‘เฉลิมชัย’หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681823

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตแคนาดา ประจำประเทศไทย ร่วมหารือการส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายสมชวนรัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พร้อมคณะ เข้าร่วม โดยการหารือครั้งนี้ ไทยและแคนาดาพร้อมร่วมมือในเรื่อง Smart agriculture-Canadian technology โดยมีนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะ มุ่งหวังที่ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรในปัจจุบัน ให้มุ่งสู่เกษตร 4.0 มีเป้าหมายสำคัญมุ่งเน้นให้เกิดการทำเกษตรแบบทำน้อยได้มาก ใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า ขอบคุณฝ่ายแคนาดาสำหรับความร่วมมือในโครงการ Offshore Programซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร ระหว่างองค์การตรวจสอบอาหารของแคนาดา (Canadian Food InspectionAgency : CFIA) และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้ประเทศคู่ค้าสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารของแคนาดาเน้นด้านการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบสถานประกอบการ และกิจกรรมความช่วยเหลือด้านเทคนิค ที่ผ่านมา มกอช.และ CFIA ได้แลกเปลี่ยนด้านวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร 4 ครั้งและอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อหารือถึงการขยายความร่วมมือระหว่างกันในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารตั้งแต่ต้นทาง รวมถึงการผลักดันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การเฝ้าระวังและตรวจติดตาม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

“แคนาดาเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพ และเป็นที่ต้องการในแคนาดา เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ข้าว ไก่ กุ้ง และยางพารา จึงมั่นใจว่าผู้บริโภคชาวแคนาดา จะได้บริโภคสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล โดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งความมั่นคงทางอาหารถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางอาหาร จึงได้กำหนดนโยบาย 3S (ความปลอดภัยทางอาหาร (Safety)ความมั่นคง (Security) และความยั่งยืนของทรัพยากรและนิเวศทางการเกษตร (Sustainability) ซึ่งจะเป็นหลักประกันในการรับรองคุณภาพอีกทางหนึ่ง จึงได้ฝากให้ท่านเอกอัครราชทูตฯ ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลไทยให้แก่ชาวแคนาดามั่นใจต่อสินค้าเกษตรของไทย” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

เกษตรฯชู‘น่านโมเดล’ผลิตรังไหม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681819

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานโครงการส่งเสริมไหมอุตสาหกรรมรังเหลือง ตามนโยบายตลาดนำการผลิต “น่านโมเดล” โดยมีนายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมและผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ลานอเนกประสงค์บ้านหนองแดงใหม่ ต.หนองแดง อ.แม่จริม จ.น่าน ว่าได้ขับเคลื่อนนโยบายตลาดนำการผลิต ตามแนวคิดการบริหารจัดการสินค้าเกษตรแบบใหม่ โดยให้หน่วยงานในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค บูรณาการการทำงานร่วมกัน แสวงหาความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย วางแผนการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ลดปัญหาทั้งกรณีสินค้าเกษตรล้นตลาดและไม่เพียงพอ ซึ่งกรมหม่อนไหมได้วางแผนการผลิตรังไหมให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด เป็นการลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ ลดการบุกรุกทำลายป่า

ทั้งนี้ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯน่าน ได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและวิธีการปลูกพืชของเกษตรกร ยึดแนวนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มาปฏิบัติ มีทางบริษัทจุลไหมไทย จำกัด ซึ่งมีความต้องการผลผลิตรังไหม ปีละ 5,000 ตัน แต่เกษตรกรสามารถผลิตได้เพียงปีละ 2,000 ตัน ซึ่งจากโอกาสทางด้านการตลาดดังกล่าวจึงวางแผนการผลิตร่วมกันทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรในพื้นที่ปรับเปลี่ยนมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีความเสี่ยงด้านผลผลิตและราคา รวมถึงการบุกรุกทำลายป่า ซึ่งการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมใช้พื้นที่น้อย ปลูกครั้งเดียวสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายสิบปี มีการทำข้อตกลงซื้อขายรังไหมในระบบเกษตรพันธสัญญาร่วมกับเกษตรกรในการรับซื้อรังไหมที่เป็นระบบและเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

ทั้งนี้ สำหรับในปี 2565 คาดการณ์ผลผลิตรังไหมประมาณ 60 ตัน และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทและจะขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียงและพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

เกษตรฯถกหอการค้าไทย-จีน มุ่งขยายตลาด-พัฒนาส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681821

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเยี่ยมเยียนหอการค้าไทย-จีน ที่หอประชุมใหญ่ หอการค้าไทย-จีน ชั้น 9 อาคารไทย ซี.ซี.ทาวเวอร์ ถนนสาทรใต้ ว่าภาคการเกษตรของไทยเป็นอาชีพที่สร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศ ซึ่งจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวมากขึ้น โดยเฉพาะภาคการเกษตร ทำให้มูลค่าสินค้าเกษตรมากขึ้นตามไปด้วย

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ มีความสัมพันธ์กับจีนอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่าสินค้าเกษตรของไทยส่งออกไปจีนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผลไม้ของไทย จึงส่งเสริมให้เกษตรกรรักษาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีความปลอดภัย และได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ ยังต้องพยายามขยายตลาดเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากอัตราการบริโภคของจีนยังมีอยู่สูงมาก หากสามารถกระจายไปมณฑลต่างๆ ได้ จะทำให้ไทยสามารถส่งออกได้มากขึ้นด้วย

ดร.เฉลิมชัยกล่าวยืนยันว่า หากสามารถดำเนินการสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและเกษตรกรได้ ยินดีที่จะดำเนินการทันที ทั้งนี้ รัฐบาลให้ความสัมพันธ์กับภาคการเกษตร โดยมุ่งหวังที่จะสร้างมูลค่าการเกษตรทั้งระบบ ซึ่งเชื่อว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี และจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งทางธุรกิจที่ยังมีอนาคตไกล

ปลัดเกษตรฯลงพื้นที่ มอบแนวทางทำงาน หน่วยงาน14จว.ใต้ ขับเคลื่อน3ด้านหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681827

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานการประชุมเชิงปฏิบัติการ มอบแนวคิดการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ และตรวจราชการ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมีนายสำราญ สาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สำนักงานชลประทานที่ 16 จ.สงขลา ว่ามุ่งหวังให้เกิดความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนโยบาย “Agri challenge Next Normal 2022” ของกระทรวงเกษตรฯ เป็นนโยบายสำคัญที่มุ่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ให้บรรลุเป้าหมายในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร โดยการวางรากฐานการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อรองรับความปกติใหม่ (New Normal)

สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานต้องดำเนินงานในเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” โดยขับเคลื่อนงานใน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวงเกษตรฯ

ทั้งนี้ ภาคการเกษตร จ.สงขลา มีพื้นที่ทำการเกษตรกระจายอยู่ในทั้ง 16 อำเภอ รวม 2,412,475 ไร่ คิดเป็น50.65% ของพื้นที่ทั้งหมด มีมูลค่าผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรมวลรวม 28,500 ล้านบาท/ปี โดยมีสินค้าเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวนาปี ยางพารา ปาล์มน้ำมัน การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง เป็นต้น

‘หนองคาย-เวียงจันทน์’ ลงนามความร่วมมือ รักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนไทย-ลาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681822

‘หนองคาย-เวียงจันทน์’ ลงนามความร่วมมือ  รักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนไทย-ลาว

‘หนองคาย-เวียงจันทน์’ ลงนามความร่วมมือ รักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนไทย-ลาว

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมโรงแรมรอยัลนาคารา อ.เมืองหนองคาย ได้มีการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนไทย-ลาว จังหวัดหนองคาย-นครหลวงเวียงจันทน์ ครั้งที่ 13 โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย และนายอาดสะพังทอง สีพันดอน เจ้าครองนครหลวงเวียงจันทน์ นำคณะทั้งสองประเทศประชุมร่วมกัน พร้อมทั้งลงนามในบันทึกการประชุมฯ

นายอาดสะพังทอง สีพันดอน เจ้าครองนครหลวงเวียงจันทน์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้การประสานงานความร่วมมือร่วมกันระหว่างสองประเทศในช่วงที่ผ่านมาเกิดปัญหาบ้าง เมื่อเห็นชอบในการหารือร่วมกันในครั้งนี้แล้ว ทางลาวจะนำรายละเอียดทั้งหมดนี้ไปขยายผลให้แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรม เชื่อว่าความร่วมมือสองประเทศ ไทย-ลาว จะดีขึ้น ขอให้ช่วยกันรักษาชายแดนให้เป็นชายแดนที่มีมิตรภาพ สันติภาพ เป็นภารกิจที่มีศักดิ์ศรีและศักดิ์สิทธิ์ของทั้งสองท้องถิ่น ขอให้หนองคายและนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นเมืองคู่ขนานที่พัฒนาไปด้วยกัน

ด้าน นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย กล่าวว่า การประชุมในครั้งที่ 12 ที่ผ่านมา ทั้งสองฝ่ายเป็นที่เรียบร้อยอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจอันดีที่มีให้กันต่อเนื่องยาวนาน ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและเสริมสร้างความมั่นคงตามชายแดนระหว่างจังหวัดหนองคายกับนครหลวงเวียงจันทน์ อาทิ ความร่วมมือด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน สาธารณสุข เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเกษตร และการคมนาคมขนส่ง ทำให้บริเวณชายแดนมีความสงบเรียบร้อยดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ มีประเด็นปัญหาบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงไทย-ลาว ให้ทั้งสองฝ่ายสกัดกั้นและปราบปรามการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เป็นภัยตามพื้นที่ของตนอย่างเคร่งครัดและให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งกันและกันอย่างต่อเนื่อง ชายแดนทั้งสองประเทศจะต้องเป็นพื้นที่ปลอดเสียงจากอาวุธและระเบิดเป็นตัวอย่างให้แก่จังหวัดและแขวงที่มีชายแดนติดต่อกันหากจะมีการจุดพลุ บั้งไฟหรือกิจกรรมที่ส่งเสียงดังต้องแจ้งให้แต่ละฝ่ายทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน, การปฏิบัติงานของหน่วยเรือรักษาความสงบเรียบร้อยตามลำน้ำโขงจะดูแลพลเมืองที่ประกอบอาชีพสุจริตของตนตลอดจนการป้องกัน ปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติดรวมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยหรือมีความจำเป็นอื่นๆ ตามหลักมนุษยธรรม, ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้มีการเพิ่มวันทำการและเวลาเปิด-ปิด จุดผ่อนปรนการค้า ระหว่างนครหลวงเวียงจันทน์กับจังหวัดหนองคาย และเห็นชอบในหลักการเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับจุดผ่อนปรนการค้าเป็นจุดผ่านแดนถาวรและด่านประเพณีเป็นด่านท้องถิ่นต่อไป แต่จะดำเนินการได้จนกว่าสถานการณ์โรคระบาดจะลดน้อยลงและทั้งสองฝ่ายมีความพร้อม เป็นต้น

อำนาจเจริญถก ผู้บริหารศูนย์ศึกษา พระพุทธศาสนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681824

วันศุกร์ ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายทวีป บุตรโพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จ.อำนาจเจริญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 พร้อมบรรยายพิเศษหัวข้อ “บทบาทในการเกื้อหนุนระหว่างวัดและชุมชน ให้มีความสุขอย่างยั่งยืน” โดยมี พระครูภาวนากิจจาทรเจ้าอาวาสวัดบ้านเก่าบ่อ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ มีผู้บริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์จังหวัดอำนาจเจริญ วัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ และเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบโครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จังหวัดอำนาจเจริญ(ศพอ.) จำนวน 41 แห่ง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ และยังมีพิธีบายศรี สีสู่ขวัญ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ในโอกาสที่ท่านจะเกษียณอายุราชการ ที่วัดบ้านเก่าบ่อ ต.หนองแก้ว อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ  

นายวิสูตร ดวงสิมา วัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ กล่าวถึงการจัดประชุมครั้งนี้ ว่า สำนักงานวัฒนธรรม จังหวัดอำนาจเจริญร่วมกับ วัดบ้านเก่าบ่อ จัดให้มีการประชุมขึ้นในครั้งนี้ เพื่อชี้แจง สร้างความเข้าใจ ปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงาน โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จ.อำนาจเจริญ ภายใต้บริบทของพื้นที่ ตามแนวทางการดำเนินงานโครงการฯ ของกรมการศาสนา

โดยมีกลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัฒนธรรม จ.อำนาจเจริญ และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโครงการ จำนวน 41 แห่ง โดยมีกิจกรรมประกอบด้วย การสร้างความรู้ ความเข้าใจ แนวทางส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อสร้างสังคมคุณธรรมใน จ.อำนาจเจริญ การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ในพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยี เป็นต้น

เกษตรฯจับมือคปภ.คุ้มภัยเกษตรอาสา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681558

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดตัว “โครงการคุ้มครองอุบัติเหตุ เซฟเกษตรอาสา”
ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ที คิว อาร์ จำกัด (มหาชน) เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของการได้รับความคุ้มครองภายใต้ระบบประกันภัย ผ่านการมอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุรายย่อย หรือไมโครอินชัวรันส์ 20,000 กรมธรรม์ แก่อาสาสมัครของกระทรวงเกษตรฯ โดยให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมความสูญเสียของร่างกายและชีวิต อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ ในวงเงินเอาประกันสูงสุด 100,000 บาท รวมถึงค่าชดเชยจากการขาดรายได้ระหว่างเข้ารับการรักษาตัวในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ภายในระยะเวลา 60 วัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายนำร่อง ได้แก่ อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ผู้ทำหน้าที่ประสานงานและเชื่อมโยงการทำงานของอาสาสมัครเกษตรในสาขาต่างๆ เกษตรกร องค์กร และหน่วยงานในระดับหมู่บ้าน และเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสำรวจข้อมูลการเกษตร ติดตามและรายงานสถานการณ์การผลิตและราคาสินค้าเกษตรในพื้นที่

ดร.เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ได้ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อยกระดับรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยแต่ปัจจุบันนอกจากเกษตรกรจะต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความผันผวนของราคา รวมถึงวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แล้ว สิ่งที่สำคัญคือความเสี่ยงด้านอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินโครงการดังกล่าวจึงถือเป็นการเตรียมความพร้อมและปกป้องเกษตรกรไว้ล่วงหน้า เพื่อสร้างความเข้มแข็ง เสริมภูมิคุ้มกัน และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681562

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่  จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

สกู๊ปพิเศษ : มข.เปิดแผนพัฒนาพลิกโฉมพื้นที่ จัดโซนนิ่งสร้างหอพัก-ที่จอดรถเพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ที่ห้องประชุมสายสุรี จุติกุล คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น จัดโครงการเสวนา Reinventing KKU Campus โดยมี ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน พร้อมบรรยายพิเศษ โดยมี ผศ.ดร.สุรพล เนสุสินธุ์ ประธานสภาพนักงานมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน มีผู้บริหารหน่วยงาน และบุคลากร ม.ขอนแก่น เข้ารับฟังการบรรยายกว่า400 คน 

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเรื่องที่จะต้องทำเป็นจำนวนมาก การปรับปรุงครั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาของแคมปัสในอดีตที่มีหลายปัญหา เช่น ป่ารกทึบ แหล่งน้ำวัชพืชหนาแน่น
แหล่งที่อยู่อาศัยของบุคลากรไม่น่าอยู่อาคารสำนักงานบางหน่วยงานมีสภาพทรุดโทรม ขยะจำนวนมาก การจราจรหนาแน่น ที่จอดรถไม่เป็นระเบียบ ส่งผลต่อภูมิทัศน์โดยรอบ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหามาโดยตลอด เช่น พื้นที่ป่ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม ปรับพื้นที่บึงสีฐานให้เป็นพื้นที่สันทนาการให้ประชาชนมาพักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย วิ่ง ปั่นจักรยานรวมถึงการใช้พื้นที่บึงสีฐานจัดงาน Festival ตลอดจนรื้ออาคารสำนักงาน และบ้านพักอาศัยของบุคลากรที่มีสภาพทรุดโทรม เพื่อปรับพื้นที่ให้สวยงาม สามารถใช้ประโยชน์ได้ และจัดการพื้นที่เก็บขยะให้มีระเบียบเป็นสัดส่วน 

ดร.ณรงค์ชัยกล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่ของการปรับปรุงพื้นที่มหาวิทยาลัยครั้งนี้คือการทำโซนนิ่ง เน้นจุด KKU 
สแควร์ จุดศูนย์กลางนักศึกษา พื้นที่การศึกษา เหล่านี้จะรวมกันเป็นแผน Reinventing KKU campus จะ ประกอบไปด้วย 1.ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น 2.การจัดพื้นที่หอพักนักศึกษา3.การจัดพื้นที่ที่พักบุคลากร 4.การสร้างแลนด์มาร์กของมหาวิทยาลัย 5.การปรับปรุงคอมเพล็กซ์ 6. การปรับพื้นที่อาคารสิริคุณากร 7.การสร้างพื้นที่ที่จอดรถของมหาวิทยาลัย 

ด้าน รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า หลังรับตำแหน่งอธิการบดี เรื่องแรกที่ต้องทำคือ ผังแม่บทมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือ Master Plan มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับล่าสุดอายุเกิน 20 ปีแล้ว จึงต้องทำผังแม่บทใหม่ให้สอดคล้องกับนโยบายของสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น เรื่องที่สอง แนวคิดการสร้างหอพักนักศึกษาเพิ่มในมหาวิทยาลัย เนื่องจากมีนักศึกษาระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก พักในหอพัก รวมเป็น 10,000 คน ยังคงมีนักศึกษาอีก 22,000 คนที่พักอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัย ในสภาพแวดล้อมที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ราคาที่พักสูง จึงกำหนดพื้นที่บริเวณด้านทิศเหนือของมหาวิทยาลัย ประมาณ 11 ไร่ สามารถสร้างหอพัก 8 ชั้นได้ประมาณ 5 หลัง รองรับนักศึกษาได้ประมาณ 2,000 คน

อีกโซนอยู่หลังปั๊มน้ำมัน ประมาณ 13 ไร่ สามารถสร้างหอพักรองรับได้อีก 3,000 คน รวมสองโซนพักได้ประมาณ 5,000 คน ซึ่งจะไม่กระทบหอพักข้างนอกและจะสร้างพื้นที่ที่มีความร่มรื่นน่าอยู่มี co-space  ที่สามารถนั่งประชุมหรือทำงานร่วมกันมีสนามกีฬาให้ได้ออกกำลังกาย และมีพื้นที่สันทนาการต่างๆ โดยจะเป็นห้องที่มีเครื่องปรับอากาศและห้องน้ำในตัว

เรื่องที่สาม คือที่พักสำหรับบุคลากรพื้นที่ South Campus Zone อยู่บริเวณตรงข้ามพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ แถบบึงสีฐาน สามารถสร้างอาคารหอพักบุคลากร 4 หลังในพื้นที่ 16.5 ไร่ จำนวนห้องพัก960 ห้อง ทั้งห้อง Single และห้อง Family เพิ่มพื้นที่ส่วนกลาง จะมีสระว่ายน้ำ มีสนามกีฬา มีส่วนพักผ่อน เพื่อให้บุคลากรใช้ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ มี working space มีที่พักอยู่ใกล้มีรถชัตเติลบัสวิ่งผ่านให้บริการ เรื่องที่สี่ Landmark ของมหาวิทยาลัย KKU Square เป็นจุดศูนย์รวมพล ศิษย์เก่ากลับมาเยือน แล้วจะมีจุดถ่ายภาพมีความผูกพัน สร้างความประทับใจ เป็นสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการออกแบบให้ทันสมัย สวยงามเหมาะต่อการใช้งาน และยังมีพื้นที่ด้านสวนรุกขชาติที่สามารถปรับพื้นที่ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่ทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ทำสะพานทางเดินลอยฟ้าเชื่อมกับอาคารศูนย์สารสนเทศ และอาคาร
สิริคุณากรที่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม

“เรื่องสุดท้ายคือที่จอดรถของมหาวิทยาลัย สำหรับผู้ใช้บริการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ โรงพยาบาลทันตกรรม ศูนย์หัวใจสิริกิติ์ รวมทั้งรถของบุคลากร ในแต่ละวันมีรถเข้ามาวันละหลายพันคัน ร่วมกับเอกชนเข้ามาก่อสร้างลานจอดรถ ทำให้เกิดพื้นที่เชิงพาณิชย์เพื่อเป็นการสร้างรายได้อีกด้วย” รศ.นพ.ชาญชัยกล่าว

กยท.คุ้มครองอุบัติภัย ชาวสวนยางเพิ่ม30วัน จัดหาบริษัทประกันภัย ให้รองรับ1.42ล้านคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681556

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิระพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า โครงการประกันอุบัติเหตุกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง จัดขึ้นเพื่อเป็นสวัสดิการของเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับทาง กยท.กว่า 1.42 ล้านราย ให้ความคุ้มครองแบ่งออกเป็นกรณีเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพอย่างสิ้นเชิงซึ่งมีสาเหตุมาจากอุบัติเหตุ ถูกฆาตกรรม และถูกทำร้ายร่างกาย (โดยผู้เสียหายมิได้มีเจตนาให้เกิดขึ้น) สูงสุดรายละ 500,000 บาท รวมถึงอุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่/โดยสารรถจักรยานยนต์ สูงสุดรายละ 250,000 บาท นอกจากนี้ กรณีเสียชีวิตจะได้รับเงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ รายละ 30,000 บาท และ กยท.จะมอบเงินช่วยเหลือให้แก่ทายาท อีกรายละ 3,000 บาท เพื่อเป็นสวัสดิการของเกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มเติมด้วย

ทั้งนี้ กยท.ได้ขยายความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุกลุ่มสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ขึ้นทะเบียนภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 กว่า 1.42 ล้านราย ต่อเนื่องอีก 30 วัน จากสิทธิ์เดิมที่หมดลงไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา หลังจากคณะกรรมการ กยท.มีมติให้ประมูลใหม่ เนื่องจากวงเงินเกินกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ และเพื่อใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์แก่พี่น้องชาวสวนยางมากที่สุด อย่างไรก็ดี เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนหลังจากวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 จะได้รับความคุ้มครองทันที ภายหลังกยท.จัดหาบริษัทจัดทำประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มรอบใหม่แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อหาผู้รับจ้างทำประกัน โดย กยท.จะเร่งดำเนินการให้โดยเร็ว

กรมประมงคืนปูสู่ธรรมชาติ 1.3ล้านตัว ฟื้นฟูชายฝั่งบางขุนเทียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681557

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ “คืนปูสู่ธรรมชาติ” โดยมี นายสากล ม่วงศิริ ผู้ช่วย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่วัดธรรมคุณาราม (หลวงพ่อเต่า) เขตบางขุนเทียน กทม.

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ชุมชนให้เห็นคุณค่าของทรัพยากร และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ รวมทั้งเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปูทะเล โดยกิจกรรมภายในงาน มีการปล่อยพันธุ์ปูทะเล 1.1 ล้านตัว และมอบพันธุ์ปูทะเลแก่ผู้แทนชุมชน 2 แสนตัว ให้แก่ผู้แทนชุมชน 12 แห่ง รวมกว่า 1.3 ล้านตัว เพื่อให้ประชาชนนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ

ด้านนายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สำนักงานประมงพื้นที่ กทม.ได้มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงชายฝั่ง (คืนปูสู่ธรรมชาติ) ในเขตบางขุนเทียน ตั้งแต่ปี 2564 โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเพื่อคืนความอุดมสมบูรณ์และเพิ่มปริมาณผลผลิตสัตว์น้ำในธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งเขตบางขุนเทียนเป็นเพียงเขตเดียวใน กทม.ที่มีความเหมาะสมต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง เนื่องจากมีพื้นที่ติดกับอ่าวไทยยาวกว่า 5 กิโลเมตร มีลักษณะทางกายภาพเป็นป่าชายเลนมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ เหมาะสำหรับเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จากการติดตามผลการดำเนินโครงการฯ ที่ผ่านมา พบว่าปัจจุบันทรัพยากรปูทะเลบริเวณชายฝั่งบางขุนเทียนมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้น ชาวประมงมีกว่า 500 ราย ได้รับประโยชน์จากการจับปูทะเลจากธรรมชาติ