‘เอกภาพ พลซื่อ’เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

'เอกภาพ พลซื่อ'เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

‘เอกภาพ พลซื่อ’เป็น ปธ.มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.ร้อยเอ็ด

วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.42 น.

เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายเอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายเอกรัฐ พลซื่อ ได้เป็นประธานมอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน แก่ประชาชนผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ ต.พลับพลา อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ร่วมงาน

ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคอีสานตอนกลาง ทำให้น้ำจากลำน้ำชี เอ่อล้นผนังกั้นน้ำ ทำให้พื้นริมน้ำได้รับความเสียหายจากน้ำล้นตลิ่ง ข้าวนาจมน้ำหลายร้อยไร่ และมีผลกระทบต่อปศุสัตว์ของประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ต.พลับพลาย ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีหญ้าให้วัวควายกิน วันนี้ นายเอกภาพ พลซื่อ จึงได้นำปศุสัตว์จังหวัด และเจ้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด นำหญ้าอาหาร พร้อมด้วย นายเดชา นาใจตอง ปลัดอาวุโสอำเภอโพนทอง ไปมอบให้ประชาชน วังยาว บ้านวังเจริญ และบ้านหนองแก่ง อ.เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น

– 006

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ รมช.อามินทร์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยมและติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันพุธที่ 8 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ ให้การต้อนรับ นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เข้าตรวจเยี่ยม และติดตามผลการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ได้มอบแจกันดอกไม้แสดงความยินดี เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่  นอกจากนี้ได้มีการประชุมขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ ชั้น 1 กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.29 น.

‘รองนายกฯธรรมนัส’เยือนถิ่นอุบลฯ รุดช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

7 ตุลาคม 2568 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมพบปะประชาชนและมอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยกว่า 2,000 ชุด โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายปริญญา คัชมาตย์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 7 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และรายงานสถานการณ์น้ำ

ปัจจุบัน สถานการณ์น้ำบริเวณสถานีวัดน้ำท่า M.7 (สะพานเสรีประชาธิปไตย) เมื่อเวลา 06.00 น. ระดับน้ำอยู่ที่ +113.45ม.รทก. มีปริมาณน้ำไหลอัตราประมาณ 3,124.00 ลบ.ม./วินาที ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 0.05 ม. ระดับน้ำอยู่ในเกณฑ์วิกฤต

ส่วนสถานการณ์แม่น้ำโขงที่ อำเภอโขงเจียม ระดับน้ำอยู่ที่ +101.78 ม.รทก. ต่ำกว่าตลิ่งประมาณ 1.12 ม. ยังคงระบายน้ำจากแม่น้ำมูลลงสู่แม่น้ำโขงได้ดี

ทั้งนี้ เพื่อรองรับสถานการณ์และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ Hydro flow ขนาด 24 นิ้ว จำนวน 2 เครื่อง บริเวณหาดทรายแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร พร้อมทั้ง Standby เครื่องผลักดันน้ำ จำนวน 60 เครื่อง บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำมูล (แก่งสะพือ) อำเภอพิบูลมังสาหาร เพื่อเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 7 และโครงการชลประทานในสังกัด เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักร – เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ กระสอบทราย และบุคลากร ในพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขัง ให้สามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนเตรียมแผนเผชิญเหตุรับมือสถานการณ์น้ำหลาก เพื่อบรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

‘ชป.’ร่วมพัฒนา‘บึงบอระเพ็ด’ แหล่งน้ำสำคัญเมืองนครสวรรค์

ที่ห้องประชุมเสือพ่นน้ำ บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมด้วยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ ลงพื้นที่ติดตามพัฒนาพื้นที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ โดยมี นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีกรมชลประทาน นายเอกฉัตร เอี่ยมตาล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครสวรรค์ ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด

สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ มีการประชุมติดตามความก้าวหน้าการโครงการพัฒนาบึงบอระเพ็ด พร้อมกับรับฟังแผนการบริหารจัดการพื้นที่ การเก็บข้อมูล และการส่งเสริมการท่องเที่ยวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากนั้นพลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์ฯ พร้อมคณะฯ ได้ลงพื้นที่บริเวณท่าน้ำบริการนักท่องเที่ยว อาคารศูนย์ต้อนรับนักท่องเที่ยวบึงบอระเพ็ด เพื่อรับฟังการบรรยายเรื่องสภาพภูมิประเทศแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ด และเส้นทางปั่นจักรยาน ซึ่งแผนพัฒนาบึงบอระเพ็ดมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสัญจรที่ยั่งยืน รวมไปถึงการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจในชุมชน โดยกําหนดให้มีทางจักรยาน (Bicycle Lane) ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม และจุดปรับปรุงภูมิทัศน์ สำหรับใช้เป็นจุดพักรถ สอดคล้องกับ บริบทของพื้นที่ ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยและสิ่งอํานวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน

ต่อมาได้ลงพื้นที่ไปยังประตูระบายน้ำปากคลองบึงบอระเพ็ด ตำบลเกรียงไกร อำเภอเมืองนครสวรรค์ ซึ่งโครงการชลประทานนครสวรรค์ และสำนักงานประมงจังหวัดนครสวรรค์ ได้ร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาบึงบอระเพ็ดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และการพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันสถานการณ์น้ำในบึงบอระเพ็ด ( 6 ตุลาคม 2568) มีปริมาณน้ำประมาณ 562.77 ล้าน ลบ.ม.  หรือคิดเป็น 239% ของความจุฯ ( 234.77 ล้าน ลบ.ม.)

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

กรมชลฯประชุมคณะทำงานบริหารโครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครั้งที่ 24

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.39 น.

วันนี้ (6 ตุลาคม 2568) นายบุรีรัตน์ วงศ์บุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานบริหารโครงการ (Project Director) ครั้งที่ 24 (11/2568) เพื่อติดตามและรายงานผลการดำเนินงานภายใต้ “โครงการเสริมสร้างความสามารถในการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในลุ่มน้ำของประเทศไทย ด้วยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเกษตรแบบยั่งยืน” พร้อมด้วยคณะทำงานบริหารโครงการ คณะขับเคลื่อนผลผลิตที่ 1-3 ผู้แทนจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมกองการเงินและบัญชี ชั้น 1 อาคารอำนวยการ กรมชลประทาน ถ.สามเสน กรุงเทพฯ และผ่านระบบ Zoom meeting

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ เพื่อทราบถึงภาพรวมของผลการดำเนินงานและความคืบหน้าของโครงการฯ ข้อสรุปจากการประชุมร่วมกับ Regional Technical Advisor (RTA) UNDP ติดตามความก้าวหน้าตามข้อสั่งการการประชุมคณะทำงานบริหารโครงการครั้งที่ 23 ที่ผ่านมา และเพื่อพิจารณาการจัดทำแผนปฏิบัติการเชื่อมโยง 3 ผลผลิต การปรับแผนการดำเนินงานงานจ้าง ESMF สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 13 แห่ง รวมถึงพิจารณาการขยายระยะเวลาโครงการฯเพื่อให้ผลการดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

– 006

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

วันอังคาร ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

‘เกษตรกรปากพนัง’พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ใช้‘ปลาหมอคางดำ’เลี้ยงปูขาว ลดต้นทุน-สร้างรายได้ชุมชน

เกษตรกรในอำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส มอง “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นปลาต่างถิ่นชนิดพันธุ์รุกรานในแหล่งน้ำธรรมชาติ เป็น “ทรัพยากที่มีมูลค่า” ของชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนังมากกว่า 30 ราย ได้นำปลาหมอคางดำที่จับได้ใช้เป็นอาหารเลี้ยงปูขาว แทนการใช้ปลาทะเลสด ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรจากการเลี้ยงปู พร้อมทั้ง สร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่จับปลามาขายเกษตรกร เป็นอีกแนวทางที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ สะท้อนการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นายณัฏฐชัย นาคเกษม หรือ “พี่โชค”  เกษตรกรผู้เลี้ยงปูขาว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในลุ่มน้ำปากพนัง เปิดเผยว่า ศูนย์เรียนรู้เชิงประยุกต์น้ำเค็มเพื่อการผลิตปูขาว บ้านเนินหนองหงส์ ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งเรียนรู้และทดลองเลี้ยงปูขาวในบ่อกุ้งเดิมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยได้ดำเนินการศึกษาและทดลองใช้ “ปลาหมอคางดำ” เป็นอาหารเลี้ยงปูขาวมานานกว่า 2 ปี

แนวทางนี้เกิดจากความต้องการแก้ปัญหา ต้นทุนการใช้ปลาทะเลสดเป็นอาหารปูขาวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน “ปลาหมอคางดำ” กลับมีจำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงเป็นโอกาสในการนำทรัพยากรที่มีอยู่มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งช่วย ลดต้นทุนการผลิต และ หาแนวทางควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงปู ควบคู่กันไปอย่างเป็นระบบ

ปัจจุบัน ฟาร์มปูขาวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงปูขาวที่มีสมาชิกกว่า 30 ราย เลี้ยงปูขาวครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ไร่  ต้องการใช้ปลาหมอคางดำรวมกันวันละไม่ต่ำกว่า 600-900 กิโลกรัม สามารถลดต้นทุนค่าอาหารจากเดิมที่ต้องซื้อปลาทะเลกิโลกรัมละ 14 บาท เหลือเพียง 10 บาทต่อกิโลกรัม จากการรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่จับปลามาขายให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

“การใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหารเลี้ยงปู ถือเป็นแนวทางที่ช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำในธรรมชาติได้รวดเร็ว โดยกลุ่มเกษตรกรจะนำปลามาแช่แข็งก่อนบดละเอียดเพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ในบ่อเพาะเลี้ยง” นายณัฏฐชัย กล่าว พร้อมอธิบายว่า แนวทางนี้สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) ซึ่งพบว่า การแช่ปลาหมอคางดำในอุณหภูมิ –20 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 24 ชั่วโมง สามารถทำลายไข่ปลาได้ทั้งหมด ป้องกันการแพร่พันธุ์ในระบบฟาร์ม หากไม่มีตู้แช่แข็ง สามารถใช้การแช่น้ำแข็งหรือแช่ในตู้เย็นนาน 3 วันแทนได้

วันนี้ เกษตรกรผู้เลี้ยง “ปูขาว” ที่หัวไทรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ปลาหมอคางดำ” มีคุณค่า เป็น “โอกาสใหม่” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะ “ปูขาว” ที่เติบโตได้ดีเมื่อใช้ปลาหมอคางดำเป็นอาหาร ผลการทดลองพบว่า อัตราแลกเนื้ออยู่ที่ 4 กิโลกรัมของปลาหมอคางดำต่อเนื้อปู 1 กิโลกรัม

การเปลี่ยนมุมมองจาก “ปัญหา” สู่ “โอกาส” พร้อมกับการวิจัยเชิงวิชาการและการจัดการปลาหมอคางดำอย่างเป็นระบบ เป็นต้นแบบของการพัฒนาเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ภาคใต้ ที่ช่วยควบคุมปลาหมอคางดำและฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ผ่านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

สองซี้พลิกวิกฤต! ออกจากงานประจำ ‘หันปลูกผัก-เลี้ยงไก่อารมณ์ดี’ สร้างรายได้งาม

วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.59 น.

พลิกวิกฤตโควิดสู่โอกาส! ‘สองเพื่อนซี้’ ลาออกจากงานประจำ หันปลูกผักออร์แกนิก ขายกาแฟ เลี้ยงไก่อารมณ์ดี สร้างรายได้หลักพันต่อวัน

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความสำเร็จของสองเพื่อนซี้ น.ส.ณัฐวดี หรือเจน อายุ 42 ปี และ น.ส.มณิชญา หรือต้า อายุ 44 ปี ที่ร่วมกันสร้างอาชีพใหม่หลังวิกฤตโควิด-19 ภายใต้ชื่อ ‘บ้านเจนต้า’ ณ บ้านเจนต้า หมู่ที่ 5 ต.ในควน อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง

น.ส.มณิชญา หรือต้า เล่าว่า หลังทั้งคู่ต้องลาออกจากงานประจำในช่วงโควิดระบาด ประกอบกับไม่มั่นใจในพืชผักจากท้องตลาดที่อาจปนเปื้อนสารเคมี จึงตัดสินใจทดลองปลูกผักกินเอง โดยเริ่มจากแปลงผักสลัดเล็ก ๆ ในกล่องโฟม 3 กล่องข้างบ้าน

ต่อมาเมื่อเพื่อนบ้านมาขอแบ่งปัน จึงได้ขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็นกว่า 300 กล่อง โดยใช้ระบบ ไฮโดรโปรนิกส์ ปลูกผักสลัดหลากหลายชนิด เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ฟินเล่ มินิคอด รวมทั้งปลูกผักไทยที่ใช้ทำกับข้าว เช่น กวางตุ้ง และคะน้าเห็ดหอม โดยมีราคาขายเริ่มต้นเพียงถุงละ 20-50 บาท หรือขายเป็นกิโลกรัมในราคายืนพื้นที่ 120 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับผักสลัดคละชนิด

น.ส.ณัฐวดี หรือเจน กล่าวว่า ทั้งคู่ไม่ได้มีความรู้ทางการเกษตรมาก่อน (คนหนึ่งจบการตลาด อีกคนจบรัฐศาสตร์) แต่ด้วยความรักในการปลูกและการกินผักสลัด จึงเริ่มต้นจากปลูกกินเองและศึกษาการทำปุ๋ยมูลไส้เดือนเพื่อลดการใช้สารเคมี ซึ่งทำให้ดีต่อสุขภาพของผู้ปลูกและผู้บริโภค

นอกจากแปลงผักแล้ว ที่บ้านเจนต้ายังมีการเลี้ยง ไก่ไข่อารมณ์ดี จำนวน 70 ตัว โดยให้ไก่กินอาหารสำเร็จรูปผสมกับแหนแดงที่เพาะขยายพันธุ์เอง ทำให้ได้ไข่ฟองใหญ่ สีแดงสด มีจำหน่ายเพียงวันละ 2 แผง (60-65 ฟอง) ในราคา 100-125 บาทต่อแผง ซึ่งมีชาวบ้านในชุมชนสั่งจองล่วงหน้าจนหมดเกลี้ยงทุกวัน

นอกจากนี้ ยังมีการปลูก ดอกดาวเรือง เพื่อใช้กลิ่นไล่แมลงในแปลงผัก และนำซากพืช มูลไก่ และมูลไส้เดือนมาทำปุ๋ยบำรุง โดยสามารถตัดดอกขายให้กับแม่ค้าในชุมชนได้หมดเกลี้ยงทุกวันพระ

รายได้จากการขายสินค้าทั้งหมดรวมกันอยู่ที่ 300-500 บาทต่อวัน และช่วงพีคสุดสามารถทำได้ถึง 1,000 บาทต่อวัน ทำให้ทั้งสองคนเดินหน้าขยายพื้นที่ปลูกผักมากขึ้น โดยไม่คิดจะกลับไปเป็นลูกจ้างอีก ถือเป็นการ พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้อย่างสวยงาม และสร้างอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามได้ทางเพจเฟซบุ๊ก ‘บ้านเจนต้า’ หรือติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 061-9162471 และ 093-6958926 ///-026

‘นเรศ’ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย’แม่แจ่ม’ ดันโครงการเร่งด่วน’อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง’

'นเรศ'ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย'แม่แจ่ม' ดันโครงการเร่งด่วน'อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง'

‘นเรศ’ลุยแก้ปัญหาอุทกภัย’แม่แจ่ม’ ดันโครงการเร่งด่วน’อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง’

วันอาทิตย์ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

“นเรศ”เร่งแก้ปัญหาอุทกภัย”แม่แจ่ม”อย่างยั่งยืน ดันโครงการเร่งด่วน”อ่างเก็บน้ำแม่ศึก-ฝายผาแดง” พร้อมเร่งฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำลด

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าโครงการชลประทานสำคัญ ณ สะพานช่างเคิ้งสามัคคี บ้านกองกาน ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดชียงใหม่ โดยมี นายสุรชาติ มาลาศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน และ นายเกื้อกูล มานะสัมพันธ์สกุล ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเชียงใหม่ กล่าวรายงานสถานการณ์

จากนั้น เดินทางไปยังอาคารอเนกประสงค์ โรงแรมชฎาภรณ์ บ้านสันหนอง ต.ช่างเคิ่ง อ.แม่แจ่มเพื่อพบปะเกษตรกร รับฟังปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนตรวจเยี่ยมพื้นที่โครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลดในตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่มและได้มอบหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานให้กับเกษตรกรด้วย

โดย นายนเรศ กล่าวว่า พื้นที่อำเภอแม่แจ่มประสบอุทกภัยรุนแรงจากอิทธิพลพายุรากาชา ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้ลำน้ำแม่แจ่มเอ่อล้น ท่วมพื้นที่เกษตรกว่า 3,000 ไร่ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ถนนสายหลัก และพื้นที่เพาะปลูกสำคัญ โดยเฉพาะข้าวและพืชเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยังเกิดน้ำป่าไหลหลากและดินสไลด์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของเกษตรกรอย่างกว้างขวาง จึงได้มอบหมายให้กรมชลประทานบูรณาการทำงานร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินและหน่วยงานในพื้นที่ เร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ควบคู่กับการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันและบรรเทาความเสียหายจากภัยธรรมชาติ และเพื่อฟื้นฟูพื้นที่เกษตรเร่งด่วน

“ปัญหาการจัดการน้ำในอำเภอแม่แจ่มต้องวางมาตรการแก้ไขอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้จำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ จึงมอบหมายให้กรมชลประทานและกรมพัฒนาที่ดินร่วมกันเร่งดำเนินโครงการสำคัญ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ศึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ไขปัญหาลำน้ำแม่แจ่ม และโครงการฝายผาแดง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ รวมถึงโครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด” นายนเรศ กล่าว

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ศึก ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม มีความจุ 5.62 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,230 ไร่ ส่วนโครงการฝายผาแดง ตั้งอยู่ที่ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม มีพื้นที่รับประโยชน์กว่า 2,121 ไร่ เกษตรกรกว่า 3,281 ครัวเรือน จะได้รับน้ำเพื่อการเกษตรและอุปโภคบริโภคโดยตรง อีกทั้งยังช่วยบรรเทาปัญหาน้ำแล้งและชะลอน้ำหลากในฤดูฝนและเร่งฟื้นฟูพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยมอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินขับเคลื่อนโครงการการจัดการดินและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยหลังน้ำลด ในลุ่มน้ำอำเภอแม่แจ่ม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงบูรณาการ ทั้งกิจกรรม ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งการสร้างฝายชะลอน้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ขุดลอกคลอง และเสริมสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ รวมถึงมาตรการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมให้กลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสมด้วย

– 006

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

วันเสาร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.09 น.

‘หมู’เผชิญโรคระบาด-ของเถื่อน ผู้เลี้ยงรายเล็กเจ๊งระนาว

4 ตุลาคม 2568 นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ , กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภูมิภาค ทำกิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูปลอดสารเร่งเนื้อแดงราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท เพื่อระบายสุกรส่วนเกินออกให้กับผู้เลี้ยงและเพื่อตอบผู้บริโภคของดีราคาถูก

นายปรีชา กล่าวว่า งานดังกล่าวจัดขึ้น 3 จังหวัด คือ จ.นครศรีธรรมราช , ตรัง และสงขลา จำนวนสินค้า 1,300 กิโลกรัม (กก.) โดยเฉพาะที่ จ.ตรัง 418 กก. เวลาเพียง 10 นาทีขายหมด และจากการสอบถามบรรดาผู้บริโภคที่มาซื้อต่างให้การตอบรับและพูดตรงกันจะให้มีการจัดต่อไป

นายปรีชา กล่าวอีกว่า การจัดกิจกรรมเนื้อหมูราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท ยังมีเป้าหมายจัดต่อไป ให้ได้ 100,000 กก. ประมาณ 2,500 ตัว แต่จะเปิดตามเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคที่กำลังซื้ออ่อนตัวจะได้บริโภคในราคาที่ไม่สูง

“กิจกรรมราคาพิเศษ 2 กก. 100 บาท โดยปกติหมูต้องราคา 100 บาท ต่อ กก.ที่ผู้เลี้ยงจะอยู่ได้ ในกิจกรรมนี้ผู้เลี้ยงต้องสละและขาดทุน 50 บาท ต่อ กก. แต่เพื่อระบายสุกรที่เป็นส่วนเกิน และสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าราคาถูกยามภาวะที่ไม่มีกำลังซื้อ และต้องยอมรับว่าตอนนี้กำลังซื้อไม่มี หมูต้องราคาดิ่งลงมาจาก 80 บาท ต่อ กก. มาอยู่ที่ 50 บาท ต่อกก. ขณะที่ราคาประกาศสมาคมอยู่ที่ 64 บาท ต่อ กก.” นายปรีชา กล่าว

นายปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงสุกรมีความเป็นไปอย่างยากลำบากสำหรับขนาดเล็กขนาดย่อยและขนาดกลาง จากที่ผ่านมรสุมทั้งเรื่องโรคระบาด หมูเถื่อนต่างประเทศที่เข้ามาในตลาดที่ราคาต่ำ และต้องยุติไปแล้วเป็นจำนวนมากสำหรับรายย่อยรายเล็ก โดยการเลี้ยงหมูปัจจัยสำคัญอีกตัวคือต้นทุนการผลิตที่สูงทั้งราคาอาหาร ยา ส่งผลให้ราคาสุกรไม่นิ่ง แต่หากมีต้นทุนที่ต่ำ ผู้เลี้ยงก็จะไม่มีความเสี่ยง และผู้บริโภคก็จะมีกำลังซื้อ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

ส.ป.ก. ร่วมคณะ รมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ มอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.40 น.

ส.ป.ก. ร่วมติดตามคณะ รองนายกฯ และรมว.กษ. ลงพื้นที่ตรวจราชการ และมอบโฉนดเพื่อการเกษตรในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการ ส.ป.ก. พร้อมด้วย ปฏิรูปที่ดินจังหวัดภาคอีสาน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมติดตามรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจราชการติดตามสถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ โดย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ.) ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบนโยบายและรับฟังปัญหาของเกษตรกร ณ โรงเรียนคอนสวรรค์ อำเภอคอนสวรรค์ จังหวัดชัยภูมิ

นอกจากนี้ ได้มีการมอบปัจจัยการผลิตต่าง ๆ อาทิ เสบียงอาหารสัตว์ ถุงยังชีพปศุสัตว์ เมล็ดพันธุ์ข้าว แก่เกษตกร ในการนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชัยภูมิ (ส.ป.ก. ชัยภูมิ) ได้มอบโฉนดเพื่อการเกษตร จำนวน 50 ราย 52 แปลง เนื้อที่ประมาณ 466 ไร่