สทนช.ลงพื้นที่ติดตามรับมืออุทกภัยอีสาน ชู‘แนวผันน้ำชี-เซบาย-เซบก-ตุงลุง-แม่น้ำโขง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675509

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสราวุธ ชีวะประเสริฐ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหาในลุ่มน้ำชีล่างและมูลตอนล่าง จ.อุบลราชธานี และ จ.ยโสธร ว่าพื้นที่ลุ่มน้ำชีล่าง-เซบาย-เซบก-ตุงลุง และลุ่มน้ำมูลตอนล่างเป็นพื้นที่ประสบกับปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งอยู่ในเกณฑ์สูง สทนช. จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาแผนหลักเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งในเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบในพื้นที่ 8.94 ล้านไร่ ครอบคลุม 395 ตำบล 50 อำเภอ 5 จังหวัด ได้แก่ จ.ยโสธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

โดยในรอบหลายปีที่ผ่านมาพื้นที่ตลอดสองฝั่งลำน้ำชี ลำน้ำมูล ลำเซบาย ลำเซบกและลำน้ำสาขา ประสบปัญหาอุทกภัยทุกปีเนื่องจากแม่น้ำมีลักษณะแคบ ทำให้เกิดน้ำไหลบ่าล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ริมแม่น้ำชี โดยเฉพาะด้านท้ายน้ำเป็นประจำเกือบทุกปี ส่วนในลำน้ำมูลทางตอนปลายของแม่น้ำมักเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูลในพื้นที่ อ.เมืองอุบลราชธานี และ อ.วารินชำราบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลทั้งจากแม่น้ำชีแม่น้ำมูล ลำเซบาย รวมทั้งลำน้ำสาขาอื่นของแม่น้ำมูล

ดังนั้น จากผลการศึกษาสภาพปัญหาหลักของพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนล่างและลุ่มน้ำมูลตอนล่าง พบว่า โครงการที่ช่วยบรรเทาปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ดังกล่าวได้ ทั้งการพัฒนาแหล่งน้ำตามแผนงานปกติของหน่วยงานและโครงการเสนอเพิ่มเติมตามแผนที่วางไว้ในระยะ5 ปี 10 ปี 15 ปี และ 20 ปี ตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ทั้ง 6 ด้าน รวมกว่า 9,300 โครงการ สามารถเก็บกับน้ำเพิ่มได้ 1,400 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ 5.55 ล้านไร่

เกษตรฯยันพร้อมรับมือ ความมั่นคงด้านอาหารสู่ครัวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675507

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมรับมือวิกฤตความมั่นคงอาหาร โดยวางมาตรการระยะสั้นและระยะยาวเพื่อรับมือ พร้อมกำชับทุกหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ วางแผนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความมั่นคงอาหาร โดยวันที่ 26 สิงหาคมนี้ กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปก ครั้งที่ 7 (The 7th APEC Virtual Food Security Ministerial Meeting) ซึ่งเป็นการแสดงเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมความมั่นคงอาหารในภูมิภาค และจะมีการรับรองปฏิญญาความมั่นคงอาหารเอเปก ร่วมกับสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งไทยจะผลักดันประเด็นหลักที่จะช่วยสนับสนุนนโยบายความมั่นคงด้านอาหาร และครัวไทยสู่ครัวโลก

สำหรับประเด็นด้านความมั่นคงอาหาร นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงรายละเอียดว่า สถานการณ์ด้านความมั่นคงอาหารที่หลายประเทศต่างวิตกกังวล และเป็นกระแสการตื่นตัวไปทั่วโลกในขณะนี้ มีประชากรโลกเกือบ 200 ล้านคน กำลังประสบปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร ซึ่งเกิดจากหลากหลายปัจจัยด้วยกัน สำหรับประเทศไทย แม้จะเป็นผู้ผลิตอาหารสำคัญในฐานะ“ครัวโลก” ซึ่งมีความพอเพียงของอาหารในการบริโภคภายในประเทศ แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจในวิกฤตการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น โดยมีการวางแผนเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงอาหารทั้งระบบ ผ่านกลไกคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับด้านนโยบายอาหารของประเทศโดยดำเนินงานผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านต่างๆ ทุกมิติ

ขณะเดียวกัน เราสามารถใช้วิกฤตการณ์กลายเป็นโอกาสสำคัญของไทยในการขับเคลื่อนการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปยังประเทศต่างๆ ได้มากขึ้น โดยจากข้อมูลการส่งออกสินค้าเกษตรปี 2565 ช่วง 5 เดือน (มกราคม-พฤษภาคม) เทียบกับปี 2564 ในช่วงเวลาเดียวกัน พบว่ามีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัด โดยมีการส่งออกสินค้าเกษตรไทยไปโลกเพิ่มขึ้นจาก 5.48 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 6.91 แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 142,986 ล้านบาทคิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 26 และยังคงรักษาการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรได้เป็นอย่างดี และได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรอาหารและอาหารแปรรูปสูงขึ้น เพราะสามารถผลิตเพื่อบริโภคและส่งออกได้ดี เนื่องจากสภาพภูมิประเทศเอื้อต่อการทำเกษตรกรรม

สำหรับกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปก ครั้งที่ 7 (The 7th APEC Virtual Food SecurityMinisterial Meeting) ร่วมกับสมาชิกเอเปก 21 เขตเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีการรับรองปฏิญญาความมั่นคงอาหารเอเปก โดยสมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ โดยไทยจะผลักดันประเด็นหลักที่จะช่วยสนับสนุนนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก และด้านอื่นๆ ด้วย

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME – GP DAY เปิดโอกาส SME เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675505

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME - GP DAY เปิดโอกาส SME  เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

สกู๊ปพิเศษ : สสว.จัดงาน SME – GP DAY เปิดโอกาส SME เข้าสู่ตลาดงานจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดงาน โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการในระดับพื้นที่เข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หรือ (SME – GP Day) รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อเปิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยภายในงานรวบรวมสินค้าและบริการมากมายกว่า 100 บูธ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่นำมาตรการสนับสนุนให้ MSME เข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บริการให้คำแนะนำปรึกษา และพบกับบริการดีๆ จากธนาคารชั้นนำ

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานในพิธีเปิดงาน SME – GP Day กล่าวว่ารัฐบาลได้ให้สำคัญกับผู้ประกอบการ SME ผ่านนโยบายต่างๆ อาทิ นโยบายหลัก ด้านที่ 5 การพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย นโยบายเร่งด่วน ด้านที่ 6 การวางรากฐานระบบเศรษฐกิจของประเทศสู่อนาคต และแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) แผนแม่บทประเด็นผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยุคใหม่ รวมทั้ง ร่างแผนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2566-2570) แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ผ่านมาตรการด้านต่างๆเพราะผู้ประกอบการ SME เป็นฐานรากที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน

รศ.ดร.วีระพงศ์ มาลัยผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า ตลาดการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เป็นอีกโอกาสทางการตลาดในประเทศที่สำคัญมีมูลค่ารวมมากกว่า 1.3 ล้านล้านบาท ในปีงบประมาณ 2564 หน่วยงานของรัฐสามารถจัดซื้อจัดจ้างจาก SME เป็นวงเงินที่จัดหาได้รวม 528,611 ล้านบาท จากวงเงินที่จัดหาได้รวม 1,333,622 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ในปีงบประมาณ 2565 สสว. เตรียมความพร้อม ผู้ประกอบการSME ในการเป็นคู่ค้ากับหน่วยงานของรัฐ โดยแบ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการทั่วไปให้มีการกระจายในระดับพื้นที่ จำนวน 1,000 ราย และกลุ่มอุตสาหกรรมมุ่งเป้า สำหรับสินค้า/บริการที่มีความยากในการผลิตต้องใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมสูง เพื่อลดการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ กลุ่มอุตสาหกรรมการบิน กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล รวมถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รวม 500 ราย

“ปัจจุบันมี SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในระบบ THAI SME-GP มากกว่า 136,000 ราย และตั้งเป้าว่าปลายปีนี้ จะมีผู้ประกอบการ SME ลงทะเบียนในระบบไม่น้อยกว่า 140,000 ราย มีจำนวนสินค้าและบริการกว่า 1 ล้านรายการ ซึ่งในงานนี้ สสว. เชื่อมั่นว่า การพัฒนายกระดับผู้ประกอบการMicro – SME ให้เข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้มากขึ้น และก่อให้เกิดมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้จริงจะช่วยพัฒนาผู้ประกอบการ Micro-SME ตามคำขวัญของโครงการ “THAI SME-GP รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย”

กรมการข้าวยืนเคียงข้างพี่น้องชาวนาไทย ย้ำชาวนาต้องได้ประโยชน์สูงสุด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675499

กรมการข้าวยืนเคียงข้างพี่น้องชาวนาไทย ย้ำชาวนาต้องได้ประโยชน์สูงสุด

กรมการข้าวยืนเคียงข้างพี่น้องชาวนาไทย ย้ำชาวนาต้องได้ประโยชน์สูงสุด

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 18.07 น.

โฆษกกรมข้าว เผยแนวทางรับรองพันธุ์ข้าว เน้นหมุนเวียนกรรมการ สร้างความหลากหลาย มุ่งยึดผลประโยชน์พี่น้องชาวนาเป็นที่หนึ่ง

นายกฤษ อุตตมะเวทิน โฆษกกรมการข้าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 ที่ผ่านมา กรมการข้าวได้มีการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวใหม่จำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ กข93 กข95 กข97 และ กข101 โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้แทนคณะกรรมการกลางศูนย์ข้าวชุมชนระดับประเทศ ผู้แทนสมาคมผู้รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว ผู้แทนสมาคมค้าข้าวไทย ผู้แทนสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ผู้แทนสมาคมโรงสีข้าวไทย ผู้แทนกรมการค้าภายใน ผู้แทนกรมการค้าต่างประเทศ รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิด้านข้าว ตลอดจนผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมเป็นกรรมการในการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในครั้งนี้ 

โฆษกกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า ในการประชุมพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในแต่ละปีนั้น จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงผู้แทนจากสมาคมต่างๆด้านข้าว ให้เข้ามาร่วมพิจารณาพันธุ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเกี่ยวข้องด้านข้าวและใกล้ชิดกับพี่น้องชาวนา ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณารับรองพันธุ์ข้าวในแต่ละปี ซึ่งรวมไปถึงสมาคมต่างๆด้านข้าวที่เปรียบดั่งภาคีเครือข่ายที่กรมการข้าวได้มีการทำงานร่วมกันมาโดยตลอด ที่ประกอบด้วย สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย สมาคมชาวนาข้าวไทย สมาคมชาวนาชาวไร่ สมาคมชาวนาอีสานสมาคมชาวนาและโรงสี สมาคมศูนย์ข้าวชุมชน(ประเทศไทย) สมาคมเกษตรกรไทย สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจเกษตรรักษ์โลก สมาคมชาวนาเศรษฐกิจพอเพียง สมาคมเครือข่ายชาวนาไทย และสมาคมส่งเสริมชาวนาไทย 

“กรมการข้าวเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านข้าว มีเป้าหมายเพื่อยกระดับให้พี่น้องชาวนามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยหนึ่งในภารกิจหลักคือการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง มีคุณภาพ ต้านทานต่อโรคแมลง และที่สำคัญคือตอบสนองต่อความต้องการของพี่น้องชาวนา ดังนั้นเพื่อเป็นการสนองเจตนารมณ์ดังกล่าว กรมการข้าวจึงปฏิบัติภารกิจอย่างสุจริต โปร่งใส โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของพี่น้องชาวนาเป็นลำดับแรก ให้ความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ไม่เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” โฆษกกรมการข้าว กล่าว

กรมชลฯระดม 2,079 เครื่องสูบน้ำ เตรียมปรับระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’รับน้ำเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675342

กรมชลฯระดม 2,079 เครื่องสูบน้ำ เตรียมปรับระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’รับน้ำเหนือ

กรมชลฯระดม 2,079 เครื่องสูบน้ำ เตรียมปรับระบายน้ำ‘เขื่อนเจ้าพระยา’รับน้ำเหนือ

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 12.31 น.

‘กรมชลประทาน’ เตรียมปรับระบายน้ำ ‘เขื่อนเจ้าพระยา’ 1.5-1.8 พันลบ.ม.ต่อวินาที เตรียมรับน้ำเหนือ ย้ำวางมาตรการรับมือน้ำทะเลหนุนสูง 24-29 ส.ค.นี้

24 สิงหาคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำ ว่า ล่าสุดระดับน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น ได้แจ้งต่อกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ที่1,500-1,800 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เป็นการแจ้งขอไว้ล่วงหน้าเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนอาจจะมากขึ้นจากช่วงนี้ที่มีสถานการณ์ฝนตกยังต่อเนื่อง แต่ขณะนี้เขื่อนเจ้าพระยายังระบายอยู่ที่ระดับ 1,500 ลบ.ม.ต่อวินาที รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออก 75 ลบ.ม.ต่อวินาที มีปริมาณน้ำแม่น้ำป่าสัก ผ่านเขื่อนพระรามหก 420 ลบ.ม.ต่อวินาที รับน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 94 ลบ.ม.ต่อวินาที มีปริมาณน้ำไหลผ่าน อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา 1,426 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมทั้งเขื่อนป่าสักฯมีปริมาณน้ำกักเก็บ 50% ได้ระบายออกด้วยเพื่อรองรับฝนระลอกใหม่ เพราะยังเป็นช่วงต้นฤดูฝน

“กรมชลประทานเตรียมพร้อมทั้งเครื่องมือ กำลังคน เพื่อช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรอย่างทันท่วงที โดยพื้นที่การเกษตร จุดพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ลุ่มต่ำ ได้เตรียมพร้อมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ จำนวน 2,079 เครื่อง และพื้นที่ประสบอุทกภัย 15 จังหวัด สั่งเจ้าหน้าที่เร่งระบายน้ำตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งพื้นที่ภาคอีสานได้เร่งจัดจราจรน้ำในลุ่มน้ำชี ลำน้ำมูล ให้ระบายลงสู่แม่น้ำโขงโดยเร็วด้วยในขณะที่ระดับน้ำแม่น้ำโขงยังต่ำ” นายประพิศ กล่าว

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูงช่วงวันที่ 24-29 สิงหาคม นี้ ได้วางมาตรการรับมือไว้แล้ว โดยจะปิดประตูระบายน้ำริมทะเล และประตูระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา  เดินเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ข้างในออกไป ในช่วงน้ำทะเลหนุน เมื่อน้ำทะเลลดระดับลง จะยกบานประตูเพื่อให้น้ำไหลลงทะเล

‘กรมประมง’ออกโรงเตือน! ‘ปลาเรืองแสง’สวยอันตราย ตัดต่อพันธุกรรม GMOs

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675317

'กรมประมง'ออกโรงเตือน! 'ปลาเรืองแสง'สวยอันตราย ตัดต่อพันธุกรรม GMOs

‘กรมประมง’ออกโรงเตือน! ‘ปลาเรืองแสง’สวยอันตราย ตัดต่อพันธุกรรม GMOs

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 10.03 น.

กรมประมงออกโรงเตือน! “ปลาเรืองแสง”สวยอันตราย ตัดต่อพันธุกรรม GMOs ห่วงถูกกีดกันทางการค้า หวั่นกระทบอุตสาหกรรมปลาสวยงามไทยทั้งระบบ หากมีในครอบครองให้ส่งคืนกรมประมง

กรมประมง เร่งสร้างความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกร และผู้ประกอบการ ถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีการตัดต่อพันธุกรรม (สัตว์น้ำ GMOs) หรือ “ปลาเรืองแสง” ออกสู่ตลาดปลาสวยงาม และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ จากนานาชาติ อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมปลาสวยงามของไทย ที่มีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท/ปี และผู้เพาะเลี้ยงจะมีความผิดทางกฎหมายอีกด้วย หากมีไว้ในครอบครองให้ส่งให้กรมประมงได้ตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง ทั่วประเทศ หรือ สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้รับการรายงานว่า ขณะนี้พบมีผู้ที่ทำการเพาะเลี้ยง “ปลาเรืองแสง” หรือ ปลาที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม (Genetically Modified Organisms : GMOs) ด้วยเทคนิคการนำยีนส์ที่ได้จากแมงกะพรุนหรือดอกไม้ทะเลบางชนิดไปใส่ไว้ใน DNA ที่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของปลา และจะสร้างโปรตีนที่มีลักษณะเด่นขึ้นมา เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสงไฟ Blacklight จะทำให้ตัวปลาเรืองแสงสะท้อนขึ้นมาเกิดความแปลกตา สวยงาม ซึ่งชนิดของสีเรืองแสงที่มีการค้าในปัจจุบัน มี 6 สี ได้แก่ สีเขียว (Electric Green) สีฟ้า (Cosmic Blue) สีแดง (Starfire Red) สีส้ม (Sunburst Orange) สีชมพู (Moonrise Pink) สีมม่วง (Galactic Purple)

ในปัจจุบันนานาชาติโดยส่วนใหญ่ไม่ให้การยอมรับเรื่องของ GMOs ในสิ่งมีชีวิต เพราะอาจส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับชนิดพันธุ์ที่มีในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปลาสวยงาม หากเข้าไปแทรกอยู่ในยีนส์แล้ว ยากที่จะเอาออกทำให้สูญเสียความเป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมไป ถือเป็นเรื่องร้ายแรงที่น่ากังวล ประกอบกับ ประเทศไทยได้มีการลงนามในพิธีสารคาร์ตาเฮน่า ว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Cartagena Protocol on Biosafety) มีเงื่อนไขที่ต้องดำเนินการป้องกันหรือลดความเสี่ยงต่อการที่ GMOs จะก่อให้เกิดอันตรายต่อความหลากหลายทางชีวภาพ สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัยของมนุษย์ ดังนั้น หากประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงปลา GMOs อาจส่งผลกระทบทำให้ถูกกีดกันทางการค้าจากนานาชาติ ทั้งในเรื่องของความเข้มงวดของการนำเข้าปลาสวยงาม หรืออาจร้ายแรงไปจนถึงการห้ามค้าขายปลาสวยงามที่เป็นหรือเสี่ยงที่จะเป็นปลา GMOs เลยทีเดียว ทั้งนี้ การตรวจสอบสัตว์น้ำตัดต่อพันธุกรรมเรืองแสงในปลาที่เรืองแสงชัดเจน มีขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบโดยละเอียด ด้วยวิธีตรวจสอบจากสารพันธุกรรม (DNA) โดยเทคนิค PCR หรือ Real time PCR ก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายที่สูง ส่วนการตรวจสอบเบื้องต้น สามารถใช้ไฟฉาย UV Black light ส่องดูได้

ในปัจจุบันมีปลาสวยงามหลากหลายชนิดที่นำมาพัฒนาพันธุ์ด้วยวิธีการตัดต่อพันธุกรรมเป็นปลาเรืองแสง เช่น ปลาเสือเยอรมัน (Tiger Barb) ปลาม้าลาย (Danio) ปลากลุ่มเตตร้า (Longfin Tetra & Tetra) ปลาเทวดา (Angelfish) ปลากาแดง (Redfin Shark) และที่น่ากังวล คือ ปลากัด (Betta) เป็นสัตว์น้ำชนิดใหม่ล่าสุดที่นำมาดัดแปลงพันธุกรรมเรืองแสง กลายเป็น “ปลากัดเรืองแสง” และเริ่มออกขายในตลาดปลาสวยงาม กว่า 1 ปี เป็นสิ่งที่อันตราย ต่อวงการปลากัดไทยอย่างมาก เพราะปลากัดของไทยโด่งดังไกลทั่วโลก เนื่องจากมีลักษณะ ลวดลาย สีสันที่สวยงาม จนมีลูกค้าจากทั่วโลกที่ต้องการปลากัดของไทย มีตลาดค้าขายปลากัดไทยทั้งออนไลน์และออฟไลน์  สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 200 ล้านบาท/ปี ถือเป็นปลาสวยงามที่สร้างมูลค่าการส่งออกหลักให้การค้าสัตว์น้ำสวยงามของประเทศไทย สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก ซึ่งทราบกันว่า ปลากัด เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ อีกด้วย

หากไม่ยับยั้งคาดว่าในอนาคตอาจเกิดการปนเปื้อนทางพันธุกรรมกับชนิดพันธุ์ที่มีในท้องถิ่น และก่อให้เกิดการกีดกันทางการค้า ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมปลาสวยงามของไทยอย่างแน่นอน อีกทั้ง ผู้เพาะเลี้ยงยังมีความผิดทางกฎหมาย ตามมาตรา 65 และ มาตรา 144 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ.2564 และบัญชีแนบท้ายประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดพันธุ์สัตว์น้ำที่ห้ามเพาะเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ.2564 เพื่อป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ มีโทษทั้งจำคุก ไม่เกิน 1 – 2 ปี ปรับไม่เกิน 1 – 2 ล้านบาท

กรมประมง จึงขอประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ผู้ประกอบการปลาสวยงาม และกลุ่มลูกค้าปลาสวยงาม ว่าปลาสวยงามมีมากมายหลากหลายสายพันธุ์ ที่สำคัญเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากัดมีความสามารถเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอยู่แล้ว เช่น ที่ผ่านมามีการพัฒนาปลากัดเป็นลายธงชาติไทย หากพัฒนาให้เป็นลายธงชาติประเทศต่างๆ หรือจะผลิตลวดลายสีสันใหม่ๆ ที่สวยงาม แปลกตา สามารถสร้างมูลค่าในตัวเองได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีการตัดต่อพันธุกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายในอนาคต ดังนั้น หากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ผู้ประกอบการปลาสวยงาม และกลุ่มลูกค้าท่านใดที่เพาะเลี้ยงและมีครอบครองอยู่ขอให้ส่งให้กรมประมงได้ตั้งแต่ วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน 2565 ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมง ทั่วประเทศ หรือ สำนักงานประมงจังหวัด 77 จังหวัด

ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมประมง โทร. 0-2562-0426 หรือ Website กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด : https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/site/ifdd หรือ Facebook Page : https://www.facebook.com/aquaticplantandornamentalfish

กฟก.จับมือสภาทนายความฯ ช่วยว่าความให้เกษตรกรที่เป็นหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675234

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) กล่าวถึงการแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมายของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อช่วยเหลือด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ว่า เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2564 สำนักงาน กฟก.และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการเผยแพร่ความรู้ และช่วยเหลือทางด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทาง กฟก.และแก้ปัญหาที่ กฟก.มีสมาชิกเกษตรกรที่ประสบปัญหาหนี้สินจำนวนมาก ที่ยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมาย ทำให้ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตั้งแต่การทวงถามหนี้ การทำสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือถูกฟ้องร้องเป็นคดีในชั้นศาล เสียเปรียบทางคดี นำมาซึ่งการสูญเสียที่ดินทำกินที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าว กฟก.ได้ขอความช่วยเหลือและร่วมมือกับสภาทนายความโดยแต่งตั้งที่ปรึกษาด้านกฎหมายแก่เกษตรกรและสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรประจำจังหวัด 75 จังหวัด เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำในภารกิจตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายแก่องค์กรเกษตรกรและเกษตรกรสมาชิก กฟก.และจัดหาทนายความหรือเป็นทนายความในการแก้ต่างคดีให้กับสำนักงาน และองค์กรเกษตรกรสมาชิกตามกฎหมายของ กฟก.โดยเกษตรกรสามารถเข้าปรึกษาด้านกฎหมายและคดีกับทางกฟก.และสภาทนายความฯ ได้ทันที” นายสไกร กล่าว

ด้าน นายอนุพร อรุณรัตน์ ที่ปรึกษานายกสภาทนายความฯ เปิดเผยว่า จะช่วยให้คำปรึกษาแก่สำนักงานสาขาจังหวัด องค์กรเกษตรกร และสมาชิกเกษตรกร ได้มีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายที่ถูกต้อง เนื่องจาก กฟก.ระดับจังหวัด ยังขาดบุคลากรด้านกฎหมาย และรายละเอียดของกฎหมายนั้นมีความละเอียดอ่อนที่ต้องให้ผู้รู้ด้านกฎหมายทำความเข้าใจในบางประเด็นจึงจำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้เฉพาะทาง เพื่อช่วยให้เกษตรกรไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากเจ้าหนี้ จึงมีความยินดีที่จะร่วมมือกับกฟก.ให้การช่วยเหลือประชาชน เกษตรกรหรือผู้ที่เดือดร้อนให้ได้รับความเป็นธรรมทางด้านคดีความ ดังนั้น การร่วมมือกับ กฟก.ครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อเกษตรกรทั่วประเทศเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับข้อมูลทะเบียนองค์กรและข้อมูลหนี้ของ กฟก.ประกอบด้วยสมาชิกเกษตรกร 5,707,021 ราย องค์กร 55,958 แห่ง มีเกษตรกรที่เป็นหนี้ 543,613 ราย จากสัญญา 797,050 สัญญา และมูลหนี้รวม 113,608,197,627.16 บาท

‘เฉลิมชัย’เร่งแก้ปัญหา ปุ๋ยแพงและขาดแคลน งัดมาตรการใช้3ระยะ ลดการนำเข้าจากตปท.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675232

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ สั่งการหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ เร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาราคาปุ๋ยแพง ปุ๋ยขาดแคลน ตามแผนบริหารจัดการมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพงและไม่มีเสถียรภาพ ปี 2565-2569 เร่งส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ นำเอาปุ๋ยคอกมาใช้มากขึ้น ส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์เพื่อทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีช่วยเกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยที่มีคุณภาพ อย่างเพียงพอทั่วถึง และมีประสิทธิภาพ

ด้าน นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) แถลงว่า สถานการณ์ที่เกษตรกรกำลังเผชิญกับราคาปุ๋ยแพง ปุ๋ยขาดแคลน และขาดเสถียรภาพ เกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งปุ๋ยในตลาดโลกที่มีราคาสูงขึ้นต่อเนื่อง จีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ยรายใหญ่ของโลก ชะลอการส่งออกรัสเซียประกาศห้ามส่งออกปุ๋ยเคมี ตลอดจนราคาน้ำมัน แก๊ส ค่าระวางเรือสูงขึ้นส่งผลให้ปุ๋ยมีราคาสูงขึ้น ปัจจุบันไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศร้อยละ 98 รวมปีละกว่า 5.1 ล้านตัน หรือ 40,000-50,000 ล้านบาท เรื่องดังกล่าว รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมการใช้ปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และมอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนบริหารจัดการมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง และไม่มีเสถียรภาพ ปี 2565-2569 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการผลิต-นำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ ให้เกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยมีคุณภาพ เพียงพอและทั่วถึง ทั้งมาตรการระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ปศุสัตว์ทำMOUอย.เกาหลีใต้รับรองสินค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675235

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากการตรวจประเมินระบบด้านความปลอดภัยอาหารของหน่วยงานกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยา (Ministry of Food and Drug Safety of the Republic of Korea : MFDS) สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ในประเทศไทย เกาหลีใต้ มีความเชื่อมั่น ในระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ของไทยว่าได้มาตรฐานสอดคล้องหลักความปลอดภัยอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกของไทย ต่อมา กรมปศุสัตว์ จึงลงนามข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยา สาธารณรัฐเกาหลีใต้ ในการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบBlockchain (Agreement on the Electronic Exchange of Health Certificates Using the Blockchain System) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้าและเป็นการนำร่องการออกใบรับรองสุขอนามัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในสินค้าปศุสัตว์

ทั้งนี้ การลงนามฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคมนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกเรื่องการรับส่งใบรับรองสุขอนามัยสำหรับสินค้าปศุสัตว์จากไทยไปสาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งในปี 2564 สาธารณรัฐเกาหลีได้ มีการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกจากไทย เป็นอันดับหนึ่งโดยมีปริมาณการนำเข้ากว่า 35,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,995 ล้านบาท

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทำความตกลงร่วมกันกับทางสาธารณรัฐเกาหลีใต้ นับเป็นการพัฒนาและยกระดับความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงานของสองประเทศ ต้องขอบคุณทางสาธารณรัฐเกาหลีใต้ ที่เชื่อมั่นและร่วมพัฒนายกระดับบริการในการอำนวยความสะดวกทางการค้าด้านสินค้าปศุสัตว์ และจะรักษาคุณภาพมาตรฐานและส่งสินค้าที่มีคุณภาพดีให้ผู้บริโภค

กรมชลฯจับตาสภาพอากาศ พร้อมรับมือฝนตกหนักใกล้ชิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/675236

วันพุธ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 41,248 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ 17,311 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 33 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 34,837 ล้าน ลบ.ม.
เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำทั้งสิ้น 9,610 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำใช้การได้ 2,914 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 16ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 15,261 ล้าน ลบ.ม.

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง ในขณะที่ร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านบริเวณประเทศเมียนมา ลาวตอนบนและเวียดนามตอนบนทำให้ประเทศไทยมีฝนลดลงแต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก

ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง รวมทั้งสำนักเครื่องจักรกล ให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกับบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุม พิจารณาปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ หมั่นตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ กำจัดผักตบชวาในทางน้ำชลประทานรวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือให้พร้อมเข้าไปให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที ตลอดจนปฏิบัติตาม 13 มาตรการ รับมือฤดูฝนปี 2565 ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด