‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ เร่งขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย พร้อมมอบนโยบายเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.21 น.

28 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีรองอธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนัก/กอง ปศุสัตว์เขต ปศุสัตว์จังหวัด ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท และผ่านระบบประชุมทางไกล (Zoom Meeting)

การประชุมในครั้งนี้เพื่อรับทราบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานราชการรวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ อันเกี่ยวเนื่องกับงานพระบรมศพ “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต”

มาตรการการเฝ้าระวัง ป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญ

ชี้แจงแนวทางการจัดทำงบประมาณ ปี 2570

ซักซ้อมแนวทางการดำเนินงานโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้เน้นย้ำให้เร่งดำเนินการสร้างการรับรู้และขับเคลื่อนโครงการคนไทยกินเนื้อโคไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาตร์สำคัญที่จะแก้ปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อและยกระดับห่วงโซ่การเลี้ยงโคไทยทั้งระบบ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในทุกพื้นที่ โดยสร้างการรับรู้ให้กับหน่วยงานในสังกัดกรมปศุสัตว์ทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมการดำเนินการตามโครงการฯ ซึ่งกรมปศุสัตว์จะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการบริหารจัดการโครงการ คนไทยกินเนื้อโคไทย เพื่อบริหารจัดการโครงการฯให้มีประสิทธิภาพและสำเร็จตามวัตถุประสงค์ต่อไป

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อน โดย“เริ่มดำเนินการได้ทันที” หลังได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการจากคณะรัฐมนตรี (ครม.)

-(016)

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

จัดติวเข้มเกษตรกรยาสูบภาคเหนือ สู้ความท้าทายภายใต้นโยบายควบคุมยาสูบโลก

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.32 น.

ภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “เตรียมความพร้อมสู่การประกอบการภายใต้กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก (WHO FCTC)” ณ ห้องประชุมดอยตุง โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี จังหวัดเชียงราย โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบไทยในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบนและพื้นที่ใกล้เคียงประมาณ 100 รายเข้าร่วมการสัมมนา 

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบเกี่ยวกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือและสามารถปฏิบัติตามกรอบอนุสัญญาฯ ข้อกำหนดอื่น รวมถึงนโยบายของภาครัฐที่อาจมีขึ้นในอนาคต ตลอดจนสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและผลผลิตภายใต้หลักความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาการจัดการดิน น้ำ รวมถึงการใช้สารเคมี    เพื่อยกระดับมาตรฐานและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบของประเทศไทยให้ทัดเทียมนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นเวทีให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสานความร่วมมือกันในด้านต่างๆ อีกด้วย

นายอัจฉริยะ วัฒนาพร ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่ยาสูบจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า การปลูกใบยาสูบในพื้นที่ภาคเหนือของไทยนั้นเป็นอาชีพที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ยาสูบทำให้ครอบครัวนับหมื่นแสนมีรายได้ที่มั่นคงและเป็นพืชที่ช่วยสร้างรายได้ภาษีให้กับประเทศมหาศาล แต่ปัจจุบันชาวไร่ยาสูบกำลังเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยาสูบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราภาษียาสูบที่ซับซ้อนและสูงเกินไปซึ่งส่งผลให้บุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตขึ้นมาก สวนทางกับบุหรี่ของการยาสูบแห่งประเทศไทยที่มียอดขายลดลง ปริมาณและราคารับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรจึงลดลงตาม ทั้งนี้รวมถึงผู้ประกอบการและแรงงานในระดับชุมชนตลอดห่วงโซ่การเพาะปลูกและจัดจำหน่ายใบยา เช่น โรงบ่มใบยา และแรงงานตามฤดูกาล เป็นต้น เมื่อการผลิตลดลงก็ส่งผลต่อรายได้ของแรงงานในชุมชนด้วย ส่วนรัฐก็เก็บภาษีบุหรี่ได้น้อยลง ในขณะที่การปราบปรามบุหรี่เถื่อนซึ่งเป็นปัญหาหลักของอุตสาหกรรมไม่เคยสาวไปถึงต้นตอของขบวนการได้  

นายอัจฉริยะ กล่าวต่อไปว่า เรื่องสำคัญซึ่งมีผลต่อการกำหนดชีวิตของชาวไร่ยาสูบและผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานก็คือ กฎระเบียบและนโยบายต่างๆ ของไทยที่อนุวัติตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมส่วนประกอบ การตลาด บรรจุภัณฑ์ และภาษี ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกใบยาไม่ถูกพูดถึงเท่ากับผลกระทบต่อตลาดปลายน้ำ ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากอนุสัญญาฯ วันนี้ชาวไร่ยาสูบกำลังเผชิญกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น กลายเป็นผู้รับภาระของนโยบายควบคุมยาสูบโดยตรง 

“มาตรา 17 และ 18 ของอนุสัญญาฯ ระบุว่า ประเทศภาคีควรส่งเสริมการหาทางเลือกที่ยั่งยืนแทนการปลูกยาสูบ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร ทั้งนี้ การกำหนดมาตรการที่มุ่งให้ชาวไร่ยาสูบเปลี่ยนไปปลูกพืชทางเลือกเพื่อทดแทนนั้นอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานใบยาสูบอย่างมีนัยยะสำคัญ ในขณะที่ประเทศไทยนั้นก็ยังขาดการส่งเสริมการปลูกพืชทางเลือกและอาชีพทดแทน แต่ชาวไร่ยาสูบก็ยังสู้ เพราะการทำไร่ยาสูบเป็นอาชีพสุจริตที่เลี้ยงชีพเรามาหลายชั่วอายุ วันนี้เราพยายามปรับตัว เรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง งานสัมมนาในวันนี้ก็คือรูปธรรมหนึ่งของความพยายาม” นายอัจฉริยะ กล่าว

ด้าน ดร.ทัตพร คุณประดิษฐ์ ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยากรในการสัมมนาครั้งนี้ อธิบายว่า วันนี้เกษตรกรผู้ปลูกใบยาในภาพเหนือได้มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้เรื่อง “การจัดการน้ำ ดิน และการติดตามผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นอกจากนี้ยังมีการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การลดความเสื่อมโทรมของดิน การจัดการและใช้พื้นที่การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ” และ “ผลกระทบจากมลพิษทางสารเคมีต่อวิถีชีวิต และสิ่งแวดล้อมด้านดินและน้ำ” รวมทั้ง “การจัดการน้ำชุมชนเพื่อความยั่งยืนในการใช้น้ำในภาคการเกษตร และการอุปโภคและบริโภค” นับว่าเป็นความพยายามตอบโจทย์มาตรา 18 อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก ในด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของเกษตรกร 

 ดร.ทัตพร ยังกล่าวด้วยว่า เกษตรกรผู้ปลูกใบยานั้นมีองค์ความรู้ซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่นอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันโลกมีความท้าทายใหม่ อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และมีคุณค่าที่มนุษย์ให้ความสำคัญมากขึ้น อาทิ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้เพื่อปรับตัวของเกษตรกรจึงสำคัญอย่างยิ่ง งานสัมมนาในวันนี้เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากสถาบันการศึกษาไปสู่เกษตรกร ในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันอีกด้วย นี่จะเป็นอีกหนึ่งก้าวที่นำไปสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืนต่อไปในอนาคต.

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายความอาลัย’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

'กรมการข้าว'จัดพิธีถวายความอาลัย'สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง'

‘กรมการข้าว’จัดพิธีถวายความอาลัย’สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’

วันอังคาร ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

วันอังคารที่ 28 ตุลาคม 2568 เวลา 09.09 น. นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีถวายความอาลัย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยได้กล่าวบทอาเศียรวาท ไว้อาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมนำผู้เข้าร่วมพิธียืนสงบนิ่งถวายความอาลัยเป็นเวลา 93 วินาที และร่วมลงนามในสมุดถวายความอาลัย โดยมีนายกฤษฎิน คำตัน รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมการข้าว ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมพิธีฯ ณ บริเวณโถง ชั้น 1 อาคารสำนักงานกรมการข้าว

กรมการข้าว เกิดขึ้นด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทั้งสองพระองค์มีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงทราบและห่วงใยพสกนิกร ชาวนาไทยที่อยู่ห่างไกลและทุรกันดาร บางพื้นที่ปลูกข้าวไม่พอเพียงต่อการบริโภค บางพื้นที่มีข้าวบริโภคไม่ครบรอบปี รวมทั้งยังไม่มีเมล็ดพันธุ์ดีใช้ปลูก จึงมีพระราชดำริสมควรให้มีหน่วยงานหลัก ที่รับผิดชอบ กรมการข้าวจึงได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พุทธศักราช 2549

อนึ่งเมื่อวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พุทธศักราช 2550 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ อาคารที่ทำการกรมการข้าว และวันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พุทธศักราช 2554 เวลาประมาณ 17.00 น.พระองค์เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งมายังเกษตรกลางบางเขน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เพื่อทรงเปิดอาคารที่ทำการกรมการข้าว ภายในเกษตรกลางบางเขน ทรงปลูกต้นพะยูง จำนวน 1 ต้น และทรงโยนต้นกล้าข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ลงในแปลงนา บริเวณพื้นที่จำลองวิถีชีวิตชาวนาตามแนวพระราชดำริ ฯ เศรษฐกิจพอเพียง

กรมการข้าวขอน้อมรำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นแม่ของแผ่นดิน ผู้ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานับประการ เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาประชาราษฎร์ทั่วทุกหมู่เหล่า ในโอกาสนี้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอน้อมจิตถวายเป็นพระราชกุศล และลงนามถวายอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่งพระองค์จะทรงสถิตกลางใจประชาราษฎร์ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิจนิรันดร์

– 006

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.51 น.

‘เขื่อนเจ้าพระยา’ทยอยลดการระบาย หลัง‘น้ำเหนือ’ลดลงต่อเนื่อง

24 ตุลาคม 2568 กรมชลประทาน รายงานว่า สถานการณ์น้ำเหนือเริ่มคลี่คลาย กรมชลประทานได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำผ่าน “เขื่อนเจ้าพระยา” จากอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที  เหลือ 2,400 ลบ.ม./วินาที  โดยเริ่มทยอยปรับลดตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันนี้(24 ต.ค.68) น. และคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำทางตอนบนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างลดลงตามลำดับในระยะต่อไป 

ทั้งนี้  กรมชลประทานจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำที่ท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สปก.เดินหน้ามอบโฉนดเพื่อการเกษตรฯ แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่เชียงราย

สปก.เดินหน้ามอบโฉนดเพื่อการเกษตรฯ แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่เชียงราย

สปก.เดินหน้ามอบโฉนดเพื่อการเกษตรฯ แก่เกษตรกรในเขตพื้นที่เชียงราย

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

24 ตุลาคม 2568 เวลา 10:00 น. นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย นายกฤษณะ ดีปาละ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม นายอัครเดช ร่มโพธิ์เย็น ผู้อำนวยการสำนักจัดการปฏิรูปที่ดิน นายชำนาญ บุญประเสริฐ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดเขตภาคเหนือ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) ตรวจราชการ พร้อมมอบโฉนดเพื่อการเกษตรและโฉนดต้นไม้ ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมี ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ เกษตรกรในพื้นที่เข้าร่วม ณ สหกรณ์การเกษตรเวียงป่าเป้า จำกัด อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย

ในการนี้ นายประสงค์ หล้าอ่อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวต้อนรับ, นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวรายงาน จากนั้น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) ได้มอบนโยบาย “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญ ในโยบายของ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ในการปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร ซึ่งจะทำให้พี่น้องเกษตรกร สามารถนำไปต่อยอด เข้าถึงโอกาสการให้บริการของภาครัฐ โอกาสเข้าถึงแหล่งทุนได้เพิ่มมากขึ้น มีทางเลือกในการพัฒนาที่ดิน และพัฒนาอาชีพของตนเอง เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” รมช.กษ. นเรศ กล่าว

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ) ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 250 ราย และมอบโฉนดต้นไม้ จำนวน 15 ราย รวม 265 ราย รวมถึงได้มอบปัจจัยการผลิต แก่เกษตรกรในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย อีกด้วย

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงราย มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเขตปฏิรูปที่ดิน มีเนื้อที่ประมาณ 932,061 ไร่ โดยมีพื้นที่ดำเนินการ 645,433 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย จำนวน 17 อำเภอ โดยได้ดำเนินการจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 76,178 ราย 105,131 แปลง เนื้อที่ 583,040 ไร่ และปรับปรุงเอกสารสิทธิ ส.ป.ก. 4-01 เป็นโฉนดเพื่อการเกษตรแล้ว เป็นจำนวน 22,188 ราย 30,033 แปลง เนื้อที่ 178,741 ไร่

สำหรับในพื้นที่อำเภอเวียงป่าเป้า ส.ป.ก. เชียงราย ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว ดังนี้  แปลงเกษตรกรรม จำนวน 3,847 ราย 5,302 แปลง เนื้อที่ 32,370 ไร่ ,  แปลงชุมชน 409 ราย 416 แปลง 228 ไร่ และโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 1,335 ราย 1,797 แปลง 9,654 ไร่

-(016)

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ เร่งผลิต – ขยาย – กระจาย ‘มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง’

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ เร่งผลิต - ขยาย - กระจาย ‘มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง’

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ เร่งผลิต – ขยาย – กระจาย ‘มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง’

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนแผนเร่งผลิต ขยาย และกระจาย “มันสำปะหลังพันธุ์ดีต้านทานโรคใบด่าง” ทั่วประเทศ เพื่อลดความรุนแรงของการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง (Cassava Mosaic Disease) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส Sri Lankan Cassava mosaic virus

นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฯ ได้รับท่อนพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ต้านทานโรคใบด่าง “อิทธิ 1, 2 และ 3” จากมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ จำนวน 15,000 ลำ เพื่อขยายพันธุ์ร่วมกับหน่วยงานภาคี โดยมีเป้าหมายกระจายพันธุ์ให้เกษตรกรปลูกทดแทนต้นพันธุ์เดิมที่ติดโรค

ผลการเปรียบเทียบพบว่า พันธุ์อิทธิ 1 ติดโรคต่ำกว่า 1% ผลผลิตเฉลี่ย 3,700 กก./ไร่ แป้ง 23.7%

พันธุ์อิทธิ 2 ไม่พบการติดโรค ผลผลิต 3,900 กก./ไร่ แป้ง 16.8%

พันธุ์อิทธิ 3 ไม่พบการติดโรค ผลผลิต 2,700 กก./ไร่ แป้ง 19.2%

เมื่อเทียบกับพันธุ์เดิม เช่น KU50 ระยอง 72 และห้วยบง 60 ที่มีการติดโรคสูงถึง 50–70% พบว่าพันธุ์อิทธิทั้ง 3 ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงให้ผลผลิตและปริมาณแป้งใกล้เคียงพันธุ์เดิม และพบว่าเกษตรกรให้ความสนใจพันธุ์ “อิทธิ 1” มากที่สุด เนื่องจากลำต้นตั้งตรง ดูแลง่าย และไม่แตกแขนงมาก

ทั้งนี้ ในปี 2567 กรมฯ ได้ใช้เทคโนโลยีขยายพันธุ์เร่งรัด X20 และ X80 เพื่อผลิตต้นพันธุ์จำนวนกว่า 240,000 ต้นพันธุ์ บนพื้นที่กว่า 150 ไร่ โดยส่งมอบท่อนพันธุ์ต้านทานให้เกษตรกรกว่า 200,000 ลำ ใน 2 กลุ่ม ได้แก่กลุ่มแปลงทดสอบและถ่ายทอดเทคโนโลยี ครอบคลุม 20 จังหวัด 45 แปลง เพื่อให้เกษตรกรเปรียบเทียบผลที่จะได้รับกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังในพื้นที่ระบาดรุนแรง เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา กาญจนบุรี อุทัยธานีและสระแก้ว เป็นต้น เพื่อทดแทนพันธุ์เดิมที่ติดโรค โดยเกษตรกรที่ได้รับท่อนพันธุ์ต้องคืนท่อนพันธุ์ 50% เข้าธนาคารท่อนพันธุ์ชุมชน เพื่อกระจายให้เกษตรกรรายอื่นต่อไป โดยผลติดตามกว่า 4 เดือน ไม่พบการระบาดของโรคใบด่างในแปลงของเกษตรกรในโครงการ

สำหรับปี 2568 กรมฯ ได้รับต้นพันธุ์เพิ่มเติมอีก 50,000 ลำ รวมผลผลิตพันธุ์ต้านทานในปี 2567–2568 ทั้งสิ้น 290,000 ลำ (1,160,000 ท่อน) และตั้งเป้าขยายพันธุ์ในปี 2569 เพิ่มเป็น 2.2 ล้านลำ (8.8 ล้านท่อน) เพื่อนำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกขยายทำเป็นธนาคารท่อนพันธุ์ ซึ่งจะทำให้การผลิตท่อนพันธุ์ต้านทานเร็วขึ้น

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สนับสนุน ชุดตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง (SLCMV-ICG Strip Test) ให้แก่สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อคัดกรองต้นพันธุ์สะอาด รวม 52 จังหวัด พร้อมจัดอบรมสาธิตการใช้งานให้เจ้าหน้าที่และเกษตรกรสามารถตรวจแปลงเบื้องต้นได้ด้วยตนเอง

ทั้งนี้ การใช้ชุดตรวจเพื่อยืนยันว่าท่อนพันธุ์ไม่มีเชื้อไวรัสสาเหตุการเกิดโรคใบด่างแฝงไว้โดยไม่แสดงอาการ และป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนในต้นมันสำปะหลังที่แสดงอาการด่างจากสาเหตุอื่น เช่น การใช้สารกำจัดศัตรูพืช หรือการขาดธาตุอาหาร เป็นต้น เพื่อให้เกษตรกรเชื่อมั่นในการคัดเลือกต้นพันธุ์ที่ปลอดโรคใบด่าง สาหรับใช้ขยายพันธุ์ในฤดูกาลผลิตต่อไป หรือจำหน่ายให้เกษตรกรรายอื่นได้อย่างมั่นใจ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการดำเนินการต่อไป “กรมส่งเสริมการเกษตรจะร่วมสนับสนุนและบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย สมาคมมันสำปะหลัง 4 สมาคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ สวทช. เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาพันธุ์มันสำปะหลังต้านทานโรคใบด่าง รวมทั้งการขยายและกระจายพันธุ์ดีสู่เกษตรกรให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้ก้าวสู่ระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ แผนการผลิต ขยาย และกระจายพันธุ์ดีดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการบริหารจัดการศัตรูมันสำปะหลัง ครั้งที่ 2/2568 เพื่อให้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพสูงสุด

กรมปศุสัตว์ ประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม

กรมปศุสัตว์ ประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม

กรมปศุสัตว์ ประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม

วันศุกร์ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.03 น.

24 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม พร้อมทั้งปัญหาและอุปสรรค โดยมีนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ผู้ประกอบการ ผู้แทนภาคเอกชนในอุตสาหกรรมน้ำนมโค และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงนโยบายการขับเคลื่อนการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมของประเทศไทย ให้เกิดความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำนมโค พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อใช้ประกอบการกำหนดนโยบายเชิงรุกในการผลักดัน “นมไทย” สู่ตลาดโลกอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ได้ร่วมกันหารือแนวทางการสนับสนุนน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรในระยะยาว

‘รมว.ธรรมนัส’ถก Beef Board ดันโครงการ’คนไทย กินเนื้อโคไทย’กระตุ้นตลาด

'รมว.ธรรมนัส'ถก Beef Board ดันโครงการ'คนไทย กินเนื้อโคไทย'กระตุ้นตลาด

‘รมว.ธรรมนัส’ถก Beef Board ดันโครงการ’คนไทย กินเนื้อโคไทย’กระตุ้นตลาด

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.02 น.

“รมว.ธรรมนัส”ถก Beef Board ดันโครงการ“คนไทย กินเนื้อโคไทย”กระตุ้นตลาด ยกระดับคุณภาพโคเนื้อไทยทั้งระบบ แก้ปัญหาราคาตกต่ำ หนุนผู้บริโภคเข้าถึงเนื้อโคคุณภาพดีราคาย่อมเยา

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ-กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134 -135) เพื่อพิจารณา (ร่าง) โครงการ “คนไทย กินเนื้อโคไทย” มุ่งกระตุ้นตลาดการซื้อขายโคเนื้อ พร้อมยกระดับห่วงโซ่การผลิตและเพิ่มคุณภาพผลิตภัณฑ์เนื้อโคไทย ตลอดจนการลดค่าใช้จ่ายผู้บริโภค

ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าวว่า โครงการ “คนไทย กินเนื้อโคไทย” เป็นโครงการ Quick Win ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ จัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ และยกระดับห่วงโซ่การเลี้ยงโคไทยทั้งระบบ รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้คนไทยสนับสนุนผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพดีจากเกษตรกรไทย ในราคาไม่เกินกิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งในการดำเนินโครงการได้มอบหมายให้ กรมปศุสัตว์บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่พี่น้องเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ

“สำหรับพี่น้องเกษตรกรภาคปศุสัตว์ที่กำลังประสบปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะในเรื่องใดก็ตาม ทางรัฐบาลได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของทุกท่าน และทางกระทรวงเกษตรฯเอง ได้ดำเนินการศึกษาและวางแผนการจัดทำโครงการในกรอบระยะเวลาสั้นๆ นี้ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรต่อไป” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการดำเนินโครงการในเบื้องต้น จะมีการเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์ และผู้ประกอบการสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์ ในส่วนของหลักเกณฑ์โคที่เข้าร่วมโครงการ ต้องเป็นโคสายพันธุ์ลูกผสม ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ยกเว้นโคสายพันธุ์ฮินดูบราซิล น้ำหนัก 400 กิโลกรัมขึ้นไป ไม่จำกัดเพศ โดยมีโควตาเกษตรกรรายละ ไม่เกิน 5 ตัว ซึ่งในตลอดการรับซื้อ การแปรรูป และการขนส่งสู่สถานที่จัดจำหน่าย จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เนื้อโคในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคอีกด้วย

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบรายงานสรุปสถานการณ์โคเนื้อในปี 2568 (ช่วงเดือนมกราคม-กันยายน) พบว่า มีปริมาณโคเนื้อทั้งหมด 9.542 ล้านตัว ซึ่งราคาโคชีวิตที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยกิโลกรัมละ 59.50 บาท ในด้านการส่งออก พบว่า มีการส่งออกโคมีชีวิตรวม 229,134 ตัว คิดเป็นมูลค่า 4,954 ล้านบาท และมีการส่งออกเนื้อโคและผลิตภัณฑ์รวม 0.25 พันตัน

– 006

กรมการข้าว ร่วมประชุมขับเคลื่อน 3 โครงการของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 68/69

กรมการข้าว ร่วมประชุมขับเคลื่อน 3 โครงการของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 68/69

กรมการข้าว ร่วมประชุมขับเคลื่อน 3 โครงการของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 68/69

วันพุธ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.13 น.

กรมการข้าว ร่วมประชุม “รมช.นเรศ” ขับเคลื่อน 3 โครงการของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 68/69 โดยเร่งสหกรณ์รับซื้อผลผลิต ตั้งแต่พฤศจิกายน ตั้งเป้ารับข้าว 4 ล้านตัน รักษาราคาขั้นต่ำตันละ 12,000 บาท

22 ตุลาคม 2568 นายนเรศ ธำรงทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนโครงการตามมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผ่านระบบ Zoom Meeting โดยมี นายธนสาร ธรรมสอน ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม  เพื่อร่วมกันพิจารณาแนวทางดำเนินงานตามมาตรการฯ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายนเรศ กล่าวว่า “ขณะนี้สหกรณ์มีความพร้อมในการรวบรวมข้าวเปลือกตามมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก 428 แห่ง ใน 57 จังหวัด เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 30% รองรับการรับซื้อจากเกษตรกร เป้าหมาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก ใช้วงเงินสินเชื่อของ ธกส. ของโครงการ รวมทุนของสหกรณ์และแหล่งอื่นๆ ประมาณ 40,000 ล้านบาท  ซึ่งสหกรณ์ทุกแห่งมีความพร้อมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป” รมช.นเรศ กล่าว

รมช.นเรศ เปิดเผยว่าที่ประชุมได้ผลักดันการขับเคลื่อนโครงการทั้ง 3 โครงการ ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวเปลือก ปีการผลิต 2568/69“ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ได้แก่

1. โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2568/69 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรแสดงความประสงค์เข้าร่วมจำนวนแล้ว 133 แห่ง ในพื้นที่ 37 จังหวัด ใช้วงเงินสินเชื่อรวม 7,638.19 ล้านบาท เพื่อรองรับปริมาณข้าวเปลือกที่จะเข้าร่วมโครงการ 763,819 ตัน ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว และรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในระดับที่เหมาะสม

2. โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปีการผลิต 2568/69 โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สำรวจมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรประสงค์เข้าร่วม 170 แห่ง ใน 40 จังหวัด รวมวงเงินสินเชื่อ 13,766.90 ล้านบาท รองรับข้าวเปลือกกว่า 1.37 ล้านตัน

รมช.นเรศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่ทางสหกรณ์เสนอในวันนี้ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการวิเคราะห์สินเชื่อ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้เห็นชอบยกเว้นค่าธรรมเนียมวิเคราะห์สินเชื่อโครงการฯ ให้กับสหกรณ์ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการลดภาระต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่อง ช่วยให้สหกรณ์กว่า 400 แห่งที่เข้าร่วมโครงการสามารถปล่อยสินเชื่อและรับซื้อข้าวจากเกษตรกรได้รวดเร็วขึ้น ถือเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะทำให้การพยุงราคาข้าวในปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. โครงการชดเชยดอกเบี้ยผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ปีการผลิต 2568/69 ดำเนินการโดยกรมการค้าภายในและสมาคมโรงสี เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการค้าข้าวสามารถรับซื้อและเก็บสต๊อกข้าว 2–6 เดือน มีเป้าหมายปริมาณข้าวเปลือก 4 ล้านตัน โดยภาครัฐสนับสนุนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี วงเงินงบประมาณจ่ายขาด 642 ล้านบาท โดยจะเริ่มรับซื้อตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 และสิ้นสุดในวันที่ 31 ตุลาคม 2570

สำหรับ “การระบายข้าวเปลือกตามโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2567/68” ดำเนินการ โดย ธ.ก.ส. เพื่อรักษาสภาพคล่องของสหกรณ์และเกษตรกร ซึ่งจะมีการนำเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ในวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2568 เพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ทบทวนราคาสินเชื่อ  และเร่งรัดขั้นตอนการระบายข้าว ในปีการผลิต 2567/68 อีกทั้งดำเนินการมาตการเร่งด่วนต่อไป

นายนเรศ กล่าวย้ำว่า “มาตรการทั้งหมดนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ สหกรณ์การเกษตร สมาคมโรงสี และ ธ.ก.ส. เพื่อพยุงราคาข้าวให้มั่นคงในช่วงผลผลิตออกมาก โดยปีนี้เริ่มดำเนินการเร็วขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 1 เดือน เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวหอมมะลิได้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ต่ำกว่าตันละ 12,000 บาท และช่วยลดแรงกดดันจากผลผลิตล้นตลาด”

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังเตรียมประสานกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหาแนวทางระยะยาวในการบริหารจัดการข้าวอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการผลิตข้าวคุณภาพ ข้าวคาร์บอนต่ำ ทั้งด้านการพัฒนาโครงสร้างตลาด การส่งเสริมข้าวพรีเมียม และการสร้างนวัตกรรมการผลิต เพื่อให้ประเทศไทยยังคงความเป็นผู้นำด้านการผลิตข้าวของโลกอย่างมั่นคงต่อไป

โอกาสนี้ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าว พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานประสานการทำงานร่วมกันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด และมอบหมายกรมการค้าภายใน ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี และรักษาการแทนรองนายก เอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ กำหนดให้มีการประชุม นบข. ในวันที่ 27 ต.ค. 2568ต่อไป

-(016)

‘กรมการข้าว’จับมือ’กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ

'กรมการข้าว'จับมือ'กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม' ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ

‘กรมการข้าว’จับมือ’กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม’ ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

“กรมการข้าว”จับมือ”กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” ถกแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตข้าวตกต่ำ เร่งหาช่องทางผลักดันข้าวสู่อุตสาหกรรมแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์ พร้อมเตรียมทำข้อตกลงร่วมกัน เริ่มประเดิมในพื้นที่ภาคอีสาน แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศ

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายโอวาท ยิ่งลาภ ผู้อำนวยการกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว นางพะยอม โคเบลลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอารักขาข้าว นายรณชัย ช่างศรี ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมข้าว และเจ้าหน้าที่จากกองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว ได้เข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการทำงานร่วมกันกับ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำโดยนางณัฎฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายสุรพล ปลื้มใจ รองอธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และคณะ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 6 อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยการหารือครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญคือการร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาผลผลผลิตข้าวของชาวนา ที่ในแต่ละปีมีผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณในการเยียวยาให้การช่วยเหลือเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวนาในแต่ละปีคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวประมาณ 60 – 70 ล้านไร่ และทุกๆ ปีมีผลผลิตข้าวออกสู่ท้องตลาดในปริมาณมาก ส่งผลให้ราคาข้าวตกต่ำ ประกอบกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญระงับการนำเข้า ขณะที่ประเทศคู่แข่งได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ และได้แย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดข้าวของไทย เพราะฉะนั้นภาครัฐจะให้การสนับสนุนเกษตรกรปลูกข้าวเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องปรับทิศทางใหม่เป็นการส่งเสริมการผลิตข้าวพรีเมี่ยม ที่เป็นข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งปัจจุบันนี้ในตลาดโลกให้ความสำคัญและมีความต้องการมาก โดยกรมการข้าวจะผลักดันให้การผลิตข้าวของไทยเป็นการผลิตข้าวที่ยั่งยืน มีเป้าหมายเป็น “Decarbon Rice” ซึ่งชาวนาจะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกข้าวที่ลดคาร์บอนลงซึ่งการดำเนินการเช่นนี้จะสอดรับกับนโยบายของ ท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสินค้าเกษตรและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ จากการประชุมหารือร่วมกันทำให้ได้รับทราบว่ากรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้ให้ความสำคัญและมีการดำเนินการในเรื่องอุตสาหกรรมเกษตรอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้มีการดำเนินการในเรื่องสินค้าข้าวอย่างจริงจัง แต่มีการดำเนินงานบ้างในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ นอกจากนี้ทั้งสองหน่วยงานมีความเห็นพ้องกันในเรื่องการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ ว่าเป็นความยั่งยืนของการผลิตข้าว แต่ต้องมีกลไกการผลิตข้าวที่มีความเข้มแข็ง และคำนึงถึงความต้องการของตลาดโลก ซึ่งในอนาคตกรมการข้าวจะได้จัดทำโครงการเพื่อจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันระหว่างสองหน่วยงาน โดยในเบื้องต้นกำหนดพื้นที่เริ่มดำเนินการเป็นโครงการนำร่องในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนเป็นลำดับแรก

– 006