‘เฉลิมชัย’พบผู้เลี้ยงไก่ไข่ กำกับดูแลรักษาเสถียรภาพราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701194

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พบปะเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ในงานเสวนาหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สถานการณ์ไข่ไก่ปัจจุบันและทิศทางในปี 2566 ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กทม.ซึ่งกรมปศุสัตว์ ร่วมกับกลุ่มองค์กรผู้เลี้ยงไก่ไข่และผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ 16 บริษัท จัดขึ้นเพื่อให้เกษตรกรที่ประกอบอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ได้แสดงความคิดเห็นให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่จะเป็นเสียงสะท้อนไปยังหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวงการอุตสาหกรรมไก่ไข่ในประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ขยายตัวจากฟาร์มรายเล็ก รายกลาง เป็นฟาร์มรายใหญ่เลี้ยงไก่ไข่ระดับอุตสาหกรรม จำนวนไก่ไข่ต่อฟาร์มเพิ่มขึ้น มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยใช้เครื่องจักรทดแทนแรงงานคนในการเลี้ยงและเก็บผลผลิตไก่ไข่ ทำให้การผลิตไก่ไข่ในประเทศมีประสิทธิภาพและปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันมีความเสี่ยงที่จะเสียหายจากปัญหาโรคระบาดสัตว์ปีก หรือสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ส่งผลกระทบทำให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ลดลง ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดไข่ไก่ค่อนข้างจำกัด อาจเป็นสาเหตุให้ผลผลิตไข่ไก่ล้นหรือขาดตลาด ส่งผลให้ตลาดเกิดการผันผวน ราคาไข่ไก่ตกต่ำและปรับตัวสูงขึ้นบางช่วงเวลา ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงต้องปรับต้นทุนการผลิต และพัฒนาไข่ไก่ให้ได้คุณภาพ อย่างไรก็ดี การจัดการปัญหาไก่ไข่ที่ประสบความสำเร็จ ต้องตอบสนองโครงสร้างการผลิตและการตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วน จำเป็นต้องมีกลไกรองรับ การวางนโยบายพัฒนาการผลิตการตลาดไก่ไข่และการบริหารจัดการไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ระดับต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับการดำเนินการในปี 2566 กระทรวงเกษตรฯ ทราบดีว่าพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องเผชิญปัญหาการปรับตัวสูงขึ้นของต้นทุนการผลิตซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนส่งผลให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นร่วมถึงปัญหาราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน จึงพร้อมกำกับดูแลให้เกิดสมดุลการผลิต–การบริโภค เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่พึงพอใจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้จะต้องสร้างความเข้มแข็งในด้านการเฝ้าระวังป้องกันควบคุมโรคระบาดสัตว์ที่สำคัญ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท และพัฒนาระบบมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ ที่กว่า 90% ของไข่ไก่ในท้องตลาดมาจากฟาร์ม GAP ที่กรมปศุสัตว์ รับรองแล้ว โดยจะต้องพัฒนามาตรฐานต่อยอด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในด้านคุณภาพมาตรฐานให้กับผู้บริโภค

ฝนหลวงจัดอบรม ใช้ระบบเครื่องช่วย นำทางด้วยดาวเทียม ปฏิบัติการปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701190

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ได้กำหนดการจัดโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการเดินอากาศตามความสามารถของระบบเครื่องช่วยเดินอากาศของเครื่องบิน และระบบนำทางด้วยดาวเทียม ให้แก่นักบินของกองบริหารการบินเกษตร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเดินอากาศแบบ Performance-Based Navigation และระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System-GNSS) ซึ่งจะได้นำความรู้ไปใช้กับระบบ Integrated Flight Deck ตามแบบที่ใช้กับเครื่องบินที่ปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง สามารถปฏิบัติการบินลงสนามแบบ Required Navigation Performance (RNP) ทั้งแบบมีหรือไม่มีระบบดาวเทียมเสริม (Satellite-Based Augmentation Systems) ได้อย่างถูกต้องและสามารถนำระบบการบินแบบ Performance-Based Navigation มาประยุกต์การบินปฏิบัติการฝนหลวงได้อย่างปลอดภัย

นายสุพิศกล่าวอีกว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการบินเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงมีความต้องการใช้ห้วงอากาศมากขึ้น โดยการใช้ห้วงอากาศให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะต้องนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ ซึ่งเทคโนโลยีที่กล่าวมานั้นก็คือ Performance-Based Navigation (PBN) โดยเป็นเทคโนโลยีที่มีการทำงานระหว่างระบบช่วยเดินอากาศภาคพื้น (Ground-based Conventional Navigation Aid) และระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Global Navigation Satellite System-GNSS)

เกษตรฯจับมือภาคเอกชน ใช้นวัตกรรมเพื่อความสุขยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701195

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีประกาศผล “โครงการคัดเลือกเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด ประจำปี 2565 ระหว่างกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรฯ กับมูลนิธิร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ว่าภาคการเกษตรมีบทบาทความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ “เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน” ทำให้เกษตรกรหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ทางกรมส่งเสริมการเกษตร จึงเป็นหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานในภาพรวมตามแผนของกระทรวงเกษตรฯ ใน 4 ประเด็นหลัก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กำหนดแผนพัฒนาการเกษตร 5 ปี (2566–2570) มุ่งพัฒนาเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยดำเนินการ 1.ช่วยเหลือ ดูแล พัฒนาและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอาหารไว้บริโภค ลดรายจ่าย และมีรายได้ 2.ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตร มีประสิทธิภาพและมีมูลค่าเพิ่มขึ้น โดยพัฒนาทักษะความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยึดหลักตลาดนำการผลิต ยกระดับการผลิตและการจัดการสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่การผลิต และ 3.พัฒนาเกษตรกร องค์กรเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่ม เชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน สามารถบริหารจัดการกองทุนสู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้หลักการ “Keep Going, Keep Growing ก้าวต่อไป เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปรับองค์กรเป็น Digital DOAE มุ่งขับเคลื่อน BCG สู่ความยั่งยืนของภาคเกษตร”

เริ่มแล้ว! โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) นำร่อง 10 จว.5 หมื่นไร่ผลิตข้าวคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701189

เริ่มแล้ว! โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) นำร่อง 10 จว.5 หมื่นไร่ผลิตข้าวคุณภาพดี

เริ่มแล้ว! โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) นำร่อง 10 จว.5 หมื่นไร่ผลิตข้าวคุณภาพดี

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.51 น.

4 สมาคมจับมือเดินหน้า“โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง)” เปิดนำร่อง 10 จังหวัดพื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ พร้อมผลิตข้าวคุณภาพดีพรีเมียมเกรดตามความต้องการของตลาด นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลกเผย จีนพร้อมซื้อหลังอวดโฉมในงานเอเปก   

ห้องประชุมจักรพันธ์  กรมการข้าว สมาคมฯ ต่างๆ ประกอบด้วย สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก สมาคมโรงสีข้าวไทย กรรมการกลางศูนย์บริหารจัดการข้าวครบวงจร สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย (สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน ) ร่วมกันแถลงข่าว “โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง)” ต่อยอดศูนย์ข้าวชุมชน สู่ศูนย์บริหารจัดการข้าวชุมชนระดับตำบล จำนวน 10 โครงการ ต่อจังหวัด จำนวน 10 จังหวัด รวม 100 โครงการ

“ดร.ภณ ทัพพินท์กร” นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือระหว่างสมาคมต่างๆ ในโครงการนี้ว่า “โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง)ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดมาจากโครงการนำร่องข้าวรักษ์โลก BCG โมเดล  20 กองทุนหมู่บ้าน ที่ก่อนหน้านี้ทั้ง 4 สมาคมฯ ร่วมมือจัดทำ MOU การปฏิวัติการทำนาสู่ความยั่งยืน ตามแนวทางของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา  ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวแล้วเสร็จประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อย และเกิดผลเชิงประจักษ์คือเกษตรกรมีความพอใจในโครงการที่เกิดขึ้น เนื่องจากเป็นการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและสามารถเพิ่มจำนวนขึ้นโดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมี รวมถึงยังสามารถลดต้นทุนและขายผลผลิตตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภคจนส่งผลให้เกิดเสถียรภาพในด้านราคาทั้งหมดนี้เป็นที่มาของความร่วมมือในโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) ในครั้งนี้ 

สำหรับโครงการนี้ จะนำร่องการผลิตข้าวนาปรังอีก 100 โครงการ โดยมีพื้นที่เป้าหมาย 10 จังหวัด ซึ่งจะมีพื้นที่ราว 500 ไร่ต่อ 1 โครงการ รวมแล้ว 100 โครงการจะมีพื้นที่ทำนาในครั้งนี้กว่า 5 หมื่นไร่” ดร.ภณ กล่าว และว่า 

“ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี มีความต้องการอยากให้โครงการดังกล่าวกระจายไปในพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้ชาวนาและเกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำนโยบายผ่านกรมการข้าว เพื่อลงมาช่วยดูแลขับเคลื่อนโครงการนี้ให้ประสบความสำเร็จ ส่วนตลาดการรับซื้อนั้นทั้งทางสมาคมโรงสี และตลาดต่างประเทศซึ่งได้รับรู้ถึงคุณภาพของผลผลิตที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ผ่านเวที APEC 2022 ที่ผ่านมา โดยมีการนำข้าวรักษ์โลกบรรจุภัณฑ์ในรูปแบบสินค้าพรีเมียม นำมาแจกให้กับแขกผู้มาเยือนและสื่อมวลชนภายในงาน จนได้รับการยอมรับ และล่าสุดมีออร์เดอร์สั่งซื้อจากประเทศจีนเข้ามาแล้ว 

จึงนับเป็นสิ่งที่ดีที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้กับเกษตรกรไทย รวมถึงการขับเคลื่อนต่อยอดพัฒนาโครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model (นาปรัง) ในอนาคตให้บรรลุเป้าหมาย และสร้างข้าวไทยให้เป็นสินค้านำรายได้เข้าประเทศ เพื่อนำกลับมาพัฒนาเกษตรกรชาวนาไทย อย่างมั่นคง และยั่งยืนต่อไป” นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก กล่าว 

สำหรับพื้นที่นำร่อง“โครงการข้าวรักษ์โลก BCG Model ” ทั้ง 10 จังหวัด ประกอบด้วย  พื้นที่ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงราย นำร่อง10 โครงการ  อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่น จ.กำแพงเพชร อำเภอขาณุวรลักษณ์บุรี 10โครงการ จ.พิษณุโลก นำร่อง 10 โครงการ ในศูนย์ข้าวชุมชน อำเภอพรหมพิราม อำเภอเมือง อำเภอวังทองและ จ.นครสวรรค์ นำร่องเสร็จโครงการ อำเภอชุมแสง อำเภอหนองบัว

พื้นที่ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ชัยนาท นำร่อง 10 โครงการ อำเภอเมือง อำเภอโนนขาม จ.สิงห์บุรีนำร่อง 10 โครงการ อำเภออินทร์บุรี และจ.ลพบุรี นำร่อง 10 โครงการอำเภอบ้านหมี่ อำเภอท่าวุ้ง

ส่วนพื้นที่ภาคใต้ 3 จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช นำร่อง 10 โครงการอำเภอ หัวไทร จ.พัทลุงนำร่อง 10 โครงการ อำเภอ ควนขนุน จ.สงขลา นำร่อง 10 โครงการ อำเภอระโนด อำเภอสทิงพระ

-(016)

‘เฉลิมชัย’ถอดรหัสนวัตเกษตร ก้าวสู่อุตสาหกรรมเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701010

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานครบรอบ 15 ปีสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย (23 ปีรวมพลคนข่าวเกษตร) และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “ถอดรหัส-นวัตเกษตรไทย” โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่าภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดย GDP ภาคเกษตรมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 8.5 ของ GDP รวมทั้งประเทศ ที่มาจากกิจกรรมการผลิตทางการเกษตร 5 สาขา ได้แก่ สาขาพืช ประมง ปศุสัตว์ บริการทางการเกษตร และป่าไม้ ซึ่งไม่รวมถึงเกษตรแปรรูป ที่อยู่ใน GDP ภาคอุตสาหกรรม แต่ภาคเกษตรก็ยังคงมีบทบาทสำคัญต่ออนาคตของประเทศไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาคเศรษฐกิจอื่น โดยเป็นรากฐานสำคัญสำหรับความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศไทยและกับโลก

สำหรับปัญหาหลักของภาคเกษตร คือต้นทุนการผลิตสูง เกษตรกรไม่เข้าถึงแหล่งเงินทุน (ขาดหลักค้ำประกันขาดองค์ความรู้ ต้องพึ่งพาแหล่งทุนนอกระบบ ดอกเบี้ยสูง) ไม่มีตลาด ขาดแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ภัยธรรมชาติ ผลผลิตต่อไร่ต่ำ หนี้สินครัวเรือน มาตรฐานผลผลิต พันธุ์พืช/พันธุ์สัตว์ และบูรณาการภาครัฐซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้นำปัญหาของภาคเกษตรทั้งก่อนและหลังการผลิต มาจัดทำเป็น 15 นโยบายหลักอย่างครบวงจร ซึ่งทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีส่วนร่วมและทำงานกันเป็นทีม เพื่อตอบสนองการแก้ปัญหาให้พี่น้องเกษตรกร โดยต้องนำเทคโนโลยีนวัตกรรม การวิจัยและพัฒนา มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสม เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร

นอกจากนี้ ช่องทางการตลาดก็เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องรู้ว่าตลาดต้องการสินค้าแบบไหน โดยสินค้าเกษตรต้องมีความปลอดภัย มีคุณภาพ การบริหารจัดการสินค้าเพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการ (Demand) และปริมาณผลผลิต (Supply) ภายใต้หลัก “ตลาดนำการผลิต”

“กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายและขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรที่ครอบคลุมหลายสาขา ทั้งพืชสัตว์ ประมง ดิน น้ำ สหกรณ์และสถาบันเกษตรกรการจัดการพื้นที่เกษตรกรรม รวมไปถึงมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ดังนั้น การสื่อสารข้อมูลข่าวสารต่างๆ เพื่อสร้างการรับรู้แก่เกษตรกร สื่อมวลชนเกษตรจึงมีส่วนสำคัญในการสื่อสารและสร้างการรับรู้ให้กับเกษตรกร ประชาชนและสังคม เพื่อให้เข้าใจและรับทราบถึงผลดี ผลเสียและผลกระทบที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง เพื่อพี่น้องเกษตรกรได้เตรียมพร้อม รองรับความท้าทายได้ทันท่วงที จึงต้องขอขอบคุณพี่น้องสื่อมวลชนเกษตรและคนข่าวเกษตร ที่นำเสนอข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องและอยู่เคียงคู่กระทรวงเกษตรฯ ตลอดมา และพร้อมเคียงข้างเกษตรกรไทยนำพาประเทศก้าวสู่เกษตรอุตสาหกรรมและเกษตรมูลค่าสูง และนำพาเกษตรกรไทยให้มีอาชีพที่มั่นคงสามารถพึ่งพาตัวเองได้อย่างเข้มแข็งต่อไป”ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กรมข้าวถกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ มุ่งสร้างความเข้มแข็งชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701006

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือการขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 โดยมีนายขจร โนวัฒน์ ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว น.ส.กุลศิริ กลั่นนุรักษ์ ผอ.กองวิจัยและพัฒนาข้าว นายกฤษฎิน คำตัน รักษาราชการ ผอ.กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ตลอดจนผอ.ศูนย์วิจัยและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจากทั่วประเทศ และคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ เข้าร่วมที่ สำนักงานกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ต.รอบเมือง อ.เมือง จ.ปราจีนบุรี

นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวภายหลังการประชุม ว่าสำหรับโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 เป็นการส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึงและได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการโดยผ่านกลุ่มเกษตร และสถาบันเกษตรกร เช่น ศูนย์ข้าวชุมชนในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ในราคาตามหลักเกณฑ์ที่กรมการข้าวกำหนดไว้ เพื่อให้ชาวนามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูกและขยายพันธุ์ ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายดำเนินการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี 58,700 ตัน อีกทั้งยังเป็นการยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และในส่วนเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ กรมการข้าวมีแผนการดำเนินงานโครงการนี้ต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งกรมการข้าวคาดหวังว่าเกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้

‘ประภัตร’รุกสร้างอาชีพให้เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701007

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานเสวนา “โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร” ที่อาคารประชาคมวัดสมานรัตนาราม ต.บางแก้ว อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ว่าจาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอย รายได้จากการส่งออกสินค้าลดลง การเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดมีปัญหา กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมเกษตรกรในการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม (พืช ปศุสัตว์ ประมง) ที่มีตลาดรองรับชัดเจน หรืออาชีพที่มีลักษณะการลงทุนค้าขายเพื่อเลี้ยงชีพในครัวเรือน โดยมีเป้าหมายการส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ลูกหลานเกษตรกร ภายใต้โครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อ ผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลา ไม่เกิน 6 เดือน มีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อ การดำรงชีพ สามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการสานฝันสร้างอาชีพและยกระดับรายได้เกษตรกร เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่สนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรรายย่อย โดยใช้บุคคลค้ำประกันเงินกู้ ภายใต้หลักการ 3 คนร่วมมือ1 คนกู้ 2 คนค้ำ หนี้เสียสามารถกู้ได้เงินได้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท วงเงินกู้ทั้งหมด 30,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 ต่อปี ระยะเวลาปล่อยเงินกู้ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564-31 มีนาคม 2567 ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส.สาขาใกล้บ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้มีเงินทุนสร้างงาน สร้างอาชีพ หรือประกอบอาชีพเกษตรกรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือประกอบอาชีพนอกภาคการเกษตร เสริมรายได้ ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากนัก และต้องไม่เป็นการประกอบอาชีพในลักษณะที่ทำลายสิ่งแวดล้อมหรือผิดกฎหมาย

ผักสดหลายชนิดปรับราคารับปีใหม่ เหตุอากาศเย็นและมีน้ำค้างลงแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701005

วันพุธ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานราคาผักสดก่อนถึงช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โดยเฉพาะที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง อ.เบตง จ.ยะลา  ซึ่งพบว่าราคาผักมีการปรับราคาจำหน่ายขึ้นแทบทุกชนิด โดยเฉพาะผักบุ้งจีน  มะเขือเทศ  ผักคะน้า ราคาปรับขึ้น พ่อค้าผักเผยว่า ผักบางชนิดขาดตลาด สาเหตุมาจากอากาศหนาว น้ำคางลงแรงทำให้ผักออกน้อยและพื้นที่เพาะปลูกน้อยลงตั้งแต่ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา

ด้านเจ้าของแผงขายผักสด กล่าวว่า เป็นประจำทุกปีในช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่ ผักหลายชนิดจะปรับราคาขึ้นเกือบทุกอย่าง โดยเฉพาะ ผักบุ้งจีน  มะเขือเทศ  ผักคะน้า  สาเหตุที่ราคาผักสดปรับราคาเพิ่มขึ้น คาดว่าน่าจะเป็นผลมาจากสภาพอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในหลายจังหวัด ที่เป็นแหล่งปลูกผักตั้งแต่น้ำท่วมช่วงกลางปีที่ผ่านมาเกษตรกรหลายรายก็ได้เลิกปลูกผักทำให้ผลผลิตออกน้อยลง พืชผักต่างๆก็ทยอยขึ้นราคาอย่างชัดเจนตามกลไกลการตลาด

โดยเจ้าของแผงขายผักสด บอกอีกว่า ทางร้านได้แจ้งลูกค้าให้ทราบตลอดถึงการปรับขึ้นราคา ของผักสดซึ่งลูกค้าก็เข้าใจโดยวันนี้ราคาผักคะน้า จาก กก.ละ 50 บาท ขึ้นเป็น กก.ละ 60  บาท, ผักบุ้งจีนจากกก.ละ 80  บาท เป็น กก.ละ 90 บาท,มะเขือเทศ จาก กก.ละ 40 บาท ขึ้นเป็นกก.ละ 50 บาท และผักชีฝรั่งจาก กก. 70 บาท เป็น กก.ละ 80 บาท ฟักทองจาก กก.ละ 35 บาท ขึ้นเป็น กก.ละ 50  บาท ส่วนโหระพา จาก กก.ละ 70 บาท ขึ้นเป็น กก.ละ 100 บาท

เจ้าของแผงขายผักสดกล่าวต่ออีกว่า ผักบางชนิดขาดตลาด เช่น ผักน้ำ  ฟักทอง โหระพา ขณะเดียวกัน ผักพื้นบ้าน อย่าง ผักเหรียงช่วงนี้ขายดีโดยขายมัดละ 10 บาทซึ่งผักเหลียงเป็นผักสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการปลูกแพร่หลายในภาคใต้ เป็นผักกินใบ โดยนำใบอ่อนหรือยอดเพสลาดไปปรุงอาหารได้หลายเมนู บ้างก็นำมาทำเป็นแกงเหลือง ทำห่อหมก แกงจืด แกงส้ม นำไปลวกจิ้มกินกับน้ำพริก ใบสดกินพร้อมกับกับข้าวหรือขนมจีนน้ำยาที่มีรสเผ็ดจัดได้รสชาติอร่อยถูกปาก ซึ่งเป็นผักที่ต้องการของร้านอาหารในพื้นที่สั่งนำไปประกอบอาหาร  นอกจากนี้สามารถนำใบอ่อนหรือยอดเพสลาดไปทำเป็นเมนูใหม่อื่นๆ เช่น ลาซานญ่า พิซซ่าโรลหรือพายผักเหลียง ด้วยคุณสมบัติของผักเหลียง มีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงสายตา เส้นเอ็นและกระดูกที่เสริมให้ผู้กินมีสุขภาพแข็งแรง และช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ผู้มีรายได้ซึ่งก่อนปีใหม่นี้คาดราคาผักยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและหลังจากนั้นก็จะมีการปรับราคาลดลงตามกลไกการตลาด ที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

โซเซียลแชร์ให้ดูคำสั่งอธิบดีกรมอุทยานฯงดรับของขวัญ ก่อนถูกจับรีดส่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701018

โซเซียลแชร์ให้ดูคำสั่งอธิบดีกรมอุทยานฯงดรับของขวัญ ก่อนถูกจับรีดส่วย

โซเซียลแชร์ให้ดูคำสั่งอธิบดีกรมอุทยานฯงดรับของขวัญ ก่อนถูกจับรีดส่วย

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 20.52 น.

27 ธ.ค.65 ความคืบหน้ากรณี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว ผบก.ปปป.นำกำลังเข้าจับกุมตัวนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช คาห้องทำงาน พร้อมตรวจยึดเงินสดอีกประมาณ 5 ล้านบาทในตู้เซฟ พร้อมทำการแจ้งข้อหาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือ ประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งโดย ไม่ชอบด้วยหน้าที่ และเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริต ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น ( อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : อธิบดีกรมอุทยานฯยังให้การภาคเสธ อ้างรับซองมาจริง แต่ไม่รู้ข้างในมีเงินสด)

ล่าสุด ในโลกโซเซียลมีการเปิดเผยหนังสือคำสั่งของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งได้ลงนามในประกาศกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเรื่อง นโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ (No Gift Policy) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 โดยมีใจความสำคัญว่า

“เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ และเป็นการแสดงเจตนารมณ์ในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่น เสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยมสุจริตในการปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการปฏิบัติหน้าที่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จึงประกาศนโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนกำหนดให้เจ้าหน้าที่ต้องไม่แสวงหาเพื่อให้ได้มาซึ่งของขวัญของกำนัล หรือผลประโยชน์ที่มิชอบด้วยกฎหมาย”

นอกจากนี้ ยังมีการแชร์ภาพกราฟฟิกของนายรัชฏา พร้อมข้อความที่ระบุตัวโตๆ ว่า “กรมอุทยานงดรับของขวัญทุกชนิด” อีกด้วย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นเพียงพิธีการเพื่อให้ดูดีเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตในแวดวงราชการได้จริง และเป็นเรื่องที่น่าอับอาย

สำหรับประวัติของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตรบัณฑิต (วนศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และจบปริญญาโทจากคณะศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ส่วนการรับราชการเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ รองอธิบดีกรมป่าไม้ ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2565

‘กานา’ ยกไทยต้นแบบทำนารักษ์โลก กรมการข้าวส่งกูรูเดินทางสำรวจเตรียมช่วยพัฒนาร่วมกัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/701030

‘กานา’ ยกไทยต้นแบบทำนารักษ์โลก กรมการข้าวส่งกูรูเดินทางสำรวจเตรียมช่วยพัฒนาร่วมกัน

‘กานา’ ยกไทยต้นแบบทำนารักษ์โลก กรมการข้าวส่งกูรูเดินทางสำรวจเตรียมช่วยพัฒนาร่วมกัน

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.00 น.

นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก นำ กงสุลกิติมศักดิ์สาธารณรัฐกานา เข้าพบเพื่อหารือแนวทางความร่วมมือการให้ความช่วยเหลือการพัฒนาการปลูกข้าวรักษ์โลก  BCG โมเดล ในประเทศกานา

27 ธันวาคม 2565 ที่กรมการข้าว “ดร.ภณ ทัพพินท์กร” นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก และที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว นำ “ดร.สิชา สิงห์สมบุญ” กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐกานา เข้าพบนายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือพัฒนาการปลูกข้าวรักษ์โลก BCG โมเดล ตามแนวทาง BCG ในประเทศกานา ซึ่งจะเป็นความร่วมมือทางด้านการเกษตรระหว่างประเทศไทยและประเทศกานา

โดยกงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐกานา กล่าวถึงการเข้าหารือในครั้งนี้ว่า “ทางรัฐบาลและนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนเรื่องของข้าวในประเทศกานามีความสนใจในแนวทางในแนวทางพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรแบบ BCG โดยเฉพาะข้าวรักษ์โลกที่ช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ลดการใช้สารเคมี และยังเป็นแนวทางใหม่ของการทำการเกษตรโลก โดยทางประเทศกานาจะนำเอาประเทศไทยเป็นต้นแบบในการปลูกข้าว และการพัฒนาในด้านการเกษตร จึงเป็นที่มาของการเข้าหารือและขอความร่วมมือในการพัฒนาร่วมกันในครั้งนี้ 

โดยจะมีคณะสำรวจจากประเทศไทยเดินทางไปยังประเทศกานาเพื่อศึกษาแนวทางการสร้างความร่วมมือพัฒนาการปลูกข้าว เข้าสำรวจ และหาข้อมูลในเบื้องต้น ราว 30 คนก่อนที่จะนำข้อมูลมาสรุปและสร้างเป็นแผนการให้ความช่วยเหลือกับการปลูกข้าวและพัฒนาการเกษตรในประเทศกานาต่อไป” ดร.สิชา กล่าว

ด้านนายณัฏฐกิตติ์ อธิบดีกรมการข้าวกล่าวว่า “ทางกรมการข้าวยินดีสนับสนุนด้านต่างๆ ในเรื่องของการผลิตข้าวซึ่งทางกรมมีบุคลากรและมีความรู้ความชำนาญในเรื่องของการผลิตข้าวเป็นอย่างดี เมื่อทางประเทศไทยได้รับการประสานงานจากทางประเทศกานาทางกรมการข้าวก็พร้อมที่จะสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อให้ทางประเทศกานาได้เกิดองค์ความรู้นำเอาไปต่อยอดการผลิตข้าวภายในประเทศอย่างเหมาะสมตามวัฒนธรรมและประเพณีของกานา ซึ่งจะช่วยให้เกิดประโยชน์ในระยะยาวกับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ 

โดยทางกรมการข้าวจะได้ส่งทีมงานจากสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก และยังเป็นที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านเกษตรแนวทาง BCG โมเดล เดินทางไปยังประเทศกานา เพื่อนำข้อมูลในด้านต่างๆ ของประเทศกานามาสรุปและประเมินผล  ซึ่งในวันนี้ก็จะได้มีการบันทึกส่งไปยัง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ได้รับทราบว่าได้มีการหารือในเบื้องต้นแล้วและรอให้คณะสำรวจเดินทางกลับมา จึงจะทำหนังสือเรียนนำเสนอไปอีกครั้ง และรอหนังสืออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลกานาเพื่อสร้างเป็นบันทึกความเข้าใจร่วมกัน

ทั้งนี้กรมการข้าวเองก็มีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญในเรื่องของเทคโนโลยีการผลิต ที่สมบูรณ์และครบวงจร แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีก็ต้องให้เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมและวัฒนธรรมของแต่ละประเทศเพื่อนำเอาไปปรับใช้ตามความเหมาะสม” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

ด้าน “ดร.ภณ” นายกสมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก และที่ปรึกษาอธิบดีกรมการข้าว หนึ่งในทีมงานที่จะเดินทางไปยังประเทศกานาช่วงปลายเดือนธ.ค.นี้กล่าวว่า “เบื้องต้นได้รับทราบข้อมูลในด้านต่างๆ ของประเทศกานามาแล้วในระดับหนึ่ง และมีทั้งหมด 16 จังหวัดที่จะปลูกข้าว ซึ่งได้มีการศึกษาสภาพอากาศและสภาวะแวดล้อมในประเทศกานาแล้ว โดยมีความใกล้เคียงกับประเทศไทยในระดับหนึ่ง ซึ่งภาพรวมในการส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวคงไม่น่าจะมีปัญหา

ส่วนเรื่องที่จะเน้นในการเข้าไปศึกษาหาข้อมูลคือเรื่องของความพร้อมในด้านต่างๆ ของทางประเทศกานาเอง โดยเฉพาะด้านบุคลากรและองค์ความรู้ต่างๆ รวมถึงสภาพของดินและน้ำว่าจะมีความเหมาะสมกับพันธุ์ข้าวประเภทต่างๆ อย่างไร และจำนำเอาข้อมูลทั้งหมดกลับมาเพื่อปรึกษากับทางกรมการข้าว เพื่อเตรียมแนวทางในการสร้างความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมการปลูกข้าวในประเทศกานาต่อไป” ดร.ภณกล่าว

-(016)