สศก.โชว์ผลงาน‘Zoning’ช่วยเกษตรกร เดินหน้าปรับเปลี่ยนการผลิต-สร้างมูลค่า ปูพรมพื้นที่51จังหวัดโกยกำไร27ล้านบาท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673552

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อปรับโครงสร้างการผลิตในพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) หรือไม่เหมาะสม (N) ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าอื่นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ มีศักยภาพและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าชนิดเดิม โดยโครงการดังกล่าว มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และมีหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมสนับสนุน ส่งเสริมการดำเนินงานในพื้นที่ อาทิ การถ่ายทอดความรู้ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น พันธุ์พืช พันธุ์ปลา ปุ๋ย น้ำหมักชีวภาพ อาหารและอุปกรณ์สำหรับเลี้ยงปลา รวมถึงการจัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ และเงินอุดหนุนปัจจัยการผลิตสำหรับการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม

ในการนี้ สศก. ได้ติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 95,000 ไร่ผลการดำเนินโครงการฯ ในปี 2564 พบว่า ได้รับการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนการผลิตสินค้าเกษตรในพื้นที่ไม่เหมาะสม98,305 ไร่ (ร้อยละ 103 ของเป้าหมาย) รวม 51 จังหวัด เกษตรกรเข้าร่วมโครงการ8,985 ราย โดยส่วนใหญ่ปรับเปลี่ยนจากข้าวนาปี เป็นการเลี้ยงปลา ปลูกหม่อน และเกษตรผสมผสาน ผักสวนครัวสมุนไพร ร่วมกับการปลูกข้าว หรือไม้ผล และไม้ยืนต้น

ผลจากที่เกษตรกร ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ในฤดูกาลผลิต ปี 2564/65 ส่งผลให้มีพื้นที่สร้างผลผลิตสินค้าเกษตรได้แล้ว
ร้อยละ 55 เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล หม่อน พืชอายุสั้นหรือพืชผักสวนครัว เช่น กล้วย ตะไคร้ พริก ผักกาดขาว ถั่วฝักยาวมะเขือ เป็นต้น ที่เหลือยังอยู่ในช่วงทยอยเก็บเกี่ยวและยังไม่ได้รับผลผลิตเนื่องจากเป็นการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น เช่น ทุเรียน มะยงชิด พุทรา มะม่วง ขนุน มะนาว น้อยหน่า ฝรั่ง ลำไย เป็นต้น ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 2 ปีขึ้นไป จึงจะให้ผลผลิต สามารถสร้างผลตอบแทนให้เกษตรกรได้เฉลี่ย 8,744 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 3,258 บาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากการปลูกข้าวนาปี 2563/64 จำนวน 2,591 บาทต่อไร่ โดยเมื่อจำแนกผลตอบแทนสุทธิตามกิจกรรมที่ปรับเปลี่ยนได้ พบว่า ปลา สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิเพิ่มขึ้นจากเดิม 1,178 บาทต่อไร่ หม่อนไหม เพิ่มขึ้น 2,827 บาทต่อไร่ เกษตรผสมผสาน เพิ่มขึ้น 2,932 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ หากคิดเป็นภาพรวมโครงการทั้ง 51 จังหวัด รวมพื้นที่ 98,305 ไร่ (ไม่รวมไม้ผลไม้ยืนต้น) สามารถสร้างผลตอบแทนสุทธิ รวม 27 ล้านบาท และคาดว่าในปีงบประมาณ 2565 จะสามารถสร้าง
ผลตอบแทนสุทธิได้รวมถึง 49 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินโครงการ ปี 2565 มีเป้าหมาย พื้นที่รวม 71,735 ไร่ จำแนกเป็นกิจกรรมปรับโครงสร้างพื้นที่การผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป้าหมาย 67,590 ไร่ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต 4,145 ไร่ ผลการติดตามการดำเนินงานรอบ 9 เดือนพบว่า มีการปรับโครงสร้างพื้นที่การผลิตที่ไม่เหมาะสมแล้ว 65,685 ไร่ (ร้อยละ 97 ของเป้าหมาย 67,590 ไร่) สนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์ปลา รวมถึงปัจจัยการผลิตพื้นฐานเพื่อการปรับเปลี่ยนพื้นที่ของเกษตรกรแล้ว 2,652 ไร่ (ร้อยละ 64 ของเป้าหมาย 4,145 ไร่) และดำเนินกิจกรรมถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรเป้าหมาย 3,145 ราย เป็นต้น

กรมชลฯพร้อมรับมือฝนตกต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673548

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 40,812 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 35,272 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,615 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 39 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 15,256 ล้าน ลบ.ม.

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านประเทศเมียนมา ตอนบนของภาคเหนือ และประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง ทำให้ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางรวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตก จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด

พร้อมกันนั้นให้บริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด พิจารณาปรับการระบายให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ พร้อมให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที รวมทั้งกำชับให้ตรวจสอบพื้นที่ยังไม่ได้เพาะปลูก โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา ให้เร่งดำเนินการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวให้เสร็จตามแผนที่กำหนด เพื่อลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหายจากฤดูน้ำหลาก ตลอดจนปฏิบัติตาม 13 มาตรการ รับมือฤดูฝนปี 2565 ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด

เกษตรฯไทย-ญี่ปุ่นร่วมมือ เปิดมิติใหม่บนแพลตฟอร์มFKII

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673550

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว นายโชติ พึงเจริญพงศ์ คณะทำงานที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯนายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายสกนธ์ วนาเศรษฐี ที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโตเกียว เข้าหารือกับ นายคูนิอากิ คาวามูระ ประธานสภาความร่วมมือภาคอุตสาหกรรม สถาบันการศึกษา และภาครัฐซึ่งมีแพลตฟอร์มเพื่อการวิจัยและพัฒนาในการเป็นแหล่งองค์ความรู้ การบูรณาการและนวัตกรรม (Filed for Knowledge,
Integration & Innovation หรือ FKII) FKII ภายใต้กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) โดยมีนายโอคูมะ ราเคชิ(Mr. Okuma Rakeshi) ผอ.FKII และทีมงาน เข้าร่วม

นายอลงกรณ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีการขยายความร่วมมือทางด้านการเกษตรกับประเทศญี่ปุ่นในมิติต่างๆ ภายหลังจากนายเก็นจิโร คาเนโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงญี่ปุ่น พร้อมคณะ เข้าพบหารือกับ ดร.เฉลิมชัย
ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในวาระครบรอบ 135 ปีแห่งความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง2 ประเทศ

พร้อมกันนั้น นายอลงกรณ์ ได้แสดงความชื่นชม FKII ที่สามารถสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ในหลากหลายด้าน อาทิ เกษตรอัจฉริยะ อาหารสุขภาพ เกษตรกรรมยั่งยืน ฯลฯ โดยเฉพาะงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน (Sustainable agriculture) ที่ FKII มีแพลตฟอร์มเพื่อการวิจัยและพัฒนาถึง 72 กลุ่ม สอดคล้องกับแนวนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาให้ไทยเป็นแหล่งอาหารของโลก โดยการวิจัยและพัฒนาการใช้วัตถุดิบในการผลิตที่ให้คุณค่าทางสารอาหารและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ยังได้ให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนาของ FKII และประสงค์จะสร้างความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาร่วมกันในหลายประเด็น ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) และศูนย์ความเป็นเลิศ (COE) มีการศึกษาวิจัยในเรื่องดังกล่าวเพื่อพัฒนาการผลิตการแปรรูปสู่เกษตรมูลค่าสูง หากมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันจะสามารถพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ได้ให้ความสนใจด้านระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า เพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่งสินค้าเกษตรและอาหาร เพิ่มมูลค่าทางการค้าและลดความสูญเสียอาหารได้ด้วย ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673518

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘บิ๊กป้อม’กำชับกรมชลฯพร้อมทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมือสถานการณ์น้ำเต็มกำลัง 

15 ส.ค.2565 ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดสระบุรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) และผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำ และการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย  ตลอดจนความก้าวหน้าในการซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณคลอง 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง จังหวัดสระบุรี โดยมี นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมบรรยายสรุปการดำเนินงาน  
  
ด้านดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ลุ่มน้ำป่าสักมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 15,623 ตารางกิโลเมตร มีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยทั้งลุ่มประมาณ 3,320 ล้าน ลบ.ม. มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ความจุ 960 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทาน ได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำเหนือเขื่อนป่าสักฯ (ปี 2547-2570) จำนวน 29 โครงการ คิดเป็นปริมาณน้ำเก็บกัก 254 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ชลประทาน 0.20 ล้านไร่ ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ 12 โครงการ เก็บกักน้ำได้ 197 ล้าน ลบ.ม.  พื้นที่ชลประทาน 26,250 ไร่   

สำหรับสถานการณ์น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบัน(15 ส.ค. 65) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 450 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 47 ของความจุอ่างฯ มีน้ำไหลเข้าอ่างฯในช่วงวันที่ 1-15 ส.ค. 65 รวมประมาณ 594.63 ล้าน ลบ.ม. มีการระบายน้ำ 160 ลบ.ม./วินาที โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันได และเป็นไปตามเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (operations rule curve) ซึ่งจะพิจารณาร่วมกับแผนการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และท้ายเขื่อนพระราม 6 เพื่อจัดจราจรน้ำ ระหว่างทั้ง 3 เขื่อน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ  

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก ภายใต้ขีดจำกัดของคลองที่รับน้ำต่อเนื่องในแนวคลองเหนือ-ใต้ (คลองชัยนาท-ป่าสัก คลองระพีพัฒน์ คลองระพีพัฒน์แยกใต้ คลองระบายน้ำ13 คลองพระองค์ไชยานุชิต ลงสู่คลองชายทะเล และสูบน้ำออกสู่อ่าวไทย)  และแนวคลองออก-ตก ระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำบางปะกง รวมทั้งเตรียมพร้อมรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นด้วยการพร่องน้ำในคลองสาขาต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากทางตอนบน  และปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี65 ที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) อย่างเคร่งครัด ที่สำคัญได้ทำการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำล่วงหน้าให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง  

ด้านการซ่อมแซมคันกั้นน้ำบริเวณคลอง 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก จังหวัดสระบุรี ที่ชำรุดเสียหาย จากอิทธิพลของพายุ “เตี้ยนหมู่” เมื่อปลายเดือนกันยายน 2564 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำในคลองชัยนาท-ป่าสัก ไหลลอดกำแพงกั้นน้ำบริเวณคลองส่งน้ำ 23 ขวา ชัยนาท-ป่าสัก ช่วง กม.0+100 – 0+250 เข้าท่วมพื้นที่ตำบลสร่างโศก ตำบลตลาดน้อย อำเภอบ้านหมอ ตำบลหนองโดน และอำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี เบื้องต้น กรมชลประทาน โดยโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเริงราง  ได้ก่อสร้างทำนบชั่วคราวบริเวณคันคลองทั้งสองฝั่ง ปัจจุบันคืบหน้าไปแล้วร้อยละ 70 คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2565 เพื่อให้สามารถรับมือสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนปี 65 นอกจากนี้ ยังได้วางแผนแก้ไขปัญหาระยะยาว ด้วยการปรับปรุงประตูระบายน้ำปากคลองส่งน้ำ 23 ขวา และปรับปรุงคลองส่งน้ำ 23  ขวา บริเวณ กม. 0+ 050 – 0+375 เพื่อใช้ควบคุมปริมาณน้ำและระดับน้ำไม่ให้สูงเกินความจุของคลองส่งน้ำ 23ขวา ซึ่งจะส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  

ทั้งนี้ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามแผนรับมือฤดูฝนทั้ง 13 มาตรการอย่างเคร่งครัด และดำเนินการตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม ปี 2565 ที่ กนช. เห็นชอบ ที่สำคัญให้ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง พร้อมบูรณาการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างทั่วถึงและให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด พร้อมกับเร่งรัดให้กรมชลประทาน ดำเนินการซ่อมแซมคันดิน 23 ขวา คลองชัยนาท-ป่าสัก และวางแผนปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรงโดยเร็วต่อไป 

กรมชลฯเร่งบริหารน้ำ จัดการแก้น้ำท่วม-แล้ง สนองนโยบายรัฐบาล ใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673311

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วัชระ เสือดี ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กรมชลประทาน ร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลและข้อสั่งการนายกรัฐมนตรี (กตน.)ครั้งที่ 4/2565 โดยมี นายอนุชา นาคาศัยรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ พิจารณาการบริหารจัดการน้ำ (อุทกภัย/ภัยแล้ง) อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนการเกษตรสร้างมูลค่า และประเด็นติดตามขับเคลื่อนของคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล

ในส่วนของกรมชลประทาน ได้ดำเนินการด้านการบริหารจัดการน้ำ (อุทกภัย/ภัยแล้ง) อย่างยั่งยืน ตามมาตรการเตรียมการรับมือปัญหาอุทกภัย/ภัยแล้ง ภายใต้ 13 มาตรการรับมือฤดูฝน ปี 2565 มีการคาดการณ์จุดเฝ้าระวังและจุดเสี่ยงอุทกภัย ปี 2565 รวม 750 จุด การกำหนดแผนตรวจสอบสภาพอาคารชลประทานของโครงการชลประทานทั่วประเทศ รวม 1,270 แห่ง การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่อาจมีผลกระทบต่อการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน รวมไปถึงการกำหนดแผนงานและผลสัมฤทธิ์ในการกำจัดวัชพืชและผักตบชวา ในคลองชลประทาน 428 สาย รวมทั้งบริเวณอ่างเก็บน้ำ เขื่อน ฝาย และประตูระบายน้ำอีก 89 แห่ง นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ประจำไว้ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมทั้งประเทศรวม 5,382 หน่วย โดยมี SWOC (ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ) เป็นศูนย์บัญชาการด้านน้ำ ที่มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนตามข้อสั่งการของรัฐบาล

‘เฉลิมชัย’ดันใช้ปุ๋ยผสมผสาน ช่วยเกษตรกรแก้ปัญหาปุ๋ยราคาแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673313

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง หรือมีการใช้ปุ๋ยมากเกินความจำเป็น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในส่วนของปุ๋ยเคมีสูง ประกอบกับประเทศไทยยังคงต้องมีการนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาด้านการนำเข้า อาจทำให้ปุ๋ยเคมีราคาสูง และหาซื้อยากมากขึ้น เกษตรกรได้รับผล กระทบโดยตรง ดังนั้น เพื่อเป็นการช่วยลดและบรรเทาปัญหา เราจำเป็นต้องหันมาใส่ใจเรื่องการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการ 4 ถูก (ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และถูกวิธี) ส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน รวมทั้งส่งเสริมให้ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต ผลผลิตมีคุณภาพ และลดต้นทุนการผลิต ผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช.ตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งปัจจุบันมี ศดปช. 882 ศูนย์ ตั้งอยู่อำเภอละ 1 ศูนย์ ทั่วประเทศ มีสมาชิก ศดปช. 17,640 ราย โดยยอมรับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและนำไปปฏิบัติเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งนี้ ศดปช.เป็นต้นแบบในการขยายผลถ่ายทอดความรู้ด้านการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสมไปสู่เกษตรกรทั่วไป และผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา สมาชิก ศดปช.มีพื้นที่การนำเทคโนโลยีฯ ไปใช้เพิ่มขึ้นเป็น 244,853 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยร้อยละ 25.2 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 73 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินงานตามมาตรการแก้ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูงและไม่มีเสถียรภาพ ระหว่างปี 2565-2569 ในส่วนของการแก้ปัญหาระยะสั้นนั้นได้มอบแนวทางปฏิบัติลงสู่พื้นที่เพื่อให้สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ ได้รับทราบและนำไปปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดนโยบายส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การปรับปรุงความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสมและการใช้ปุ๋ยแบบผสมผสาน ผลักดัน ศดปช.เป็นต้นแบบและสนับสนุนให้เป็นกลไกในการขยายผลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาปุ๋ยเคมีราคาสูง และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งจำหน่ายแม่ปุ๋ยได้ และการจัดหาแหล่งทุนเสริมสภาพคล่อง ทั้งการขอสินเชื่อและการจัดหาแหล่งทุนเพื่อเสริมสภาพคล่องให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ในการจัดหาปุ๋ยบริการสมาชิก ศดปช.แปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรรายย่อยจาก ธ.ก.ส.

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ โดยเน้นใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่มีในท้องถิ่นมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง และการไถกลบตอซัง เพื่อทำให้เกิด 4 ลด 4 เพิ่ม คือ ลดการเผา ลดโลกร้อน ลดการชะล้างดิน และลดต้นทุน

ด้านปุ๋ยเคมี ในขณะที่ทำให้มี 4 เพิ่ม คือ เพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มธาตุอาหารพืช เพิ่มผลผลิต และเพิ่มมูลค่าวัสดุการเกษตรเหลือใช้ ในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีปรับราคาสูงขึ้น

กรมข้าวถกประเทศลุ่มน้ำโขง เร่งจัดทำมาตรฐานพัฒนาข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673309

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ International Workshop on Harmonizing Rice Standards in the Lancang – Mekong Region ภายใต้โครงการ Development and Implementation of Common Rice Products Standard in Lancang – Mekong Countries ที่ประเทศกัมพูชา โดยมีผู้แทนจากกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม เข้าร่วม ซึ่งการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (Lancang – Mekong Cooperation (LMC) Special Fund) ประจำปี 2018 โดยสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยดำเนินงานโครงการ

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบ้ติการในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนผลการศึกษาแนวทางการจัดทำมาตรฐานการผลิตข้าวในประเทศในลุ่มน้ำโขง สร้างความเข้าใจและการให้ความสำคัญของระบบการพัฒนามาตรฐานการผลิตข้าว การระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการพัฒนามาตรฐานการผลิตข้าว และเยี่ยมชมแปลงนาของเกษตรกร รวมทั้งผู้ประกอบการค้าข้าวของกัมพูชา

ปศุสัตว์โร่แจงปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673307

วันจันทร์ ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำ โดยพบว่าราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มต่ำกว่า 2.80 บาทต่อฟอง ในหลายพื้นที่ สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทั้งค่าอาหารสัตว์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 3.02 บาทต่อฟอง จึงขอให้กรมปศุสัตว์ เร่งรัดผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่พยุงราคาไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศ ทางกรมปศุสัตว์ ได้ประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ผลิตไข่ไก่ ทั้งรายเล็ก รายกลาง และรายใหญ่ พบว่าปัญหาดังกล่าวมีเหตุจากในช่วงที่ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องผู้เลี้ยงไก่ไข่บางส่วนมีการลดการปลดไก่ไข่ลงจนกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้นมาก ร่วมกับภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค

ทั้งนี้ จึงกำหนดมาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย 1.มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการเร่งปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสม ไม่เกิน 80 สัปดาห์ และ 2.มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์(PS) 16 ร่วมกันผลักดันไข่ไก่ส่งออกหรือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนดทดแทนเป้าหมายเพื่อลดปริมาณไข่ไก่ภายในประเทศ58 ล้านฟอง ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2565 ซึ่งปัจจุบันสามารถลดปริมาณไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศแล้ว 40.34 ล้านฟอง คิดเป็นร้อยละ 68.94

อย่างไรก็ดี พบว่าผลการดำเนินการดังกล่าวประกอบกับการปลดไก่ไข่ยืนกรงอายุเกินของผู้ประกอบการ ส่งผลให้สถานการณ์ไข่ไก่ล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย กระทั่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่หลายแห่งมีการประกาศราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเกษตรกร อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง จึงขอบคุณความร่วมมือของผู้ผลิตไข่ไก่และผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ ที่เข้าร่วมกิจกรรมรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่จนสถานการณ์ไข่ไก่ล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย และปริมาณการผลิต-การบริโภคเริ่มกลับสู่สมดุลอีกครั้ง

‘อลงกรณ์’ขับเคลื่อน‘เพชรบุรีโมเดล’ ดันโครงการพืชเศรษฐกิจใหม่สาหร่ายอาหารแห่งอนาคต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673274

‘อลงกรณ์’ขับเคลื่อน‘เพชรบุรีโมเดล’ ดันโครงการพืชเศรษฐกิจใหม่สาหร่ายอาหารแห่งอนาคต

‘อลงกรณ์’ขับเคลื่อน‘เพชรบุรีโมเดล’ ดันโครงการพืชเศรษฐกิจใหม่สาหร่ายอาหารแห่งอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.02 น.

‘อลงกรณ์’ขับเคลื่อน‘เพชรบุรีโมเดล’ ดันโครงการพืชเศรษฐกิจใหม่สาหร่ายอาหารแห่งอนาคต

14 สิงหาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย กล่าวว่า วันนี้เป็นการคิกออฟขับเคลื่อนโครงการพืชเศรษฐกิจใหม่สาหร่าย:อาหารแห่งอนาคต(Future Food)ที่เพชรบุรีเป็นจังหวัดแรกเพื่อสร้างอาชีพเพิ่มรายได้เกษตรกรโดยกรมประมงซึ่งมีภารกิจตามกฎหมายรับผิดชอบสัตว์น้ำและพืชน้ำเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารโครงการร่วมด้วยนายสมบุญ ธัญญาผล ประมงจังหวัด ว่าที่ร้อยตรีอาณัติ หุ่นหลา เกษตรจังหวัด นส.ศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัด นายประพัฒน์ ก่อสวัสดิพัฒน์ ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรี

สำหรับการเลือกเพชรบุรีเป็นจังหวัดคิดออฟโครงการเนื่องจากมีพื้นฐานการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในพื้นที่อำเภอบ้านแหลมโดยการสนับสนุนของกรมประมงและเป็นจังหวัดตัวอย่างต้นแบบในยุทธศาสตร์และแผนกลยุทธ์การพัฒนาสาหร่ายให้เป็นหนึ่งในจังหวัดต้นแบบภายใต้แนวทาง “เพชรบุรีโมเดล” ซึ่งจะส่งเสริมตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาการผลิตด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ การสร้างศักยภาพผู้เพาะเลี้ยงสาหร่าย การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยวิสาหกิจชุมชน องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นและผู้ประกอบการภาคเอกชน การสร้างแบรนด์และการส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์

โดยกรมประมงได้ผนึกความร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชนภาควิชาการ มูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท และมูลนิธิเวิลด์วิว อินเตอร์เนชั่นแนลโดยได้เยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจังหวัดเพชรบุรีที่แหลมผักเบี้ยดำเนินการวิจัยและพัฒนาสาหร่ายทะเลหลายสายพันธุ์เช่น สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายลิ้นมังกร สาหร่ายผักกาด สาหร่ายโพรงสาหร่ายขนนกและสาหร่ายผมนางเป็นต้น จากนั้นจึงไปดูกิจการฟาร์มเลี้ยงสาหร่ายเช่นแฟมิลิฟาร์ม เบญจมาศฟาร์มและฟาร์มเลี้ยงสาหร่ายแบบเกษตรอินทรีย์ที่ฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ทั้งนี้ เพชรบุรีถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพการพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบการขับเคลื่อนโครงการสาหร่าย อาหารแห่งอนาคตและจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศ เนื่องจากปัจจุบัน การผลิตสาหร่ายทะเลเติบโตอย่างรวดเร็ว มีผลผลิตทั้งหมดทั่วโลกในปี 2562 ไม่น้อยกว่า 35 ล้านตัน มีมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 5 แสนล้านบาทโดยประเทศไทยมี22จังหวัดติดทะเลมหาสมุทรเหมาะกับสาหร่ายทะเลและ28จังหวัดบนบกสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายน้ำจืด

โดยนโยบายสาหร่ายพืชแห่งอนาคต อาหารแห่งอนาคต(Future Food)ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ มุ่งยกระดับอัพเกรดภาคเกษตรของไทยสู่เกษตรมูลค่าสูง เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพเพิ่มรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง รวมทั้งตอบโจทย์วาระเศรษฐกิจมหาสมุทรที่ยั่งยืน (Sustainable Ocean Economy) เพื่อเป็นส่วนร่วมในทศวรรษวิทยาศาสตร์มหาสมุทรแห่งสหประชาชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (พ.ศ. 2564-พ.ศ. 2573) และการลดภาวะโลกร้อนจากผลกระทบของก๊าซเรือนกระจก จึงดำเนินการสนับสนุนส่งเสริมการผลิตและแปรรูปสาหร่ายเป็นอาหารแห่งอนาคตตัวใหม่ เนื่องจากมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในอาหาร อาหารเสริม อาหารสัตว์ ปุ๋ย เชื้อเพลิงชีวภาพ เวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง เซรั่มชะลอความแก่ด้วย

-005

อธิบดีกรมปศุสัตว์เดินหน้าแจกเสบียง-หญ้าอาหารสัตว์แก่เกษตรกรนครศรีธรรมราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673245

อธิบดีกรมปศุสัตว์เดินหน้าแจกเสบียง-หญ้าอาหารสัตว์แก่เกษตรกรนครศรีธรรมราช

อธิบดีกรมปศุสัตว์เดินหน้าแจกเสบียง-หญ้าอาหารสัตว์แก่เกษตรกรนครศรีธรรมราช

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.31 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ลุยงานในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเดินหน้าแจกเสบียง-หญ้าอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรพร้อมสานต่องานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

14 สิงหาคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ตรวจติดตามงานในพื้นที่ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมแจกเสบียง-หญ้าอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรมนพื้นที่แนะสานต่องานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและข้าราชการเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ร่วมลงพื้นที่ในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้เห็นถึงความสำคัญและมีความห่วงใยเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติด้านต่างๆเป็นอย่างยิ่งจึงได้มีนโยบายจัดตั้งคลังเสบียงสัตว์โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสำรองเสบียงสัตว์สำหรับเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นโดยอธิบดีกรมปศุสัตว์ได้ให้คณะกรรมการคลังเสบียงสัตว์ ได้ตั้งใจบริหารจัดการเสบียงสัตว์ในคลังเสบียงสัตว์ประจำตำบลให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดตั้งคลังเสบียงสัตว์ประจำตำบลเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติแล้ว จำนวน 670 แห่งทั่วประเทศ

ในปีงบประมาณ 2565 นี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครศรีธรรมราชได้ดำเนินการร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยได้พิจารณาร่วมกันว่า พื้นที่บ้านบางจาก ตำบลบางจาก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่จะจัดตั้งให้มีคลังเสบียงสัตว์ เพื่อสำรองเสบียงสัตว์สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่หมู่ที่8ตำบลบางจาก อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศที่มีลักษณะพื้นที่เป็นที่ลุ่มทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมช้ำซากในฤดูน้ำหลากมานานหลายปี สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในพื้นที่มากถึง 75 ครัวเรือน ซึ่งมีโค – กระบือที่ได้รับผลกระทบจำนวน 315 ตัว เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นกรมปศุสัตว์

โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์พัทลุงได้สนับสนุนเสบียงสัตว์ หญ้าแพงโกล่าแห้งอัดฟ่อน จำนวน 5,000 กิโลกรัมเพื่อสนับสนุนให้กับคลังเสบียงสัตว์ประจำตำบลบางจาและอำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช และสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้สนับสนุนยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์จำนวน 30 ชุด นอกจากนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์นครศรีธรรมราช ได้จัดเตรียมแปลงผลิตท่อนพันธุ์พืชอาหารสัตว์ เพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการฟื้นฟูแปลงหญ้าอาหารสัตว์ในพื้นที่หลังจากน้ำลด และเพื่อเพิ่มแหล่งอาหารหยาบคุณภาพดีในพื้นที่ต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์และคณะยังได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามงานศูนย์ผลิตและส่งเสริมพันธุ์สัตว์พระราชทานปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยกรมปศุสัตว์ได้ดำเนินงานก่อสร้างศูนย์ผลิตและส่งเสริมพันธุ์สัตว์พระราชทานปากพนัง เพื่อสนับสนุนพันธุ์สัตว์(พันธุ์ไก่ไข่)พระราชทานแก่โรงเรียน และเกษตรกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว่ากรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างยั่งยืนและสานต่อโครงการพระราชดำริ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ๆกรมปศุสัตว์จะมุ่งสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน กรมปศุสัตว์จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้นและภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนองพระราชดำริต่อไป ณ พื้นที่ปศุสัตว์เขต8 จังหวัดนครศรีธรรมราช