ปลัดเกษตรฯลงพื้นที่อีสาน ติดตามวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลาดุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681561

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานโครงการเลี้ยงปลาดุกในบ่อผ้าใบของวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลาดุก ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย โดยมีคณะผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ต.ปะโค อ.เมือง จ.หนองคาย ว่าโครงการนี้ เป็นนวัตกรรมการเลี้ยงปลาบนบก สามารถจัดการของเสียได้ง่าย ใช้พื้นที่และน้ำน้อย ใช้ระบบการเลี้ยงจุลินทรีย์ไบโอฟลอคมาใช้ Biofloc เพื่อบำบัดน้ำให้มีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใช้เวลาในการเลี้ยงขุนประมาณ 3 เดือน สามารถจับขายได้ในราคากิโลกรัมละ 60 บาทสามารถเลี้ยงได้ 3 รอบต่อปี โดยวิสาหกิจฯ ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการค้าและการจัดการกับฟาร์มปลาดุกหนองคาย ซึ่งบริหารจัดการด้านการตลาด และส่งผลผลิตไปยังพื้นที่ในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตลาดประเทศลาว เป็นโอกาสของเกษตรกรในการสร้างรายได้เพิ่ม และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆที่สนใจ

ทั้งนี้ วิสาหกิจชุมชนคนเลี้ยงปลาดุกต.ปะโค ได้จัดทำโครงการเพื่อขอกู้เงินจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เมื่อปี 2564 ภายใต้ “เลี้ยงปลาดุกในบ่อผ้าใบ” และได้รับอนุมัติงบประมาณ 3,956,670 บาทโดยมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมและผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร เพื่อสร้างอาชีพและรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร โดยมีหน่วยงานร่วมดำเนินการอาทิ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์ จ.หนองคาย สำนักงานประมง จ.หนองคาย และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์หนองคาย ให้คำแนะนำตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ

“ขอฝากให้คำแนะนำกับกลุ่มวิสาหกิจฯ ในเรื่องของต้นทุนและผลกำไร ซึ่งจากผลการดำเนินงานในขณะนี้ต้นทุนนั้นสูงพอๆ กับราคาขาย อาจเป็นเพราะด้วยราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับอัตราการรอดชีวิตของปลาดุกที่ต้องมากกว่านี้ ต้องขอให้กรมประมง เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการอนุบาลสัตว์น้ำ และขั้นตอนการเลี้ยงต่างๆ เพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของปลาดุก รวมถึงการแปรรูปต่อในอนาคต หากประสบปัญหาสินค้าล้นตลาด เกินความต้องการของผู้ซื้อในอนาคตจะทำอย่างไรได้บ้าง นอกจากนี้ต้องฝากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในเรื่องของการส่งคืนเงินกู้ ต้องเข้ามาให้ข้อมูลด้านต่างๆ จุดนี้ถือเป็นวิสาหกิจชุมชนแรกที่เข้ามาดูด้วยตนเองจึงขอฝากข้อคิดไว้ และฝากให้นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เข้ามาดูแลเป็นพิเศษรวมถึงเป็นกำลังใจให้ต่อไป” ดร.ทองเปลว กล่าว

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681431

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 09.02 น.

‘ปศุสัตว์’เช็คบิล 2 ห้องเย็นนครปฐม อายัด‘ซากสุกรเถื่อน’ลักลอบนำเข้ากว่า 1 ตัน

21 กันยายน 2565 นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 ได้รับรายงานมีการลักลอบนำเข้าซากสัตว์มาเก็บที่ห้องเย็น จ.นครปฐม จึงได้สั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการการพิเศษพญาไท ลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองบัญชาการสอบสวนกลาง นำกำลังร่วมตรวจสอบการลักลอบขนส่งเนื้อสุกรเถื่อนมาที่ห้องเย็นของ จ.นครปฐม 2 แห่ง

ผลการตรวจสอบห้องเย็นที่ 1 พบว่า ห้องเย็นดังกล่าวเป็นสถานที่ใช้ในการเก็บรักษาสินค้าบริษัท ไม่ได้เปิดให้บริการรับฝากแช่สินค้า จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารใบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ ใบอนุญาตทำการค้า หรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ ผลตรวจสอบพบมีใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ และจากการตรวจสอบห้องเย็นพบสามชั้นสุกรแช่แข็ง 500 กก. ไม่สามารถนำใบอนุญาตให้นำหรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด มาแสดงได้

ผลการตรวจสอบห้องเย็นแห่งที่ 2 พบมีตู้คอนเทนเนอร์ทำความเย็น 2 ตู้ ในตู้คอนเทนเนอร์มีซากสัตว์ ประกอบด้วย (สามชั้นแผ่น) จำนวน 67 กล่อง น้ำหนักรวมจำนวน 804 กิโลกรัม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ขอตรวจสอบเอกสารใบเคลื่อนย้ายสัตว์และซากสัตว์ ใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ ผลการตรวจสอบพบว่าไม่สามารถนำใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตโรคระบาดชั่วคราว เขตโรคระบาด หรือเขตเฝ้าระวังโรคระบาด และใบอนุญาตทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งซากสัตว์ มาแสดงให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ จึงได้ทำการอายัดสินค้าไว้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ห้องเย็นทั้ง 2 แห่ง พนักงานเจ้าหน้าที่ได้อายัดสุกรแช่แข็งไว้ทั้งสิ้นรวม 1,304 กิโลกรัม และได้แจ้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำเอกสารมาแสดงภายใน 15 วัน หากไม่สามารถนำมาแสดงภายในกำหนด จะร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อพนักงานสอบสวนตามกฎหมายต่อไป โดยการกระทำผิดดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 ตามมาตรา 22 ห้ามมิให้ผู้ใดเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ ตามที่กำหนดในประกาศดังกล่าว เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตนั้น เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสัตวแพทย์ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบประจำเขตนั้นทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้าย โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และตามมาตรา 24 วรรคหนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาดอันเกิดจากการค้าสัตว์หรือ ซากสัตว์ ผู้ใดทำการค้าหรือหากำไรในลักษณะคนกลางซึ่งสัตว์หรือซากสัตว์ดังต่อไปนี้ ต้องได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน มีบทกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับ จ.นครปฐม ได้มีประกาศเรื่องกำหนดเขตเฝ้าระวังโรคระบาดชนิดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever: ASF) ในชนิดสัตว์สุกรและหมูป่า ทำให้การเคลื่อนย้ายซากสุกรทุกครั้ง ต้องแจ้งการเคลื่อนย้ายในพื้นเขตโรคระบาด ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558  พนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดตัวอย่างซากสัตว์สุกรแช่แข็งข้างต้น ส่วนจำนวนที่เหลือได้อายัดไว้ยังสถานที่ดังกล่าว เพื่อทำการตรวจวิเคราะห์หาเชื้ออหิวาต์แอฟริกาในสุกร ที่ห้องปฏิบัติการกรมปศุสัตว์ต่อไป

-005

เกษตรฯชงครม.ปรับเพิ่ม ราคาน้ำนมดิบ1.5บาท/กก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681393

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย จำกัด จากทุกภาคทั่วประเทศไทย เข้าพบที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อติดตามความคืบหน้ากรณีขออนุมัติปรับเพิ่มราคาน้ำนมดิบ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโคนม (ขอปรับเพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ 2.25 บาท) โดยขอปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมดิบหน้าศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบในปี 2565 จากกิโลกรัมละ 17.50 บาท เป็น 19.75 บาท และขอปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโคหน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในปี 2565 จากกิโลกรัมละ 19 บาท เป็นกิโลกรัมละ 21.25 บาท

ในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ เสนอข้อมูลดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบปรับราคาน้ำนมดิบ 1.50 บาทต่อกิโลกรัม และในส่วนของกรมปศุสัตว์จะดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกร 0.75 บาทต่อกิโลกรัม เป็นระยะเวลา 3 เดือน (90 วัน) ซึ่งหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาตามโครงการให้คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์นม (มิลค์บอร์ด) พิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนต่อไป

หม่อนไหมชู‘ตรานกยูง’ สืบสานตำนานไหมไทย ให้เกษตรกร-ผู้สนใจรับรู้ ข้อมูลด้านไหมที่ถูกต้อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681391

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังจัดงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 17 ประจำปี 2565 ช่วงก่อนหน้านี้ ซึ่งมีนายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหมและผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ว่า สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมุ่งมั่นสืบสานวัฒนธรรมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ให้คงอยู่กับปวงชนชาวไทย ทำให้ผ้าไหมไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องหมายนกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ที่เน้นแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตและที่สำคัญต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น โดยกรมหม่อนไหม ได้จัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 17 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ไปก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565

“เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผู้ทอผ้า นักวิจัย นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับลายผ้าไหมไทยและประวัติลายผ้าไหมไทย การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ไหมและการแปรรูป เพื่อจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม” นายสมชวน กล่าว

‘อลงกรณ์’เผยไทยยืน 1 ส่งออก ตลาดยางในจีนเร่ง 6 มาตรการเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681396

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายางของกระทรวงเกษตรฯ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 4/2565 ที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ว่าที่ประชุมรับทราบรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและภาวะตลาดยาง รวมทั้งมุมมองและข้อเสนอแนะจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรของไทยทุกภูมิภาคทั่วโลก และรายงานของการยางแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ตลาด และการส่งออกครึ่งปี 2565 ยังครองตำแหน่งประเทศผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก ด้วยปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง 2,190,065 ตัน โดยเฉพาะจีนนำเข้ายางไทยเป็นอันดับ 1 ครองมาร์เก็ตแชร์ถึง 49% รวมทั้งรายงานความก้าวหน้าของมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายาง โดย กยท.เพื่อประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการแก้ปัญหาความผันผวนของราคายาง ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่กระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อต้นทุนการผลิตระบบโลจิสติกส์ สถานการณ์เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยและภาวะตลาด ทำให้ราคาผันผวน จำเป็นต้องเพิ่มกลไก และมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อสร้างโอกาสในวิกฤตโดยเน้นการบูรณาการทำงานจากหลายภาคส่วนร่วมกัน

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบในหลักการให้มีการจัดตั้งแพลตฟอร์มเครือข่ายยางไทยเป็นองค์กรความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยแนวทางความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกัน (Partnership principal) เป็นการผนึกพลังให้แข็งแกร่งในฐานะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางอันดับหนึ่งของโลกเป็นองค์กรในลักษณะเดียวกับแพลตฟอร์มเครือข่ายความร่วมมือ FKII ของญี่ปุ่นซึ่งมีกว่า 4,200 องค์กรเป็นสมาชิก และมอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทยประสานกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรไทยในญี่ปุ่น เพื่อจัดทำโครงสร้างและระบบของแพลตฟอร์มเครือข่ายยางไทย เสนอในการประชุมคราวหน้า และจากการเสนอรายงานและข้อเสนอแนะของทูตเกษตรทุกภูมิภาคทั่วโลกทำให้เห็นถึงช่องว่างตลาดใหม่ๆ และนโยบายใหม่ของประเทศคู่ค้า จึงให้เพิ่มมาตรการใหม่อีก6 มาตรการเชิงรุก

นอกจากนี้ ยังให้จัดฟอรั่มอัปเดตสถานการณ์ตลาดยางโลกทุก 2 เดือน โดย กยท.และสำนักงานเกษตรต่างประเทศของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลรอบด้านที่ทันโลกทันเหตุการณ์ด้วยระบบออนไลน์คู่ขนานกับการประชุมของคณะกรรมการชุดนี้ และยังมอบหมายให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ณ กรุงบรัสเซลส์ ประสานกับ กยท.สถาบันชาวสวนยางและภาคเอกชนไทยในการขับเคลื่อนรับมือการเคลื่อนไหวของอียู ในประเด็น Deforestation รวมทั้ง มอบหมาย กยท.ให้รวบรวมข้อมูลของสภาการยางแห่งมาเลเซีย (MRC) และนโยบายการวิจัยยางของมาเลเซียส่งให้กับกรรมการทุกคนเพื่อศึกษาเปรียบเทียบและนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681397

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’  ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

สกู๊ปพิเศษ : พลิกโฉมบริหารจัดการน้ำประเทศด้วย‘คณะกรรมการลุ่มน้ำ’ ขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ประเทศไทย แม้จะได้ชื่อว่าอุดมสมบูรณ์ ไปด้วยทรัพยากรน้ำ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จนถึงทุกวันนี้ เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำที่มีอยู่ได้อย่างเต็มศักยภาพ จึงทำให้หลายพื้นที่ยังคงตกอยู่ภายใต้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งซ้ำซากมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทานซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยเน้นผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้จริง อาศัยอำนาจตามกฎหมายหลายฉบับ บูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำเป็นระบบในทุกมิติ

แต่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่ผ่านมา ยังมีช่องโหว่เรื่องของการขาดเจ้าภาพหลักที่จะเข้าดูแลการพัฒนาแหล่งน้ำ และวางเป้าหมายการพัฒนาในระดับพื้นที่ที่ชัดเจน การทำงานของแต่ละหน่วยงานยังขาดเอกภาพ การดำเนินงานบางกิจกรรม ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน บางครั้งจึงส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้น ตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเกิดประสิทธิภาพคือการสร้างกลไกการพัฒนาแหล่งน้ำที่ผ่านการขับเคลื่อนของภาคประชาชนภายใต้ “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” เพื่อร่วมกันจัดทำแผนพัฒนาทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งปัจจุบันเรามีคณะกรรมการลุ่มน้ำตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำแล้ว ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา

โดยคณะกรรมการลุ่มน้ำในแต่ละพื้นที่ จะประกอบด้วยผู้แทนหลายภาคส่วน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตลุ่มน้ำนั้นๆ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากจังหวัดต่างๆ ในเขตลุ่มน้ำ จังหวัดละ 1 คนผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ จำนวน 4 คน และองค์กรผู้ใช้น้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรม ภาคละ3 คน ซึ่งทั้งหมดนี้ จะเป็นกลไกลสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระดับลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งแต่การจัดทำแผนแม่บท การบำรุงรักษา ฟื้นฟู อนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำ รวมถึงร่วมกันจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม จัดสรรน้ำ และจัดลำดับความสำคัญในการใช้น้ำ ตลอดจนการไกล่เกลี่ยและชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ การส่งเสริมและรณรงค์สร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำให้แก่ประชาชนในเขตลุ่มน้ำ เป็นต้น

นับจากนี้ไป คณะกรรมการลุ่มน้ำ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการมีส่วนช่วยในการพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครอบคลุมทุกมิติ บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชนผู้มีส่วนได้เสียในการใช้ทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำนั้นๆ ที่จะได้มีโอกาสเข้ามามีบทบาทให้การแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงความต้องการของชาวบ้านได้มากขึ้นซึ่งจะพลิกโฉมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการแก้ปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม ได้ตรงจุด รวดเร็วกว่าในอดีต

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบัน สทนช.ได้รับจดทะเบียนเพื่อจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำให้แก่ภาคประชาชน โดยแบ่งเป็น 3 ภาค ได้แก่ ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคพาณิชยกรรมตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564 เป็นต้นมาซึ่งปัจจุบันมีองค์กรผู้ใช้น้ำที่ได้รับการพิจารณาอนุมัติแล้ว 3,389 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีจำนวน 2,864 องค์กร ภาคอุตสาหกรรม จำนวน 287 องค์กร และภาคพาณิชยกรรม จำนวน 238 องค์กร (ข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2565) ต่อจากนี้สทนช.จะขับเคลื่อนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับองค์กรผู้ใช้น้ำและคณะกรรมการลุ่มน้ำ ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามหน้าที่และอำนาจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานรับผิดชอบขึ้นมาเป็นการเฉพาะภายในองค์กร คือ กองส่งเสริมองค์ความรู้และความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร เพื่อรับผิดชอบดำเนินการตามแนวทางที่กำหนด เช่น ส่งเสริม
สนับสนุน ประชาสัมพันธ์ และสร้างการมีส่วนร่วมในรูปแบบขององค์กรผู้ใช้น้ำ โดยสื่อสารสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางที่หลากหลาย สร้างหลักสูตรในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรผู้ใช้น้ำ เพื่อใช้เป็นหลักสูตรกลางให้แก่หน่วยงานต่างๆ ในการถ่ายทอดองค์ความรู้เสริมสร้างความเข้มแข็งขององค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ต่อไป รวมถึงการจัดทำหลักสูตรพัฒนา เสริมสร้างศักยภาพให้แก่คณะกรรมการลุ่มน้ำ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย ได้แก่ การจัดทำแผนแม่บทในเขตลุ่มน้ำ การจัดทำแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วม ฯลฯ รวมถึงการรับเรื่องร้องทุกข์ ไกล่เกลี่ย และชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้ใช้น้ำ เป็นต้น

การพลิกโฉมครั้งใหญ่ ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศครั้งนี้ ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ได้รับประโยชน์ในแต่ละลุ่มน้ำ โดยมี คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนโซ่ข้อกลางคอยช่วยประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ บนพื้นฐานตามความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งซ้ำซากในระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดเป็นที่สุด

ปลัดเกษตรฯอัปสกิลบุคลากร20จว.อีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681395

วันพุธ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาUpskill for Next Normal ของบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายโอภาส ทองยงค์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่โรงแรมหนองคายธาวิลล่า จ.หนองคาย ว่าการประชุมสัมมนาครั้งนี้ มุ่งหวังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี” เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้อง 5 ด้าน

ที่สำคัญคือการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 มีหมุดหมายที่ 1 ที่ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง ซึ่งในการจะขับเคลื่อนให้หมุดหมายที่ 1 ให้บรรลุเป้าหมายก็จะต้องเกี่ยวข้องกับหมุดหมายที่ 12 กำลังคนที่มีสมรรถนะสูงตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคตเพื่อพัฒนาคนในภาครัฐให้มีสมรรถนะสูง เป็น Smart Officer รวมทั้งตอบโจทย์ในหมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่มีสมรรถนะสูงซึ่งเชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกัน

อย่างไรก็ดี บุคลากรในสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัด ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งนโยบายของจังหวัด จำเป็นต้องเข้าใจ และได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มีทักษะที่ทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมสู่ความปกติถัดไป (Next Normal) ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG ปี 2564-2570

กรมชลฯเตรียมบูรณาการปัญหาน้ำแม่กลองใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681419

กรมชลฯเตรียมบูรณาการปัญหาน้ำแม่กลองใหญ่

กรมชลฯเตรียมบูรณาการปัญหาน้ำแม่กลองใหญ่

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 22.40 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์  รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทาน เปิดเผยหลังการลงพื้นที่โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ว่า  กรมได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาจัดทำโครงการศึกษาความเหมาะสมปรับปรุงโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา ตามที่ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อครั้งเป็นอธิบดีกรมชลประทานได้ปรารภหลังลงพื้นที่และพบว่ามีปัญหาการบริหารจัดการน้ำ เนื่องจากเป็นโครงการเก่าแก่และมีปัญหาการส่งน้ำค่อนข้างมาก ควรมีการศึกษาปรับปรุงโครงการให้ชัดเจน

ทั้งนี้ โครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ชลประทานประมาณ 2.42 ล้านไร่ ใน จ.กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม  สมุทรสาคร สุพรรณบุรี นครปฐม และบางส่วนของ จ.เพชรบุรี โดยแบ่งเป็นโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งซ้าย และโครงการชลประทานแม่กลองใหญ่ฝั่งขวา มีปริมาณน้ำจัดสรรเฉลี่ยปีละร่วม 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายยศวัจน์ ศรีเรืองเจริญ ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกา(ผคบ.) กล่าวถึงโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่ามะกาว่าได้มีการริเริ่มมานานถึง 60 ปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆได้มีการเปลี่ยนแปลงไป เพราะฉะนั้นจะนำเอาระบบการออกแบบเมื่อ 60 ปีก่อนมาใช้ในปัจจุบันคงไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเชื่อว่าการนำข้อมูลใหม่มาประกอบการปรับปรุงโครงการจะทำให้โครงการนี้จัดสรรการใช้น้ำสู่ภาคประชาชนได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

นางประคอง บ้านใหม่ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำในตำบลบ้านใหม่ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่าเกษตรกรในบริเวณบ้านใหม่มีความต้องการประตูระบายน้ำเพื่อปั่นน้ำโดยตรงเข้าสู่พื้นที่การเกษตร เพราะปัจจุบันลำบากมากในฤดูกาลทำนา ถ้าต้องผ่านน้ำจากประตูอื่นต้องรอจนกว่าน้ำจะล้นซึ่งจะใช้ปริมาณมาก แต่ถ้าสามารถผ่านน้ำเข้าพื้นที่ได้โดยตรงจะทำให้สะดวกยิ่งขึ้นและใช้ปริมาณน้ำที่น้อยกว่าจึงอยากจะให้กรมชลประทานพิจารณาในเรื่องนี้โดยด่วน

นายสนิท พิริยะพงษ์พันธ์ ผู้จัดการโครงการฯ เห็นว่าประเด็นหลักๆตอนนี้คือการบริหารจัดการน้ำให้ทั่วถึงและเหมาะสมกับทุกพื้นที่อย่างเสมอภาค และต้องปรับปรุงระบบการส่งน้ำให้ทันสมัยยิ่งขึ้น อย่างปัญหาที่ชาวบ้านเจออยู่ตอนนี้คือจะต้องดึงน้ำจากพื้นที่ที่ต่ำกว่าขึ้นมาพื้นที่ที่สูงกว่า ทำให้ต้องใช้น้ำในปริมาณมากและเกิดปัญหาการชำรุดทรุดโทรมของลำคลองที่ตามมา มาตรการหลักๆที่จะต้องเร่งส่งให้กรมชลประทานตอนนี้คือการปรับปรุงเรื่องสิ่งก่อสร้าง รวมถึงการระบายน้ำซึ่งต้องเพิ่มแก้มลิง เพราะจะได้นำน้ำที่ถูกระบายแล้วกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งคาดว่างบประมาณในการจัดการจะอยู่ที่ 2,000 กว่าล้าน และให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มมากขึ้น

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681307

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.31 น.

กรมชลฯเฝ้าระวัง‘ลุ่มน้ำเจ้าพระยา’ใกล้ชิด หลังอุตุฯเตือน 21-25 ก.ย.มีฝนตกเพิ่มตอนบน

20 กันยายน 2565 ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน รายงานสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาวันนี้ (20 กันยายน 2565) เมื่อเวลา 11.00 น. ที่สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,037 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 3.18 เมตร แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ก่อนปริมาณน้ำนี้จะไหลไปรวมกับน้ำที่มาจากเเเม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขา ไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ที่ปัจจุบันได้มีการควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาที่สถานี C.13 อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ในอัตราประมาณ 1,989 ลบ.ม./วินาที ส่วนพื้นที่ตอนล่างที่สถานีวัดน้ำ C.29A อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา มีปริมาณน้ำไหลผ่านเฉลี่ย 2,537.00 ลบ.ม./วินาที

โดยช่วงวันที่ 19 – 20 ก.ย. 65 กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง และช่วงวันที่ 21 – 25 ก.ย. 65 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ กรมชลประทาน ได้นำข้อมูลการคาดการณ์สภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา มาวางแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ การเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดันน้ำ ประจำจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง ให้สามารถพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมไปถึงตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานและพนังกั้นน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง  ตลอดจนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับธุรกิจชุมชน ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ผ้าทอไทยทรงดำ ต้นแบบความสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/681287

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับธุรกิจชุมชน ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ผ้าทอไทยทรงดำ ต้นแบบความสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2565, 15.20 น.

ส.ป.ก. เดินหน้ายกระดับธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน เสริมแกร่งความรู้สร้างจุดเด่นผลิตภัณฑ์ ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ผ้าทอไทยทรงดำ ต้นแบบความสำเร็จ

ส.ป.ก.มองการณ์ไกล เสริมแกร่งเศรษฐกิจชุมชน ลุยผลักดันโครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน 72 จังหวัด เสริมแกร่งความรู้สร้างจุดเด่นผลิตภัณฑ์ ชูกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน ต้นแบบความสำเร็จ ชูจุดขายผ้าทอไทยทรงดำ ดึงลูกค้า มีรายได้เสริมเฉลี่ยเดือนละ 3 พันบาท

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ได้กำหนดให้การสร้างความสามารถในการแข่งขัน โดยเน้นการแข่งขันด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ดังนั้น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. จึงได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาคเกษตรของไทยสู่ความยั่งยืน เสริมสร้างโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจระดับชุมชน

“ด้วยชุมชน ถือเป็นฐานรากที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจของประเทศ เกษตรกรได้พึ่งพาและใช้ประโยชน์จากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อการดำรงชีวิตและสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว แต่ปัจจุบันความร่วมมือของเกษตรกรในท้องถิ่นเริ่มลดลง จะเห็นได้จากการรวมกลุ่มทำได้ยากขึ้น เกษตรกรเข้าสู่วัยสูงอายุและขาดแคลนแรงงาน เกษตรกรจำนวนมากขาดความรู้ในการทำธุรกิจเชิงระบบ ทำให้ขาดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาธุรกิจโดยใช้เงินทุนเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทำให้ธุรกิจไม่เกิดการขยายตัวและมีอัตราการเติบโตทางธุรกิจในระดับที่ต่ำ ส่งผลให้การรวมกลุ่มเกษตรกรขาดความเข้มแข็ง” เลขา ส.ป.ก. กล่าว

“โครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน”

ดังนั้น การเสริมสร้างโอกาสให้สมาชิกในชุมชนได้นำความรู้ ภูมิปัญญาและทรัพยากรในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยเกษตรกรมีโอกาสในการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตนเองหรือชุมชนเพิ่มมากขึ้น เป็นการสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ ส.ป.ก. จึงได้ดำเนินการภายใต้ “โครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน”

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวต่อไปว่า ส.ป.ก. ได้สนับสนุนการพัฒนาระบบธุรกิจชุมชนแก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 72 จังหวัด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์/สินค้า ให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น นอกจากจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้านั้น ๆ แล้ว จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าได้มากขึ้นซึ่งในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินค้าและผลิตภัณฑ์จากบรรจุภัณฑ์เพิ่มมากขึ้น ทั้งบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุจากธรรมชาติ วัสดุภายในท้องถิ่นแสดงความเป็นอัตลักษณ์ วัสดุเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัสดุที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้ ทั้งยังเป็นการสร้างแรงจูงใจผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นอีกด้วย

วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน หนึ่งในต้นแบบความสำเร็จ

“วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน  หมู่ที่ 4 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีนางบุญนาค กานตพงศ์ เป็นประธาน เป็นหนึ่งในกลุ่มเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ที่ ส.ป.ก.ได้รับการพัฒนาตามโครงการพัฒนาธุรกิจชุมชนในเขตปฏิรูปที่ดิน จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของโครงการ” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

บ้านสามเรือน เป็นชุมชนไทยทรงดำ ที่มีประเพณีที่ทำสืบต่อกันมายาวนาน คือ”การทอผ้า”  นอกจากการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ในงานบุญ หรืองานมงคลแล้ว เเต่ยังเป็นการทอผ้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันสุดท้ายของชีวิต ซึ่งทุกคนต้องมีชุดที่ทอขึ้นมาเป็นของตัวเอง

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน เกิดจากการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ซึ่งได้รับเเรงบันดาลใจ จากการทอผ้าใช้เองมาตั้งแต่โบราณ มีการรักษาสืบทอดวัฒนธรรมประเพณี และภูมิปัญญาต่อกันมา ซึ่งทำให้ผ้าทอมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ คงความดั้งเดิมตามแบบชุมชนไทยทรงดำที่มีมาแต่อดีต

“จากวัตถุประสงค์ของโครงการฯ ดังกล่าว ส.ป.ก.โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี จึงได้พิจารณาคัดเลือก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน  ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดิน   เข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มให้มีมาตรฐาน น่าสนใจ ทันสมัยและสามารถจัดส่งไปยังผู้บริโภคผ่านตัวแทนธุรกิจการขนส่งได้โดยสินค้ายังอยู่ในสภาพเดิม ไม่เกิดความชำรุด เสียหาย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลิตภัณฑ์อีกด้วย” ดร.วิณะโรจน์ กล่าว

นางบุญนาค กานตพงศ์ เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าเพชรสามเรือน  กล่าวว่า อาชีพการทอผ้า เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาของชุมชนไทยทรงดำแห่งนี้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ผ้าขึ้นชื่อได้แก่ ผ้าขาวม้า และผ้าทอลายแตงโม ลายผ้าแบบดั้งเดิมสืบทอดกันมา ด้วยการสนับของส.ป.ก. ทำให้ดีขึ้นทุกอย่าง โดยเฉพาะการสร้างตลาด ด้วยการชูจุดขายที่โดดเด่นของผ้าทอไทยทรงดำ จึงทำให้ได้รับการตอบรับจากลูกค้ามากขึ้น โดยจุดเด่นนอกจากความสวยงามของลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังเป็นผ้าทอที่ระบายอากาศได้ดี  ซักแล้วไม่ยืด ไม่หด เนื้อผ้ามีความนุ่มไม่หยาบกระด้าง และมีราคาไม่แพง ปัจจุบันเกษตรกรสมาชิกสามารถสร้างรายได้เสริมจากการทอผ้าจำหน่าย เฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท

“ส.ป.ก.เพชรบุรี ได้เข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง มีการจัดอบรมเสริมความรู้ภายใต้หลักสูตรต่าง ๆ ทำให้ทางกลุ่มของเรามีการพัฒนามากขึ้น สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับผ้าทอของเรา เช่น อบรมหลักสูตรการประดิษฐ์ชิ้นงานจากเศษผ้า ทำเป็นที่ใส่ซองจดหมาย กระเป๋าใส่โทรศัพท์ และ กระเป๋าเอนกประสงค์  ตอนนี้พวงกุญแจกับกระเป๋าก็ขายได้ พอมีรายได้เสริมของสมาชิกที่เป็นผู้สูงอายุ เฉลี่ยแล้วก็อายุ 80 ปี ต้องขอบคุณ ส.ป.ก. เพราะไม่เคยได้ทิ้งเรา เข้ามาช่วยมาสนับสนุนตลอด ดูแลทั้งอาชีพการทอผ้า และอาชีพการทำเกษตร จะเข้ามาดูมาถามว่า น้ำแห้งตรงไหน ขุดบ่อไหม มีน้ำรดต้นไม้ไหม เขาจะทำให้ทุกอย่าง จะมีบ่อน้ำ บ่อน้ำใหญ่บ่อน้ำเล็ก จะมีหมด” นางบุญนาค กล่าวทิ้งท้าย