‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ชู’น้ำผึ้งเดือน 5’ ของฝากเทศกาลสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722758

'กรมส่งเสริมการเกษตร'ชู'น้ำผึ้งเดือน 5' ของฝากเทศกาลสงกรานต์

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ชู’น้ำผึ้งเดือน 5’ ของฝากเทศกาลสงกรานต์

วันศุกร์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.05 น.

เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2566 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลสำคัญในช่วงเดือนเมษายน หรือเดือน 5 ตามปฏิทินจันทรคติของไทย ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูกาลที่ผึ้งมีปริมาณน้ำผึ้งเก็บสะสมไว้ในรวงรังมากที่สุด เนื่องจากผึ้งสามารถเก็บน้ำหวานจากพืชพรรณหลากหลายชนิดที่ทยอยติดดอกออกผลมาตั้งแต่ช่วงปลายปี ประกอบกับน้ำผึ้งได้ผ่านช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศแห้งและมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ ส่งผลดีทำให้ผลผลิตน้ำผึ้งในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน มีความเข้มข้นและมีคุณภาพดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ขอเชิญชวนดื่มน้ำผึ้งเดือน 5 มอบประโยชน์และคุณค่าดีๆ จากธรรมชาติให้ตนเอง และมอบเป็นของขวัญของฝากเปี่ยมคุณค่าแก่ผู้ใหญ่ที่เคารพ และสมาชิกในครอบครัวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2566 นี้ โดยประชาชนผู้สนใจสามารถสั่งซื้อน้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์นานาชนิดจากผึ้งกับ “เกษตรกรตัวจริง ทุกสิ่งปลอดภัย” ผ่านช่องทางสั่งซื้อที่ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com และตลาดเกษตรกรทุกจังหวัด

อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรรายใดสนใจการเลี้ยงผึ้งและต้องการสัมผัสวิธีการผลิตและแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผึ้งชนิดต่างๆ ด้วยตนเอง สามารถวางแผนไปเที่ยวชมงานวันผึ้งโลก ครั้งที่ 6 ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดจะจัดขึ้นในวันที่ 20 พฤษภาคม 2566 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดจันทบุรี

สำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง กรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมเข้าไปส่งเสริมและให้คำแนะนำในเรื่องการผลิตน้ำผึ้งคุณภาพดี โดยเกษตรกรให้เลือกเก็บคอนน้ำผึ้งที่ปิดฝาหลอดรวงแล้ว 70% ใช้มีดปาดฝาหลอดรวงออก นำคอนผึ้งใส่ในถังสลัดน้ำผึ้ง จากนั้นจึงนำน้ำผึ้งมา กรองผ่านตะแกรงหยาบ และตะแกรงละเอียดอีกครั้ง ก่อนใส่ถังบ่มทิ้งไว้อย่างน้อย 15 วัน จึงจะได้น้ำผึ้งคุณภาพดี นำไปบรรจุในภาชนะสำหรับบรรจุอาหาร เพื่อบริโภคและจำหน่ายต่อไป ทั้งนี้ น้ำผึ้งมีอายุการเก็บรักษาประมาณ 2 ปี โดยเฉพาะน้ำผึ้งที่เก็บผลผลิตใหม่จะมีวิตามินและมีคุณค่าทางอาหารสูง จึงควรบริโภคน้ำผึ้งในช่วงดังกล่าว จึงจะได้รับคุณประโยชน์จากน้ำผึ้งได้อย่างครบถ้วน

– 006

อธิบดีกรมข้าวลงพื้นที่พิจิตร-พิษณุโลก ชวนชาวนาร่วม BCG Model ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722700

อธิบดีกรมข้าวลงพื้นที่พิจิตร-พิษณุโลก ชวนชาวนาร่วม BCG Model ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

อธิบดีกรมข้าวลงพื้นที่พิจิตร-พิษณุโลก ชวนชาวนาร่วม BCG Model ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิต

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 20.40 น.

“อธิบดีกรมข้าว” ลงพื้นที่ จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก ชวนชาวนาร่วม BCG Model ลดต้นทุนเพิ่มผลผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

6 เมษายน 2566 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนศูนย์ข้าวชุมชนฯ ณ กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านวังโมกข์ ตำบลวังโมกข์ อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร และ ณ ที่ทำการกำนัน อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการพบปะพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เพื่อรับทราบถึงผลการดำเนินงานและรับฟังปัญหาอุปสรรคต่างๆ พร้อมแนะแนวทางการแก้ไขให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และเชิญชวนให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวรักษ์โลกตามแบบ BCG Model เพื่อเป็นการลดต้นทุน และเพิ่มรายได้ ด้วยการทำนาแบบประณีต เลิกใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ยาฆ่าแมลง ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมแนะนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนา ซึ่งการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้นจะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ ที่เป็นการตระหนักถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อน เน้นย้ำการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม เพราะเราคือครอบครัวเดียวกัน เราจะไม่ทิ้งกันแน่นอน อธิบดีฯกล่าว

กองทุนฟื้นฟูฯ ช่วยเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722498

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครั้งที่ 1/2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมี นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ในฐานะเลขานุการเข้าร่วมด้วย

นายสไกร เผยว่า ที่ประชุมมีวาระที่สำคัญดังนี้ เรื่องเพื่อทราบ 4 เรื่อง ประกอบไปด้วย รายงานการใช้จ่ายงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2566, รายงานผลการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร, รายงานผลการดำเนินงานกรณีโครงการปรับโครงสร้างหนี้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565, บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง การจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เรื่องเสร็จที่ 1493/2565

เรื่องเพื่อพิจารณา 5 เรื่อง ประกอบไปด้วย เห็นชอบให้คณะกรรมการจัดการหนี้ฯ ดำเนินการจัดการหนี้ได้ตามอำนาจหน้าที่ จำนวน 9,773 ราย 32,354 บัญชี มูลหนี้รวม 8,292,036,480.98 บาท, เห็นชอบรายชื่อและอนุมัติซื้อทรัพย์ NPA คืนให้แก่เกษตรกร เพิ่มเติม ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2555 จำนวน 65 ราย จำนวนทรัพย์สิน 85 แปลง
ยอดเงินรวม 86,194,185 บาท, เห็นชอบแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวนเงิน 1,500,755,595 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรด้านการแก้ไขปัญหาหนี้ งบเพื่อการจัดการหนี้ของเกษตรกร, เห็นชอบเปลี่ยนแปลงประเภทสถาบันเจ้าหนี้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จากเดิมเป็นนิติบุคคลที่คณะกรรมการกำหนด เปลี่ยนเป็นสถาบันเกษตรกร เห็นชอบรายงานงบดุลแสดงฐานะการเงิน โดยมีคำรับรองของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และรายงานการปฏิบัติงานของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ประจำปีงบประมาณ 2564 และ เห็นชอบ (ร่าง) ระเบียบคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของกรรมการ เลขาธิการ ผู้ปฏิบัติงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร

‘สุรเดช’ทำข้อตกลง อ.ต.ก.ร่วมมืออสป. สร้างมูลค่าผลผลิต ส่งขายสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722502

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นเกียรติ ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “ยุทธศาสตร์การสร้างคุณค่า และมูลค่าผลผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทานของผลผลิตและสินค้าสัตว์น้ำ” ระหว่างองค์การสะพานปลา (อสป.) กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยร่วมทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าว
ที่ อ.ต.ก. กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ครั้งนี้ คือ 1.เพื่อการพัฒนาขีดความสามารถด้านการส่งเสริม การสนับสนุน การนำสินค้าทางการเกษตร ผลผลิตและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำคุณภาพจากเครือข่ายของ อสป.และ อ.ต.ก.มาสู่ผู้บริโภคผ่านกลไกทางการตลาดของทั้งสองฝ่าย 2.ร่วมมือในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการองค์กร เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ 8 Enablers ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ 3.ร่วมมือกันภายใต้นโยบาย ภารกิจ แผนงานโครงการ เพื่อการขับเคลื่อนการดำเนินงานให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจ และการบูรณาการความร่วมมืออื่นๆ ที่จะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกร

‘เฉลิมชัย’ร่วมงานตลาดสินค้า อ.ต.ก.จัด ‘Fresh Fruits From Farm’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722504

‘เฉลิมชัย’ร่วมงานตลาดสินค้า  อ.ต.ก.จัด ‘Fresh Fruits From Farm’

‘เฉลิมชัย’ร่วมงานตลาดสินค้า อ.ต.ก.จัด ‘Fresh Fruits From Farm’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ตลาดสินค้าเกษตรในงาน “ติดตลาดเกษตร…Fresh Fruits From Farm” โดยกรมส่งเสริมการเกษตรและองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กทม.มีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและรองรับผลไม้ทั้งสดและแปรรูปของเกษตรกร เช่น มะยงชิด มะปราง มะม่วง มะขาม ทุเรียน มังคุดและผลไม้อื่นๆ ให้ผู้บริโภครับทราบและสามารถเข้าถึงแหล่งผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพดีมีมาตรฐาน ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกษตรกรกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ เกษตรกรรุ่นใหม่ และวิสาหกิจชุมชน ประชาสัมพันธ์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการตลาดนำการผลิต นำพาภาคเกษตรไทยสู่ความมั่นคงมั่งคั่งและยั่งยืน มุ่งเน้นให้เกษตรกรสามารถวางแผนการผลิตสินค้าทุกประเภทให้ตรงตามความต้องการของตลาดและให้มีตลาดรับซื้อที่แน่นอนเพื่อเป็นการประกันว่าเกษตรกรจะมีรายได้ที่ดีขึ้นมีช่องทางการตลาดที่เหมาะสมไม่มีสินค้าล้นตลาดและราคาผลผลิตตกต่ำโดยมุ่งพัฒนาการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องเกษตรกรในทุกมิติ และวางรากฐานโครงสร้างให้เกิดผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวและขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติร่วมกับภาครัฐภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม ช่วยเหลือเกษตรกรและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นและเพื่อให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกอย่างแท้จริงซึ่งจะเป็นการนำเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่ประเทศ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรมีช่องทางจัดจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรรวมถึงสินค้าแปรรูปทางการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพแก่เกษตรกรและผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานและเป็นธรรม

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การจัดแสดงสินค้าเกษตรคุณภาพเพื่อประชาสัมพันธ์ฤดูกาลผลไม้ที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการบริโภคการออกร้านจำหน่ายสินค้าโดยเกษตรกรจากโครงการส่งเสริมและสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตร ได้แก่ เกษตรกรแปลงใหญ่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มพัฒนาอาชีพการเกษตรเครือข่ายเกษตรกร Young Smart Farmer กลุ่ม
ยุวเกษตรและเครือข่ายเกษตรกรของ อ.ต.ก.รวมกว่า 40 ร้านค้า จาก 24 จังหวัด การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ร่วมกับ อ.ต.ก.เช่น กิจกรรมนาทีทองกิจกรรมกดไลค์กดแชร์แลกคูปอง การเล่นเกมตอบคำถามชิงรางวัล เป็นต้น การออกบูธของหน่วยงานภาคี ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด และบริษัท ปอลอเอ็กซ์เพรส จำกัด และการแจกพันธุ์ไม้ฟรี

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับ อ.ต.ก.มีแผนดำเนินการประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตร Season Festival โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤดูกาลผลผลิตออกสู่ตลาดในช่วงต่อไป เช่น ลิ้นจี่ ทุเรียน และผลไม้เมืองร้อนอื่นๆ ซึ่งจะเป็นความร่วมมือในการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

ม.กาฬสินธุ์ร่วมกับกรมประมงยกระดับการเลี้ยงสัตว์น้ำในระดับสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722431

ม.กาฬสินธุ์ร่วมกับกรมประมงยกระดับการเลี้ยงสัตว์น้ำในระดับสากล

ม.กาฬสินธุ์ร่วมกับกรมประมงยกระดับการเลี้ยงสัตว์น้ำในระดับสากล

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 17.32 น.

มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ร่วมกรมประมง ทำ MOU วิชาการ สร้างเครือข่ายทางการศึกษา วิจัย และพัฒนา เพื่อช่วยให้การประมงของประเทศไทยก้าวไกลในระดับสากล

ที่หอประชุมอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ต.กาฬสินธุ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ ได้จัดพิธีลงนาม MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์กับ กรมประมง เพื่อบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ ในการพัฒนาการเรียน การสอน การวิจัย ร่วมกันบริการวิชาการระหว่างหน่วยงาน โดยการลงนามระหว่าง รองศาสตราจารย์ จิระพันธ์  ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และ นายเฉลิมชัย  สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง  พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมกันเป็นสักขีพยานในการทำบันทึกข้อตกลง

รองศาสตราจารย์ จิระพันธ์  ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ กล่าวว่า  มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์  เป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  ที่มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย  เพื่อผู้ใหญ่และวัยทำงานมีเป้าหมายใหม่ในการพัฒนาบุคลากรประจำการทั้งภาครัฐและเอกชน  ให้เป็นสถาบันที่ใช้ในการยกระดับสมรรถนะของการประกอบอาชีพ  หรือเพิ่มโอกาสในการพัฒนางานให้มีทักษะ  สมรรถนะ และตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางในการจัดการอุดมศึกษา รูปแบบใหม่ที่ใช้การพัฒนาเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้มีโอกาสสร้างความร่วมมือทางวิชาการ  การพัฒนาวิชาการด้านการเรียนการสอน การวิจัยและการบริการวิชาการ ภายใต้ขอบเขตและแนวทางที่จะดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกัน

โดยการบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ ได้กำหนดให้มีระยะเวลาในการดำเนินการร่วมกัน 4 ปี นับจากวันลงนาม เพื่อพัฒนาทางวิชาการร่วมกันด้านวิชาการประมง  ทำวิจัย และพัฒนาความร่วมกันในหัวข้อเรื่องที่จะใช้แก้ปัญหาทางด้านการประมง พร้อมทั้งขยายผลโครงการวิจัยทางด้านการประมงที่มีศักยภาพสู่เกษตรกรบริการวิชาการทางด้านการประมงแก่เกษตรกร สถานประกอบการ และผู้ที่สนใจ และเพื่อพัฒนาบุคลากรทั้งสองฝ่าย โดยแบ่งปันทรัพยากรทางด้านการเรียน การสอน การวิจัยบุคลากร นักศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ วัสดุอุปกรณ์ และข้อมูลด้านการประมงซึ่งกันและกัน

รวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งเพื่อพัฒนา และเพิ่มศักยภาพภาคประมงของประเทศไทยต่อไป  ในนามของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ขอขอบคุณ กรมประมง ที่ได้ให้เกียรติมาร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมั่นใจอย่างยิ่งว่าการสร้างความร่วมมือนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาจังหวัดกาฬสินธุ์ และภาคอีสาน รวมทั้งพัฒนาบุคลากรทั้งสองฝ่าย และเป็นการสร้างเครือข่ายทางการศึกษา วิจัย และพัฒนา เพื่อช่วยให้การประมงของประเทศไทยก้าวไกลในระดับสากล ตามแนวคิดของมหาวิทยาลัย ในการเชื่อมโลกการศึกษา และโลกของการประกอบอาชีพเป็นโลกใบเดียวกัน

ด้านนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง  กล่าวว่า กรมประมงในฐานะหน่วยงานของรัฐ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำการศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิจัย วิเคราะห์ ทดลอง ด้านวิชาการทุกสาขาวิชาการของประมง ตลอดจนทำการส่งเสริมสนับสนุนและพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการประมงของประเทศให้เจริญก้าวหน้า การสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทางการศึกษาที่มีชื่อเสียง เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการส่งเสริมการเรียนรู้  ภูมิปัญญา เป็นแหล่งสร้างงานวิจัย การบริการวิชาการและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น  รวมไปถึงสร้างคุณค่าและคนดี สู่สังคมให้ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างชุมชนท้องถิ่นนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน  การลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ การพัฒนาวิชาการด้านการเรียนการสอน การวิจัยและการบริการวิชาการ กรมประมง มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมือทางวิชาการดังกล่าว

ภายใต้ขอบเขตและแนวทางที่จะดำเนินการขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อพัฒนาทางวิชาการร่วมกันด้านวิชาการประมง การวิจัย การศึกษา และการพัฒนาบุคลากร ผนึกกำลังในการสร้างความเข้มแข็งเพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพภาคประมงของประเทศไทยต่อไป การสร้างความร่วมมือภายใต้การขับเคลื่อนบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับบุคลากรทั้งสองฝ่าย โดยแบ่งปันทรัพยากรทางด้านการวิจัย บุคลากรด้านการประมง ซึ่งเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของกรมประมงกล่าวว่า “ยกระดับการประมงไทยให้แข่งขันได้ โดยใช้ทรัพยากรอย่างสมดุล พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมที่สร้างความมั่งคั่งแก่เกษตรกร” และเป็นโอกาสอันดีที่กรมประมงได้สร้างเครือข่ายทางการศึกษา วิจัย พัฒนาเพื่อช่วยให้การประมงของประเทศไทยก้าวไกลในระดับสากล

ทั้งนี้ หลักจากเสร็จพิธีการลงนาม MOU รองศาสตราจารย์ จิระพันธ์ ห้วยแสน อธิการบดีมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ ได้ร่วมชื่นชมและแสดงความยินดีกับนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ในโอกาสได้รับปริญญาวิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาประมง ผู้ซึ่งมีคุณูปการต่อมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ให้กับสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ด้วยการให้หน่วยงานของกรมประมงรับนักศึกษาเข้าฝึกงานและฝึกประสบการณ์ภายนอกหน่วยงานในสังกัดกรมประมงพร้อมทั้งเป็นอาจารย์พิเศษให้ความรู้แก่นักศึกษาพร้อมทั้งร่วมบูรณาการทำงานด้านการวิจัยร่วมกันจึงได้ประกาศเกียรติประวัติอันทรงคุณค่านี้ให้ไว้สืบไป

‘อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’ หารือผู้บริหาร ‘Alibaba Cloud’ พัฒนาคุณภาพผลไม้ไทยในจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722318

'อธิบดีกรมวิชาการเกษตร' หารือผู้บริหาร 'Alibaba Cloud' พัฒนาคุณภาพผลไม้ไทยในจีน

‘อธิบดีกรมวิชาการเกษตร’ หารือผู้บริหาร ‘Alibaba Cloud’ พัฒนาคุณภาพผลไม้ไทยในจีน

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 12.36 น.

“ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร” พร้อม “ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร” ร่วมหารือผู้บริหาร Alibaba Cloud การใช้เทคโนโลยี AI IoT พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ การเพาะปลูก การจัดการแปลง พัฒนาคุณภาพ ตลาด ผลไม้ไทยในสาธารณรัฐประชาชนจีน

เมื่อวันที่ 4 เม.ย.66 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และ ดร.พงศ์ไท ไทโยธิน รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร หารือ Mr.Tang Rixin รองประธานบริษัท Alibaba Cloud Computing จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Alibaba Group ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์สของจีน พร้อมคณะเรื่องการใช้เทคโนโลยี AI IoT พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ การเพาะปลูก การจัดการแปลง การควบคุมคุณภาพ ระบบการจัดการการตรวจสอบผลผลิต และ การขยายฐานทางการตลาดให้กับผลไม้ไทยในจีน

Alibaba Cloud Computing Co.,Ltd. เป็นบริษัทที่ให้บริการด้าน Cloud Computing ที่เปิดให้บริการทั่วโลก ในงานบริการด้านการเกษตร มีการใช้ AI ช่วยพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ ด้วยการสร้าง knowledge system และ knowledge engine, ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) และ Remote Sensing พัฒนาการเพาะปลูก การจัดการแปลง และการเก็บเกี่ยวให้ได้มาตรฐาน (Standardization) รวมถึงใช้ Knowledge engine ช่วยเพิ่มความแม่นยำการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืช, ใช้เทคโนโลยี Remote Sensing ช่วยให้มีการตัดสินใจที่แม่นยำในการป้องกัน หรือบรรเทาภัยพิบัติที่เกิดจากสภาพอากาศที่ผิดปกติ สามารถปรับใช้กับการทำการเกษตรแบบ digital ในด้านการเพาะปลูก การจัดการแปลงได้

Alibaba มีการพัฒนาเทคโนโลยีด้านเกษตรอัจฉริยะที่หลากหลายในช่วงเวลาที่ผ่านมา ที่เชื่อมโยงกับพื้นที่แปลงปลูกของเกษตรกร ทั้งข้อมูลคุณภาพดิน คุณภาพน้ำ การวางแผนการใส่ปุ๋ย การใช้เทคโนโลยี Remote Sensing ในการแจ้งเตือนโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งในขั้นแรก การดำเนินการเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องนำข้อมูลที่บันทึกไว้ในช่วงเวลา 30-50 ปีที่ผ่านมามาทำเป็นข้อมูล digital มาปรับปรุงให้ทันสมัย ซึ่งข้อมูลดังกล่าวหลังจากแปลงเป็น digital แล้ว ทางการสามารถพยากรณ์การปลูกพืชในอีก 5-10 ปีข้างหน้าได้ ซึ่งในอนาคตเกษตรกรจีนที่เคยมีหลายร้อยล้านคน จะลดจำนวนเหลือแค่หลายสิบล้านคน แต่ต้องผลิตอาหารให้ได้ปริมาณเท่าเดิม เพื่อเลี้ยงดูประชากรกว่า 1,300 ล้านคน ภายใต้นโยบาย food security ดังนั้น เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้ เติมเต็มในส่วนนี้

ซึ่งเทคโนโลยี AI IoT ที่ Alibaba นำมาหารือกับกรมวิชาการเกษตรในวันนี้ จะสามารถนำไปพัฒนาโมเดลการผลิตพืชอัจฉริยะที่กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำสวนผลไม้อัตโนมัติ ที่จะทำให้ได้คุณภาพ ผลผลิต เพิ่มขึ้น ซึ่งก็อยากทำความร่วมมือในด้านเทคโนโลยีกับประเทศไทย ตลอดจนการค้าขายผลไม้ระหว่างประเทศ ที่บริษัทได้ลงทุนพัฒนาด้านฐานข้อมูลในระบบ Supply Chain และระบบ Logistics เพื่อลดความสูญเสีย (Food lose) ของผลิตผล การรักษาคุณภาพสินค้า และบริหารจัดการในการเลือก Mode (ช่องทาง) ในการขนส่ง ได้อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว โดยมุ่งเน้นการผลิตภายใต้ความต้องการของตลาด สอดคล้องกับกรมวิชาการเกษตรที่ต้องการมี platform หรือ application ที่ช่วยลดความสูญเสียผลิตผล และแก้ไขปัญหาคอขวดในการส่งออก เพื่อให้ผลไม้ไทยส่งออกไปจีนยังคงรักษาคุณภาพและความสดได้ โดยการใช้ AI, Application หรือ Platform ต่างๆ ในการดูแลผลผลิตตั้งแต่แหล่งปลูกที่มีคุณภาพ จนถึงผู้บริโภค Platform เหล่านี้จะทำให้เกิดการกำหนดราคาสำหรับผู้บริโภคอย่างแม่นยำ และ เป็นการพัฒนาคุณภาพของการผลิตผลไม้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ทางบริษัทมีการเก็บข้อมูลการบริโภคผลไม้ของชาวจีน ซึ่ง Alibaba ยินดีสนับ สนุนข้อมูลให้กับประเทศไทยในโอกาสต่อไป

สำหรับการจัดการควบคุมคุณภาพผลไม้ไทย กรมวิชาการเกษตรมีนโยบาย ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย ในปี 2565 ที่ผ่านมา สาธารณรัฐประชาชนจีน นำเข้าผลไม้จากประเทศไทย จำนวน 2.36 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 149,003 ล้านบาท กรมวิชาการเกษตรจะเน้นคุณภาพของผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลไม้ที่ส่งออก อันดับที่ 1 ไปจีน ต้องเป็นทุเรียนคุณภาพ “Premium Thai Durian” ที่สามารถควบคุมคุณภาพ รวมไปถึงการจัดทำระบบตรวจสอบผลผลิต เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่าผลไม้ไทยมีคุณภาพ และมีกระบวนการผลิตตามมาตรฐานสากล

กรมวิชาการเกษตร ให้ความสำคัญในการให้คำแนะนำกับเกษตรกร โรงคัดบรรจุ เกี่ยวกับระบบการผลิตสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัย มีคุณภาพ รวมทั้งกำชับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้ากำหนด เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนได้ผลผลิตที่มีคุณภาพที่มีการจัดการที่ดีตั้งแต่สวนจนถึงมือผู้บริโภค ซึ่งจะยังประโยชน์ให้แก่เกษตรกรชาวไทยให้เกิดรายได้อย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทั้งระบบสามารถมีผลประกอบการที่เติบโต และผู้บริโภคจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในตอนท้ายว่า “กรมวิชาการเกษตร เปิดกว้างสำหรับทุกบริษัท ทุกความร่วมมือ ของทุกภาคส่วน ในการใช้เทคโนโลยี AI IoT พัฒนาเกษตรอัจฉริยะ การเพาะปลูก การจัดการแปลง การขับเคลื่อนการพัฒนาควบคุมคุณภาพ ระบบการจัดการตรวจสอบผลผลิต การขยายฐานทางการตลาดผลไม้ไทยในต่างประเทศ  ที่เกษตรกรไทยและผู้บริโภคปลายทางจะได้รับประโยชน์สูงสุด เข้ามาหารือขับเคลื่อนการดำเนินการร่วมกัน”

สกู๊ปพิเศษ : คณะเกษตร มข. จัดประชุมผลักดันกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพิ่มการผลิตโคเนื้อ และลดก๊าซเรือนกระจก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722217

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรอาหารสัตว์เขตร้อน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการ Lancang-Mekong Cooperation Special Fund (LMCSF) Project Workshop ในหัวข้อ “Recycling of agricultural biomass and fodder shrubs for beef cattle production” หรือ โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ โดยมี ศ.ดร. เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) กล่าวรายงาน รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับ รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวเปิดงานในการนี้มีกงสุลจาก สาธารณรัฐประชาชนจีน สปป.ลาว เวียดนาม คณะผู้บริหาร นักวิจัยกว่า 80 คน เป็นตัวแทนจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมกิจกรรม ณ ห้อง Orchid ballroom 1  โรงแรมพูลแมน ราชา ออคิด ขอนแก่น

สำหรับโครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อมีวัตถุประสงค์ เพื่อเสริมศักยภาพนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ ในประเทศสมาชิกด้วยเทคโนโลยี และ นวัตกรรมการให้อาหารโดยใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ และ เพื่อเพิ่มพูนทักษะและเพิ่มขีดความสามารถของนักวิจัยที่มีศักยภาพสูงด้วยระเบียบวิธีวิจัยใหม่เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการหมัก ลดการผลิตก๊าซมีเทน ตลอดจนประเมินคุณค่าทางโภชนะของอาหารสัตว์ ปริมาณและคุณภาพเนื้อวัว เพื่อให้ได้การผลิตโคเนื้ออย่างยั่งยืน

ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์ (หัวหน้าโครงการ) เปิดเผยว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ  โครงการการหมุนเวียนใช้ประโยชน์ของชีวมวลการเกษตร และทรัพยากรอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ” เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากทุนความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMCSF) ของประเทศจีน มีระยะเวลาดำเนินการระหว่าง ปี 2565-2567

“เห็นได้ชัดว่าปัจจุบันความต้องการอาหารที่มีโปรตีนจากสัตว์ เป็นที่ต้องการมากขึ้นทั่วโลก เนื่องจากการเติบโตของประชากรโลกที่มากขึ้น ซึ่งโครงการ RABIF-BeefC นี้ มีเป้าหมายเพื่อผลิตเนื้อวัวคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพโดยการใช้กากพืชผลทางการเกษตร และให้ความสำคัญต่อการลดการผลิตก๊าซมีเทนในกระเพาะรูเมนผ่านการเสริมอาหารอัดเม็ดที่มีสารพฤกษเคมี (phytonutrient pellet) ในโคเนื้อ”

รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มข. กล่าวว่า การผลิตเนื้อวัวที่ได้คุณภาพดี ไปพร้อมๆ กับการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกให้ลดลง เป็นสิ่งที่สำคัญและท้าทายมาก โครงการในวันนี้จึงจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้นักวิจัยรุ่นใหม่จากประเทศสมาชิก ล้านช้าง-แม่น้ำโขง มีความรู้และใช้นวัตกรรมการใช้เศษเหลือทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์ให้มากขึ้น เชื่อมั่นว่าภายใต้การนำของ ศ.ดร.เมธา วรรณพัฒน์นักวิจัยระดับสูงของโลก จะนำพาทุกท่านไปสู่เป้าหมายสูงสุดนี้ได้ โดยเฉพาะการสร้างพลังให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ และ ส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตโคเนื้อที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัย มข.กล่าวว่า พวกเราขอขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการมอบทุนของโครงการนี้ภายใต้การนำของ ศาสตราจารย์ ดร.เมธา วรรณพัฒน์ ซึ่งเป็นงานวิจัยชั้นนำของโลกด้านสัตวศาสตร์ และโดยเฉพาะในฐานะ High-end Foreign Expert  และได้รับรางวัล Yunnan Friendship Award จากรัฐบาลจีนประจำปี 2563 ที่นำนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพจากประเทศกัมพูชา จีน ลาว เวียดนาม และไทย ร่วมแสดงพลัง และแบ่งปันแนวความคิดและประสบการณ์ภายใต้หัวข้อการใช้เศษเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นอาหารสัตว์เคี้ยวเอื้องและลดการปล่อยก๊าซมีเทน คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะสามารถช่วยแลกเปลี่ยนความรู้และเทคโนโลยีเพื่อผลประโยชน์ต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการเชื่อว่า ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จะได้รับประโยชน์ ในการส่งเสริมการผลิตโคเนื้อในประเทศของท่าน รวมทั้งช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อน

สมใจ  นามสุดตา

รองปลัดฯถกคกก. ประเมินตำแหน่ง ระดับชำนาญการ รับคัดเลือก4ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722214

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการประเมินบุคคลตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับชำนาญการและระดับชำนาญการพิเศษครั้งที่ 1/2566 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบการแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการ และระดับชำนาญการพิเศษ ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และสำนักงานรัฐมนตรีรับทราบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเลื่อน การย้าย การโอนข้าราชการพลเรือน เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษ ลงมา ของสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ และพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ในการประเมินบุคคลเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับชำนาญการพิเศษ การนับระยะเวลาขั้นต่ำในการดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งในสายงานที่เกี่ยวข้อง หรือเกื้อกูลกับสายงานที่จะแต่งตั้ง ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ระดับชำนาญการพิเศษ 2 ราย ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนระดับชำนาญการ 2 ราย

‘อลงกรณ์’ช่วยชาวประมงลดค่าใช้จ่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/722212

วันพุธ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านใน 23 จังหวัดชายทะเล และกลุ่มประมงเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ได้แสดงความขอบคุณ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่ให้ความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วในการยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็น “สาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. …” ให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยทะเล สัตว์น้ำในกระชัง และสัตว์น้ำอื่นๆ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยแบ่งเป็นผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกว่า 16,700 ราย คิดเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาทในพื้นที่ 67 จังหวัด และชาวประมงพื้นบ้านกว่า 50,000 ลำ คิดเป็นเงินกว่า20 ล้านบาท ในพื้นที่ 23 จังหวัดรวมแล้วสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายได้กว่า 70 ล้านบาท

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า เรื่องนี้เริ่มจากเมื่อปลายปีที่แล้ว กลุ่มประมงเพาะเลี้ยงและกลุ่มประมงพื้นบ้านได้เสนอขอความช่วยเหลือยกเว้นค่าธรรมเนียมและใบอนุญาตในการประชุมกับตน และทางประมง จ.เพชรบุรี ที่วัดอุตตมิงค์ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี จึงได้รายงานให้ รมว.เกษตรฯ เห็นชอบในหลักการและมอบหมายกรมประมงดำเนินการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย ซึ่งมีตนเป็นประธานคณะกรรมการฯ เห็นชอบและให้กระทรวงเกษตรฯเสนอร่างกฎกระทรวงเข้าที่ประชุม ครม.เพื่ออนุมัติ “ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. …” ให้แก่พี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงหอยทะเล สัตว์น้ำในกระชัง และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่ทำการเพาะเลี้ยง และ “ยกเว้นค่าอากรใบอนุญาตให้ใช้เครื่องมือทำการประมงและค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำการประมงพื้นบ้าน พ.ศ. …” ให้กับพี่น้องประมงพื้นบ้านซึ่งล่าสุดที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรฯ ผ่าน (ร่าง) กฎกระทรวงดังกล่าวทั้ง 2 ฉบับ