กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

กาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้แน่นอน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.32 น.

ชาวกาฬสินธุ์อุ่นใจได้! ผอ.เขื่อนลำปาว ยันน้ำมีพอ 69% มั่นใจรับมือหน้าแล้งได้ทุกกิจกรรมแน่นอน

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสำรวย อินพิทักษ์ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาว เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดของเขื่อนลำปาวว่า ปัจจุบันมีน้ำกักเก็บอยู่ที่ 1,368 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 69% ของความจุอ่างทั้งหมด (1,980 ล้าน ลบ.ม.) ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

จากการวางแผนจัดเก็บน้ำอย่างมีระบบในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันเขื่อนลำปาวสามารถส่งน้ำผ่านคลองส่งน้ำฝั่งซ้ายและฝั่งขวาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เฉลี่ยวันละ 4.48 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรฤดูแล้งปี 2568/2569 รวมกว่า 296,055 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังกว่า 2.9 แสนไร่ รวมถึงบ่อปลาและบ่อกุ้งก้ามกรามที่เป็นอาชีพหลักของชาวกาฬสินธุ์

นอกจากภารกิจในพื้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์แล้ว เขื่อนลำปาวได้ระบายน้ำผ่านอาคารผันน้ำ (Spillway) และอาคารระบายน้ำเฉลี่ยวันละ 4.74 ล้าน ลบ.ม. ลงสู่ลำน้ำปาวและแม่น้ำชี เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ท้ายน้ำใน 3 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด, ยโสธร และอุบลราชธานี โดยรวมปริมาณน้ำที่ส่งออกจากอ่างทั้งหมดทั้งเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค อยู่ที่วันละ 10.55 ล้าน ลบ.ม.

ผู้อำนวยการเขื่อนลำปาว ยืนยันว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่จะเพียงพอไปจนถึงสิ้นสุดฤดูแล้งและเข้าสู่ฤดูฝนใหม่อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้ฝากขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ใช้น้ำทุกภาคส่วนให้ช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด เอื้อเฟื้อแบ่งปันน้ำอย่างทั่วถึง และใช้ทุกหยดน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

กรมชลประทานลุย! ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน-สร้างแหล่งน้ำยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.15 น.

สืบสานพระราชปณิธาน! กรมชลประทานลุย ‘ฝายห้วยไร่’ พลิกฟื้นผืนป่าแม่ฮ่องสอน สร้างแหล่งน้ำยั่งยืนตามรอยโครงการหลวง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทาน เดินหน้าสานต่อแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ผ่าน ‘โครงการพัฒนาที่สูงแบบโครงการหลวงเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่เฉพาะ’ เพื่อสนองพระราชปณิธานในการส่งเสริมอาชีพทดแทนการปลูกฝิ่นและยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไทยภูเขา ซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ปัจจุบันกรมชลประทานได้ขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่ 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก โดยล่าสุด โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินโครงการก่อสร้างฝายห้วยไร่ พร้อมระบบส่งน้ำ ณ บ้านห้วยหมี หมู่ 8 ต.เมืองแปง อ.ปาย เพื่อเป็นหัวใจหลักในการจัดสรรน้ำสนับสนุนกิจกรรมของโครงการหลวงและชุมชน

โดยในอดีต ชาวบ้านห้วยหมีต้องเผชิญกับปัญหาซ้ำซาก คือการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง และระบบท่อส่งน้ำเดิมมักจะพังทลายเสียหายเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก กรมชลประทานจึงได้ออกแบบและก่อสร้าง ฝายห้วยไร่ เพื่อยกระดับน้ำและกักเก็บอย่างเป็นระบบ และระบบส่งน้ำและบ่อเก็บน้ำคอนกรีต เพื่อกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตรและบ้านเรือนอย่างมีประสิทธิภาพ

ผลจากการดำเนินงานในปัจจุบัน โครงการฯ สามารถส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่การเกษตรได้ครอบคลุมกว่า 500 ไร่ และดูแลการอุปโภคบริโภคให้กับประชาชน 53 ครัวเรือน ช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เพิ่มผลิตผลทางการเกษตร และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ตามรอยศาสตร์พระราชาที่มุ่งเน้นความสุขที่ยั่งยืนของราษฎร

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.25 น.

อธิบดีกรมการข้าวเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง ให้กำลังใจทีมงาน ชื่นชมโรงเก็บเมล็ดพันธุ์สะอาดได้มาตรฐาน

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เพื่อพบปะ เยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน 

อธิบดีกรมการข้าว เล่าว่า การลงพื้นที่พบปะพี่น้องทีมงานในครั้งนี้ ตั้งใจสร้างความเป็นกันเอง เรียบง่าย เปรียบเสมือนการแวะเวียนเข้ามาพบปะ พูดคุย และถือโอกาสเดินดูสถานที่จริง ซึ่งต้องขอกล่าวชื่นชม เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ดูแลสถานที่ อุปกรณ์ เครื่องจักรต่างๆ รวมถึงโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวที่สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย มีความพร้อมในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และมีประสิทธิภาพ พร้อมเป็นต้นแบบด้านมาตรฐานได้เลย นับได้ว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ ถือเป็นการสัมผัสความเป็นอยู่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง โดยได้ร่วมพูดคุยและรับฟังสถานการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิด และหวังว่าจะยึดถือการปฏิบัติงานที่ดีแบบนี้ให้คงอยู่และดียิ่งๆขึ้นไป

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

อธิบดีกรมการข้าว เดินหน้าลุย เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ข้าวถิ่นแดนใต้

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.43 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”เดินหน้าลุย “เพิ่มอัตลักษณ์ สร้างมูลค่า และคาร์บอนต่ำ ” ข้าวถิ่นแดนใต้

 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง จังหวัดพัทลุง นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว ได้มาเป็นประธานเปิดงาน พร้อมส่งสารสำคัญว่า ข้าวไร่ไม่ใช่แค่พืชอาหาร แต่คือรากเหง้าทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของชาวนาใต้

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ข้าวไร่เป็นข้าวที่เติบโตบนที่สูง อาศัยน้ำฝนปลูกอย่างเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ใช้น้ำน้อย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กรมการข้าวจึงเดินหน้าฟื้นฟูและยกระดับข้าวไร่ โดยเฉพาะพันธุ์ ข้าวเหนียวดำหมอ 37 ให้ได้มาตรฐาน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในรูปแบบ “ข้าวพรีเมียมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Rice)” ภายใต้แนวคิด BCG Model เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบโจทย์โลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากมือของชาวนาในชุมชนที่ร่วมกันผลิตเมล็ดพันธุ์ เก็บรักษาพันธุกรรม และส่งต่อให้คนรุ่นถัดไป เพื่อให้ข้าวไร่ยังคงมีชีวิตบนผืนแผ่นดินใต้สืบต่อไป

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสทั้งพิธีทำขวัญข้าว “เรียกขวัญข้าว เรียกชีวิตชาวนา” การเกี่ยวข้าวไร่ การตำข้าวเม่า รวมถึงนิทรรศการที่เล่าทั้งเรื่องอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของข้าวไร่ ตั้งแต่พันธุ์พื้นเมือง ระบบการปลูกคาร์บอนต่ำ เทคโนโลยีเมล็ดพันธุ์ ไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย

“ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันว่า การคืนพันธุ์ข้าวไร่สู่แดนใต้ ไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ แต่คือการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่เคารพธรรมชาติ ยกระดับรายได้ชาวนา และทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน” อธิบดีอานนท์ กล่าว

‘อธิบดีกรมชลฯ’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

'อธิบดีกรมชลฯ'เฝ้ารับเสด็จฯ'กรมสมเด็จพระเทพฯ' เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

‘อธิบดีกรมชลฯ’เฝ้ารับเสด็จฯ’กรมสมเด็จพระเทพฯ’ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.20 น.

10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.20 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังสวนสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมพระนราธิวาสราชนครินทร์ บดินทรเชษฐภคินี “สวนแม่ – สวนลูก” จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎร โดยมี นายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ต่อมาเวลา 10.30 น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังพุทธอุทยานพระพุทธเมตตาประชาไทยไตรโลกนาถคันธารราฐอนุสรณ์ วัดทิพย์สุคนธาราม ตำบลดอนแสลบ อำเภอห้วยกระเจา โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายก่อพงศ์ เจ้ยแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 นายประศาสน์ สุขอินทร์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานกาญจนบุรี และคณะเจ้าหน้าที่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ในโอกาสนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กราบบังคมทูลรายงานโครงการจัดหาแหล่งน้ำช่วยเหลือวัดทิพย์สุคนธาราม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร กรมชลประทานจึงได้ดำเนินการก่อสร้างสระเก็บน้ำจำนวน 3 แห่ง มีความจุรวมทั้งสิ้น 1,000,000 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันมีปริมาณน้ำคิดเป็นร้อยละ 70 ของความจุทั้งหมด พร้อมทั้งก่อสร้างสถานีสูบน้ำแพ จำนวน 2 แห่ง โดยสถานีสูบน้ำแพแห่งที่ 1 ทำหน้าที่สูบน้ำไปยังบ่อคู่หน้าองค์พระและระบบภูเขาเปียก ส่วนสถานีสูบน้ำแพแห่งที่ 2 ทำหน้าที่สูบน้ำจากสระเก็บน้ำแห่งที่ 3 เพื่อนำไปเติมยังสระเก็บน้ำแห่งที่ 1 และ 2 ทั้งนี้ วัดทิพย์สุคนธารามมีความต้องการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ในกรณีที่ปริมาณน้ำในสระเก็บน้ำไม่เพียงพอ กรมชลประทานได้จัดสร้างระบบท่อส่งน้ำเพื่อสูบน้ำจากคลองท่าล้อ–อู่ทอง ผ่านสถานีสูบน้ำไฟฟ้าหนองนาทะเล เข้ามาเติมยังสระเก็บน้ำอย่างเป็นระบบ

จากนั้น เวลา 13.15 น.เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านปิล๊อกคี่ อำเภอทองผาภูมิ โดยมีนายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ

ในการนี้ ทรงติดตามผลการดำเนินงานการจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมให้แก่โรงเรียน ซึ่งกรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างแพสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมวางระบบท่อเหล็กส่งน้ำ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มิลลิเมตร ระยะทาง 500 เมตร รวมทั้งอาคารประกอบต่างๆ โดยโครงการดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2568 ส่งผลให้โรงเรียนและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลมีแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคอย่างเพียงพอและยั่งยืน

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

'อธิบดีกรมชลฯ' ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

‘อธิบดีกรมชลฯ’ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.11 น.

“อธิบดีกรมชลฯ”ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรฯ

9 กุมภาพันธ์ 2569 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

อธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่ปัตตานี สร้างขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน เน้นย้ำ อยู่ไกลแค่ไหน ก็ไม่ทิ้งกัน

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.03 น.

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วย นายสมหมาย เลิศนา ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาข้าว และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวและศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวภาคใต้ เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยข้าวปัตตานี และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวปัตตานี เพื่อ​ติดตามผลการดำเนินงาน​ พบปะเยี่ยมเยียน และสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ถือเป็นการสัมผัสความเป็นอยู่และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด้วยตัวเอง โดยได้ร่วมพูดคุยและรับฟังสถานการณ์การทำงานอย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น​ รวมทั้ง​ปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการปฏิบัติงาน และใช้โอกาสนี้ลงพื้นที่สำรวจ​จุดที่ได้รับความเสียหาย​จากอุทกภัยปี 2568 และหาแนวทางป้องกันร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับแปลงเมล็ดพันธุ์ข้าว และอาคารสำนักงาน

“ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่อยากจะเดินทางมาเยี่ยมเยียนพี่น้องทีมงานที่นี่ด้วยตัวเอง อยากมารับฟังว่าทุกคนมีความเป็นอยู่กันอย่างไร มีอะไรที่ผมพอจะช่วยสนับสนุนหรือแก้ไขให้การทำงานราบรื่นขึ้นได้บ้าง ผมอยากให้ทุกคนรู้ว่าแม้จะอยู่ไกล แต่กรมการข้าวเราดูแลกันทั่วถึงแน่นอน” อธิบดีอานนท์ กล่าว

นอกจากนี้ อธิบดีกรมการข้าวได้รับฟังแนวทางการดำเนินงานวิจัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยเน้นการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วยการใช้เทคโนโลยีทางชีวภาพ (Biotechnology) และการเพาะเลี้ยงอับละอองเรณู (Anther Culture) เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว ดินเปรี้ยว ดินเค็ม และน้ำท่วม เป็นต้น การอนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมืองสู่ความเป็นอัตลักษณ์ เช่น พันธุ์ข้าวมือลอ และเมาะโน๊ะ ซึ่งอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) การใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวแบบ BCG Model ในการยกระดับผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งในนิเวศน์นาสวน สภาพไร่ และพืชร่วมระบบ รวมถึงการให้ความสำคัญกับงานวิจัยด้านหลังการเก็บเกี่ยวด้วยการหาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพนำมาคลุกเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวหลังการเก็บเกี่ยว ทดแทนการใช้สารคลอไพริฟอสซึ่งถูกห้ามใช้ในประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อเพิ่มผลิตภาพของผลผลิตข้าวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

โครงการชลประทานน่าน ลงพื้นที่ห้วยอิเหย หาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา

โครงการชลประทานน่าน ลงพื้นที่ห้วยอิเหย หาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา

โครงการชลประทานน่าน ลงพื้นที่ห้วยอิเหย หาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.23 น.

นายมีชัย ปฏิยุทธ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานน่าน พร้อมด้วย นายจักริน เมืองดีหัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ำและปรับปรุงระบบชลประทานน่าน และนายวิสุทธิ์ เขื่อนธะนะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 1 ร่วมกับผู้นำชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำ ลงพื้นที่ห้วยอิเหยตำบลสะเนียน อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เพื่อหาแนวทางปรับปรุงซ่อมแซมระบบประปาภูเขา สำหรับใช้เป็นแหล่งน้ำในการอุปโภค บริโภค ของประชาชน 4 หมู่บ้าน พร้อมกันนี้ ได้ร่วมกันประเมินสภาพพื้นที่หาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ลดปัญหาการขาดแคลนน้ำ อุปโภค บริโภค พร้อมทั้ง รับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนสนับสนุนงบประมาณต่อไป

-(016)

โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ร่วม Kick Off ต้านไฟป่า

โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ร่วม Kick Off ต้านไฟป่า

โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน ร่วม Kick Off ต้านไฟป่า

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.21 น.

นายปารเมศ การุณนราพร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้ นายณัฐพล อภินันทโน หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม เป็นผู้แทน ร่วมกิจกรรม Kick Off งานรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ประจำปี 2569 โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานเปิดกิจกรรม ในการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่ กระตุ้นประชาชนให้เห็นถึงอันตรายของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ และการลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และการป้องกันตนเองอย่างถูกวิธี

-(016)

ชป.เชียงราย ลุยขุดลอกแม่น้ำสาย เฝ้าระวังทิศทางการไหลของน้ำ ป้องกันผลกระทบระบบชลประทาน – พื้นที่เกษตร

ชป.เชียงราย ลุยขุดลอกแม่น้ำสาย เฝ้าระวังทิศทางการไหลของน้ำ ป้องกันผลกระทบระบบชลประทาน - พื้นที่เกษตร

ชป.เชียงราย ลุยขุดลอกแม่น้ำสาย เฝ้าระวังทิศทางการไหลของน้ำ ป้องกันผลกระทบระบบชลประทาน – พื้นที่เกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.19 น.

โครงการชลประทานเชียงราย  ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานขุดลอกแม่น้ำสาย ซึ่งเป็นแม่น้ำที่อยู่ระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ร่วมกันติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ตลอดแนวแม่น้ำสายตั้งแต่บริเวณตลาดสายลมจอยจนถึงจุดบรรจบลำน้ำรวก รวมระยะทาง 13 กิโลเมตร ไม่ให้เกิดการขุดลอกข้ามร่องน้ำลึก จนส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของกระแสน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาต่อการส่งน้ำของระบบชลประทานบริเวณปากคลอง RMC1 และคลองRMC2เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศไทยต่อไป

-(016)