กรมข้าวแจงเคล็ดลับปลูกข้าวหอมมะลิ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696742

กรมข้าวแจงเคล็ดลับปลูกข้าวหอมมะลิ

กรมข้าวแจงเคล็ดลับปลูกข้าวหอมมะลิ

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ข้าวหอม : นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เร่งรัดกองวิจัยฯ และกองเมล็ดพันธุ์ข้าว แก้ปัญหาและหาสาเหตุข้าวหอมมะลิ พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 หอมน้อยลงยืนยันเมล็ดพันธุ์จากกรมการข้าวไม่แปรปรวน แต่พบปัจจัยในการปลูกและเก็บเกี่ยวที่ทำให้ข้าวหอมน้อยลง

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวหอมมะลิไทยที่มีชื่อเสียงในการส่งออกมากที่สุดคือพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 แต่ยังมีคำถามอยู่เสมอ ว่าทำไมข้าวหอมในปัจจุบันมีความหอมน้อยลง หรือว่าเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้ปลูกมีคุณภาพดีเหมือนเดิมหรือไม่ จึงขอชี้แจงว่า รับทราบปัญหานี้และได้เร่งรัดกองวิจัยและพัฒนาข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าว ร่วมกันแก้ปัญหา และหาสาเหตุข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นถึง คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่ปลูกในปัจจุบัน โดยมีงานวิจัยเรื่องความหอมข้าวขาวดอกมะลิ 105 ยืนยันแล้วว่าพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เมล็ดพันธุ์แท้จากกรมการข้าว ไม่พบว่ามีความแปรปรวนของลักษณะสรีระและทางพันธุกรรม รวมทั้งลักษณะทางการเกษตรแต่อย่างใด

นอกจากนี้ งานวิจัยที่ได้ศึกษายังพบว่าคุณภาพเมล็ดทั้งทางด้านกายภาพ เคมี และความหอมของพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 และ กข15 ที่ปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความแปรปรวน โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการในแปลงนาและการจัดการหลังจากเก็บเกี่ยว ซึ่งปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงแตกต่างจากอดีตหลายด้าน โดยเฉพาะการนำเครื่องเกี่ยวนวดมาใช้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น ทำให้ข้าวที่เกี่ยวได้มีความชื้นสูงกว่าการเกี่ยวด้วยมือและตากให้แห้งก่อนนำเข้าโรงสี ขณะที่ข้าวที่ได้จากเครื่องเกี่ยวนวดจะต้องนำไปลดความชื้นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงจะทำให้คุณภาพที่ดีได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวอีกว่า ในปี 2566 ได้มอบหมายให้กองเมล็ดพันธุ์ข้าว จัดทำโครงการส่งเสริมการเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวปี 2566 เนื่องจากปัญหาสำคัญที่เป็นปัญหาเร่งด่วน คือผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพข้าวไทย ชาวนาขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีชาวนามักจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บไว้ใช้เองต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้ผลผลิตทั้งปริมาณและคุณภาพต่ำจากสาเหตุมีข้าวแดงและพันธุ์อื่นปน จึงเห็นควรส่งเสริมให้เกษตรกรเปลี่ยนไปใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีที่ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว

รองปลัดเกษตรฯรับนโยบาย เลือกตั้ง‘สภาเกษตรจังหวัด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696740

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุรเดช สมิเปรม รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ช่วยปลัด

กระทรวงเกษตรฯ ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม พร้อมกับรับฟังนโยบายการเลือกตั้งสมาชิกสภา เกษตรกรจังหวัด และการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ “ร่วมสืบสาน…อุดมการณ์ที่ผ่านมา…ด้วยศรัทธา…สู่การเลือกตั้ง” โดยเปิดโครงการดังกล่าว ที่โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ สภาของเกษตรกร โดยนายกฯ เป็นประธานในพิธี

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ จัดโครงการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติขึ้นเพื่อเป็นการขับเคลื่อนภารกิจด้านการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด และการเลือกสมาชิกสภาเกษตรกร
แห่งชาติ รับมอบนโยบายการเลือกตั้งสมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัด ประเภทผู้แทนเกษตรกรจากนายกฯ ในการนี้นายกฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการ ร่วมถ่ายภาพและพบปะกับตัวแทนเกษตรกรภายในงานด้วย

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696785

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ  ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน  ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’ขับเคลื่อนก.เกษตรฯ ชูธงนโยบายหลัก15ด้าน ตอกย้ำ‘ตลาดนำการผลิต’ สร้างความเข้มแข็งเกษตรกร

“เฉลิมชัย” รมว.เกษตรฯ มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงานปี 2566 ย้ำ 15 นโยบายหลัก เน้นทำงานเชิงรุก สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ไม่ขอวิจารณ์นโยบายการหาเสียง‘เพื่อไทย’ด้านเกษตร ฯ วอนสังคมใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน พร้อมแบ่งงานให้รมช.คนใหม่ มอบปลัดดูแล ยืนยันมอบเพียงให้กำกับแทน ย้ำไม่เคยมีปัญหา นักการเมืองทุกคนในกระทรวงเกษตร มีความสุข

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2566 ว่าได้มีการ เน้นย้ำนโยบายหลัก 15 ด้านได้แก่1) นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” 2) การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 3) การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการและ Start Up 4) การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) 5) การพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม(AIC) 6) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร 7) การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 8) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 9) การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.) 10) การประกันภัยพืชผล 11) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 12) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา 14)การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ข้อมูลพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 15) การประกันรายได้

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักยุทธศาสตร์ ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบาย โดยให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในเรื่องขอยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ซึ่งในยุคต่อไป 4.0 คงจะไม่พอจึงต้องนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัย เพื่อนำมาลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และบูรณาการการทำงานทั้งภายในกระทรวง หน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่สำคัญตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร โดยจะต้องสร้างเครื่องมือและสร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรด้านการเกษตรและบุคลากรด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ยังเน้นย้ำในเรื่องการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิต ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนว่าจะให้เกษตรกรเดินหน้าอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขระดับโลก ซึ่งจะต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะส่งออกสินค้าเกษตรได้ อีกทั้งขอให้ทุกหน่วยงานมีการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆอาทิการนำนโยบายรัฐบาล BCG Model ไปสู่การปฏิบัติด้านเกษตรปลอดภัย จะทำอย่างไรให้เกษตรกรปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการผลิต และเป็นนโยบายแรกที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเข้มข้นการผลักดันค่าตอบแทนให้อาสาสมัครเกษตร การบริหารจัดการน้ำที่ดี การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด การแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ เกษตรกร

การคาดการณ์ตลาดโลก ตลาดผู้บริโภคในอนาคต การตั้งเป้าหมาย “เป็นครัวของโลก” ต้องมีแหล่งผลิตอาหารที่เพียงพอสำหรับคนและสัตว์ ส่งเสริมการปลูกสำหรับอาหารในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าโดยตนอยากเห็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปลี่ยนเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ให้ภาคการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศด้วย และได้ฝากให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อนำนโยบายดังกล่าวไปเป็นแนวทางไปปฏิบัติ โดยขอให้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชัย กล่าวถึงกรณีหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดแคมเปญรณรงค์เลือกตั้ง16 นโยบาย พลิกฟื้นประเทศในปี2570ว่าเรื่องดังกล่าว ประชาชนต้องใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มาหน่อยแค่ไหน ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนของพรรคก็มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรโดยรวมและทำงานมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าทางพรรค ไม่มีนโยบายเอาข้าวกล่องให้ประชาน แต่จะเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร เป็นหลัก ส่วนเรื่องการนำระบบAI ทางพรรคเองก็ทำมาแล้วกว่า 3 ปี ที่ใช้นวรรตกรรมทางการเกษตรเข้ามาใช้และไม่ใช่เรื่องแปลก

“ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องนี้ เราทำมากว่า 3 ปีแล้วและทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องม๊อบที่ว่าไม่พอใจเรื่องราคาข้าว ที่ผมเห็นทั่วไป ตอนนี้เห็นว่าชาวนามีความสุขในเรื่องราคาข้าวที่ได้รับเงินที่ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ1000 บาท ตอนนี้ชาวนาก็รับไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ผมได้มีการแกนนำตัวแทนชาวนาทุกกลุ่ม หากมีปัญหา ก็พร้อมรับฟัง” รมว.เกษตรฯ กล่าว

นอกจากนั้น นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงเรื่องการแบ่งงานให้รมช. เกษตรและสหกรณ์ คนใหม่ว่า ได้มอบหมายให้ ปลัดกระทรวงคนใหม่ไปดูในส่วนของรายละเอียด ทั้งหมดและจะมอบหมายตามความเหมาะสมต่อไป โดยการมอบงานเป็นการมอบงานไปปฎิบัติราชการแทนเท่านั้น ส่วนการบริหารราชการเป็นเรื่องของรัฐมนตรีโดยตรง ทุกกระทรวง ก็บริหารในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ความรับผิดชอบเป็นเรื่องการอำนาจจึงรัฐมนตรีตามกฎหมาย ซึ่งเวลามีปัญหา กระทรวงโดนฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็โดนฟ้องเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนการมอบหมาย คือ การมอบให้ไปทำหน้าที่แทนของกรมนั้นๆเท่านั้น อย่าไปให้มุมมองเป็นเรื่องการเมือง นักการเมืองมาทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯทุกคนมีความสุข ไปเช็คดูได้เลยเป็นกระทรวงเดียว ที่มีความสุขมากที่สุดกระทรวงเดียวในรัฐบาลนี้

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696738

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

สกู๊ปพิเศษ : ‘อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ’ชี้ถึงเวลายกเครื่องเกษตรไทย สู่การทำเกษตรแม่นยำเต็มรูปแบบ-แนะรัฐอัดงบช่วยลดต้นทุน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์” ลั่นเกษตรไทยถึงเวลายกเครื่องชี้โลกร้อน ปัญหาขาดแคลนปุ๋ย เทรนด์สุขภาพบีบให้ต้องปรับตัว รัฐต้องอัดงบช่วยเปลี่ยนเทคโนโลยีลดต้นทุน รื้อมาตรการประกันราคา เลิกให้แบบหว่าน “ณัฐพงศ์” จี้รัฐหนุนเอสเอ็มอีลุยตลาดโลกแข่งรายใหญ่  

จากงานสัมมนาทางวิชาการ ในหัวข้อ“พลิกแผนปฏิรูปเกษตรไทยยุค 5 G” ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ที่จัดขึ้น (วันนี้) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี  ได้ขึ้นกล่าวปาฐกถา ในหัวข้อเรื่อง “ได้เวลายกเครื่องเกษตรไทย” โดยมีใจความสำคัญและให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การเกษตรไทยในปัจจุบันต้องได้รับการ“ยกเครื่อง”อย่างเร่งด่วนที่สุดเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

“เรามักจะภาคภูมิใจว่าภาคเกษตรไทยมีความได้เปรียบจากความอุดมสมบูรณ์ที่มีมาแต่ช้านาน ในน้ํามีปลา ในนามีข้าวเราจึงทําการเกษตรตามธรรมชาติ มีเหลือจากบริโภคภายในประเทศก็ส่งออก ไม่เคยต้องถูกกดดัน ให้เปลี่ยนแปลง แต่ปัจจุบัน เรามีครัวเรือนที่อยู่ในภาคเกษตรถึงร้อยละ 40 แต่ทํารายได้ไม่ถึงร้อยละ 10 ของ ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ จึงทําให้เกิดความเหลื่อมล้ําสูง เกษตรกรกลายเป็นกลุ่ม
ผู้ยากจนที่รัฐต้องใช้งบประมาณจํานวนมากในการให้ความช่วยเหลือ ที่สําคัญผลิตภาพของผลผลิตทางการเกษตรของเราต่ําแม้ในพืชผลที่เราส่งออกเป็นอันดับต้นๆ ของโลก”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากนี้ไป จะมีหลายปัจจัยกดดันจากภายนอกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบ ต่อความอุดมสมบูรณ์ ปัญหาภัยพิบัติ ผนวกกับการกีดกันทางการค้าในลักษณะเดียวกับที่การประมงของไทยเผชิญมาแล้ว ภาวะสงครามยูเครน-รัสเซียที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนปุ๋ยซึ่งไทยต้องพึ่งพาการนําเข้าปุ๋ย เกือบทั้งหมด จําเป็นต้องมีมาตรการเตรียมการรับมือโดยด่วน

“แนวโน้มโลกให้ความสําคัญกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น เน้นสินค้าออร์แกนิค การผลิตที่มุ่งความเป็นธรรมชาติไม่ใช้สารเคมี ส่งผลต่อความต้องการสินค้าเกษตรโดยตรง ขณะเดียวกันไทยมีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะ เวียดนาม ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในหลายๆ สินค้า เช่น ข้าว ทุเรียน”

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า หัวใจของการยกเครื่อง คือ การนําเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนการจัดการเรื่องดิน น้ํา อากาศ ปรับตัวเข้าสู่การทําเกษตรแม่นยําเต็มรูปแบบ แต่การจะดําเนินการดังกล่าวได้ต้องเริ่มต้นด้วยการมี โครงการเพิ่มพูนทักษะ (Upskill) ให้เกษตรกรไทยเรียนรู้การใช้เครื่องมือสมัยใหม่เหล่านี้พร้อมไปกับการได้รับ โอกาสจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและการทําการตลาด โดยรัฐให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และเงินทุนที่จะต้องใช้ในการปรับเปลี่ยน

นายอภิสิทธิ์ยังได้กล่าวต่อไปว่า รัฐควรใช้โอกาสในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ ปรับปรุงนโยบายของรัฐต่อภาคการเกษตร โดยนําเครื่องมือที่ใช้ในการสนับสนุนเกษตรกรในปัจจุบัน เช่น โครงการประกันรายได้ในการกําหนดเงื่อนไขและ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับตัวและใช้โอกาสนี้ดําเนินนโยบายเกี่ยวกับการเพิ่มอํานาจการต่อรองของเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรเพื่อมิให้การเปลี่ยนแปลงเอื้อประโยชน์เฉพาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งสร้างแพลตฟอร์มต่างๆ ให้เกษตรกรเข้าถึงตลาดโลกโดยตรงได้ง่ายขึ้น

“การเร่งปรับปรุงพัฒนาเกษตรกรไทยเป็นเรื่องเร่งด่วน ไทยหมดเวลาแล้ว ถ้าเรายังย่ําอยู่กับที่ จะแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้แล้ว แต่หากการยกเครื่องประสบความสําเร็จ จะเป็นการยกระดับทั้งภาคการเกษตร ความเป็นอยู่ของเกษตรกร แก้ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ํา ตลอดจนเสริมสถานะของประเทศไทยในภาวะที่โลกกําลังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงด้านอาหาร” นายอภิสิทธิ์กล่าวในที่สุด

ด้านนายณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาลที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา บรรยายหัวข้อ “เกษตรกรไทยกับเทรนด์ความยั่งยืน” ว่า สินค้าเกษตรไทยยังมีอนาคตมากในเวทีโลก โดยเฉพาะเกษตรแปรรูปด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์ที่ใช้ด้านสุขภาพ แต่ปัญหาคือ ต้องมีการจัดสมดุลระหว่างผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ รายเล็ก ให้มีความสามารถด้านการแปรรูปและส่งออกใกล้เคียงกัน เพราะผู้ประกอบการขนาดเล็กจะสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าได้มากกว่า และกระจายซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรได้กว้างขวางกว่า ในราคาที่เป็นธรรมกว่า โดยการลงทุนด้านเครื่องจักรในการแปรรูป เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์ด้านอาหารที่พัฒนาขึ้นอย่างมากและต้นทุนลดลง หากรัฐบาลมองความสัมพันธ์เหล่านี้ออก และมีนโยบายส่งเสริมที่ถูกจุด บูรณาการร่วมกับภาคการศึกษาวิจัย เอกชนขนาดกลางและขนาดเล็ก

“อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจะเป็นอนาคตของประเทศ และส่งผลดีต่อประชาชนในประเทศมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งหมดในอนาคต” นายณัฐพงศ์กล่าว

‘จุรินทร์’จ่ายประกันรายได้ ช่วยยกระดับราคาผลผลิตชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696741

วันพฤหัสบดี ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ แถลงข่าวการจ่ายเงินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว และสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 4 โดยมีนายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว สมาคมชาวนา และเกษตรกรสมาคมชาวนาข้าวไทย รวมทั้งสมาคมส่งเสริมเกษตรกรชาวนาอีสาน เข้าร่วม ที่สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นายจุรินทร์กล่าวว่า นโยบายประกันรายได้เกษตรกรในพืช 5 ชนิด คือ ข้าว มัน ยาง ปาล์ม และข้าวโพด เดินหน้ามาถึงปีที่ 4 ซึ่งจะ Kickoff การจ่ายเงินส่วนต่างให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว รวมทั้งเริ่มต้นโครงการคู่ขนาน หรือมาตรการคู่ขนานที่จะช่วยยกระดับราคาข้าวในตลาดและเริ่มจ่ายเงินไร่ละ 1,000 ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หลังจากกระทรวงพาณิชย์ นำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใช้เวลาพิจารณาร่วม 2 เดือน โดยผ่านกระบวนการพิจารณาตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว จึงแจ้งให้ชาวนาทั่วประเทศรับทราบ ว่าได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด 3 ปี ก่อนเข้าสู่ปีสุดท้ายของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งถือว่ามีความสำคัญเป็นปีพิเศษสุดท้ายของโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว

รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเกษตรผู้ปลูกข้าวที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 ตุลาคม 2565 และภาคใต้ที่ขึ้นทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน-28 กุมภาพันธ์ 2566งบประมาณทั้ง 3 โครงการทั้งเงินส่วนต่าง จากโครงการประกันรายได้ ไร่ละ 1,000 และมาตรการคู่ขนานรวมทั้งสิ้น 81,265 ล้านบาท จะจ่ายเงินส่วนต่างจากโครงการประกันรายได้ งวด 1-6 ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 75% ของทั้งหมด การช่วยค่าเพาะปลูกและค่าบริหารจัดการ จะโอนให้กับเกษตรกรทั้งหมด 4.68 ล้านครัวเรือน ใช้งบประมาณ 55,083 ล้านบาท โอนเงินรวม 5 งวด ทั้งหมด 4,295,294 ครัวเรือน และการจ่ายเงินส่วนต่างข้าว 5 ชนิด รวม 4 ปี เงินส่วนต่างที่บางครอบครัวได้รับสูงสุด ข้าวหอมมะลิ 58,988 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมมะลินอกพื้นที่ 60,086 บาท/ครัวเรือน ข้าวหอมปทุมธานี 41,527 บาท/ครัวเรือน ข้าวเปลือกเจ้า เงินส่วนต่าง 76,601 บาท/ครัวเรือน และข้าวเปลือกเหนียว เงินชดเชย 71,465 บาท/ครัวเรือน

“ส่วนการประกันรายได้มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพด และยางพารา อยู่ในขั้นตอนการรอนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ ได้ทำต้นเรื่องเสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ รอกระบวนการ สำหรับปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด โดยการประกันรายได้และเงินส่วนต่างยังไม่จำเป็น เนื่องจากข้าวโพดในตลาด ราคา 11-12 บาท/กิโลกรัม ปาล์มน้ำมัน ประกันที่ 4 บาท/กิโลกรัม แต่ราคาในตลาด 5-6 บาท เกือบ 7 บาท/กิโลกรัม มันสำปะหลัง ประกันที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ขณะนี้กิโลกรัมละ 3 บาทกว่า ยังรอได้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินส่วนต่างชดเชยส่วนยางพารา ก็รอกระบวนการพิจารณาของ ครม.” นายจุรินทร์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696678

'เฉลิมชัย'มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66

‘เฉลิมชัย’มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66

วันพุธ ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 14.42 น.

“เฉลิมชัย”มอบนโยบายผู้บริหารกระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการดำเนินงาน ปี 66 ย้ำนโยบายหลัก 15 เน้นทำงานเชิงรุก สร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร ส่วนนโยบายการหาเสียงเพื่อไทยด้านเกษตรฯไม่ขอวิจารณ์ วอนสังคมใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ขณะที่การแบ่งงานให้ รมช.มอบปลัดดูแล ยืนยันมอบเพียงให้กำกับแทน ย้ำไม่เคยมีปัญหา ย้ำนักการเมืองทุกคนในกระทรวงเกษตรมีความสุข

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในปี 2566 ว่า ได้มีการเน้นย้ำนโยบายหลัก 15 ด้าน ได้แก่ 1) นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” 2) การสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรและเศรษฐกิจฐานราก 3) การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start Up 4) การส่งเสริมเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) 5) การพัฒนาศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC)

6) การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร 7) การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ 8) การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม 9) การส่งเสริมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 10) การประกันภัยพืชผล 11) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 12) การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน 13) การวิจัยและพัฒนา 14) การพัฒนาฐานข้อมูล Big Data ข้อมูลพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง 15) การประกันรายได้

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ทุกหน่วยงานยึดหลักยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ยุทธศาสตร์ 15 นโยบาย โดยให้ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งในเรื่องขอยุทธศาสตร์เกษตร 4.0 ซึ่งในยุคต่อไป 4.0 คงจะไม่พอจึงต้องนำเอาเทคโนโลยี นวัตกรรม การวิจัย เพื่อนำมาลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร และบูรณาการการทำงานทั้งภายในกระทรวง หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน ที่สำคัญตั้งใจที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร โดยจะต้องสร้างเครื่องมือและสร้างโอกาสให้พี่น้องเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรด้านการเกษตรและบุคลากรด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันยังเน้นย้ำในเรื่องการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก คาร์บอนเครดิต ซึ่งทุกหน่วยงานต้องร่วมกันวางแผนว่าจะให้เกษตรกรเดินหน้าอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงและเงื่อนไขระดับโลก ซึ่งจะต้องปรับตัวตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะส่งออกสินค้าเกษตรได้ อีกทั้งขอให้ทุกหน่วยงานมีการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆอาทิการนำนโยบายรัฐบาล BCG Model ไปสู่การปฏิบัติด้านเกษตรปลอดภัย จะทำอย่างไรให้เกษตรกรปลอดภัย ผู้บริโภคปลอดภัย ซึ่งถือเป็นหัวใจของการผลิต และเป็นนโยบายแรกที่มุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเข้มข้นการผลักดันค่าตอบแทนให้อาสาสมัครเกษตร การบริหารจัดการน้ำที่ดี การใช้น้ำอย่างมีคุณค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด การแนะนำพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เกษตรกร
 การคาดการณ์ตลาดโลก ตลาดผู้บริโภคในอนาคต การตั้งเป้าหมาย “เป็นครัวของโลก” ต้องมีแหล่งผลิตอาหารที่เพียงพอสำหรับคนและสัตว์ ส่งเสริมการปลูกสำหรับอาหารในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าโดยตนอยากเห็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปลี่ยนเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ให้ภาคการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศด้วย และได้ฝากให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานปรับตัวตามสถานการณ์เพื่อนำนโยบายดังกล่าวไปเป็นแนวทางไปปฏิบัติ โดยขอให้ดำเนินการทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้

ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชัย กล่าวถึงกรณีหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เปิดแคมเปญรณรงค์เลือกตั้ง 16 นโยบาย พลิกฟื้นประเทศในปี 2570 ว่าเรื่องดังกล่าวประชาชนต้องใช้วิจารณญาณกันเองว่ามีความเป็นไปได้มากน่อยแค่ไหน ในฐานะเลขาธิการพรรตประขาธิบัตย์ ในส่วนของพรรค ก็มีนโยาบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรโดยรวม และทำงานมาอย่างต่อเนื่องตลอด 3 – 4 ปีที่ผ่านมา ยืนยันว่า ทางพรรคไม่มีนโยบายเอาข้าวกล่องให้ประชาน แต่จะเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรเป็นหลัก ส่วนเรื่องการนำระบบ AI ทางพรรคเองก็ทำมาแล้วกว่า 3 ปี ที่ใช้นวรรตกรรมทางการเกษตรเข้ามาใช้ และไม่ใช่เรื่องแปลก

“ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรื่องนี้เราทำมากว่า 3 ปีแล้ว และทำมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องม็อบที่ไม่พอใจเรื่องราคาข้าว ที่ผมเห็นทั่วไปตอนนี้ เห็นว่าขาวนามีความสุขในเรื่องราคาข้าวที่ได้รับเงินที่ช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1,000 บาท ตอนนี้ชาวนาก็รับไปเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ผมได้มีการแกนนำตัวแทนชาวนาทุกกลุ่ม หากมีปัญหาก็พร้อมรับฟัง” นายเฉลิม ชัยกล่าว

นอกจากนั้น นายเฉลิมชัย ยังกล่าวถึงเรื่องการแบ่งงานให้กับ รมช.คนใหม่ ด้วยว่า ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงคนใหม่ไปดูในส่วนของรายละเอียดทั้งหมด และจะมอบหมายตามความเหมาะสมต่อไป โดยการมอบงานเป็นการมอบงานไปปฎิบัติราชการแทนเท่านั้น ส่วนการบริหารราชการเป็นเรื่องของรัฐมนตรีโดยตรง ทุกกระทรวงก็บริหารในลักษณะเดียวกันทั้งหมด ความรับผิดชอบเป็นเรื่องการอำนาจรัฐมนตรีตามกฎหมาย ซึ่งเวลามีปัญหา กระทรวงโดนฟ้อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงก็โดนฟ้องเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนการมอบหมายคือการมอบให้ไปทำหน้าที่แทนของกรมนั่นๆ เท่านั้นเอง อย่าไปให้มุมมองเป็นเรื่องการเมือง นักการเมืองมาทำงานในส่วนกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนมีความสุข ไปเช็คดูได้เลย เป็นกระทรวงเดียวที่มีความสุขมากที่สุด กระทรวงเดียวในรัฐบาลนี้

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมการข้าวได้ดำเนินงานสอดรับกับนโยบายของท่าน ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการผลิตข้าวให้มีคุณภาพ ได้รับมาตรฐานสากล และที่สำคัญคือกระบวนการผลิตข้าว ที่ไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ทำให้ได้ข้าวที่ดีมีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ดีต่อสุขภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้การตลาดนำการเพาะปลูก ภาคีโรงสีเข้ามารับซื้อข้าวในราคาที่เหมาะสม ตามนโยบาย BCG Model ที่ทำให้เกษตรกรลดต้นทุนในการเพาะปลูก มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังได้ดำเนินงานในเรื่องของการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพจากกรมการข้าวทั่วประเทศ โดยเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร สามารถนำเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ เพื่อให้ชาวนาได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีสำหรับการเพาะปลูกและขยายพันธุ์ และยกระดับปริมาณและคุณภาพผลผลิตข้าวให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลดได้ต่อไปในอนาคต

‘อลงกรณ์’ดึงอ.ต.ก.ผนึกกทม. เปิดตลาดเกษตร50เขต-ตลาดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696342

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่ กทม. กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมฯ ครั้งที่ 5/2565 ว่าที่ประชุมได้รับทราบความคืบหน้าโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้ดำเนินการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1.ความคืบหน้าโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้นและการเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ กทม.ซึ่งปัจจุบันได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ภาคประชาชน ปลูกต้นไม้ในพื้นที่ กทม. แล้ว 177,246 ต้น โดยมีเป้าหมายปลูกให้ครบ 1 ล้านต้น ภายใน 4 ปี ในพื้นที่ทั้ง 50 เขต รวมทั้งพื้นที่ต่างๆ ในเขตสวนสาธารณะของ กทม.

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรจังหวัด พื้นที่ กทม.คณะกรรมการกรรมการโครงการธนาคารสีเขียว (Green Bank) รวมทั้งมอบหมายให้คณะทำงานอื่นๆ เช่น คณะทำงานโรงเรียน-วิทยาลัยสีเขียว (Green School-Green College) คณะทำงานมหาวิทยาลัยสีเขียว (Green Campus) เป็นต้น ร่วมสนับสนุนโครงการปลูกต้นไม้ในกรุงเทพมหานครและอาจเพิ่มโครงการเป็น 2 ล้านต้น ตามข้อเสนอของผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

2. การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการปลูกผักสวนครัวเกษตรพอเพียงในสวนสาธารณะนำร่อง 5 แห่ง 3.ความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต (Farmer Market)ในพื้นที่ กทม.ซึ่งมีการขยายตลาดในรูปแบบตลาดเกษตรกรให้ครอบคลุม 50 เขต โดยอยู่ระหว่างการเสนอผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งมอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต 50 เขต ให้พิจารณาสถานที่ที่เหมาะสม และโครงการปลูกพืชผักเกษตรปลอดสารพิษ 200 แปลง อีกทั้ง กิจกรรม Bangkok Green Market ตลาดสุขใจ “Green Clean Craft” มียอดจำหน่ายในช่วงเดือนตุลาคม – 20 พฤศจิกายน 2565รวม 250,961 บาท ร้านค้าผู้ประกอบการ 185 ร้าน และผู้ใช้บริการฝึกอาชีพ 1,560 คน

4.ผู้แทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาการทางพิเศษแห่งประเทศไทย มีการจัดแสดงสินค้าผลผลิตเกษตร และมอบกระเช้าของขวัญแก่ผู้บริหารและผู้ร่วมงาน ซึ่งเป็นผลผลิตจากการดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ในพื้นที่ กทม.และ 5.ผู้ช่วยผู้ว่าการเคหะแห่งชาติแจ้งว่าการเคหะฯพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งตลาดเกษตรกรในโครงการการเคหะดินแดงซึ่งมีผู้อยู่อาศัย 6,000 ยูนิต รวมทั้งโครงการอื่นๆ

“ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ จะประสานกับ อ.ต.ก.และคณะอนุกรรมการธุรกิจเกษตรของกระทรวงเกษตรฯให้มาสนับสนุนโครงการตลาดเกษตรกรหรือฟาร์มเมอร์ มาร์เก็ต 50 เขตใน กทม.รวมทั้งการร่วมพัฒนาโครงการตลาดน้ำของ อ.ต.ก.ในคลองบางซื่อ เป็นตลาดเกษตรกรประเภทตลาดน้ำ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของ กทม.” นายอลงกรณ์ กล่าว

พัฒนา5อ่างฯบรรเทาท่วม-แล้งพะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696338

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า สำนักบริหารโครงการ ได้ศึกษาและจัดทำแผนหลักการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ อ.เชียงม่วน และ อ.ปง จ.พะเยา ในพื้นที่ลุ่มน้ำยมตอนบน ที่มักจะประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและลาดชัน ปริมาณน้ำจะไหลลงสู่ตอนล่างอย่างรวดเร็ว รวมทั้งมีแหล่งเก็บกักน้ำน้อยมาก ซึ่งจากผลการศึกษาจัดทำแผน ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตามขอบเขตของการศึกษาฯ สามารถวิเคราะห์ปัญหาและรวบรวมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำได้ทั้งหมด 416 โครงการ และได้คัดเลือกโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนา 5 โครงการ จากแผนหลักมาศึกษาศึกษาความเหมาะสม และศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาต่อไป ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยขาม บ้านท่าฟ้าเหนือ ต.สระ อ.เชียงม่วน ความจุเก็บกัก 4.29 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พื้นที่รับประโยชน์ 2,757 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติโซน C 297 ไร่

อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ปั๋ง หมู่ 6 บ้านบ่อเบี้ย ต.บ้านมาง อ.เชียงม่วน ความจุเก็บกัก 2.93 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 4,436 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 233 ไร่ อ่างเก็บน้ำน้ำม่าว หมู่ 6 บ้านหนุน เทศบาล ต.แม่ยมอ.ปง ความจุเก็บกัก 1.27 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่รับประโยชน์ 4,811 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ 88 ไร่ อ่างเก็บน้ำรวบ หมู่ 9 บ้านแม่ทาย ต.ออย อ.ปง ความจุเก็บกัก 2.08 ล้าน ลบ.ม.พื้นที่รับประโยชน์ 1,513 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเวียงลอ 84 ไร่ และอ่างเก็บน้ำห้วงดงดำ (ห้วยแพะ) หมู่ 8ห้วยคอกหมู ต.นาปรัง อ.ปง ความจุเก็บกัก 3.42 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 1,517 ไร่ ไม่ต้องจัดรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม

รองปลัดเกษตรฯร่วมถก คกก.คุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696340

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจากนายประยูรอินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2565 โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน ที่ห้องประชุมชัยนารถนเรนทร อาคาร 1 ชั้น 2 สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ สำหรับการประชุมดังกล่าว เพื่อรับทราบความก้าวหน้าผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ด้านติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการดำเนินงานควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ด้านบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบ ด้านกฎหมาย และด้านการเร่งรัดติดตามการดำเนินคดีซึ่งกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 โดยร่วมพิจารณาในประเด็น ดังนี้ การเข้าเป็นภาคีต่อพิธีสารว่าด้วยการขจัดการค้าผลิตภัณฑ์ยาสูบผิดกฎหมายภายใต้กรอบอนุสัญญาขององค์การอนามัยโลกว่าด้วยการควบคุมยาสูบ การขอข้อมูลประกอบการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อระบบสุขภาพและติดตาม การบังคับใช้กฎหมายด้านสาธารณสุข และมาตรการกระตุ้นการคัดกรองผู้เสพติดผลิตภัณฑ์ยาสูบเชิงรุก

กรมชลฯขจัดผักตบ วัชพืชขวางทางน้ำ เพิ่มศักยภาพระบาย รองรับน้ำใช้ฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/696336

วันอังคาร ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้กำจัดผักตบชวาและวัชพืช รวมทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อลดปัญหาการขยายตัวของวัชพืชที่สร้างความเสียหายในพื้นที่ทางน้ำชลประทาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ การส่งน้ำเพื่ออุปโภค-บริโภคและการเกษตรช่วงฤดูแล้ง ได้แก่ จ.สุพรรณบุรี กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณคลอง 3R สองพี่น้อง ต.ดอนมะเกลือ อ.อู่ทอง และบริเวณคลองพรหม ต.วังลึก อ.สามชุก เพื่อเปิดทางน้ำให้สามารถไหลได้สะดวกมากยิ่งขึ้น จ.นครนายก กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณคลองซอย 2 ขวา คลองเหมือง ต.ศรีจุฬา อ.เมือง บริเวณคลอง 1 ซ้าย แยกรวมนครนายก ต.ดอนยอ อ.เมือง และบริเวณคลองส่งน้ำฝั่งซ้าย สาย 1 ต.วังกระโจม อ.เมืองนครนายก จ.ลพบุรี ดำเนินการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณแม่น้ำบางขาม ต.มหาสอน อ.บ้านหมี่ เพื่อเปิดทางให้น้ำระบายได้สะดวก รวมทั้งลดการแพร่ขยายพันธุ์ของวัชพืช

นอกจากนี้ ได้กำจัดผักตบชวาและวัชพืช ในพื้นที่ จ.กำแพงเพชรขุดลอกคลองตะกอนฝายท่อทองแดง ต.หนองปลิง อ.เมือง เพื่อเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำใน จ.เพชรบุรี กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณคลองบางจาก ต.บางจาก อ.เมืองเพชรบุรี เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนภาคใต้ และ จ.สงขลา ดำเนินการขุดลอกและกำจัดวัชพืช บริเวณลำรางสาธารณะประโยชน์ หมู่ 4-6 และคลองท่าเมรุ ต.บางกล่ำ อ.บางกล่ำเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ รองรับน้ำหลากในช่วงฤดูฝนภาคใต้