‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677577

'เฉลิมชัย'สั่งกรมชลฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมชลฯ เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 20.23 น.

“เฉลิมชัย”สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชน และเกษตรกร จึงได้สั่งการให้กรมชลประทานเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้าบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมกันนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนในช่วงเดือนกันยายน 2565 นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยาที่ระบุว่า บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณฝนรวมสูงกว่าค่าปกติ และให้จัดเจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และเครื่องผลักดัน ประจำจุดพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง ให้สามารถพร้อมใช้งานได้ทันที

นอกจากนั้น ยังได้เน้นย้ำให้มีการตรวจสอบความพร้อมของอาคารชลประทานและพนังกันน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี65 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติกำหนด พร้อมบริหารจัดการน้ำในอ่างฯ ให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม โดยพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ และหมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มประสิทธิการระบายน้ำ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ให้รับทราบล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้น้อยที่สุด

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (1 ก.ย.65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 48,806 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 64 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 27,283 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 13,389 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 11,482 ล้าน ลบ.ม.ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยยังคงมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้พิจารณาปรับลด-เพิ่มการระบายน้ำให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ยังคงเดินหน้าเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากทางตอนบนที่จะไหลลงมาอีกในระยะต่อไป พร้อมเร่งเดินหน้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง

เกษตรฯลุยดันอุตสาหกรรมฮาลาลพื้นที่ชายแดนใต้ สู่’ครัวฮาลาลของโลก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677502

เกษตรฯลุยดันอุตสาหกรรมฮาลาลพื้นที่ชายแดนใต้ สู่'ครัวฮาลาลของโลก'

เกษตรฯลุยดันอุตสาหกรรมฮาลาลพื้นที่ชายแดนใต้ สู่’ครัวฮาลาลของโลก’

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 17.12 น.

รัฐมนตรีเกษตรฯ ผลักดันอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ หวังยกระดับพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมมอบหน่วยงานในสังกัดร่วมบูรณาการขับเคลื่อนการพัฒนาสู่”ครัวฮาลาลของโลก”

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฮาลาล ในระดับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เพื่อเศรษฐกิจ สังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยมี นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหาร ศอ.บต. และส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วม ณ ศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อ.เมือง จ.ยะลา

สำหรับแนวทางการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ในพื้นที่ชายแดนใต้นั้น มีเป้าหมายการขับเคลื่อนในด้านต่าง ๆ คือ 1) การเพิ่มศักยภาพการผลิตเพื่อการบริโภคภายในและการส่งออกสินค้าเกษตร อาหารและบริการฮาลาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล) 2) ยกระดับสินค้าเกษตร อาหาร และบริการให้มีการรับรองตามมาตรฐานและฮาลาล 3) การเปิดตลาดใหม่สำหรับสินค้า อาหารและบริการฮาลาลจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน/ประเทศโลกมุสลิม/ประเทศที่มีมุสลิมร่วมอาศัยตามกรอบแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในลักษณะพหุภาคี/ไตรภาคี/สหภาคี และ 4) สินค้าเกษตรและอาหารของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีภาพลักษณ์ความเป็นฮาลาลพร้อมกับอาหารรสชาติดีมีคุณภาพและดีต่อสุขภาพ โดยมี 3 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ดังนี้

กลยุทธ์ที่ 1 ยกระดับเกษตรฐานรากเข้าสู่วิสาหกิจ-อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป มีโครงการสำคัญ ได้แก่ 1) ปศุสัตว์พาณิชย์ มุ่งเน้นการผลิตโค ไก่ ไก่เบตง เนื้อแพะ 2) เกษตรอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ เช่น มะพร้าว ไผ่ ทุเรียน หมาก 3) สัตว์เศรษฐกิจใหม่ เช่น ปลาเก๋าหยก ปลานิลน้ำไหล ปลาพลวง ปูทะเล เป็นต้น

กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาศักยภาพการตลาดสินค้า อาหารและบริการฮาลาลสู่สากล มีโครงการสำคัญ ได้แก่ การฟื้นฟูอนุระเบียงเศรษฐกิจ Limor Dasar, โครงการ 1 จังหวัด 1 ทูตพาณิชย์ และส่งเสริมภาคเอกชนเข้ามาลงทุนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าฮาลาลในพื้นที่ เป็นต้น

กลยุทธ์ที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ การพัฒนาธุรกิจ อุตสาหกรรม และการค้าฮาลาล มีโครงการสำคัญ ได้แก่ ขับเคลื่อน E-Park สินค้าฮาลาล การยกระดับ One Start One Service ให้เป็นศูนย์เริ่มและให้บริการเบ็ดเสร็จที่แท้จริง การเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับคณะอนุกรรมการทุกคณะไปสู่การปฏิบัติ ผ่าน AIC ของแต่ละมหาวิทยาลัย เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมจะร่วมขับเคลื่อนการทำงานให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างสุดกำลังความสามารถ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ผ่านโครงการสำคัญในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบ/เห็นชอบ เช่น โครงการเมืองปศุสัตว์ชายแดนภาคใต้ โครงการเมืองพลังงาน โครงการเมืองปูทะเลโลก และเมืองแห่งผลไม้ เป็นต้น จึงได้มอบหมายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกันออกแบบและวางแผนปฏิบัติผ่านคณะอนุกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมสินค้าและผลิตผลการเกษตรมาตรฐาน “ฮาลาล” ในพื้นที่ชายแดนใต้ มุ่งเน้นการพัฒนาแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยในส่วนของการกำกับการทำงาน ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้แทนในการมาทำงานร่วมกันกับพื้นที่ใน 1 เดือนให้แล้วเสร็จ เพื่อที่จะแถลงแผนปฏิบัติการดังกล่าว ในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ จัดทำนโยบายสำคัญเพื่อผลักดันการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “พื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด” มีเป้าหมายในการสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ซึ่งเป็นมิติการพัฒนาที่ก้าวข้ามความขัดแย้ง โดยใช้หลัก “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี พื้นที่มีเศรษฐกิจที่ดี” มุ่งหวังให้ประชาชนทุกคนที่มีอาชีพเกษตรกรรมทั้งในปัจจุบันและที่จะเข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรมในอนาคตอันใกล้ สามารถสร้างรายได้ลดรายจ่าย ปลดหนี้สินและความทุกข์ให้ได้

อย่างไรก็ตาม ตั้งใจจะให้ทุกจังหวัดของชายแดนใต้ ทั้งสตูล ยะลา นราธิวาส ปัตตานี และสงขลา เป็นพื้นที่ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อการบริโภคในพื้นที่บริโภคภายในประเทศ และเป็น “ครัวฮาลาลของโลก” โดยเฉพาะการส่งผลผลิตทางการเกษตรไปยังพี่น้องประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามกว่า 2,000 ล้านคนทั่วโลกให้ได้ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงพาณิชย์สามารถเจรจาการค้าและการลงทุนร่วมกับประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อการนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรและอื่น ๆ ที่มีฐานวัตถุดิบจากพืชผลทางการเกษตรเข้าสู่ประเทศซาอุดีอาระเบีย อีกทั้งยังมีการจัดตั้งหอการค้าไทยและซาอุดีอาระเบีย จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะคณะอนุกรรมการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจฮาลาลฯ จะเร่งดำเนินการทำโดยเร็ว

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย และ ศอ.บต. พร้อมจะเข้ามาร่วมกันในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้กับพี่น้องประชาชน เพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องจังหวัดชายแดนใต้ โดยจะนำร่องด้วยการเลี้ยงสัตว์ ฟื้นเกษตรแปลงใหญ่ ฟื้นนาร้างให้พี่น้องเกษตรกรได้กลับมาทำนาอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลอย่างชัดเจน ทั้งนี้ พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้มีต้นทุนรองรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฮาลาล ถ้าเราสามารถสร้างเป็นศูนย์รวมการผลิตสินค้าฮาลาลได้ จะสามารถยกระดับพื้นที่ กระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรได้ต่อไป” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘Tip Your Farmer’โครงการริเริ่มให้ปชช.ทั่วไปได้มีโอกาสสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยระบบบล็อกเชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677494

'Tip Your Farmer'โครงการริเริ่มให้ปชช.ทั่วไปได้มีโอกาสสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยระบบบล็อกเชน

‘Tip Your Farmer’โครงการริเริ่มให้ปชช.ทั่วไปได้มีโอกาสสนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยระบบบล็อกเชน

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 16.57 น.

บริษัท มัลติคอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ให้การสนับสนุนนวัติกรรมเปลี่ยนโลก สร้างความโปร่งใสในอุตสาหกรรม และความยั่งยืนในระบบห่วงโซ่อุปทานอาหาร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิต และผู้บริโภค

บริษัท มัลติคอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป ได้ให้การสนับสนันโครงการริเริ่มที่มีชื่อว่า Tip Your Farmer โดยใช้ระบบบล็อกเชนซึ่งเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลชนิดหนึ่งที่มีความแม่นยำสูงเพื่อสร้างความโปร่งใสในอุตสาหกรรมให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมเป็นตัวกลางสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนทั่วไปที่มารับประทานอาหารที่ร้านอาหาร และเกษตรกรที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสำคัญให้ในแต่ละเมนู

หากลูกค้าท่านใดที่ต้องการทราบแหล่งที่มาของวัตถุดิบแต่ละชนิด ก็สามารถใช้อุปกรณ์สื่อสาร สแกนไปยังตราสัญลักษณ์รับรองคุณภาพที่ปรากฏอยู่บนเมนู และหากต้องการสนับสนุนเกษตรกรเพิ่มเติม ก็สามารถใส่จำนวนเงินในใบเสร็จได้เลยทันที โดยเงินสนับสนุนทั้งหมดจะถูกส่งตรงไปยังฟาร์มต้นทาง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัท มัลติคอร์ ได้จัดงานขึ้นที่โรงแรม ดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล เพื่ออธิบายโครงสร้างทางนวัตกรรมที่ได้คิดค้นขึ้น ค่ำคืนเอ็กซ์คลูซีฟนี้ประกอบไปด้วยแขกผู้มีเกียรติมากมาย อาทิ กลุ่มลูกค้าที่มีความสนใจ อินฟลูเอนเซอร์ชาวไทย และผู้ร่วมงานอีกหลายวงการที่มีความสนใจในเรื่องระบบห่วงโซ่อุปทานอาหารที่ยั่งยืน และสามารถตรวจสอบถึงแหล่งที่มาได้ โดยใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนมาช่วยจัดการเรื่องระบบการจัดการข้อมูล ในวันต่อมา บริษัท มัลติคอร์ ยังได้สนับสนุนการจัดเวิร์กช้อป และให้คำปรึกษากับกลุ่มเกษตรกร และผู้ผลิตที่สนใจอยากเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ Tip Your Farmer อีกด้วย

สำหรับโรงแรม และร้านอาหารที่เข้าร่วมในโครงการนี้ จะมีตราสัญลักษณ์ปรากฏอยู่บนเมนูพร้อมข้อความ “Blockchain Certified: Proof of Provenance” โดยเมื่อผู้ที่สนใจใช้สมาร์ทโฟนสแกนไปยังสัญลักษณ์ดังกล่าว ก็จะได้เห็นข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการกระบวนการผลิตแบบออร์แกนิก และยั่งยืนก่อนจะมาอยู่ในจานอาหารแต่ละมื้อ  ตลอดจนมาตรการต่าง ๆ ที่บริษัทใช้ดำเนินงานเพื่อสร้างความมั่นใจว่าอาหารแต่ละชนิดนำมาจากแหล่งผลิตที่ถูกต้อง และมีจริยธรรม ซึ่งรวมไปถึงการจ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรม และวิธีปฏับัติต่อเพื่อนร่วมงาน และสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม หลังรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทุกท่านยังสามารถสมทบทุนให้กับเกษตรกรผ่านระบบสแกนคิวอาร์ โค้ด เพื่อเข้าสู่แอพพลิเคชั่นซึ่งจะอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ แบบเข้าใจง่ายเพื่อการส่งมอบสิ่งตอบแทน หรือคำขอบคุณไปยังเกษตรกร และฟาร์มต่าง ๆ ที่ร่วมโครงการ

Tip Your Farmer คือโครงการนำร่องที่เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ ได้รับการสนับสนุนจาก World Economic Forum (WEF) และนำเสนอเนื้อหาโดย มร. มาร์คัส ชิงเกิลส์ (Marcus Shingles) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานค่ำคืนดังกล่าวในฐานะวิทยากรรับเชิญ

ปัจจุบัน มร. ซิงเกิลส์เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของกลุ่ม Expert Network ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ World Economic Forum ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ กว่า 3,000 คนไว้เพื่อพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น เขายังมุ่งเน้นสร้างการเปลี่ยนแปลงในด้านดิจิทัล นวัตกรรม และช่วยเหลือองค์กรอีกมากมายโดยเป็นที่ปรึกษาเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และสร้างเทคโนโลยีใหม่ ๆ อีกด้วย ในอีกด้านหนึ่ง มร. ซิงเกิลส์ยังดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายนวัตกรรม และกรรมการผู้จัดการของหน่วยงาน “Smart

City & Urban Innovation” ที่บริษัท มัลติคอร์ เขาทำหน้าที่เป็นผู้นำทีมระดับโลกเพื่อริเริ่มการออกแบบ และสร้างเมืองอัจฉริยะรูปแบบใหม่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชุมชน และอนาคตอันยั่งยืน บริษัท มัลติคอร์ได้เป็นริเริ่มโครงการ “Smart City & Urban Innovation” ในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง รวมถึงประเทศไทย กัมพูชา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สำหรับโครงการในประเทศไทย ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนเบื้องต้นเพื่อสร้างแนวคิด Smart, Innovative & Cognitive City ซึ่งจะเริ่มพัฒนาในพื้นที่ภาคเหนือเป็นที่แรก

สำหรับงานวิจัยส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น บริษัท มัลติคอร์ ได้ให้การสนับสนุนในหลายรูปแบบ รวมถึงอำนวยความสะดวกในเรื่องทรัพยากรจากท้องถิ่นในประเทศไทยโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนำร่อง นอกจากนี้ มร. ไมเคิล ซาอีฟ กะนิม่า (Michael Saif Ghanima) ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหาร ยังได้ทำข้อตกลงที่สำคัญเพื่อสนับสนุนงานวิจัย โดยจะดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายในเรื่องการเดินทาง และการดำเนินงานของผู้เข้าร่วมโครงการ บริษัท มัลติคอร์ ยังอำนวยความสะดวกทางด้านการแปลภาษาโดยมีทีมงานซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่เป็นสื่อกลางเพื่อสร้างบทสนทนาอันมีประสิทธิภาพระหว่างเกษตรท้องถิ่น และผู้วิจัยในโครงการนำร่องนี้

บริษัท มัลติคอร์ กล่าวถึงประเทศไทยว่า มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นพื้นที่ของโครงการวิจัยนำร่อง เนื่องจากได้รับส่งเสริมให้เป็น “ครัวโลก” มาเป็นระยะเวลานาน ประกอบกับความแข็งแกร่งในอุตสาหกรรมอาหารที่มีจุดเริ่มต้นจากทรัพยากรในประเทศอันอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งมีการลงทุนในนวัตกรรมด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทุกหน่วยงานมุ่งเน้นสู่การสร้างมาตรฐานอาหารปลอดภัย ในปี 2564 ที่ผ่านมา ประเทศไทยส่งออกอาหารมากเป็นลำดับที่ 13 ของโลก คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 30.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ โครงการริเริ่ม Tip Your Farmer จะเน้นย้ำถึงความพยายามเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยให้เด่นชัดยิ่งขึ้นในตลาดโลก รวมทั้งช่วยเหลือในด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังจากต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดในหลายปีที่ผ่านมา

โรงแรม ดิ แอทธินี ได้ทำหน้าที่เป็นเสมือนหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนเพื่อสนับสนุนโครงการ Tip Your Farmer โดยโครงการฯ ได้รับการดูแลอย่างดีจาก มิส ชูเลง โก (Choo Leng Goh) ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรม และ มร. แบรนดอน พาร์ทริดจ์ (Brendon Partridge) ผู้จัดการโรงแรมซึ่งรับหน้าที่ดูแลในเรื่องอาหาร และเครื่องดื่มภายในงานอย่างใส่ใจ

โรงแรม ดิ แอทธินี ได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากโรงแรมฯ มุ่งเน้นผลักดันเรื่องความยั่งยืนมาโดยตลอด ท่ามกลางกระแสการดูแลสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นมากมาย โรงแรม ดิ แอทธินี เป็นผู้ริเริ่มดำเนินนโยบาย และใส่ใจในด้านนี้มาเป็นระยะเวลาหลายปี ด้วยการเฟ้นหาวัตถุดิบทางการเกษตรแบบออร์แกนิกซึ่งส่งตรงจากฟาร์มทั่วประเทศไทย ให้มาอยู่บนจานในร้านอาหารของโรงแรม และยังช่วยส่งเสริมแนวความคิดการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนกับผู้บริโภค รวมทั้งสร้างรายได้ที่แน่นอนให้กับชุมชนเกษตรกรในท้องถิ่นอีกด้วย

ปลัดเกษตรฯรุดติดตามงาน โครงการจัดที่ดินให้ชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677281

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ

ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) แปลงคทช.หนองใหญ่ ต.เขาซกอ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี โดยมีผู้บริหาร ส.ป.ก.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร คทช.หนองใหญ่ ต้อนรับ

พร้อมกันนี้ ดร.ทองเปลว ได้มอบนโยบายและแนวทางการพัฒนาพื้นที่ คทช.หนองใหญ่ รวมทั้งมอบต้นพันธุ์กระท่อม ให้แก่ประธานสหกรณ์ ร่วมปลูกต้นไม้ และหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทือง พร้อมกับเข้าตรวจเยี่ยมแปลงเกษตรผสมผสานของนายเดชา และนางบุญช่วย พรหมพันธ์ใจ ด้วย พร้อมกับให้กำลังใจในการทำแปลงเกษตรแบบผสมผสาน

‘มนัญญา’ร่วมวงวิชาการ ประชุมสันนิบาตเทศบาล ช่วยเกษตรกรภาคเหนือ รับมือความเปลี่ยนแปลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677283

‘มนัญญา’ร่วมวงวิชาการ  ประชุมสันนิบาตเทศบาล  ช่วยเกษตรกรภาคเหนือ  รับมือความเปลี่ยนแปลง

‘มนัญญา’ร่วมวงวิชาการ ประชุมสันนิบาตเทศบาล ช่วยเกษตรกรภาคเหนือ รับมือความเปลี่ยนแปลง

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมวิชาการสันนิบาตเทศบาลภาคเหนือ ครั้งที่ 2/2565 และบรรยายพิเศษ โดยมีนายสิงห์ทอง หนุนนำสิริสวัสดิ์ รองประธานคณะกรรมการสันนิบาตเทศบาลภาคเหนือ ประธานคณะกรรมการสันนิบาตเทศบาล จ.ชลบุรี นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย คนที่ 33 คณะผู้บริหารสมาคมสันนิบาตแห่งประเทศไทย และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โอกาสนี้น.ส.มนัญญา ได้พบปะผู้เข้าร่วมประชุม พร้อมรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้องในด้านเกษตร ที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ ซิตี้ จอมเทียน อ.สัตหีบจ.ชลบุรี

“ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญ เพราะเข้าถึงและทราบความต้องการของพี่น้องประชาชน ต้องดำเนินงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ในฐานะที่เป็นตัวแทนของท้องถิ่น ก็จะยิ่งต้องทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และดูแลพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ให้ได้รับความช่วยเหลือในทันท่วงที” น.ส.มนัญญา กล่าว

ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย นายกเทศมนตรี ประธานสภาเทศบาล และปลัดเทศบาล จากเทศบาล 13 จังหวัดภาคเหนือ 466 เทศบาล วัตถุประสงค์ เพื่อแลกเปลี่ยน นำเสนอปัญหาอุปสรรคในการปฏิบัติงาน และนำแนวทางไปบูรณาการบริหารจัดการภารกิจของเทศบาลให้มีการพัฒนาอย่างมีระบบ มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้สามารถนำไปเป็นแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลต่อไป

กรมข้าวเปิดตัว4พันธุ์ข้าว ให้ผลผลิตสูงเป็นทางเลือกชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677284

กรมข้าวเปิดตัว4พันธุ์ข้าว  ให้ผลผลิตสูงเป็นทางเลือกชาวนา

กรมข้าวเปิดตัว4พันธุ์ข้าว ให้ผลผลิตสูงเป็นทางเลือกชาวนา

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการยกระดับการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าข้าว จึงได้มีมอบหมายให้กรมการข้าวได้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวใหม่ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของชาวนา และตลาดการส่งออก และเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา กรมการข้าวได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าว โดยในที่ประชุมได้มีมติรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ 4 พันธุ์ ประกอบด้วย พันธุ์ กข93 กข95 กข97 และ กข101

“สำหรับในปีนี้ พันธุ์ที่มีความโดดเด่นที่สุด คือพันธุ์ กข95 หรือ ดกเจ้าพระยา ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาพันธุ์ของศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ข้าวพันธุ์นี้เป็นข้าวขาวพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ความสูง 110 ซม. คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อยมีปริมาณอมิโลสสูงร้อยละ 29.78 อายุการเก็บเกี่ยว 95-100 วัน

สำหรับพันธุ์ข้าวใหม่อีก 3 พันธุ์ ที่เพิ่งได้รับรองไป ประกอบด้วย พันธุ์ กข93 (พุ่มพวงเมืองสองแคว) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวขาวอมิโลสปานกลางมีลักษณะประจำพันธุ์ คือเป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง พันธุ์ กข97 (หอมรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี เป็นข้าวหอมไทยมีลักษณะประจำพันธุ์ คือ อายุการเก็บเกี่ยว111-114 วัน (ปักดำ) 106 วัน (หว่านน้ำตม) ผลผลิตสูงเฉลี่ย 767 กก./ไร่ (ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงถึง 934 กก./ไร่) ความสูง 107 ซม. ปริมาณอมิโลสต่ำร้อยละ 15.25 เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง และ กข101 (ทุ่งหลวงรังสิต) เป็นผลงานการพัฒนาจากศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง อายุการเก็บเกี่ยว 118 วัน (ปักดำ) ผลผลิตสูงเฉลี่ย779 กก./ไร่ (มีศักยภาพการให้ผลผลิต 1,070 กก./ไร่)ความสูง 117 ซม. ปริมาณอมิโลสปานกลางร้อยละ 21.67 ข้าวสุกค่อนข้างนุ่ม ไม่เหนียวไม่ร่วน และไม่มีกลิ่นหอม

กรมชลฯติดตามบริหารน้ำตามเกณฑ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/677282

วันศุกร์ ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ร่วมกับสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 42,776 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 33,308 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,274 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,597 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากมีฝนตกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักเพิ่มมากขึ้น จึงเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำตามเกณฑ์ที่กำหนด

นอกจากนี้ได้กำชับให้โครงการชลประทาน และสำนักเครื่องจักรกลในพื้นที่เสี่ยงให้เฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฝนอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ติดตามข้อมูลผ่านระบบโทรมาตรมาช่วยในแจ้งเตือนประชาชนก่อนการระบายน้ำ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ที่สำคัญให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ(กอนช.) กำชับ ตรวจสอบอาคารชลประทาน ประตูระบายน้ำให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งหมั่นกำจัดวัชพืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การระบายน้ำทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมชลฯเร่งรัดสูบน้ำ ช่วยระบายน้ำกทม.-ปริมณฑล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676994

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมคณะ ลงพื้นที่บริเวณสถานีสูบน้ำประเวศบุรีรมย์ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชลหารพิจิตร จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและการทำงานของสถานีสูบน้ำต่างๆ ที่มีจุดเชื่อมต่อกับระบบระบายน้ำของ กทม.วางแผนเร่งระบายน้ำในพื้นที่กทม.หลังจากเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ก่อนจะลงพื้นที่ไปติดตามความพร้อมของสถานีสูบน้ำต่างๆ อาทิ สถานีสูบน้ำหนองจอก และสถานีสูบน้ำบางขนาก เป็นต้น

นายประพิศกล่าวว่า ได้เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำ ช่วงที่เกิดฝนตกใน กทม.อย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับสำนักการระบายน้ำกรุงเทพมหานคร วางแผนระบายน้ำร่วมกันหากเกิดสถานการณ์น้ำหลากในพื้นที่กทม. ซึ่งสำนักงานชลประทานที่ 11ได้เตรียมความพร้อมประตูระบายน้ำและระบบชลประทานที่มีจุดเชื่อมต่อกับพื้นที่กทม.เพื่อเร่งระบายน้ำด้วยการสูบระบายน้ำออกจากพื้นที่ กทม.ผ่านสถานีสูบน้ำประเวศบุรีรมย์ และสถานีสูบน้ำหนองจอก เร่งระบายน้ำลงสู่คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต ก่อนจะระบายลงสู่แม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา และทะเลอ่าวไทย ตามลำดับ โดยจะควบคุมปริมาณน้ำไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา รวมทั้งใช้สถานีสูบน้ำที่อยู่ริมคลองชายทะเล เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลอ่าวไทย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวกทม.และปริมณฑล

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน ได้กำชับให้ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำท่วมขังออกจากพื้นที่ให้ออกสู่ทะเลโดยเร็วที่สุด รองรับปริมาณฝนที่อาจตกลงมาเพิ่มได้อีกในระยะต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูฝน

กรมวิชาการเกษตรโชว์ ผลวิจัย-นวัตกรรม900ต้นแบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676995

กรมวิชาการเกษตรโชว์  ผลวิจัย-นวัตกรรม900ต้นแบบ

กรมวิชาการเกษตรโชว์ ผลวิจัย-นวัตกรรม900ต้นแบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการประชุมแถลงผลงานวิจัยสิ้นสุด ปี 2559-2564 “กรมวิชาการเกษตรร่วมใจ มุ่งสู่เศรษฐกิจใหม่ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร DOA Together for BCG and Food Security” ว่าการจัดงานในครั้งนี้เป็นการประชุมแถลงผลงานวิจัยที่มีคุณค่าของกรมวิชาการเกษตร นับเป็นโอกาสดีสำหรับนักวิจัยซึ่งเป็นผู้ผลิตผลงาน และผู้ใช้ผลงานซึ่งเป็นพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบการ ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ที่จะได้รับรู้แลกเปลี่ยน นำผลงานวิจัยไปพัฒนาและยกระดับมาตรฐานการผลิต เพื่อให้เกิดการบูรณาการและทำงานวิจัยร่วมกันให้สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในด้านการวิจัยรองรับการขับเคลื่อนประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจใหม่ BCG มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน งานวิจัยที่สร้างรายได้ และเพิ่มอัตราการขยายตัวของ GDP ภาคเกษตร งานวิจัยด้านการปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยเพื่อลดระยะเวลาการวิจัย ให้ผลงานออกสู่พี่น้องเกษตรกรโดยเร็ว

น.ส.มนัญญากล่าวต่อว่า นอกจากนี้ต้องคำนึงถึงการวิจัยและการทำงานเพื่อรองรับภาวะวิกฤตของประเทศ อาทิ ภาวะภัยแล้ง ปัญหาการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศ ซึ่งจากการดำเนินงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดผลงานวิจัยที่มีคุณค่าไม่น้อยกว่า 900 ต้นแบบเทคโนโลยี และได้ขับเคลื่อนผลงานไปสู่ภาคการเกษตร จึงเชื่อมั่นว่าการประชุมครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่า

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการรายงานผลงานวิจัย นวัตกรรมรวม 29 เรื่องหลัก เพื่อแถลงผลงานวิจัยสู่สาธารณะ และนำไปปรับใช้ในกระบวนการผลิตให้สอดรับกับตลาดสินค้าเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนการรับฟังความคิดเห็น แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้เกี่ยวข้องในด้านการวิจัยและการผลิต ทั้งนี้ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมด้านพืช เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคการเกษตรของประเทศไทย เป็นภารกิจที่สำคัญ โดยกรมวิชาการเกษตร ได้รับงบประมาณสนับสนุนด้านการวิจัยตามแผนงานด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) รวมทั้งสิ้น 388 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานวิจัยใน 29 แผนงานวิจัย (255 โครงการวิจัย) ต่อเนื่อง 5 ปี รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,508 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณค่าเผยแพร่สู่สาธารณะ ไม่น้อยกว่า 900 ต้นแบบ

‘ประภัตร’มอบโค-กระบือพื้นที่อีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/676992

วันพฤหัสบดี ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานมอบโคให้กับเกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่ อบต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น และเทศบาล ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานี โดยมีนายสุเทพ มณีโชติ รอง ผวจ.ขอนแก่น และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการนี้เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้กระบือเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

“การมอบโคให้กับเกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่ จ.ขอนแก่น ครั้งนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการส่งมอบโค 54 ตัว และส่งมอบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ อ.เมือง จ.อุดรธานี 54 ตัว เพื่อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ ได้นำโคไปใช้ในการประกอบอาชีพ สร้างความมั่นคงในครัวเรือน โดยจะส่งเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ ทั้งในเรื่องการเลี้ยง การดูแล ตลอดจนเรื่องสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด” นายประภัตร กล่าว

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ได้ชี้แจงและขอความร่วมมือหน่วยงานในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ จ.อุดรธานี ให้ช่วยกันผลักดันโครงการ “สานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการปล่อยสินเชื่อสำหรับใช้ในการประกอบอาชีพการเกษตร หรืออาชีพนอกภาคเกษตร หรือการลงทุนค้าขาย เพื่อเสริมรายได้ในครัวเรือน เน้นอาชีพที่มีตลาดรองรับชัดเจน มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต สามารถสร้างรายได้ในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน มีผลตอบแทนเบื้องต้นเพียงพอต่อการดำรงชีพ และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพที่มั่นคงต่อไปได้ในอนาคต