ชาวนาเกลือมีเฮ!! ‘อลงกรณ์’เผยบอร์ดเกลือเห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพราคาเกลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/700435

ชาวนาเกลือมีเฮ!! 'อลงกรณ์'เผยบอร์ดเกลือเห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพราคาเกลือ

ชาวนาเกลือมีเฮ!! ‘อลงกรณ์’เผยบอร์ดเกลือเห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพราคาเกลือ

วันเสาร์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 19.43 น.

ข่าวดีต้อนรับปีใหม่ ชาวนาเกลือมีเฮ !!! “อลงกรณ์” เผยบอร์ดเกลือเห็นชอบโครงการรักษาเสถียรภาพราคาเกลือ โครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือ ปีการผลิต 2565/66 รองรับปริมาณเกลือทะเลปีหน้า 5 แสนตัน มอบสถาบันเกลือทะเลไทย (Salt Academy) ผนึก กยท. วิจัยแผ่นยางปูนาเกลือ พร้อมเร่งขับเคลื่อน 4 แนวทาง ยกระดับรายได้ชาวนาเกลือและมาตรฐานการผลิต 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย ครั้งที่ 5/2565 แบบ Hybrid Meeting โดยผ่านระบบการประชุมออนไลน์ Zoom Cloud Meeting และห้องประชุมกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 65 โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม อาทิ นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพีรพันธ์ คอทอง รักษาราชการแทนหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนวนิตย์ พลเคน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร นายชาญยุทธ์ ภาณุทัต ที่ปรึกษากรมส่งเสริมการเกษตร ดร.จุฑามาศ ทะแกล้วพันธุ์  ผู้อำนวยการสถาบันเกลือทะเลไทย ประธานสหกรณ์เกลือและผู้แทนชาวนาเกลือ ทูตเกษตรประจำสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ (ประเทศเบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น) ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตัวแทนภาคเอกชนและหน่วยงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนเกษตรกรนาเกลือ เข้าร่วมการประชุม 

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้สรุปผลการดำเนินการการพัฒนาเกลือทะเล ในปี 2565 รวมถึงกิจกรรมการสืบทอดและฟื้นฟูประเพณีทำขวัญเกลือและพิธีแรกนาเกลือ เพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของเกลือทะเลไทย และเป็นหนึ่งในแนวทางการส่งเสริม Soft power ตลอดจนการคุ้มครองเกลือทะเลไทยจากการค้าระหว่างประเทศ การแสวงหาโอกาสในการส่งออก การพัฒนามาตรฐานเกลือ เพื่อเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค รวมทั้งการใช้ผลผลิตจากนาเกลือไปใช้ประโยชน์ด้านต่าง ๆ เช่น การใช้ขี้แดดนาเกลือเพื่อเป็นปุ๋ยให้กับพืช ตลอดจนการแปรรูปเกลือเพื่อเป็นผลิตภัณฑ์เกลือ เช่น เกลือสปา สบู่เกลือ การให้ความสำคัญของการสร้างแบรนด์ การพัฒนานาเกลือเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว การช่วยเหลือเกษตรกรกรณีเกิดภัยพิบัติ การสนับสนุนแหล่งสินเชื่อเงินทุนให้กับเกษตรกร ฯลฯ พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยและหน่วยงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการบูรณาการการทำงานเชิงรุกจากทุกภาคส่วนร่วมกัน ตลอดจนการสร้างระบบและโครงสร้างการพัฒนาเกลือทะเลไทยอย่างยั่งยืน มีการจัดตั้งสถาบันเกลือทะเลไทยซึ่งเป็นศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC) ประเภทศูนย์ความเป็นเลิศด้านเกลือ ในการยกระดับการพัฒนาเกลือทะเลไทยสู่มาตรฐานสากล 

นายอลงกรณ์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงาน ดังนี้ 

(1) ผลการดำเนินงานอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาด้านเกลือทะเล “ประเพณีแรกนาเกลือ” จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2565 ณ วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์ หมู่ 3 โคกขาม ตำบลโคกขาม อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 

(2) การคาดการณ์ปริมาณผลผลิตเกลือทะเล ปีการผลิต 2565/66 คาดการณ์ว่า จะมีผลผลิตเกลือทะเลรวม 7 จังหวัด จำนวน 531,201.87 ตัน โดยจังหวัดเพชรบุรี เป็นจังหวัดที่มีผลผลิตเกลือทะเลมากที่สุด จำนวน 219,292 ตัน คิดเป็นร้อยละ 41.27 รองลงมา ได้แก่สมุทรสาคร จำนวน 208,674.84 ตัน คิดเป็นร้อยละ 39.28 จังหวัดสมุทรสงคราม 93,840 ตัน จังหวัดชลบุรี 4,015.75 ตัน จังหวัดฉะเชิงเทรา 2,520.27 ตัน จังหวัดปัตตานี 2,310.01 ตัน และจังหวัดจันทบุรี 549 ตัน   

(3) ความก้าวหน้าการดำเนินงานการพัฒนาเกลือทะเลไทย สถาบันเกลือทะเลไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี สถาบันเกลือทะเลไทย ซึ่งได้ดำเนินการขับเคลื่อนการพัฒนาเกลือทะเลไทย และการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลอย่างเป็นระบบมา ตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบัน ยกระดับเป็นศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 Kick off เป็น “ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center หรือ AIC)” ให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกร ที่รวบรวมองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร สามารถนำองค์ความรู้ต่าง ๆ ไปใช้พัฒนาต่อยอดการผลิต สามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร และให้สินค้ามีคุณภาพและมาตรฐาน โดยเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน สำหรับในปีงบประมาณ 2565 ได้ดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ 

(1) การสนับสนุนให้เกษตรกรนำเทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตซึ่งจะช่วยลดต้นทุน ด้านแรงงานเพิ่มความสะดวก แม่นยำ และง่ายต่อการบริหารจัดการ ระบบจัดการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้วยรถขนเกลือรถกลิ้งนาเกลือไร้คนขับ  

(2) การสนับสนุนอุตสาหกรรมแปรรูปการวิจัยและพัฒนาเพื่อแปรรูปผลผลิตเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง อาทิ เกลือคุณภาพสูงน้ำแร่ เซรั่มบำรุงผิว สบู่ดอกเกลือ  

(3) การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีใหม่จากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม เกษตรภูมิปัญญาและระบบบริหารสถานที่ท่องเที่ยวการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยท้องถิ่นสร้างเนื้อหาการท่องเที่ยว ตลอดจนบริหารจัดการเส้นทางและจำนวนนักท่องเที่ยวได้ด้วยตนเองบนเส้นทางสายเกลือ การยกระดับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เช่น พิธีแรกนาเกลือทำขวัญเกลือ  

(4) การสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เน้นการแปลงของเสียให้เป็นแหล่งรายได้การวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการเดิมในระบบ รวมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการรายใหม่ เช่น โมเดล Zero waste การใช้ประโยชน์จากวัสดุเศษเหลือ ปุ๋ยอินทรีย์ขี้แดดนาเกลือสำหรับพืชผลต่าง ๆ เกลือน้ำทะเลเทียมเพื่อการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็ม  

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณา ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 

(1) เห็นชอบในหลักการโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือ ปีการผลิต 2565/66 โดยเป็นเรื่องสืบเนื่องจากการประชุมในครั้งที่แล้ว มีวัตถุประสงค์เพื่อชะลอปริมาณเกลือทะเลไม่ให้ออกสู่ตลาดพร้อมกัน บรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรนาเกลือด้านค่าใช้จ่ายในครอบครัวและหนี้สิน ตลอดจนยกระดับราคาเกลือให้สูงขึ้นและรักษาราคาเกลือให้มีเสถียรภาพ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ธ.ก.ส. กระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอื่น ๆ เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป 

(2) แนวการพัฒนาความร่วมมือด้านการตลาดเกลือทะเลไทยในต่างประเทศ  โดยความร่วมมือจากทูตเกษตร (ประเทศเบลเยี่ยม สหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย จีน ญี่ปุ่น)  เพื่อพิจารณาแนวทางความร่วมมือช่องทางการตลาดไปยังต่างประเทศ  เช่น ช่องทางการขยายตลาดไปต่างประเทศด้วยการตลาดออนไลน์ การให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศที่สามารถส่งออก มาตรการสินค้าเกษตรในแต่ละประเทศ ความรู้ทั้งกฎหมายการค้า ภาษี สถิตินำเข้าส่งออกที่น่าสนใจ รวมไปถึงเทคนิคที่สร้างสินค้าให้โดนใจ สามารถเข้าใจ Insight แต่ละประเทศได้ และการเจาะไปที่การตลาดที่เหมาะสมในแบบประเทศนั้น ๆ เป็นต้น เพื่อการสร้างโอกาสในการแข่งขันในตลาดใหม่ และลดผลกระทบกับภาคการเกษตรของไทยเพื่อให้การขับเคลื่อนการสร้างโอกาสในการลงทุนการขยายช่องทางการตลาดเกลือทะเลในต่างประเทศด้วย 

(3) การใช้นิยามศัพท์ “นาเกลือสมุทร” และ “นาเกลือทะเล” โดยที่ประชุมมีมติใช้คำว่า “นาเกลือทะเล” ซึ่งมีความเหมาะสม และเข้าใจง่ายตรงตามความหมายการทำนาเกลือของเกษตรกร 

ที่ประชุมยังได้รับทราบ การนำเสนอนวัตกรรมแผ่นใยสังเคราะห์เคลือบน้ำยาง หรือแผ่นกั้นน้ำรับเทค (RUBTEX WATERPROOF MEMBRANE (RUBTEX W.M.)) ของ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งเกิดจากการพัฒนาของบริษัท เท็กเซ็ท จำกัด ร่วมวิจัยกับฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง การยางแห่งประเทศไทย โดยเหมาะกับการใช้งานลักษณะงานปูบ่อ อ่างเก็บน้ำ ฝาย เขื่อน ระบบส่งน้ำ คันกั้นน้ำ และใต้คันทาง เป็นต้น  

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เสนอให้ กยท. ร่วมกับสถาบันเกลือทะเลไทย ทดสอบนวัตกรรมแผ่นใยสังเคราะห์เคลือบน้ำยาง ในการปูพื้นนาเกลือของเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อทดสอบประสิทธิภาพและความเหมาะสมต่อการนำมาใช้ในแปลงนาเกลือของเกษตรกรหรือไม่อย่างไรต่อไป ซึ่งเป็นการส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติในประเทศเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง 

“รูปแบบและแนวทางการพัฒนาเกลือทะเลไทยเชิงโครงสร้างและระบบโดยแพล็ตฟอร์มการพัฒนาเกลือ ถือเป็นแม่แบบโมเดลการพัฒนาสามารถนำไปใช้เป็นแพลตฟอร์มการพัฒนาภาคเกษตรด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ได้อีกด้วย” นายอลงกรณ์ กล่าว   -009

กรมข้าวปักหมุดให้ชาวนา สร้างศักยภาพการผลิตข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699979

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าวร่วมพิธีเปิดงานกิจกรรม : ปักหมุดบริบทใหม่ของชาวนาไทย“เศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรมนวัตกรรม 2023” ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม BETTER FARMS, BETTER LIVES 2023 โดยมี ผศ.ดร.นิคม แหลมสักรองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคมนายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นายจารึก กมลอินทร์ ประธานคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำพิธีเปิดกิจกรรมครั้งนี้ ที่อาคารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตบางเขน กทม.

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเพิ่มศักยภาพการจัดการธุรกิจข้าวระดับครัวเรือน และสถาบันชาวนาไทย อีกทั้งยังเป็นการสร้างบริบทใหม่บนความต้องการนวัตกรรมและการบริการ เพื่อสนับสนุนและร่วมระดมแนวการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนสู่ “ข้าวประจำถิ่น” ของไทย ตลอดจนมุ่งสร้างโอกาสและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้วยหลักสูตรประกาศนียบัตรชุดวิชา

‘อลงกรณ์’ปาฐกถานานาชาติ ชูเกษตร4.0ยกระดับภาคการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699977

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 เป็นองค์ปาฐกในงานการอบรมเชิงปฏิบัติการนานาชาติ ว่าด้วย “การจัดการฟาร์มแบบอัจฉริยะอย่างยั่งยืน” (Sustainable Smart Farming Workshop) จัดโดย SUNSpACe ERASMUS+ CBHE Project ณ Bamboo Whisper Garden เขตวังทองหลาง กทม. โดยมี นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานคณะกรรมการบริหาร CTPI, Professor Yacine Ouzrout, Director of IUT, University Lumiere Lyon 2 และ Professor Aicha SEKHARI SEKLOULI,ผู้ประสานงานโครงการ SUN Space ต้อนรับ

นายอลงกรณ์กล่าวว่า การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวเป็นแนวทางหรือเครื่องมือในการสร้างองค์ความรู้ ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ มีวิสัยทัศน์เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “3S” คือ ความปลอดภัยของอาหาร (Safety) ความมั่นคงของภาคเกษตรและอาหาร (Security) และความยั่งยืนของภาคการเกษตร (Sustainability) สนับสนุนการเปิดตลาดต่างประเทศใหม่ๆ โดยกำหนด Model การค้าเพื่อให้เกิดระบบการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart Farming มาใช้ในการพัฒนา Packaging และสร้างแบรนด์อีกด้วย โดยจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร (Agritech and Innovation Center : AIC) ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เป็นศูนย์การศึกษา การวิจัยและพัฒนา การอบรมบ่มเพาะและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร

รวมทั้ง ยังจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Execellence : CoE) 23 ศูนย์ มีการคัดเลือกจากมหาวิทยาลัย ให้เป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทานการเกษตร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร และผู้ประกอบการ โดยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมช่องทางการตลาด “ตามนโยบายการตลาด นำการผลิต” ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ด้วยแนวคิดเศรษฐกิจ BCG Model (the Bio-Circular and Green Economic Model) ภายใต้เป้าหมายและทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจนซึ่งเป็นไฮไลท์ในการจัดประชุม APEC ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เน้นการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตภาคเกษตรของประเทศไทยสู่ 3 สูง ได้แก่ ประสิทธิภาพสูง มาตรฐานสูง และรายได้สูง ซึ่งประสิทธิภาพสูง คือการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมยกระดับผลผลิตเกษตร มาตรฐานสูง ด้วยระบบการผลิตที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านคุณภาพผลผลิต โภชนาการมีความปลอดภัย ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค และรายได้สูง ด้วยการผลิตสินค้าเกษตรที่เน้นความเป็นพรีเมียม หรือตลาดเฉพาะ และสามารถกำหนดราคาขายได้ตามคุณภาพของผลผลิตเกษตร เพื่อให้การทำการเกษตรเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคง

‘มนัญญา’ติดตามงานสร้างอ่างฯคลองแอ่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699981

‘มนัญญา’ติดตามงานสร้างอ่างฯคลองแอ่ง

‘มนัญญา’ติดตามงานสร้างอ่างฯคลองแอ่ง

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ติดตาม : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง อ.บ่อไร่ จ.ตราด ซึ่งจะสามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 35.38 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์กว่า 30,000 ไร่ ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความคืบหน้าแผนงานโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รอง ผวจ.ตราด นายนิรันดร์ มูลธิดา รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายเศกสิทธิ์ โพธิ์ชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศกรรมชลประทานกองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทานและผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานเทศบาล ต.หนองบอน อ.บ่อไร่ จ.ตราด

ทั้งนี้ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองแอ่งมีลักษณะของโครงการเป็นเขื่อนดิน ก่อสร้างปิดกั้นคลองแอ่ง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำเขาสมิง สามารถกักเก็บน้ำได้สูงสุด 35.38 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะมีพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำแห่งนี้พื้นที่กว่า 30,000 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล ได้แก่ ต.หนองบอน ต.ช้างทูน และ ต.บ่อพลอย มีระยะเวลาดำเนินการก่อสร้าง 4 ปี (2566-2569) งบประมาณ 680 ล้านบาท เป็นการช่วยป้องกันปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองแอ่งและด้านท้ายน้ำ และแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำต้นทุนในทำการเกษตรให้แก่เกษตรกรในฤดูแล้ง รวมถึงเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับเพาะปลูก อุปโภค-บริโภค ตลอดจนเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวในท้องถิ่น

“จังหวัดตราดเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกผลไม้ที่สำคัญและมีชื่อเสียง อาทิ ทุเรียน เงาะ ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำสำหรับการเพาะปลูกปริมาณมาก ที่ผ่านมาประสบปัญหาอุทกภัยสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรชาวสวน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองแอ่ง เพื่อให้เกษตรกรและประชาชนได้รับประโยชน์ ซึ่งอ่างเก็บน้ำดังกล่าวสามารถช่วยแก้ปัญหาอุทกภัยได้เป็นอย่างดี ลดผลกระทบและความเสียหายในพื้นที่เกษตร” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯหนุน งานสหกรณ์ตราด ขายผลไม้คุณภาพ ส่งออกต่างประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699978

วันศุกร์ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จ.ตราด จำกัด พร้อมกับมอบเงินอุดหนุนชดเชยดอกเบี้ย โครงการช่วยเหลือด้านหนี้สินสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ให้กับผู้แทนสหกรณ์ 7 แห่งรวมกว่า 2.29 ล้านบาท ตลอดจนเยี่ยมชมบูธซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รอง ผวจ.ตราด นายวุฒิพงศ์ รัตนมณฑ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรเพื่อการแปรรูปและส่งออก จ.ตราด จำกัด และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม พร้อมกันนั้นได้เยี่ยมชมสวนผลไม้ของประธานสหกรณ์ฯ พื้นที่ 200 ไร่ ปริมาณผลผลิตทุเรียน 100-120 ตัน/ปี เงาะ 100 ตัน/ปี และมังคุด 40-50 ตัน/ปี ที่บ้านเขามะพูด อ.เขาสมิง จ.ตราด

น.ส.มนัญญกล่าวว่า จ.ตราด เป็นแหล่งเพาะปลูกและผลิตผลไม้ที่สำคัญทางเศรษฐกิจของภาคตะวันออกและประเทศไทย แต่ละปีได้ส่งออกไป
ต่างประเทศจำนวนมาก และได้รับความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพ รสชาติ โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ และมังคุด ซึ่งช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมของทุกปี ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่จะออกสู่ตลาดพร้อมกัน ทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด จึงเร่งแก้ปัญหา และให้ความสำคัญ
ในการผลิตผลไม้ให้มีคุณภาพ ตรงความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับผลไม้สู่สากล จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ เร่งช่วยเหลือสมาชิกและเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699947

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 17.21 น.

‘กรมข้าว’ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าผลิตปีละ 150,000 ตัน

22 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 (Kick Off Meeting) โดยมีผู้บริหารกรมการข้าว พร้อมด้วยพลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ กรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร นายป๋วย จันทรานนท์ศิริ และคณะผู้สังเกตการณ์โครงการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวหลังการลงนามในสัญญาจัดซื้อและข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 กิจกรรมการปรับปรุงการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด – พันธุ์หลัก ว่า กรมการข้าวได้กำหนดแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกร ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 150,000 ตัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เพียงปีละ 95,000 ตัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของกรมการข้าว ได้แก่ เครื่องจักรอุปกรณ์ศูนย์วิจัยข้าว มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ชำรุดทรุดโทรมอายุการใช้งานยาวนาน ไม่รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขาดนวัตกรรมสำหรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ขั้นพันธุ์คัดและพันธุ์หลักที่จะขยายไปสู่การผลิตเมล็ดพันธุ์ในลำดับถัดไป

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ดังนั้นกรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการการปรับปรุงระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก ซึ่งดำเนินโครงการในศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อเป็นการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับปรุงชั้นพันธุ์คัด-ชั้นพันธุ์หลัก และอาคารโรงคลุม อาทิ เครื่องทำความสะอาดขั้นต้น (Pre cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์แบบใช้ตะแกรงและลม (Air screen cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ตามความถ่วงจำเพาะ (Gravity separator) และชุดเครื่องชั่งบรรจุ เป็นต้น พร้อมระบบจัดเรียงแบบอัตโนมัติจำนวน 31 รายการ เป็นงบประมาณ 1,256 ล้านบาท

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลัก ให้มีเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น และสามารถมีปริมาณเพียงพอในการนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์จำหน่าย ที่กำลังขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ลดภาวะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี และให้สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699927

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 16.38 น.

กรมข้าว ทุ่ม 1.2 พันล้าน ยกเครื่องการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ตั้งเป้าการผลิตให้ได้ 150,000 ตัน/ปี 

วันที่ 22 ธันวาคม 2565 นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมการจัดทำข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 (Kick Off Meeting) โดยมีผู้บริหารกรมการข้าว พร้อมด้วยพลอากาศเอกวีรวิท คงศักดิ์ กรรมการส่งเสริมโครงการข้อตกลงคุณธรรม ดร.ประเสริฐ ตปนียางกูร นายป๋วย จันทรานนท์ศิริ และคณะผู้สังเกตการณ์โครงการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว 

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวหลังการลงนามในสัญญาจัดซื้อและข้อตกลงคุณธรรม โครงการปรับปรุงการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว ปี 2566 กิจกรรมการปรับปรุงการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัด – พันธุ์หลัก ว่า กรมการข้าวได้กำหนดแผนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวของเกษตรกร ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 150,000 ตัน แต่ปัจจุบันสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้เพียงปีละ 95,000 ตัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปัญหาโครงสร้างพื้นฐานของกรมการข้าว ได้แก่ เครื่องจักรอุปกรณ์ศูนย์วิจัยข้าว มีประสิทธิภาพการผลิตต่ำ ชำรุดทรุดโทรมอายุการใช้งานยาวนาน ไม่รองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ขาดนวัตกรรมสำหรับใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ขั้นพันธุ์คัดและพันธุ์หลักที่จะขยายไปสู่การผลิตเมล็ดพันธุ์ในลำดับถัดไป 

ดังนั้นกรมการข้าวจึงได้จัดทำโครงการการปรับปรุงระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์หลัก ซึ่งดำเนินโครงการในศูนย์วิจัยข้าว 16 แห่ง ได้แก่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี ศูนย์วิจัยข้าวอุดรธานี ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ ศูนย์วิจัยข้าวนครราชสีมา ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ศูนย์วิจัยข้าวฉะเชิงเทรา ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรี ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อเป็นการจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ปรับปรุงชั้นพันธุ์คัด-ชั้นพันธุ์หลัก และอาคารโรงคลุม อาทิ เครื่องทำความสะอาดขั้นต้น (Pre cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์แบบใช้ตะแกรงและลม (Air screen cleaner) เครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ตามความถ่วงจำเพาะ (Gravity separator) และชุดเครื่องชั่งบรรจุ เป็นต้น พร้อมระบบจัดเรียงแบบอัตโนมัติจำนวน 31 รายการ เป็นงบประมาณ 1,256 ล้านบาท เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์คัดและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์หลัก ให้มีเมล็ดพันธุ์ที่บริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น และสามารถมีปริมาณเพียงพอในการนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยายและเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์จำหน่าย ที่กำลังขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองต่อความต้องการเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร ลดภาวะขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี และให้สามารถสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนต่อไป

รมช.เกษตรฯร่วมจัด งานพืชสวนก้าวหน้า ย้ำใบรับรองGAPใหม่ มุ่งส่งออกผลไม้ฉลุย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699764

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานพืชสวนก้าวหน้า ครั้งที่ 17 (Hortex 2022) & Fruitpital
Innovation Fair 2020 มหานครผลไม้ที่สำนักวิจัยพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) และศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี อ.ขลุง จ.จันทบุรี โดยมีนายสุพจน์ ภูติเกียรติขจร รอง ผวจ.จันทบุรี นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่ากรมวิชาการเกษตร ได้เปลี่ยนใบรับรองแปลงการเกษตรที่ดี (GAP) เป็นรหัสรับรองรูปแบบใหม่ให้กับพืชทุกชนิดในระบบ GAP (รวมผลไม้ส่งออกไปจีน 13 ชนิด) ครบ 100% ทั่วประเทศแล้ว ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายที่เกือบ 1 เดือนนอกจากนี้ได้ทำแผนปฏิบัติการกำกับและติดตามรับมือผลไม้ฤดูการผลิตปี2566 ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้มีแนวปฏิบัติล่วงหน้า 6 เดือน ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด

“ขอแจ้งข่าวดีให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ส่งออกที่กังวลเรื่องการรับรองแปลงรหัสใหม่ที่อาจไม่ทันฤดูกาลส่งออกผลไม้ ขณะนี้ กรมวิชาการเกษตรสามารถรับรองครบหมด 100% แล้ว จะส่งให้ทางศุลกากรจีน รับทราบผลการดำเนินการทันที และช่วงฤดูผลไม้ออกมากๆ จะระดมเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจพืชตลอด 24 ชั่วโมง ให้สอดคล้องกับปริมาณผลไม้ที่ออกสู่ตลาด โดยขอความร่วมมือเกษตรกรไม่ตัดทุเรียนอ่อน หรือยินยอมให้มีการสวมสิทธิ์แปลง GAP เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา กรมวิชาการเกษตร ได้กำชับเข้มข้นในเรื่องนี้” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า มีเป้าหมายพัฒนาคุณภาพผลไม้ เพิ่มยอดส่งออกให้มากกว่า
1.5 แสนล้านบาท

‘อลงกรณ์’ทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมเศรษฐกิจ-อาหารปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699768

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ บรรยายหัวข้อ “เกษตรอินทรีย์วิถีในเมือง สู่ BCG Model” ในงานสัมมนาออนไลน์ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนวิถีในเมือง จัดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้ผู้ร่วมสัมมนา ตระหนักถึงนโยบายและความสำคัญของเกษตรกรรมยั่งยืน โดยเฉพาะพื้นที่ในเมืองที่สร้างความมั่นคงทางอาหารของคนเมือง รวมถึงสนับสนุนการสร้างพื้นที่เกษตรกรรมในเมืองให้เป็นแหล่งผลิตอาหาร ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน

นายอลงกรณ์ กล่าวถึง 17 เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals :SDGs) เป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดแผนแม่บทเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสู่ความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยเป็นครัวของโลก มีศักยภาพและเป้าหมายในการเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกเกษตรปลอดภัย และอาหารปลอดภัยท็อปเทนของโลก โดยกำหนดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือยุทธศาสตร์ 3’s (Safety-Security-Sustainability) เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน โดยการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการทำเกษตรกรรมยั่งยืน ปรับพื้นที่สีเขียวในเมือง วางหมุดหมายการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนทั้ง 5 สาขา ครอบคลุมทั่วประเทศ เพิ่มพื้นที่สีเขียวและทำการเกษตร พัฒนาแบบคู่ขนานทั้งในเมืองและชนบท

สำหรับในพื้นที่เมือง มีโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองเน้นการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ อาหารปลอดภัย โดยมีคณะทำงานด้านต่างๆ เช่น คณะทำงานพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนพื้นที่มหาวิทยาลัย (Green Campus) คณะทำงานพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนพื้นที่โรงเรียนและวิทยาลัย (Green School and College) พื้นที่วัด (Green Temple) คณะทำงานพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนพื้นที่ชุมชนและท้องถิ่น (Green Community) เน้นการทำงานบนความร่วมมือของทุกภาคส่วนในลักษณะการเป็น partnership ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตรกรและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามแนวทาง BCG Model

ส่วนในชนบทมีโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล (Tumbom Sustainable Agriculture Development Project : TAP) ภายใต้แนวคิด “บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน เพื่อชุมชน” พร้อมกัน 77 จังหวัด โดยคิกออฟที่ จ.เพชรบุรี มีโครงสร้างที่ดำเนินงานผ่านคณะกรรมการฯ คณะอนุกรรมการฯ และคณะทำงานในระดับส่วนกลาง ระดับส่วนภูมิภาค ระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับตำบล 7,255 ตำบล ครอบคลุมทุกจังหวัด เพื่อมุ่งสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มรายได้เกษตรกรและชุมชน ยกระดับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยโดยใช้ 12 คานงัด เป็นเครื่องมือในการสร้างจุดเปลี่ยน และผลักดันภาคการเกษตรของไทยสู่การเป็นประเทศผู้ผลิต ส่งออก เกษตรปลอดภัย และอาหารปลอดภัยของโลกต่อไป

‘มนัญญา’ชมทุเรียนเกาะช้างสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/699765

วันพฤหัสบดี ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมสวนทุเรียนชะนีเกาะช้าง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ของนายพิษณุ สิทธิถาวร เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนใน ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จ.ตราด โดยมีนายกัฬชัย เทพวรชัย รอง ผวจ.ตราด นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม

ทั้งนี้ สำหรับทุเรียนเกาะช้างเป็นทุเรียนพันธุ์ชะนี ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียน GI ภายใต้ชื่อทุเรียนชะนีเกาะช้างมีการนำมาปลูกในพื้นที่ อ.เกาะช้าง ครั้งแรกเมื่อประมาณ 70 ปีที่ผ่านมา ด้วยสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ จึงทำให้ทุเรียนพันธุ์ชะนีเกาะช้างมีความโดดเด่น มีทรงผลค่อนข้างรี ยาว หนามใหญ่และห่างเปลือกผล เปลือกบาง เนื้อละเอียด แห้ง เหนียว สีเหลืองเข้ม รสชาติ หวาน มัน มีกลิ่นหอม เนื่องจากสภาพของพื้นดินที่ปลูกจะมีแร่ธาตุของดินภูเขาไฟ ปลูกกลางทะเล มีน้ำเค็มล้อมรอบ จึงทำให้รสชาติของทุเรียนชะนีเกาะช้างแตกต่างกับทุเรียนที่ปลูกตามพื้นที่อื่นๆ

“กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินการขับเคลื่อนส่งเสริมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรให้ความสำคัญ และใส่ใจในการสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพออกจำหน่ายสู่ผู้บริโภค อย่างไรก็ดี อ.เกาะช้าง จ.ตราด นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามแล้ว ยังมีทุเรียนชะนีเกาะช้างที่ขึ้นชื่อ โดยเฉพาะทุเรียนอินทรีย์ สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคได้บริโภคผลไม้ปลอดภัยและในอนาคตเชื่อว่าผลไม้อินทรีย์จะเป็นสินค้าติดอันดับ สร้างมูลค่าให้กับเกษตรกร ซึ่งสวนแห่งนี้มีการปลูกทุเรียนอินทรีย์ในพื้นที่ 3 ไร่ ปริมาณผลผลิตทุเรียน 3 ตันต่อปี โดยมีการแปรรูปเป็นทุเรียนแช่แข็งและไอศกรีมถือเป็นต้นแบบที่ดีให้กับพื้นที่อื่นๆต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว