ราคาวัตถุดิบพุ่ง…ความเสี่ยงคนเลี้ยงหมู โดย สามารถ สิริรัมย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700944

ราคาวัตถุดิบพุ่ง...ความเสี่ยงคนเลี้ยงหมู โดย สามารถ สิริรัมย์

ราคาวัตถุดิบพุ่ง…ความเสี่ยงคนเลี้ยงหมู โดย สามารถ สิริรัมย์

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 15.22 น.

ราคาวัตถุดิบพุ่ง…ความเสี่ยงคนเลี้ยงหมู โดย สามารถ สิริรัมย์

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยถึงภาวะเศรษฐกิจการเกษตร หรือ จีดีพี. เกษตร ปี 2565 ขยายตัว 0.8% โดยสาขาปศุสัตว์หดตัวลง  3.0%  หนึ่งในสินค้าปศุสัตว์ที่หดตัวลดลงก็คือ สุกร ซึ่งมีผลผลิตลดลงเพราะปริมาณแม่พันธุ์สุกรในระบบลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับโรค ASF ขณะที่เกษตรกรบางส่วนชะลอการเลี้ยง เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทั้งราคาพันธุ์สุกรและอาหารสัตว์ที่ปรับตัวสูงขึ้น และยังต้องกังวลกับมาตรการควบคุมราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์

ด้านอธิบดีกรมปศุสัตว์ คาดว่าในปีหน้าราคาสุกรหน้าฟาร์มจะอยู่ที่ 96 บาท/กก. จากผลผลิตรวมราว 16-18 ล้านตัว เพิ่มขึ้นกว่าปี 2565 ที่มีผลผลิต 15.5 ล้านตัว โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นปัญหาต่อเนื่องมาจากปี 2565 ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบที่ทรงตัวในเกณฑ์สูง โรคระบาดในสุกรที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด รวมถึงการลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่ส่งผลให้ราคาสุกรผันผวนและไม่เป็นไปตามกลไกตลาด

ฟังดูแล้วในปี 66 คนเลี้ยงหมูคงต้องเหนื่อยกับการพยุงตัวให้อยู่รอดให้ได้อีกปี ด้วยปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ต้นทุนการผลิตหมูที่พุ่งสูงขึ้น” ซึ่งหากสามารถขายหมูได้สอดคล้องกับราคาต้นทุน เกษตรกรก็คงไม่ต้องกังวลกับมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าว แต่ในความเป็นจริงจะเป็นเช่นไรคงต้องติดตามดูกันต่อไป

ต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญคือ “อาหารสัตว์” ซึ่งเป็นสัดส่วนราว 60-70% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่ต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ที่สำคัญคือ “วัตถุดิบ” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนถึง 80-90% โดยเป็นวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศถึง 60% ดังนั้น “สถานการณ์โลก” จึงมีผลอย่างมากต่อราคาธัญพืชที่จำเป็นต้องใช้ และจะกระทบมาถึงคนเลี้ยงหมูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในปีที่ผ่านมา “สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน” เป็นอุปสรรคอย่างมากในการส่งออกธัญพืชสำคัญ เพราะทั้งสองประเทศเป็นผู้ส่งออกข้าวสาลีรายใหญ่ของโลก มีการส่งออกรวมกันมากถึง 1 ใน 3 ของโลก และส่งออกข้าวโพดได้รวมกันถึง 1 ใน 6 ของโลก สงครามครั้งนี้จึงกระทบทั้งปริมาณผลผลิตและการส่งออก ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าสงครามจะยุติ ทำให้ปี 2566 ระดับราคาพืชวัตถุดิบจะคงอยู่ในเกณฑ์สูงแน่นอน

ขณะเดียวกันปัจจัยด้าน “ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความแปรปรวนของฤดูกาล ทั้งภัยแล้งหรือฝนตกชุกในพื้นที่เพาะปลูกพืชสำคัญของโลก เช่น สหรัฐ และบราซิล แค่สองประเทศนี้รวมกันก็ผลิตถั่วเหลืองได้ 60% ของทั้งโลกแล้ว เมื่อฟ้าฝนไม่เป็นใจปริมาณผลผลิตของโลกก็ลดน้อยลง เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ราคาธัญพืชสูงขึ้น

นอกจากนี้ จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่อันดับต้นๆของโลก กำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 มีความต้องการปริมาณอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้นเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ เพิ่มปริมาณเนื้อสัตว์ในประเทศ ทำให้เกิดการกว้านซื้อธัญพืชจากทั่วโลกในปริมาณมหาศาล ดันราคาขายพืชวัตถุดิบให้สูงขึ้นอีก

ลำพังเพียงปัจจัยเหล่านี้ ก็เห็นแนวโน้มชัดเจนว่า ต้นทุนอาหารสัตว์ ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูต้องแบกรับนั้นจะสูงขนาดไหน นี่ยังไม่นับเรื่องการรับซื้อพืชวัตถุดิบในประเทศอีก 40% ที่ก็ยุ่งเหยิงอีรุงตุงนังไม่แพ้กัน

เมื่อเห็นท่านอธิบดีกรมปศุสัตว์ ประเมินราคาหน้าฟาร์มปีหน้าอยู่ที่ 96 บาท/กก ขณะที่ต้นทุนการผลิตปลายปีนี้อยู่ที่ 100 บาท ผนวกแนวโน้มต้นทุนอาหารสัตว์ปีหน้าที่ยังคงพุ่งสูงดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ต้องบอกว่า “หนาว” แทนคนเลี้ยงหมูจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนที่ซื้ออาหารสัตว์สำเร็จรูป หรือซื้อพืชวัตถุดิบมาผลิตอาหารสัตว์เอง ล้วนน่าเห็นใจพอๆกัน 

เอาง่ายๆ ราคาวัตถุดิบทุกประเภทในปี 2565 ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปี 2564 เฉลี่ย 25-30% แล้ว ในปี 2566 จะขยับสูงขึ้นอีก อย่างน้อย 10% ยิ่งถ้ารัฐจัดการปัญหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ภายในประเทศไม่ได้ บีบให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องลดกำลังการผลิต ลดคุณภาพสินค้า หรือเลิกกิจการ เวรกรรมย่อมตกมาที่ “เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์” หนำซ้ำยังมีกระทรวงพาณิชย์คอยจับจ้องด้วยมาตรการคุมราคาอีก… แบบนี้ไม่เรียกว่า “หนาว” แล้วจะเรียกอะไร? 

กรมข้าวชูเปลี่ยนใช้เมล็ดพันธุ์ดีปี2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700831

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข่าว นำทีมผู้บริการกรมการข้าว และคณะกรรมการศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 โดยนายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ข้าวเป็นพืชที่มีความสำคัญกับสังคมไทย การทำนาเป็นอาชีพเกษตรกรรมส่วนใหญ่ของประชากรประมาณ 4.6 ล้านครัวเรือน สามารถผลิต ข้าวได้ปีละกว่า 30 ล้านตันข้าวเปลือก แม้ว่าประเทศไทยจะส่งออกข้าวคุณภาพดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลก แต่ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เฉลี่ยเพียง 353 กิโลกรัมต่อไร่ สาเหตุหนึ่งมาจากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรเก็บไว้มีคุณภาพต่ำซึ่งการปลูกข้าวให้ได้ผลดีมีปัจจัยหลายอย่าง ทั้งคุณภาพของดิน ปริมาณน้ำ และเทคโนโลยี ที่สำคัญคือเมล็ดพันธุ์ดีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ต้านทานโรคและแมลงศัตรูพืช จึงส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้ตรงกับความตามความต้องการของตลาด เกษตรกรสามารถจำหน่ายข้าวเปลือกได้ในราคาที่สูงขึ้น

อธิบดีกรมการข้าวกล่าวอีกว่า โครงการนี้ถือเป็นการสร้างการรับรู้และสร้างความเข้าใจ ถึงความสำคัญของการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 ที่ได้มุ่งเน้นส่งเสริมให้ชาวนาสามารถเข้าถึง และได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร สามารถเข้าร่วมโครงการได้ผ่านกลุ่มเกษตร และสถาบันเกษตรกร เช่น ศูนย์ข้าวชมชนในพื้นที่ของแต่ละจังหวัด ในราคาตามหลักเกณฑ์ของกรมการข้าวที่ได้กำหนดไว้ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูก และขยายพันธุ์ ซึ่งในปีนี้มีเป้าหมายเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี 58,700 ตันอีกทั้งเป็นการยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าว ให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้ และในส่วนของเกษตรกรที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ก็มีแผนการดำเนินงานโครงการต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี เพื่อให้เกษตรกรจะได้รับประโยชน์สูงสุด

‘เฉลิมชัย’หนุนพันธุ์ไม้มีค่า มุ่งทำระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700834

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการสร้างการรับรู้การดำเนินงานโครงการ “ต้นกล้าสานฝันปันรัก…สู่ลูกหลาน” โดยมี นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ซึ่งโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจและพืชผักพืชอาหารให้แก่เกษตรกร สำหรับทำการเกษตรตามระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

สำหรับพันธุ์ไม้ที่จะสนับสนุนให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการศูนย์ปฏิบัติการและศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการผลิตพันธุ์ไม้มีค่า ไม้ผล ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ และพืชผักพืชอาหาร รวม 372,300 ต้น และได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ เป็นต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ 1,166,100 ต้น เช่น สัก พะยูง ประดู่ ชิงชัน ตะแบก เป็นต้น รวมพันธุ์ไม้ทั้งสิ้น 1,538,400 ต้น โดยมีการแบ่งกลุ่มตามความเหมาะสมของพื้นที่ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำเกษตรไม่เหมาะสม (Zoning) 2.เกษตรกรศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต้นแบบ โดยทั้ง 2 กลุ่มนี้ จะได้รับพันธุ์ไม้ รวม 200 ต้นต่อราย แบ่งเป็นไม้ผลและพืชผักอาหาร 8 ชนิด (ไผ่ซางหม่น มะขามเปรี้ยว ฝักใหญ่ มะม่วง สะเดา อะโวคาโด กล้วย พริก มะเขือ) และต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ

3.สมาชิกศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเข้าร่วมกิจกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรผู้นำ (อบรม/ดูงาน) ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประจำปีงบประมาณ 2566 โดยเกษตรกรจะได้รับพันธุ์ไม้ รวม 50 ต้นต่อราย แบ่งเป็น ไม้ผลและพืชผักอาหาร 5 ชนิด และต้นกล้าไม้มีค่า ไม้ยืนต้นเศรษฐกิจ

“กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสำคัญด้านการส่งเสริมการเกษตรในการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว ส่งเสริมการปลูกป่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมจากป่าปลูกแบบครบวงจร และแผนแม่บทแห่งชาติภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่สีเขียวไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเกษตรกรและประชาชนปลูกไม้ยืนต้นมีค่า เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของประเทศแล้ว ยังสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพื่อขอกู้เงิน ทำให้เข้าถึงสินเชื่อที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ส่งเสริมให้มีการให้หลักประกันทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การประกอบธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กรมชลฯพร้อมรับมือ ฝนตกหนักที่ภาคใต้ ตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม สั่งจับตาในจุดเสี่ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700832

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ติดตามสถานการณ์น้ำในภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ด้วยมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ จึงเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

สำหรับสถานการณ์อุทกภัย จากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณภาคใต้ตอนล่าง ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องใน จ.นครศรีธรรมราช จึงเปิดประตูระบายน้ำคลองคูพาย ประตูระบายน้ำคลองป่าเหล้า ประตูระบายน้ำคลองนครน้อย และประตูระบายน้ำคลองไม้เสียบ เพื่อเร่งระบายน้ำและลดผลกระทบ
น้ำท่วมขัง พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบ Hydroflow 2 เครื่อง และเครื่องผลักดันน้ำ 4 เครื่อง บริเวณประตูระบายน้ำบางไทร รวมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำระบบHydroflow 2 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่อีก 21 เครื่อง ในพื้นที่ ต.คลองน้อยอ.ปากพนัง เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ และหากไม่มีฝนตกเพิ่มเติม สถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

นายประพิศกล่าวอีกว่า ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝน พร้อมบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ ประจำจุดเสี่ยง ให้สามารถใช้งานได้ทันเหตุการณ์ และเน้นย้ำให้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนให้รับทราบสถานการณ์น้ำอย่างทั่วถึง

เกษตรฯถก 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ขับเคลื่อนโครงการให้เห็นผล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700830

วันอังคาร ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ ครั้งที่ 2/2565 ในฐานะผู้แทนของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงเกษตรฯ ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Zoom Meeting) โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการอำนวยการ เป็นประธานในการประชุม

ทั้งนี้ ที่ประชุมรับทราบประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1.แนวทางการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมให้ครอบคลุมถึงคณะกรรมการ, 2.คำสั่งคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ ที่ 1/2565, 3.รายงานการดำเนินการของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์, 4.รายงานผลการดำเนินงานโครงการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ประจำปีงบประมาณ 2565, 5.การแต่งตั้งผู้ช่วยเลขานุการ กอ.นตผ.และ 6.การจัดงาน OTOP Midyear 2023 และร่วมกันพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ปี 2566-2570 และการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 โครงการขับเคลื่อนโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ปศุสัตว์เตือนเฝ้าระวัง สัตว์ป่วยด้วยโรคในฤดูหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700549

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ฤดูหนาวประกอบกับสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลให้สัตว์เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันโรคลดต่ำลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคต่างๆโดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคเฮโมรายิกเซปทิซีเมีย หรือโรคคอบวม โดยโรคปากและเท้าเปื่อย เป็นโรคติดต่อที่สำคัญในโค กระบือ มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส ซึ่งสามารถติดต่อได้โดยการกินหรือสัมผัสกับสัตว์ป่วยโดยตรง หรือเชื้อที่ปนเปื้อนจากคน ยานพาหนะ เป็นต้น เพราะเชื้อไวรัสจะถูกขับออกมาจากสัตว์ป่วยทางน้ำมูก น้ำลาย น้ำนม มูล ลมหายใจและบาดแผล สัตว์ที่ป่วยจะซึม มีไข้ เบื่ออาหาร มีเม็ดตุ่มพองเกิดขึ้นที่ริมฝีปาก ช่องปากและไรกีบ ทำให้น้ำลายไหล กินอาหารไม่ได้ และเดินกะเผลก เนื่องจากโรคนี้ไม่มียารักษา แต่จะใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาทาหรือพ่นแผลเพื่อลดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเท่านั้น

นายสมชวน กล่าวต่อว่า สำหรับโรคเฮโมรายิกเซปทิซีเมีย หรือโรคคอบวม เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะก่อให้เกิดความสูญเสียในกระบือ เนื่องจากมีความไวต่อโรคดังกล่าว โดยโรคนี้จะทำให้สัตว์มีอาการคอหรือหน้าบวมแข็ง ส่วนใหญ่มักมีอาการแบบเฉียบพลัน คือไข้สูง น้ำลายฟูมปาก หยุดกินอาหารและตายภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยเมื่อสัตว์อยู่ในภาวะเครียด อากาศเปลี่ยนแปลง การอดอาหาร หรือการใช้แรงงานมากเกินไป ทำให้ร่างกายอ่อนแอ ภูมิคุ้มกันลดต่ำลง สัตว์จะแสดงอาการป่วย

ทั้งนี้ การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์เลี้ยงของตนให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง โดยต้องดูแลในเรื่องการจัดการโรงเรือนหรือคอกสัตว์ มีหลังคาป้องกันฝน ลม ได้เป็นอย่างดีมีวัสดุปูรองคอกเลี้ยงสัตว์ จัดเตรียมน้ำสะอาด อาหารสัตว์หรือพืชอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ต่างๆ เช่น วิตามิน ให้เพียงพอ นอกจากนี้ควรทำความสะอาดโรงเรือนหรือคอกเลี้ยงสัตว์ และพ่นทำลายเชื้อโรคอย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตามโรคระบาดดังกล่าวสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนให้กับโค กระบือที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป ตามรอบการรณรงค์ฉีดวัคซีนตามที่กรมปศุสัตว์กำหนด

ท้ายที่สุดอธิบดีกรมปศุสัตว์ ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงและป้องกันสัตว์ไม่ให้สัมผัสกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำเชื้อโรคเข้าฟาร์ม ได้แก่ คน ยานพาหนะต่างๆ สัตว์ที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ ถังนม อาหาร รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น และหมั่นสังเกตอาการสัตว์เลี้ยง หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยหรือตายผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ หรือแอปพลิเคชั่น dld 4.0 หรือโทร.สายด่วน 06-3225-6888

รองปลัดเกษตรฯร่วมถก 6ชาติอนุภูมิภาคจัดการดิน-น้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700551

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการ Strenthening Reseach-policy Cooperation and Partnerships to Promote Sustainable Soil and Water Conservation in Lancang-Mekong Region ที่โรงแรมแสน จ.เชียงราย โดยมี น.ส.ภัทราภรณ์โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน และผู้แทนระดับนโยบายของสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน พร้อมด้วยผู้แทนเครือข่ายความร่วมมือจากต่างประเทศ และผู้เกี่ยวข้อง รวม 50 คน เข้าร่วม

สำหรับการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการภายใต้กรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง และนำเสนอข้อมูลจากการดำเนินงานจัดทำข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายสำหรับการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำในระดับภูมิภาค

“โครงการนี้สร้างความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศ อนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาวเมียนมา เวียดนาม และจีน การดำเนินโครงการสามารถสร้างความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างนักวิชาการด้านดินและการเกษตรในอนุภูมิภาคฯ ได้องค์ความรู้ ประสบการณ์การจัดการเกษตรอย่างยั่งยืนระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ประเทศไทย ร่วมกับประเทศในอนุภูมิภาคฯ จัดทำฐานข้อมูลต้นแบบการจัดการที่เป็นเลิศเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อการขยายผลในระดับภูมิภาคฯ รวมถึงการถอดบทเรียนแนวทางที่ประสบความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรคที่สำคัญในการดำเนินงานของแต่ละประเทศ เพื่อเป็นข้อมูลและข้อเสนอแนะในการกำหนดนโยบายสำหรับการดำเนินงานจัดการที่ดินยั่งยืน” นายเศรษฐเกียรติ กล่าว

พิพิธภัณฑ์เกษตรฯจัดใหญ่‘ภูมิพลังแผ่นดิน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700550

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พล.อ.อ.เสนาะ พรรณพิกุล ผอ.สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี เปิดเผยว่า ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้จัดงานใหญ่มหกรรมในหลวงรักเรา ภูมิพลังแผ่นดิน เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สดุดีพระเกียรติคุณและเชิดชูพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม ซึ่งไฮไลท์พิเศษในงานได้เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์วิถีเกษตรไทย จัดแสดงเรื่องราวของ“วิถีเกษตรกรไทย” ตามรอยศาสตร์พระราชา ภายใต้แนวคิด เกษตรกรไทยเท่มีกิน มีใช้ มีเก็บ มีเกียรติ

นอกจากนี้ได้เปิดให้ชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ “ขุมทรัพย์แห่งแผ่นดิน” พื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ตามแนวทางพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวด้านการเกษตร สัมผัสประสบการณ์ใหม่ความแปลกใหม่ สุข สนุก ทะลุจอไปกับโรงภาพยนตร์แอนิเมชั่น 7 มิติ The Magic Box ซึ่งได้รับกระแสตอบรับจากประชาชนจำนวนมาก และเป็นนิมิตหมายอันดีที่เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้ร่วมเป็นส่วนสำคัญในการสืบสาน รักษา ต่อยอด สืบทอดพลังแห่งความดี

พล.อ.อ.เสนาะกล่าวต่อว่าการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการจัดงานอีกครั้งในรอบหลายปีภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ได้พาทุกคนมาชื่นชมความสวยงามของพิพิธภัณฑ์กษัตริย์เกษตรยามค่ำคืน พร้อมตลาดยามเย็นทั้งของกินของใช้ที่นำมาจำหน่ายในราคาพิเศษกว่า 80 ร้าน ที่พลาดไม่ได้เลย คือกิจกรรมสร้างสีสันภายในงาน อาทิ ล้วงไห โยนห่วง ปากระป๋องสาวน้อยตกน้ำ ป้อนอาหารสัตว์ในวิถีเกษตร พร้อมร่วมสนุก รับของรางวัลใหญ่ตลอดคืน

กรมข้าวจับมือIRRI ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว ร่วมจัดทำแผนวิจัย พัฒนาการปลูกข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700548

วันจันทร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำแผนงานวิจัยความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ ปี 2023-2027 ที่ โรงแรมรอยัล ริเวอร์ กทม.โดยการจัดงานในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวกับสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (International Rice ResearchInstitute : IRRI) จากการหารือเรื่องแผนงานวิจัยความร่วมมือระหว่างกัน ในแผนงาน 5 ปี

ทั้งนี้ IRRI มีความยินดีที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่กรมการข้าวประสงค์จะมีแผนงานความร่วมมือในอนาคต เข้าร่วมการประชุมฯ และมีนักวิชาการของกรมการข้าวร่วมกันหารือที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัยการเพาะปลูกข้าวของประเทศไทยต่อไป

อย่างไรก็ดี กรมการข้าว ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กระทบต่อกระบวนการเพาะปลูกข้าว โดยกองวิจัยและพัฒนาข้าว เสนอกรอบแผนงานวิจัยความร่วมมือเบื้องตัน ระหว่างกรมการข้าวและ IRRI ในปี 2023-2027 รวม 6 หัวข้อ ได้แก่ 1.Excellence in rice science and further utilizations 2.Enhancing production efficiency and problem solving 3.Climate change resilience 4.Food security and site-specific rice production 5.Responding to the need of domestic and international markets and consumers และ 6.Strengthening rice farmers and their organizations

กรมชลประทานเดินหน้าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำป่าละอู คืบหน้าไปแล้วกว่า78%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700442

กรมชลประทานเดินหน้าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำป่าละอู คืบหน้าไปแล้วกว่า78%

กรมชลประทานเดินหน้าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำป่าละอู คืบหน้าไปแล้วกว่า78%

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 20.48 น.

กรมชลประทาน เดินหน้าก่อสร้างอ่างเก็บน้ำป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ คืบหน้าไปแล้วกว่า 78% คาดแล้วเสร็จและเริ่มเก็บกักน้ำได้ในปี 2567 หวังบรรเทาปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค 

24 ธ.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยคณะลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์   

โดยนายประพิศ เปิดเผยว่า โครงการอ่างเก็บน้ำบ้านป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์  เป็นโครงการฯที่กรมชลประทานรับสนองพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2554 เพื่อให้ชาวตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งผลงานความคืบหน้าในภาพรวม ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 78 ของแผนที่วางไว้ 

สำหรับอ่างเก็บน้ำป่าละอูฯ ถือเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีความจุระดับกักเก็บ 10.46 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ทั้งหมด 6,490 ไร่  

โดยในปี 2565 นี้ ได้มีการปรับแผนงานก่อสร้าง เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้บางส่วน เพื่อช่วยสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรในพื้นที่ ซึ่งหากโครงการฯแล้วเสร็จทั้งหมด จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้ประมาณ 1,095 ครัวเรือน ประชากรประมาณ 3,250 คน ช่วยส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและเกษตรกร มีผลผลิตทางการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มความมั่นคงทางด้านน้ำ พัฒนาเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่ได้อีกด้วย 

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้เร่งดำเนินงานก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำป่าละอูอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์โดยเร็วที่สุด  -009