เกษตรฯขยายองค์ความรู้ครูบัญชีอาสา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687081

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในพิธีเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนา
องค์ความรู้และสร้างอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี รองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่สวนนงนุช ว่าการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เกษตรกรต้องมีการจดบันทึกกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่ ที่สำคัญคือการบันทึกบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ เพื่อขอรับรองมาตรฐาน ซึ่งทำให้เกษตรกรทราบถึงต้นทุนการผลิตที่แท้จริงนำไปวิเคราะห์รายได้ รายจ่าย ผลกำไรของตนเองโดยมีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานขับเคลื่อนการนำบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร “ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ห่างหายจากการทำบัญชี จึงทำให้เกิดหนี้สินจึงอยากรื้อฟื้นให้ทุกคนหันกลับมาให้ความสำคัญกับการทำบัญชีให้มากขึ้น เพราะการทำบัญชีคือการห่างไกลเงินกู้ จึงได้มอบหมายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เร่งสร้างแกนนำเกษตรกรเป็นครูบัญชีอาสา โดยเชิญชวนผู้ที่สนใจและมีความรู้ความสามารถ เพื่อเป็นต้นแบบในการถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการจัดทำบัญชีและการนำบัญชีมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการผลิต พร้อมขยายเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนเองและพื้นที่ต่างๆ ในทุกจังหวัด” น.ส.มนัญญา กล่าว

ด้านนายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่ม
เป้าหมาย คืออาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) 230 คน ได้เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องนโยบายของรัฐบาลและแผนงาน/โครงการสำคัญที่เร่งด่วนของกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนการเผยแพร่ความรู้ นโยบายเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ และการเตรียมความพร้อมรองรับโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในพื้นที่ จ.จันทบุรี ระยอง และตราด

‘อลงกรณ์’เล็งยกระดับตลาด ส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/687082

วันอังคาร ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดงาน VICTAM and Animal Health and Nutrition Asia 2022 โดยมีนายชยานนท์ กฤตยาเชวง อุปนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และนายจิรัตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผอ.สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สนับสนุนการจัดงาน ว่าท่ามกลางวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่กระทบภาคการผลิตอาหารสัตว์ และสุขภาพสัตว์ ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงความปลอดภัยโดยเฉพาะกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย

ทั้งนี้ จากความต้องการของอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น ในปี 2020 ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดอาหารสัตว์ อยู่ที่ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ว่าจะขยายตัวเป็น 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2026 ซึ่งมีอัตราเติบโต ที่ 4.2% (CAGR:
Compound Annual Growth Rate) โดยผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการการผลิตและส่งออกอาหารสัตว์ประเทศไทยมีการ
ปรับตัวได้เป็นอย่างดี ประกอบกับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ สนับสนุนการแปรรูปผลิตโปรตีนอาหารสัตว์ สำหรับคนและการแปรรูปผลิตอาหารสำหรับสัตว์ (FOOD AND FEED) และนโยบาย FUTURE FOOD

สำหรับงาน VICTAM เป็นการจัดงานร่วมกันครั้งแรกโดยบริษัท เอ็กซ์โปลิงค์ โกลบอล เน็ทเวอร์ค จำกัด ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บริหารงานจาก Victam International BV ประเทศเนเธอร์แลนด์ ร่วมกับ บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิค มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอาหารสัตว์ เมล็ดพันธุ์ เวชภัณฑ์สัตว์ พันธุ์สัตว์ และห้องปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังเป็นบันไดขั้นแรกของความพยายามร่วมกันระหว่างไทยและเวียดนาม ที่จะช่วยเหลือชาวนาให้ได้ราคาข้าวที่เป็นธรรมจากกลไกการค้าข้าวในตลาดโลก โดยเฉพาะในภาวะที่ต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมทั้งวัตถุดิบอาหารสัตว์จากผลกระทบของวิกฤตซ้อนวิกฤต แต่ราคาข้าวปรับตัวน้อยมากไม่สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตข้าว

“ในส่วนของรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายให้ความสำคัญกับชาวนามาโดยตลอด ทำทุกอย่างเพื่อดูแลชาวนา ไม่ว่าจะเป็นโครงการประกันรายได้ชาวนาการมอบเงินช่วยเหลือเยียวยาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ครัวเรือนละ 15,000 บาทการสนับสนุนปัจจัยการผลิต การยกระดับนาแปลงใหญ่ การพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ๆ การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม การส่งเสริมเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรเพื่อเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน เป็นต้น ล่าสุดคือการผนึกความร่วมมือระหว่างไทยกับเวียดนาม ในฐานะผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 และอันดับ 3 ของโลก เพื่อต่อสู้ต่อรองยกระดับราคาข้าวในเวทีโลก” นายอลงกรณ์ กล่าว

นักวิชาการเตือน‘หมูเถื่อน’อาจปนเปื้อนเชื้อดื้อยา-สารตกค้าง มากกว่าสารเร่งเนื้อแดง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686988

นักวิชาการเตือน‘หมูเถื่อน’อาจปนเปื้อนเชื้อดื้อยา-สารตกค้าง มากกว่าสารเร่งเนื้อแดง

นักวิชาการเตือน‘หมูเถื่อน’อาจปนเปื้อนเชื้อดื้อยา-สารตกค้าง มากกว่าสารเร่งเนื้อแดง

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 16.01 น.

นักวิชาการเตือน‘หมูเถื่อน’อาจปนเปื้อนเชื้อดื้อยา-สารตกค้าง มากกว่าสารเร่งเนื้อแดง

17 ตุลาคม 2565 ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.รุ่งทิพย์ ชวนชื่น หัวหน้าศูนย์ติดตามการดื้อยาของเชื้อโรคอาหารเป็นพิษ โดยความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง สถานการณ์การลักลอบนำเข้าหมูเถื่อนเข้าสู่ประเทศไทยที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ต้นปี จนกระทั่งถึงปัจจุบันว่ากำลังส่งผลให้มีปริมาณหมูที่ไม่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพที่รวมถึงเเบคทีเรียก่อโรค สารตกค้างหรือสารปนเปื้อนต่างๆ เข้ามากระจายสู่ผู้บริโภคชาวไทยเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคไทย

“นอกเหนือจากอันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงที่หลายประเทศต้นทางหมูเถื่อนอาจยังมีการอนุญาตให้ใช้ได้ ปัญหาการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่สมเหตุสมผล นับเป็นอีกปัจจัยอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ทั้งนี้เนื่องจากประเทศต้นทางหมูเถื่อน เช่น บางประเทศในแถบอเมริกาใต้ ยังคงมีการนำโคลิสตินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะทางเลือกสุดท้ายสำหรับมนุษย์ มาใช้ในการเลี้ยงสัตว์เพื่อควบคุมและป้องกันโรค และอาจทำให้เชื้อดื้อยาโคลิสตินปะปนมาในเนื้อสัตว์ ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมาถึงผู้บริโภคได้” ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.รุ่งทิพย์ กล่าว

ทั้งนี้ เชื้อดื้อยาคือ แบคทีเรียที่สามารถต่อต้านยาปฏิชีวนะ ทำให้การรักษาผู้ป่วยติดเชื้อเหล่านี้ไม่ได้ผลดีดังเดิม อาจต้องใช้เวลารักษานานขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาแพงขึ้น หรือผู้ป่วยอาจเสี่ยงเสียชีวิตมากขึ้น  แม้สาเหตุหลักประการหนึ่งของเชื้อดื้อยาจะมาจากพฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของผู้ป่วยเอง เช่น การซื้อยาปฏิชีวนะใช้เอง หรือการกินยาไม่ครบตามที่แพทย์สั่ง แต่ผู้บริโภคอาจได้รับเชื้อดื้อยาจากการบริโภคเนื้อสัตว์ได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกบริโภคเนื้อหมูที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างถูกต้อง จะลดโอกาสติดเชื้อดื้อยาและป้องกันการสะสมสารตกค้างในร่างกายได้อีกด้วย

ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์ภายใต้ความปลอดภัยทางอาหาร ควบคู่การจัดการตามมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) และการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิด “สุขภาพหนึ่งเดียว” (One Health) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อให้สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อการบริโภคมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดี ปลอดภัย รวมถึงสิ่งแวดล้อมปลอดภัยด้วย ดังเช่น ผู้ผลิตอาหารของไทยที่ได้มาตรฐานและคำนึงถึงการลดปัญหาเชื้อดื้อยาทั้งในคนและในสัตว์ จะยกเลิกรายการยารักษาสัตว์ที่อยู่ในกลุ่มยาต้านจุลชีพที่ใช้ได้ทั้งในคนและในสัตว์ (share-class antimicrobials) โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาปฏิชีวนะที่เป็นทางเลือกสุดท้ายที่ใช้รักษาโรคในคน เช่น โคลิสติน ออกจากระบบ และหันไปมุ่งเน้นวิธี “ป้องกันโรค” ให้สัตว์เลี้ยงในฟาร์มแทน ซึ่งสามารถช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ทั้งในสัตว์และในคนไปพร้อมกัน

“กระบวนการเลี้ยงสุกรของไทย มีขั้นตอนการตรวจสอบแบคทีเรียก่อโรคอาหารเป็นพิษที่สำคัญและสารตกค้าง ทั้งที่ฟาร์ม โรงชำแหละ จนถึง ณ จุดขาย เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคที่จะได้บริโภคเนื้อหมูที่ปลอดภัย ดังนั้น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงหมูเถื่อนที่ลักลอบเข้าประเทศไทยโดยปราศจากการตรวจโรคหรือสารตกค้างใดๆ ควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่เชื่อถือได้ หรือพิจารณาง่ายๆ จากจุดจำหน่ายที่มีสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK รวมถึงการสังเกตว่าเนื้อหมูนั้นต้องไม่มีราคาถูกผิดปกติ ซึ่งจะมีความเป็นไปได้ว่าเป็นผลผลิตที่มาจากหมูเถื่อน” ศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.รุ่งทิพย์ กล่าว

รัฐบาลแจ้งชาวนาเช็คสิทธิ‘ประกันรายได้’ปี65/66ได้แล้ววันนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686942

รัฐบาลแจ้งชาวนาเช็คสิทธิ‘ประกันรายได้’ปี65/66ได้แล้ววันนี้

รัฐบาลแจ้งชาวนาเช็คสิทธิ‘ประกันรายได้’ปี65/66ได้แล้ววันนี้

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.26 น.

รัฐบาลแจ้งชาวนาเช็คสิทธิ “ประกันรายได้” ปี65/66 ได้แล้ววันนี้ ย้ำแก้ปัญหาอย่างเข้าถึง-เข้าใจ เพื่อให้ชาวนามีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

17 ตุลาคม 2565 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2565/2566 ว่า เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวมีรายได้ที่แน่นอน ตามนโยบายประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ขณะนี้พี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถตรวจสอบสิทธิประกันรายได้ปี 2565/2566 ผ่านออนไลน์ได้แล้ว โดยจะทยอยจ่ายเงินส่วนต่างราคาประกันรายได้ข้าว ไร่ละ 1,000 ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนตรวจสอบสิทธิผ่านออนไลน์ มี 3 ขั้นตอนดังนี้

1. คลิกไปที่เว็บไซต์ https://chongkho.inbaac.com

2. กรอกเลขที่บัตรประชาชนจำนวน 13 หลัก

3. หลังจากกรอกเลขบัตรประชาชนจำนวน 13 หลัก จะมีรายละเอียดเปิดบัญชีจำนวนเงิน และ โครงการช่วยเหลือที่ได้รับ

ทั้งนี้หลังจากตรวจสอบในเว็บไซต์เรียบร้อยแล้ว หากมีข้อมูลขึ้นว่าได้รับเงินโอน สามารถเข้าไปตรวจสอบยอดเงินได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน ธ.ก.ส. A-Mobile จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวครอบคลุมกว่า 4.68 ล้านคน และสามารถเช็คผลโอนเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากเงินเข้าบัญชีแล้วสามารถรับทราบทันทีที่ https://chongkho.inbaac.com/

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า นอกจากชาวนาผู้ปลูกข้าว 4.68 ล้านครัวเรือนจะได้รับเงินโดยโอนตรงเข้าบัญชีอย่างโปร่งใสจากรัฐบาลทุกมาตรการแล้ว รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยังเดินหน้ามาตรการเสริมอื่นๆ เพื่อให้พี่น้องชาวนาไทยมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากการประกอบอาชีพอย่างเข้าถึงและเข้าใจ  เช่น มีมาตรการป้องกันข้าวเปลือกราคาตกในช่วงระยะเวลาที่ข้าวประดังกันออกสู่ตลาดจำนวนมาก  โดยมีเงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่ละ 1,500 บาทต่อรายต่อข้าว 1 ตันให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวชะลอการขายข้าวในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และยังมีโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นเงินไร่ละ 1,000 บาท เพื่อช่วยชาวนาอย่างยั่งยืน

“การตรวจสอบผ่านระบบออนไลน์เรื่องประกันรายได้ เป็นตัวเลือกหนึ่งที่รัฐบาลช่วยในการเข้าถึงข้อมูลที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นของเกษตรกร  ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  มีความห่วงใยเกษตรกรทุกภาคส่วน และพร้อมเดินหน้ามาตรการใหม่ๆ เพื่อให้พี่น้องชาวนาอยู่ดีกินดีขึ้น” น.ส. ทิพานัน กล่าว

กรมข้าวเปิดตัว4พันธุ์ ชูจุดเด่นให้ผลผลิตสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686851

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่าคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวมีมติรับรองข้าวพันธุ์ใหม่ 4 พันธุ์ได้แก่ กข93 กข95 กข97 และ กข101 โดยพันธุ์ข้าว กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก กข95 (ดกเจ้าพระยา) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท กข97 (หอมรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี และ กข101 (ทุ่งหลวงรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี ทั้ง 4 พันธุ์มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน

สำหรับพันธุ์ กข93 ให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ เหมาะสำหรับนาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่าง และเกษตรกรที่ต้องปลูกข้าวอายุปานกลาง ส่วนพันธุ์ กข95 มีอายุการเก็บเกี่ยว 95-100 วัน มีลักษณะเด่นคือผลผลิตสูงเฉลี่ย 885 กก./ไร่เหมาะสำหรับนาชลประทานภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลาง แต่มีข้อจำกัดคือ อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้งและเพลี้ยกระโดดหลังขาว ขณะที่พันธุ์ กข97 ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ ควรปลูกพื้นที่นาชลประทาน และพันธุ์ กข101 มีอายุการเก็บเกี่ยว 118 วัน (ปักดำ) ผลผลิตสูงเฉลี่ย 779 กก./ไร่

มีลักษณะเด่น คือต้านทานต่อโรคไหม้ พื้นที่แนะนำควรปลูกในพื้นที่นาชลประทาน แต่ส่วนใหญ่ทั้ง 4 พันธุ์ มีข้อจำกัดคืออ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

‘อลงกรณ์’ขับเคลื่อน นวัตกรรมการบริหาร จัดการงานชลประทาน 2รูปแบบพื้นที่เพชรบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686848

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ และคณะ ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมของเครื่องจักรกล เครื่องสูบน้ำ เครื่องดันน้ำ รถ เรือ เครื่องปั่นไฟและกำลังพลคนชลประทานและท้องที่ท้องถิ่น เพื่อพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัย จ.เพชรบุรี ปี 2565 ซึ่งได้เคลื่อนย้ายมารวมศูนย์ที่บริเวณพื้นที่วัดเขาตะเครา โดยมีนายสมเกียรติ แจ่มจันทร์ ผอ.โครงการชลประทานเพชรบุรี และผู้เกี่ยวข้อง ต้อนรับและรายงานผลการดำเนินการ ที่บริเวณวัดเขาตะเคราต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และเริ่มดำเนินการติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จุดมัสยิดหมู่ 13 ต.บ้านกุ่ม อ.เมือง จ.เพชรบุรี เป็นจุดแรก

“2 ปีที่ผ่านมา เพชรบุรีสามารถบริหารจัดการรับมือกับปัญหาอุทกภัยได้เป็นอย่างดี มีการดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำแก่งกระจานอีกกว่า 53 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาคลอง ดี.9 สามารถรับน้ำได้ 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็นต้น ยิ่งกว่านี้ยังได้เริ่มดำเนินการโครงการชลประทานชุมชนของคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลครบ 93 ตำบล 8 อำเภอ มีหน้าที่จัดทำแผนและขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ทุกหมู่บ้านตำบล เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งน้ำท่วม ด้วยแนวทางบริหารโดยชุมชนเพื่อชุมชนของชุมชน เป็นนวัตกรรมการบริหารจัดการชลประทานเชิงรุก พร้อมกัน 2 รูปแบบ คือการบริหารจัดการอุทกภัยประจำปีล่วงหน้าแบบเฉพาะกิจกับการบริหารจัดการระบบน้ำ และชลประทานแบบยั่งยืนด้วยการบูรณาการทุกภาคส่วนภายใต้เพชรบุรีโมเดล เป็นจังหวัดแรก” นายอลงกรณ์ กล่าว

เกษตรฯสตาร์ทที่เพชรบุรี พัฒนาเกษตรยั่งยืนระดับตำบล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686849

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กล่าวว่า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล ใน 76 จังหวัด โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ (อพก.) ได้ดำเนินการร่วมกับเกษตรจังหวัด แต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลแล้ว นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการดังกล่าว จากนายอลงกรณ์พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน ว่าได้เริ่มการประชุมชี้แจงแนวทางการบริหารและการขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล ร่วมกับ ผวจ.เพชรบุรี ที่ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี เป็นจังหวัดแรก ถือเป็นการคิกออฟโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล

ด้านนายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล นับเป็นครั้งแรกของประเทศ ควบคู่กับโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองเพื่อสร้างฐานใหม่ที่เข้มแข็งในการยกระดับประเทศไทยสู่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารอันดับท็อปเทนของโลก

ทั้งนี้ การจัดประชุมได้สร้างการรับรู้แนวทางการบริหารจัดการคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนที่ จ.เพชรบุรีเป็นจังหวัดแรก ภายใต้แนวคิด “บริหารโดยชุมชน เป็นของชุมชน และเพื่อชุมชน” ซึ่งเป็นกลไกปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อสร้างศักยภาพใหม่ในระดับฐานรากเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและชุมชนตำบลหมู่บ้านและแก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้เกษตรกรรมยั่งยืน 5 สาขา มีภารกิจ 2 ประการ คือเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในทุกจังหวัด และ กทม.ด้วยการยกระดับภาคเกษตรกรรมสู่เกษตรมูลค่าสูง

นายอลงกรณ์ได้มอบแนวทางในการบริหารโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล จ.เพชรบุรี ในระยะตั้งต้นไว้ 6 ประเด็น ดังนี้ 1.จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล โดย อบต.จัดสถานที่มีเจ้าหน้าที่ของ อบต.ทำหน้าที่กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการ เป็นผู้ดูแลและมีอาสาสมัครที่สรรหาในตำบลช่วยปฏิบัติงาน 2.จัดให้มีสภากาแฟเกษตรกรรมยั่งยืนประชุมเดือนละครั้งเป็นเวทีปรึกษาหารือไม่เป็นทางการ 3.คณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลควรประชุมเดือนละ 1 ครั้ง ในช่วง 6 เดือนแรก จากนั้นประชุมทุก 2 เดือน

4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบลให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือนก่อนหมดหน้าที่ 5.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน และ 6.การจัดทำระบบฐานข้อมูล ซึ่งหวังว่าจะเป็นแนวทางที่สามารถยกระดับอัปเกรดให้แก่ภาคการเกษตรได้อย่างยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’รุกพัฒนาคลองสุราษฎร์ธานี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686850

วันจันทร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามแนวทางการพัฒนาคลองร้อยสาย และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ที่วัดบุญบันเทิง ต.บางโพธิ์ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งการพัฒนาคลองนี้ ถือเป็นหลอดเลือดให้พี่น้อง 6 ตำบล ของ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี

“พื้นที่คลองร้อยสายมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชนานาพันธุ์ตลอดแนวสองฝั่งคลอง มีสวนผลไม้หลากหลายชนิดและสวนมะพร้าวที่อุดมสมบูรณ์ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และมีผลิตภัณฑ์ที่ทำมะพร้าวมากมาย ซึ่งการลงพื้นที่ได้มอบหมายกรมชลประทาน เข้ามาพัฒนาคลองร้อยสาย และสอบถามความต้องการของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ รวมถึงศึกษาออกแบบ และดำเนินการในส่วนของงบประมาณ เพื่อเข้ามาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป สำหรับในส่วนของการแก้ไขปัญหาราคามะพร้าว ซึ่งได้มีการเรียกประชุมกับส่วนราชการ และได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการว่า ภายในปีนี้จะชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ราคามะพร้าวของเกษตรกรขยับขึ้นอย่างแน่นอน จึงขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าข้างนายทุน แต่จะเข้ามาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเกษตรกรอย่างเต็มที่” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ คลองร้อยสาย เป็นพื้นที่ชุมชุนที่อยู่ใกล้ตัวเมืองสุราษฎร์ธานี เป็นชื่อเรียกของลำคลองสาขาของแม่น้ำตาปี และคลองพุนพิน ซึ่งประกอบด้วยคลองเล็กคลองน้อยนับร้อยคลองเชื่อมโยงกัน ก่อนไหลลงสู่อ่าวไทยที่บริเวณอ่าวบ้านดอน โดยในอดีตการสัญจรไปยังพื้นที่คลองร้อยสายนี้ใช้การสัญจรทางน้ำเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีเส้นทางรถยนต์สำหรับการสัญจร ราษฎรมักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนริมคลอง ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนและการประมงเป็นหลัก

‘เฉลิมชัย’สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์-เวชภัณฑ์ ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686638

'เฉลิมชัย'สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์-เวชภัณฑ์ ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

‘เฉลิมชัย’สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์-เวชภัณฑ์ ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 12.15 น.

“เฉลิมชัย” สั่งระดมขนส่งเสบียงสัตว์และเวชภัณฑ์ถึงมือเกษตรกรพื้นที่น้ำท่วมต่อเนื่อง

15 ต.ค.2565 รมว.เกษตรฯ สั่งกรมปศุสัตว์ระดมขนส่งเสบียงอาหารสัตว์และเวชภัณฑ์ที่จำเป็นส่งถึงมือเกษตรกร โดยขณะนี้มีสัตว์กว่า 4 ล้านตัวใน 19 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย พร้อมลุยช่วยเหลือสัตว์อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ได้สั่งการกรมปศุสัตว์ช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งการอพยพสัตว์ ส่งเสบียงอาหารสัตว์ รวมถึงมอบเวชภัณฑ์ในการสร้างเสริมสุขภาพสัตว์ ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากที่ได้ปล่อยขบวนรถหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานเพื่อสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ไปช่วยเหลือเกษตรกร พร้อมจัดส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลเข้าดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ป่วยทั่วประเทศแล้ว 

ขณะนี้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ยังไม่คลี่คลาย จึงกำชับให้หน่วยงานบริการเคลื่อนที่เร็วพร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยทันทีที่วอร์รูมซึ่งจัดตั้งทั้งในส่วนกลางและทุกจังหวัดได้รับทราบถึงภัยที่เกิดขึ้น ต้องเร่งเข้าไปช่วยเหลือให้เร็วที่สุด

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ได้ย้ำให้ขนส่งเสบียงอาหารสัตว์ไปถึงมือเกษตรกรอย่างทั่วถึง ล่าสุดวานนี้ (14 ต.ค.) นำส่งโดยรถบรรทุกหญ้าอาหารสัตว์ไปยังอำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษซึ่งรถบรรทุกต้องลุยน้ำท่วมสูง จากนั้นนำลงเรือท้องแบนอีกทอดเพื่อไปให้ถึงชุมชน จนกระทั่งปศุสัตว์ที่เกษตรกรเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่สูงได้กินหญ้าที่นำไปให้ พร้อมกันนี้ยังมีเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลเข้าไปดูแลสุขภาพสัตว์ให้ด้วย

สำหรับรายงานจากศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ (ศปภ.ปศ.) กรมปศุสัตว์ กรณีสถานการณ์น้ำท่วม น้ำไหลหลาก และท่วมขังระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 14 ตุลาคม 2565 (ข้อมูล ณ 14 ตุลาคม 2565 เวลา 18.00 น.) มีดังนี้

1. พื้นที่ได้รับผลกระทบสะสมรวม 19 จังหวัด 139 อำเภอ 651 ตำบล 2,466 หมู่บ้าน โดยจังหวัดที่ได้รับผลกระทบได้แก่ พระนครอยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน พิษณุโลก สุโขทัย กาญจนบุรี และประจวบคีรีขันธ์ เกษตรกร 67,762 ราย 

ส่วนสัตว์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม 4,469,563 ตัว ประกอบด้วย โค 193,358 ตัว กระบือ 42,078 ตัว สุกร 35,949 ตัว แพะ/แกะ 14,357 ตัว และสัตว์ปีก 4,183,821 ตัว รวมถึงแปลงหญ้าได้รับผลกระทบ 2,002.75 ไร่ 

2. กรมปศุสัตว์ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าสะสมรวม ดังนี้ 
   – อพยพสัตว์ 210,920 ตัว  
   – รักษาสัตว์ 1,582 ตัว 
   – แจกจ่ายถุงยังชีพ 1,570 ถุง 
   – แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 873,710 กิโลกรัม 
   – แจกจ่ายเวชภัณฑ์เสริมสร้างสุขภาพสัตว์ 23,606 ชุด ประกอบด้วย แร่ธาตุ วิตามินผง และยาปฏิชีวนะชนิดผง

นายเฉลิมชัยกล่าวว่า ย้ำให้กรมปศุสัตว์เตรียมพร้อมสำรวจความเสียหายของเกษตรกรทันทีที่น้ำลด เพื่อขอรับการชดเชย ซึ่งจะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดความสูญเสียของเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยที่ต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที

ดูแลทุกชีวิต! ก.เกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/686627

ดูแลทุกชีวิต! ก.เกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

ดูแลทุกชีวิต! ก.เกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

วันเสาร์ ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 10.32 น.

รองโฆษกรัฐบาลเผยนายกฯกำชับส่วนราชการ ดูแลทุกชีวิต กระทรวงเกษตรอพยพสัตว์พื้นที่น้ำท่วมแล้ว 2 แสนกว่าตัว แจกอาหาร 8.7 แสนกิโล

15 ตุลาคม 2565 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปริมาณน้ำฝนที่ตกหนัก ส่งผลให้หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกำชับส่วนราชการเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย รวมถึงเคลื่อนย้ายคน สิ่งของ และสัตว์เลี้ยงไปในที่ปลอดภัย เน้นย้ำให้ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น สำหรับการดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดการช่วยเหลือแก่เกษตรอย่างเต็มที่ ผ่านการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์

ทั้งนี้ รายงานสถานการณ์ผลกระทบและความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรด้านปศุสัตว์ ที่ประสบอุทกภัยระหว่างวันที่ 28 ก.ย.-14 ต.ค.65 มีดังนี้

1. ได้รับผลกระทบสะสมรวม 19 จังหวัด 139 อำเภอ 651 ตำบล 2,466 หมู่บ้าน (อยุธยา ลพบุรี สิงห์บุรี ชัยภูมินครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอนพิษณุโลก สุโขทัย กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์)

– เกษตรกร 67,762 ราย

– สัตว์ได้รับผลกระทบ 4,469,563 ตัว (โค 193,358 ตัว กระบือ 42,078 ตัว สุกร 35,949 ตัว แพะ/แกะ 14,357 ตัว สัตว์ปีก 4,183,821 ตัว)

– แปลงหญ้าได้รับผลกระทบ 2,002.75 ไร่

2. ได้ให้ความช่วยเหลือเฉพาะหน้าสะสมรวม ดังนี้

– อพยพสัตว์ 210,920 ตัว 

– รักษาสัตว์ 1,582 ตัว

– แจกจ่ายถุงยังชีพ 1,570 ถุง

– แจกจ่ายพืชอาหารสัตว์ 873,710 กิโลกรัม

– แจกจ่ายเวชภัณฑ์เสริมสร้างสุขภาพสัตว์ 23,606 ชุด(แร่ธาตุ วิตามินผง ยาปฏิชีวนะชนิดผง)

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า กรมปศุสัตว์ได้ตั้งวอร์รูมทั้งส่วนกลางและทุกจังหวัดติดตามสถานการณ์ พร้อมเข้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่น้ำท่วม มีการจัดส่งเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์และสัตวบาลเข้าดูแลรักษาสุขภาพสัตว์ป่วยทั่วประเทศ นายเฉลิมชัยฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ กำชับให้มีการจัดหน่วยงานบริการเคลื่อนที่เร็วสนับสนุนตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้เกิดความช่วยเหลือเร็วที่สุด ตลอดจนเตรียมความพร้อมสำรวจความเสียหายของเกษตรกรเพื่อขอรับการชดเชย

สำหรับเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย ที่ต้องการรับการช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ หรือติดต่อศูนย์อำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร 0 2653 4444 ต่อ 3315 หรือ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ : disaster@dld.go.th หรือแจ้งข้อมูลในแอพพลิเคชั่น DLD 4.0 ที่สามารถดาวน์โหลดในโทรศัพท์มือถือได้ทุกระบบ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทันที