รมว.เกษตรฯจัดกิจกรรมประกวดโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701878

วันอังคาร ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานประกวดโคนมเทิดพระเกียรติชิงถ้วยพระราชทานครั้งที่ 22 ที่โครงการวัวหลุม อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด ร่วมกับสหกรณ์โคนม สมาชิกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันจัดงาน เป็นการส่งเสริมพัฒนาอาชีพของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ภาคใต้และภาคตะวันตก ให้เห็นความสำคัญในการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์โคนมและปรับปรุงฟาร์มให้ได้มาตรฐาน

สำหรับกิจกรรมภายในงาน อาทิ การประกวดโคนมชิงเงินรางวัลสายสะพายพร้อมถ้วยเกียรติยศจาก รมว.เกษตรฯ 2 รุ่น การออกร้านแสดงนิทรรศการทางวิชาการจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง การออกร้านแสดงและจำหน่ายปัจจัยการผลิตในราคาพิเศษจากบริษัทหรือห้างร้านต่างๆ ส่วนกิจกรรมกลางคืน เช่น งาน “ราตรีโคนม” ซึ่งจะจัดประกวดธิดาและขวัญใจโคนม เป็นตัน

“ดีใจที่ได้มีโอกาสมาร่วมกิจกรรมกับพี่น้องผู้เลี้ยงโคนม เพราะถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เราต้องรักษาอาชีพนี้ให้อยู่คู่กับประเทศไทย โดยเกษตรกรต้องปรับตัวและพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ในอนาคต โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะอยู่เคียงข้างพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม สำหรับปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร คือปัญหาเร่งด่วนที่ต้องทำทันที โดยกระทรวงเกษตรฯ พร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการร่วมขับเคลื่อนการทำงานและวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้เด็กไทยได้บริโภคนมทั้ง 365 วัน เพราะถือเป็นหนึ่งในการเสริมสร้างพัฒนาการทั้งทางสมองและร่างกายของเด็ก โดยจะต้องเป็นนมจากพี่น้องเกษตรกรคนไทยเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้พี่น้องเกษตรกรโคนมอีกทางหนึ่ง” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

เกษตรฯรับรางวัลสำเภา-นาวาทอง อำนวยความสะดวกให้ภาคธุรกิจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701879

วันอังคาร ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ เข้ารับรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2565 โดยมี ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัล พร้อมทั้งกล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ปลดล็อก กฎหมาย กฎระเบียบ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันประเทศได้อย่างไร?” ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถนนวิภาวดีรังสิต กทม.

ทั้งนี้ จากการที่หน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินการปลดล็อกกฎหมาย กฎระเบียบ (Regulatory Guillotine) ที่ช่วยลดปัญหาอุปสรรคและอำนวยความสะดวกการดำเนินงานภาคธุรกิจ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงได้จัดทำรางวัลสุดยอดหน่วยงานภาครัฐ ด้านการอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจ รางวัล “สำเภา-นาวาทอง” ประจำปี 2565 เพื่อเป็นการให้กำลังใจและเชิดชูหน่วยงานภาครัฐที่ช่วยลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจอย่างเห็นผล โดยคณะกรรมการตัดสินรางวัลดังกล่าว ประจำปี 2565 มีมติมอบรางวัลหน่วยงานระดับกระทรวง ให้แก่กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้ดำเนินการเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

ฟรุ้ทบอร์ดแจงความคืบหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701647

ฟรุ้ทบอร์ดแจงความคืบหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย

ฟรุ้ทบอร์ดแจงความคืบหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย

วันเสาร์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 13.17 น.

ฟรุ้ทบอร์ดแจงความคืบหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยปี64/65จ่อครม.พิจารณาเห็นชอบ

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด-Fruit Board)เปิดเผบถึงความคืบหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565ว่าตามที่ชาวสวนลำไยได้สอบถามถึงความคืบหน้าโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565นั้น ขณะนี้รอเพียงคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบโดยฟรุ้ทบอร์ดเสนอตามขั้นตอนตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนบัดนี้ล่วงเลยมาเป็นเวลา4เดือนคาดว่าคณะรัฐมนตรีจะเร่งพิจารณาอนุมัติเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวสวนลำไยทั่วประเทศซึ่งประสบความเดือดร้อนจากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19ในฤดูกาลผลิตปี2564/2565เพื่อให้ชาวสวนลำใยมีทุนไปปรับปรุงสวนเพื่อเพิ่ม
ผลผลิตทันต่อฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง

  ทั้งนี้ หลังจากฟรุ้ทบอร์ดเสนอโครงการต่อนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2565 เสนอคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนผ่านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้ลงนามในหนังสือถึงคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 เพื่อพิจารณาอนุมัติเป็นการเร่งด่วนในโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2564/2565โดยมีเงื่อนไขกรอบแนวทางช่วยเหลือที่กำหนดไว้ ดังนี้ ขนาดพื้นที่ปลูกรายละ ไม่เกิน 25 ไร่ ในอัตรา 2,000 ต่อไร่ กรอบวงเงินทั้งหมด 3,821.54 ล้านบาท แยกการใช้เงินเป็น 1.) เงินทุนผ่าน ธกส. ดังนี้ (1) เงินเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย อัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ จำนวน 3,821,537,038 บาท (2) ค่าบริหารจัดการโครงการ สำหรับ ธกส.ครัวเรือนละ 7 บาท จำนวน 1,354,388 บาท และ (3) ค่าชดเชยต้นทุนให้ ธกส. ร้อยละ 2.25 ของวงเงินเยียวยาที่ต้องจ่าย 83,842,650 บาท และ 2.) ค่าบริหารจัดการโครงการของ กรมส่งเสริมการเกษตร 10,000,000 บาท 

สำหรับโครงการเยียวยาชาวสวนลำใยครั้งนี้ดำเนินการเช่นเดียวกับโครงการในอดีตด้วยเงื่อนไขและวิธีการเดียวกันโดยกรมส่งเสริมการเกษตรนำเสนอตัวเลขข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วต่อฟรุ้ทบอร์ดและมีมติเห็นชอบเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ลงนามเมื่อต้นเดือนกันยายนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนที่ถูกต้องแล้วรอเพียงคณะรัฐมนตรีอนุมัติเท่านั้น

‘มนัญญา’ร่วมงานของดีอยู่ที่ผ้า แต่งตัวย้อนยุคฉลอง116ปีอุทัยฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701388

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ร่วมงาน “อุทัยธานี ของดีอยู่ที่ผ้า” ครั้งที่ 2 แต่งไทยย้อนยุคตามรอยเสด็จประพาสต้นเมืองอุทัยธานี ครบรอบ 116 ปี จ.อุทัยธานี ประจำปี 2565 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดอุทัยธานี โดยมีนายอิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม เป็นประธาน และนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ ผวจ.อุทัยธานี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหาร เข้าร่วม เพื่อเป็นการยกระดับภูมิปัญญาผ้าทอพื้นถิ่นของ จ.อุทัยธานี ตลอดจนมีการนำผ้าทอไปพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆ ให้มีความสวยงาม ทันสมัยตรงกับความต้องการของตลาดและผู้บริโภคในระดับสากล และเพื่อน้อมรำลึกถึงการเสด็จประพาสต้น เมืองอุทัยธานี ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ 5)

โอกาสนี้ รมว.วัฒนธรรม และ รมช.เกษตรฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการภายในงาน อาทิ นิทรรศการผ้าลายพระราชทาน “ลายขอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” นิทรรศการผ้าทอลายอัตลักษณ์อุทัยธานี “ผ้าทอลายอุทัยสุพรรณิการ์”นิทรรศการลายผ้ากลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงอุทัยธานีพร้อมชมสาธิตขั้นตอนการทอผ้า ตลอดจนชมการเดินแบบแฟชั่นชุดผ้าไทยและผ้าพื้นถิ่น จ.อุทัยธานี

เกษตรฯส่งสุขปีใหม่ทุกพื้นที่ทั่วไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701389

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงโครงการส่งความสุขปีใหม่ มอบให้เกษตรกร ปี 2566 โดยมีนายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าได้เตรียมของขวัญปีใหม่จากทุกหน่วยงานมอบให้เกษตรกรและประชาชน ทั้งรูปแบบสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นการส่งความสุขจนถึงวันที่ 16 มกราคม 2566 นอกจากนี้ยังส่งมอบความสุขจากการเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเกษตรที่สวยงาม ได้รับความรู้ด้านการเกษตร

สำหรับกิจกรรมต่างๆ แบ่งเป็น2 กิจกรรม คือ 1.เสริมพลังปีใหม่ จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ สินค้าเกษตรคุณภาพ เป็นการคัดสรรสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ที่ได้คุณภาพ มีความปลอดภัย ซึ่งเป็นผลผลิตสดใหม่จากฟาร์ม สินค้าแปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน อาหารพร้อมปรุง ผัก/ผลไม้ โครงการหลวงราคาพิเศษ เพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผลผลิตจากพี่น้องเกษตรกร กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มอาชีพสตรีสหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชน ในส่วนของ “ชม ช็อป” มีทั้งสินค้าหัตถกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ร้าน 109, ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ ฯลฯ

2.เพิ่มสุขปีใหม่ เที่ยวทั่วไทย สุขใจไปกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยจัดกิจกรรม “ชิลแชะ (ท่องเที่ยว)” ใน 2 กิจกรรม ได้แก่ 1.การเปิดสถานที่ท่องเที่ยวและแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร ให้ประชาชนเข้าชมฟรี/ลดค่าบริการกว่า 140 แห่งทั่วประเทศ และ 2.การเปิดสถานที่ราชการ ปรับภูมิทัศน์รองรับนักท่องเที่ยว ทั้งศูนย์ศึกษา/ ศูนย์เรียนรู้/ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร) กว่า 180 แห่งซึ่งกิจกรรมเพิ่มสุขปีใหม่เที่ยวทั่วไทยฯ เหมาะกับทุกเพศทุกวัย สามารถเรียนรู้ รับความรู้ด้านการเกษตรโดยตรงในทั่วทุกภาคของประเทศไทย นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และสร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรด้วย

เปิดบ้านทหารราบ : พลโทศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานกิจกรรม “เปิดบ้านทหารราบ Open House”กรมทหารราบที่ 152 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2565 ผลัดที่ 2 ณ ศาลาพิณประเสริฐ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ศาลาพิณประเสริฐ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานีพลโทศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 / ผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 เป็นประธานกิจกรรม “เปิดบ้านทหารราบ Open House” กรมทหารราบที่ 152 ของหน่วยฝึกทหารใหม่ รุ่นปี 2565 ผลัดที่ 2 และร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ในโอกาสสําเร็จการฝึกหลักสูตรการฝึกทหารใหม่ นอกจากนี้ มีผู้ปกครองร่วมเป็นสักขีพยานแห่งความภาคภูมิใจในครั้งนี้ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองทหารใหม่ได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมหน่วยทหารเพื่อเสริมสร้างสายใยความสัมพันธ์อันดี ระหว่างหน่วยทหารกับครอบครัวทหารใหม่ อีกทั้งลดปัญหาการเดินทางไปรับทหารใหม่ในค่ายทหาร ที่ตั้งอยู่พื้นที่ห่างไกลให้ทหารใหม่ทั้ง 3 หน่วยฝึก ได้รู้จักกันและทํากิจกรรมร่วมกัน เพื่อประชาสัมพันธ์การสมัครเป็นทหารกอง
ประจําการในผลัดต่อๆ ไป

พลโทศานติ ศกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 /กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวว่า ขอบคุณญาติน้องๆ ทหารใหม่ทุกท่าน ที่ได้เสียสละเวลาอันมีค่าเดินทางมาร่วมกิจกรรมเปิดบ้านทหารใหม่ (Open House) รุ่นปีพุทธศักราช 2565 ผลัดที่ 2 ณ ค่ายสิรินธร ความมุ่งหมายการจัดกิจกรรมในวันนี้ เพื่อร่วมแสดงความยินดีกับทหารใหม่ในโอกาสสําเร็จการฝึก โดยมีผู้ปกครองร่วมเป็นสักขีพยาน แห่งความภาคภูมิใจและประเด็นสําคัญยิ่ง คืออยากให้ญาติของทหารใหม่ได้เห็นการพัฒนาของบุตรหลานของท่าน จากชีวิตความเป็นวัยรุ่น เข้ามาสู่ค่ายทหารเพื่อรับใช้ชาติ อีกทั้งได้เห็นความเป็นอยู่ของน้องๆ ทหารใหม่ ความสมบูรณ์แข็งแรงทางร่างกาย และจิตใจ ความมีระเบียบวินัย โดยการฝึกสอนของชุดครูฝึก ที่มีประสบการณ์ในด้านการฝึก การปฏิบัติงานในสนามและงานในที่ตั้งปกติ ให้มาถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆให้กับน้องๆทหารใหม่เป็นอย่างดี ในส่วนของผู้ปกครองคลายความกังวลเรื่องการใช้ชีวิตของน้องๆทหารใหม่ในหน่วยทหาร ซึ่งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น จนถึงกําลังพลครูฝึกทุกนายต่างให้ความใส่ใจน้องๆทหารใหม่เหล่านี้ เปรียบเสมือนน้องคนเล็กของกองทัพบก หรือบุคคลในครอบครัวเดียวกัน”

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 4 มีความห่วงใยน้องๆ เมื่อกลับบ้านไปครั้งนี้บางครั้งอาจจะเจอเพื่อน สนุกสนาน ครึกครื้นกับเพื่อนๆ จนลืมไปว่าตนเองเป็นทหาร โดยทางครูฝึกได้มีการเน้นย้ำสำหรับการเดินทางกลับบ้าน ให้ความสำคัญพึงระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่เป็นอันดับแรก กลับไปกราบคุณพ่อ คุณแม่ กลับไปอยู่ดูแลครอบครัว ตลอดจนเน้นย้ำให้ระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ และการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้มึนเมาต่างๆ อีกด้วย

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรเข้มแข็ง พัฒนาภาคเกษตรเติบโตมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701392

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรเข้มแข็ง  พัฒนาภาคเกษตรเติบโตมั่นคง

‘เฉลิมชัย’ชูเกษตรเข้มแข็ง พัฒนาภาคเกษตรเติบโตมั่นคง

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ปาฐกถา : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในการสัมมนา “Go Together Better Thailand : เกษตรเข้มแข็ง ประเทศไทยแข็งแกร่ง” ขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างมั่นคง เพื่อรองรับวิกฤตต่างๆ ในอนาคต

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและปาฐกถาพิเศษ “เกษตรเข้มแข็ง ประเทศไทยแข็งแกร่ง” ในการสัมมนาเรื่องภาวะเศรษฐกิจการเกษตรปี 2565 และแนวโน้มปี 2566 “Go Together Better Thailand : เกษตรเข้มแข็ง ประเทศไทยแข็งแกร่ง” และมอบโล่ให้แก่เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ดีเด่น โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบกกทม. ว่าภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยมีเนื้อที่ทางการเกษตร 149.25 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 46.5 ของทั้งประเทศ มีสัดส่วนแรงงานภาคเกษตรประมาณร้อยละ 50 ของแรงงานทั้งประเทศ ที่สำคัญภาคเกษตรเป็นแหล่งวัตถุดิบหรือต้นน้ำของอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 1.39 ล้านล้านบาทต่อปี และมีดุลการค้าเกินดุลเฉลี่ย 8.6 แสนล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ภาคเกษตรยังเป็นทางรอดที่ช่วยรองรับและโอบอุ้มเศรษฐกิจไทยในวิกฤตการณ์ต่างๆ กระทรวงเกษตรฯ ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคเกษตร 5 ยุทธศาสตร์ และให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของเกษตรกร เพื่อรองรับวิกฤตในอนาคตอย่างรอบด้าน การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data เพิ่มช่องทางให้เกษตรกรสามารถเข้าใช้ประโยชน์ข้อมูลในการวางแผนการผลิตและการตลาด เช่น Mobile Application (One App) การสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพให้เข้าถึงที่ดินทำกินและแหล่งเงินทุน การประกันภัยพืชผล ส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำสูง การยกระดับสู่เกษตรมูลค่าสูง เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพทางรายได้และความมั่นคงในอาชีพแก่เกษตรกร รวมทั้งการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตร

“การขับเคลื่อนภาคการเกษตรให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างมั่นคง รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับวิกฤตต่างๆ ในอนาคต สิ่งสำคัญคือความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาคเกษตรคือรากฐานวิถีชีวิตของสังคมไทย และเกษตรกรเป็นอาชีพที่มีผลต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร มีผลต่อระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ ดังนั้นการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน จะช่วยสร้างรากฐานภาคเกษตรไทยให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ ต้องสนับสนุนให้เกษตรกรมีเครื่องมือที่ทันสมัย โดยสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัย เข้ามาพัฒนาภาคการเกษตร รวมถึงให้โอกาส ทั้งในแหล่งเงินทุนและการพัฒนาทักษะต่างๆ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลก อีกทั้งต้องบริหารจัดการสินค้าเกษตรตามความต้องการ Demand และ Supply ให้สมดุล ตามความต้องการของตลาด เพื่อมุ่งสู่เกษตร 5.0 ต่อไปในอนาคต” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กรมส่งเสริมฯเน้น การพัฒนาเครือข่าย เกษตรปลอดการเผา ใช้เทคโนโลยีทดแทน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701391

วันศุกร์ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัญหาหมอกควันปกคลุมและมลพิษทางอากาศเกิดขึ้นทุกปี ช่วงเดือนมกราคม-พฤษภาคมมีสาเหตุหลักจากการเผาทำลายทั้งในพื้นที่ป่าและพื้นที่การเกษตร จึงส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร มีเป้าหมายในการการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับเกษตรกร เกิดความตระหนักถึงผลกระทบ พร้อมเสนอทางเลือกในการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการป้องกันและแก้ปัญหาการเผา รวมทั้งสร้างต้นแบบในการทำการเกษตรปลอดการเผาเพื่อสนับสนุนการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร

นายเข้มแข็งกล่าวต่อว่า ในปี 2566 ได้ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร โดยใช้กลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) หรือศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) หรือกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ส่งเสริมการทำการเกษตรแปลงใหญ่ หรือเกษตรกร Young smart farmer หรือเกษตรกร Smart farmer หรือเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน หรือเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการอบรมให้ความรู้ทแก่เกษตรกร 17,640 ราย เพื่อสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และสร้างกลไกในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตร รวม 337 เครือข่าย ในพื้นที่ 62 จังหวัด ประกอบด้วย พื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน และพื้นที่ 52 จังหวัดที่มีการเผาในภาคการเกษตรสูง โดยการถ่ายทอดเทคนิคและวิชาการด้านการใช้เทคโนโลยีการเกษตรทดแทนการเผา สาธิตการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตร สนับสนุนจุดสาธิตเรียนรู้ด้านการทำการเกษตรแบบปลอดการเผาตามบริบทของชุมชน

กษ.มอบของขวัญปีใหม่’เหนือ-อีสาน’ เดินหน้า 83 โครงการ ปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701357

กษ.มอบของขวัญปีใหม่'เหนือ-อีสาน' เดินหน้า 83 โครงการ ปี 2566

กษ.มอบของขวัญปีใหม่’เหนือ-อีสาน’ เดินหน้า 83 โครงการ ปี 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 21.48 น.

กษ.มอบของขวัญปีใหม่เหนือ-อีสาน เดินหน้า 83 โครงการ ปี 2566 รับมือการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง

เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง เป็นประธานการประชุม ครั้งที่ 4/2565 โดยกล่าวว่า ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคการเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง โดยทำงานบูรณาการในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ในภาคเหนือและภาคอีสาน ร่วมทำงานกับภาคีเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน องค์กรปกครองท้องถิ่น หน่วยงานรัฐในจังหวัด ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (AIC) ประจำจังหวัด โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานโครงการตามแผนพัฒนาด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยืน จำนวนทั้งสิ้น 83 โครงการ งบประมาณ 13,082,440 บาท ปีงบประมาณ พ.ศ.2566

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางปฏิบัติในการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพสูงในพื้นที่แม่น้ำโขง (อวนลากทับตลิ่ง) จากประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดขนาดช่องตาอวนก้นถุงเครื่องมืออวนลากที่ให้ใช้ทำการประมง พ.ศ.2558 ลงวันที่ 28 ธ.ค.2558 ถึงเครื่องมือประมงอวนลากที่มีช่องตาอวนก้นถุงเล็กกว่าขนาดต่ำกว่า 4 ซม.และเป็นเครื่องมือทำการประมงที่ไม่สามารถทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินโดยทั่วไปได้ โดยมีข้อยกเว้นที่กรมประมงสามารถอนุญาตให้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำการประมงเพื่อการศึกษาวิจัยได้ การสร้างทางผ่านปลาในกรณีที่มีการก่อสร้างประตูน้ำปิดกั้น ทางเข้า-ออก ของสัตว์น้ำ ระหว่างแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา กรมประมง ได้มีข้อเสนอว่า ในทุกโครงการก่อสร้างเกี่ยวกับการสิ่งกีดขวางทางน้ำใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องมีการศึกษาและก่อสร้างทางผ่านปลาทุกโครงการเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสัตว์น้ำ ในส่วนฝายเดิมหรือฝายเก่าที่เกิดขึ้นแล้ว ให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการศึกษาหรือออกแบบโดยอาศัยข้อมูลต่างๆ และความร่วมมือจากกรมประมง เพื่อให้ทางผ่านปลาที่จะเกิดขึ้นนั้นมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากที่สุด

การสร้างทางผ่านปลาในกรณีที่มีการก่อสร้างประตูน้ำปิดกั้นทางเข้า-ออกของสัตว์น้ำ ระหว่างแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขา ในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 กรมประมงได้รับงบประมาณจากกรมชลประทาน จำนวน 500,000 บาท เพื่อศึกษารูปแบบทางผ่านปลา โครงการประตูระบายน้ำบ้านวังชัน จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งได้ทำการศึกษาชนิดพันธุ์ปลา ปริมาณปลาที่พบ และข้อมูลอุทกวิทยาของแม่น้ำปราจีนบุรี ทั้งนี้ กรมประมง จะจัดทำรายงานเสนอ เพื่อประกอบการตัดสินใจออกแบบทางผ่านปลาที่เหมาะสม รวมถึงการจัดการควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ รวมทั้งแนวทางการเพาะพันธุ์ปลาบึก เพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ วิธีการที่จะให้ผลดีที่สุดและมีผลกระทบต่อพันธุกรรมของประชากรธรรมชาติไม่มาก คือ การดำเนินการในลักษณะระบบเพาะพันธุ์เคลื่อนที่ (Mobile – Hatchery) เป็นการนำพ่อแม่ปลาที่มีความพร้อมในการเพาะพันธุ์ที่จับจากแม่น้ำโขงในช่วงฤดูการอพยพขึ้นมาวางไข่ของปลาชนิดต่าง ๆ มาเพาะพันธุ์และปล่อยลูกปลาที่ได้กลับสู่แม่น้ำโขงโดยไม่มีการอนุบาลจนเจริญเติบโต

นอกจากนี้ ยังมีการหารือในด้านความแปรปรวนทางพันธุกรรมจากการนำพลับพลึงแม่น้ำโขงที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกลับไปปลูกในธรรมชาติ จะทำให้เกิดความแปรปรวนทางพันธุกรรม หากมีการนำต้นพันธุ์ที่กรมประมงผลิตได้จากห้องปฏิบัติการไปปลูกคืนถิ่นเดิม จะไม่เป็นการก่อให้เกิดความแปรปรวนทางพันธุกรรมแต่อย่างใด โดยกรมประมง ได้ดำเนินการตามแผนการนำต้นพันธุ์พลับพลึงแม่น้ำโขงที่กรมประมงผลิตได้จากห้องปฏิบัติการนำไปปลูกคืนถิ่น ในพื้นที่ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และบริเวณหาดคำภีร์ อำเภอปากชม จังหวัดเลย

ขณะเดียวกัน ยังได้รับทราบ ถึงรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนทบทวนแผนพัฒนาการเกษตร ในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนระดับจังหวัด ปี 2566 – 2570 โดยวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศแม่น้ำโขง สถานการณ์ปัจจุบัน และความต้องการจากผู้มีส่วนได้เสีย จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายโดยให้ความสำคัญกับกลุ่มพื้นที่ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงเป็นลำดับแรก ซึ่งสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำสรุปแผนงานและโครงการภายใต้แผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนระดับจังหวัด ปี 2566 – 2570 (ฉบับทบทวน) เรียบร้อยแล้ว และนำเสนอปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อลงนามหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาบรรจุไว้ในคำของบประมาณประจำปีต่อไป และรายงานผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรม ด้านการประมงในพื้นที่แม่น้ำโขง ปีงบประมาณ พ.ศ.2565 จำนวนโครงการ 23 โครงการ จำนวนงบประมาณ 9,204,796 บาท

โดยคณะกรรมการฯ มีมติให้การสนับสนุนการศึกษาดูงานโครงการสัมมนาสร้างความเข้มแข็งในการบริหารจัดการชุมชนเพื่อการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในพื้นที่ แม่น้ำโขง ภายในโครงการผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับองค์ความรู้และประสบการณ์ไปปรับใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ และการรวมกลุ่มกันผลิต อันจะส่งผลต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะลงพื้นที่ดูงานร่วมกัน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดนครพนม จังหวัดนครพนม ภายในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2566

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ ผู้แทนเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมกระทรวงเกษตรฯ และกรมประมง สำหรับการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ และการทำงานร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นทำงานจริงจังเกินคาดหมายตลอดปี 2565 ที่ผ่านมาด้วย

กรมชลฯเดินหน้าจ้างงานปี66 ตั้งเป้าจ้างแรงงานเกษตรกรทั่วประเทศ 86,000 คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701280

กรมชลฯเดินหน้าจ้างงานปี66 ตั้งเป้าจ้างแรงงานเกษตรกรทั่วประเทศ 86,000 คน

กรมชลฯเดินหน้าจ้างงานปี66 ตั้งเป้าจ้างแรงงานเกษตรกรทั่วประเทศ 86,000 คน

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 11.55 น.

กรมชลฯเดินหน้าจ้างงานปี66 ตั้งเป้าจ้างแรงงานเกษตรกรทั่วประเทศ 86,000 คน 

29 ธันวาคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง ด้วยการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 สำหรับปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนการว่างเว้นจากการทำการเกษตร

ในปีนี้มีแผนจ้างแรงงานวงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3 – 10 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 26,100 – 87,000 บาท/คน(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน) โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศไปแล้วประมาณ 16,408 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดนครพนม 1,861 คน จังหวัดอำนาจเจริญ 1,191 คน และจังหวัดเชียงใหม่ 1,110 คน

อย่างไรก็ตามกรมชลประทาน ขอเชิญชวนเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ด้านการเกษตร หากเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

ให้สินเชื่อมอบของขวัญปีใหม่ชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701193

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีเรือประมงพื้นบ้าน 50,000 กว่าลำ ที่จดทะเบียนเรือเรียบร้อยแล้ว และกำลังขอรับใบอนุญาตทำประมงพื้นบ้านเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และเรือประมงพาณิชย์ที่ได้รับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ 9,593 ลำ จึงผลักดันโครงการสินเชื่อพิเศษเพื่อเสริมสภาพคล่องฯ โดยเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) และมีมติเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 อนุมัติโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง เฟส 2 วงเงิน 5,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์และประมงนอกน่านน้ำ ให้มีแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำสำหรับนำไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ โดยจะเริ่มเปิดรับสมัครให้ชาวประมงร่วมโครงการฯ ตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 ตุลาคม 2566 ที่สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมง กทม.

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตรที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า โครงการนี้ ชาวประมงสามารถกู้เงินได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี จากอัตราร้อยละ 7 ต่อปีและรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ3 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ ไม่เกิน 7 ปี โดยรูปแบบของสินเชื่อฯ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1.สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ และ 2.สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง ภายในกรอบวงเงิน 5,000 ล้านบาท มีรายละเอียด ดังนี้ 1.วงเงินสินเชื่อของธนาคารออมสิน 2,000 ล้านบาท สำหรับเรือประมงขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไปวงเงินสินเชื่อสูงสุด รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท และ 2.วงเงินสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)3,000 ล้านบาท สำหรับเรือประมงขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส วงเงินสินเชื่อสูงสุด รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท