โดยเฉพาะกุ้งลายเสือและกุ้งแชบ๊วยมีมากกว่า 300 กิโลกรัม ส่วนปูดำมีมากกว่า 400 กิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และปลอดภัย 100% นอกจากนี้ ยังมีฝูงเหยี่ยวแดงบินว่อนภายในสวน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับเจ้าของสวนได้เป็นอย่างมาก ซึ่งในอนาคตจะเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรดินเค็ม เพื่อให้เยาวชนและประชาชนเข้ามาชมฝูงเหยี่ยว และตกปูตกปลาจากธรรมชาติ นำไปทำเป็นอาหาร ลดรายจ่าย สร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

‘มนัญญา’Kick Offสหกรณ์บูรณาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742859

วันอังคาร ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off “ประกาศนโยบายขับเคลื่อน
ความเข้มแข็งของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแบบบูรณาการ พุ่งเป้าสู่องค์กรสมรรถนะสูง และเติบโตอย่างยั่งยืน” พร้อมมอบนโยบายและแนวทางในการพัฒนาสหกรณ์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ น.ส.อัญมณี ถิรสุทธิ์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

น.ส.มนัญญากล่าวว่า การ Kick off ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างรูปแบบการทำงานส่งเสริมพัฒนา และตรวจสอบสหกรณ์ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง ส่งเสริมและสนับสนุนให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการพัฒนากิจกรรมให้มีความเข้มแข็ง และเน้นให้สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิก การบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นพลังในการขับเคลื่อนสู่ความเข้มแข็งของสหกรณ์ ช่วยยกระดับสหกรณ์ให้มีสมรรถนะสูง ส่งเสริมให้สหกรณ์เป็นองค์กรที่สร้างคุณค่าให้กับชุมชน และจัดการการมีส่วนร่วมสู่การพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

รมช.เกษตรฯกล่าวอีกว่า ได้ให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการนำสินทรัพย์ที่มีการยึดอายัดไว้ และอยู่ระหว่างดำเนินคดีของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ตอบแทนกลับมายังสหกรณ์เจ้าทรัพย์ เพื่อลดหนี้ และลดผลกระทบต่อสมาชิก

ทั้งนี้ สำหรับวัตถุประสงค์ของกิจกรรม เพื่อให้บุคลากรทั้ง 2 หน่วยงานรับทราบแนวทางปฏิบัติในการยกระดับการพัฒนาสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตามแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ห้วงที่ 2 (2566-2570)

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742654

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.27 น.

เกษตรดันปลูก‘งาดำ’เสริมหลังนา สร้างรายได้กว่า 10,600 บาทต่อไร่  

10 กรกฎาคม 2566 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่าล่าสุดศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร ได้วิจัยด้านการผลิตงาในสภาพนาระบบอินทรีย์ และเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP)ในระหว่างปี 2564-2566ด้วยเทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตรซึ่งประกอบด้วย “พันธุ์งาดำอุบลราชธานี 3”การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การจัดการปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ โดยนำไปทดสอบในพื้นที่จริง ทำให้สามารถจัดการองค์ความรู้เป็นชุดเทคโนโลยีการผลิตงาในสภาพนาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยได้ถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนวัตวิถีเกษตรอินทรีย์ลำเซบก ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล กลุ่มเกษตรกร ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง และกลุ่มเกษตรกรชุมชนเก่าขาม อำเภอน้ำยืน ในจังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้ ในปี 2564 ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี มีโครงการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่แบบมีส่วนร่วม (MOU) จากหลายภาคส่วนได้แก่ กลุ่มเกษตรกร องค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ บริษัท ซิน ออแกนิค อินเตอร์ฟู๊ด จำกัด (ผู้ประกอบการ) โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ส่งผลให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน สามารถพัฒนาผลผลิตและคุณภาพงา ยกระดับราคาผลผลิต และผลผลิตงาในปี 2564 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้รับซื้อ ประกอบกับเมล็ดพันธุ์งาคุณภาพดีที่ผลิตโดยภาครัฐมีไม่พอเพียงต่อการขยายพื้นที่ปลูกงาด้วย

ขณะนี้ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้ขยายกลุ่มเกษตรกรและเพิ่มพื้นที่ปลูกโดยต่อยอดเป็นโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ และงา GAP ในสภาพนาเพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์และงา GAP ที่มีคุณภาพไว้ใช้เอง ในพื้นที่ที่มีประสบการณ์ในการปลูกงาแล้วคือ ตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน และ ตำบลขามเปี้ย อำเภอตระการพืชผล และ ตำบลท่าเมือง อำเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถสร้างเกษตรกรต้นแบบผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี (Train to trainer) จำนวน 10 ราย ซึ่งทางศูนย์พี่เลี้ยงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกิดแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ในชุมชน จำนวน 20 แปลง (18.5 ไร่) ผลผลิตเมล็ดพันธุ์งารวม 1,498 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย 81 กิโลกรัมต่อไร่ รวมทั้งผลผลิตงาที่ได้เกษตรกรเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในฤดูกาลถัดไปจำนวน 100 กิโลกรัม ที่เหลือนำไปจำหน่ายภายในชุมชน ราคา 80บาทต่อกิโลกรัม และจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัทฯ ราคา 100 บาทต่อกิโลกรัมแม้ว่าผลผลิตจะไม่สูงมากนัก แต่ราคาที่ได้รับสูงกว่าท้องตลาดถึง 2 เท่า เนื่องจากมีการประกันราคาจากบริษัทและมีตลาดที่แน่นอนในการจำหน่ายผลผลิต โดยเกษตรกรมีรายได้จากเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ประมาณ10,600 บาทต่อไร่  และงา GAP ประมาณ 8,080 บาทต่อไร่ รวมทั้งเกษตรกรยังมีความต้องการที่จะปลูกงาหลังนาเพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ต่อไป

รองปลัดฯถกคกก.อุทธรณ์ ระเบียบว่าด้วยการพิจารณา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742581

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2566ที่ห้องประชุมกรมส่งเสริมสหกรณ์ เทเวศร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ผู้แทนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้แทนจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯผู้แทนจากกระทรวงการคลัง ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะทำงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมดังกล่าว ได้มีการพิจารณาหารือข้ออุทธรณ์ ตามระเบียบว่าด้วยการพิจารณาอุทธรณ์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง