ส.ป.ก.ยกระดับเขตปฏิรูปที่ดิน พัฒนาเกษตรลุยตลาดออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674006

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมหารือกับเอกชน เตรียมยกระดับสินค้าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ลุยตลาดออนไลน์ พร้อมด้วยนายเอกพงศ์ น้อยสร้าง รองเลขาธิการ ส.ป.ก. นายวิวรรธน์สงประเสริฐ ผอ.สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี น.ส.ยุพเรศ เพิ่มพูน ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง โดยมีนายสุรศักดิ์ ซิมตระกูล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหาร ผู้แทนจาก บริษัท กันตนา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมประชุม ที่ ส.ป.ก. ถนนราชดำเนินนอก เขตพระนคร กทม.

สำหรับการประชุมครั้งนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับการขายสินค้าในตลาดออนไลน์ เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายขนาดใหญ่ และสามารถเข้าถึงสินค้าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ได้สะดวกรวดเร็ว จำเป็นจะต้องมีกลยุทธ์ หรือกิจกรรมที่ส่งเสริมการขาย เพื่อประชาสัมพันธ์ และโฆษณาสินค้า หรือการบริการให้ลูกค้าพึงพอใจมากที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำให้ยอดขายสินค้าเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินเพิ่มขึ้น ทำให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอยู่ได้ อยู่ดี และมีความสุขในเขตปฏิรูปที่ดินต่อไป

เกษตรฯไทย หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 2 หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673946

เกษตรฯไทย หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 2 หมื่นล้าน

เกษตรฯไทย หารือแคนาดา ผลักดันส่งออกสินค้าเกษตรมูลค่า 2 หมื่นล้าน

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 16.27 น.

วันที่ 16 สิงหาคม 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ ดร.ซาราห์ เทย์เลอร์ เอกอัครราชทูตแคนาดา ประจำประเทศไทย (H.E. Dr. Sarah Taylor) (Ambassador of Canada to the Kingdom of Thailand) ร่วมหารือการส่งเสริมและขยายความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ห้องรับรองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือในครั้งนี้ ไทยและแคนาดาพร้อมร่วมมือในเรื่อง Smart agriculture-Canadian technology ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านเกษตรอัจฉริยะ โดยมุ่งหวังที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเกษตรในปัจจุบัน ให้มุ่งสู่เกษตร 4.0 มีเป้าหมายสำคัญที่มุ่งเน้นให้เกิดการทำเกษตรแบบทำน้อยได้มาก ใช้ทรัพยากรในการผลิตให้เกิดประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการสูญเสีย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้มากขึ้น 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยกล่าวขอบคุณฝ่ายแคนาดาสำหรับความร่วมมือในโครงการ Offshore Program ซึ่งเป็นโครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร ระหว่างองค์การตรวจสอบอาหารของแคนาดา (Canadian Food Inspection Agency: CFIA) และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อให้ประเทศคู่ค้าสามารถปฏิบัติตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารของแคนาดาได้อย่างถูกต้อง และป้องกันอาหารที่ไม่ปลอดภัยเข้าสู่ตลาด โดยเน้นด้านการตรวจสอบและประเมินความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบสถานประกอบการ และกิจกรรมความช่วยเหลือด้านเทคนิค โดยที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน มกอช. และ CFIA ได้จัดการแลกเปลี่ยนด้านวิชาการด้านความปลอดภัยอาหาร จำนวน 4 ครั้ง และอยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อหารือถึงการขยายความร่วมมือระหว่างกันในการจัดการความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาหารตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งรวมถึงการผลักดันการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การเฝ้าระวังและตรวจติดตาม และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ฝากแคนาดาให้สนับสนุนการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปค ครั้งที่ 7 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 นี้ 

ทั้งนี้ แคนาดาเป็นประเทศคู่ค้าอันดับที่ 32 ของไทย และเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรอันดับที่ 21 มีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตร ไทย-แคนาดา ปี 2564 รวม 23,938 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 30.28 ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยและแคนาดา) โดยไทยส่งออกมูลค่า 19,519 ล้านบาท และไทยนำเข้า 4,419 ล้านบาท สินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกไปแคนาดาที่สำคัญ ได้แก่ 1) ปลาทูน่ากระป๋อง 2) ข้าว 3) ยางธรรมชาติฯ (ทีเอสเอ็นอาร์) 4) เต้าหู้ 5) ไก่ และ 6) กุ้งกุลาดำ ตามลำดับ และสินค้าเกษตรที่ไทยนำเข้าจากแคนาดา ได้แก่ 1) ข้าวสาลีและเมสลิน 2) ถั่วแหลือง 3) ซุปที่มีเนื้อสัตว์ 4) ถั่วลั่นเตา  5) กากน้ำมัน (ออยล์เค้ก) และ 6) มันฝรั่ง

“แคนาดาเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยที่มีศักยภาพ และเป็นที่ต้องการในแคนาดา เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง ข้าว ไก่ กุ้ง และยางพารา จึงมั่นใจว่าผู้บริโภคชาวแคนาดาจะได้บริโภคสินค้าเกษตรและอาหารของไทยที่มีความปลอดภัยและได้มาตรฐานสากล โดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่งความมั่นคงทางอาหารถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางอาหาร จึงได้กำหนดนโยบาย 3S (ความปลอดภัยทางอาหาร (Safety) ความมั่นคง (Security) และความยั่งยืนของทรัพยากรและนิเวศทางการเกษตร (Sustainability)) ซึ่งจะเป็นหลักประกันในการรับรองคุณภาพอีกทางหนึ่ง จึงได้ฝากให้ท่านเอกอัครราชทูตฯ ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทย รวมถึงแนวทางการดำเนินงานของรัฐบาลไทยให้แก่ชาวแคนาดามั่นใจต่อสินค้าเกษตรของไทยต่อไปด้วย”ดร.เฉลิมชัย กล่าว

กรมปศุสัตว์แจง‘ไข่ไก่’ปรับราคาเป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673864

กรมปศุสัตว์แจง‘ไข่ไก่’ปรับราคาเป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุน

กรมปศุสัตว์แจง‘ไข่ไก่’ปรับราคาเป็นไปตามกลไกตลาด-ต้นทุน

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.19 น.

‘กรมปศุสัตว์’ยืนยัน‘ไข่ไก่’มีปริมาณเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศแน่นอน ย้ำการปรับราคาสูงขึ้นเป็นไปตามกลไกการตลาด

17 สิงหาคม 2565 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การผลิตไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการประเมินสถานการณ์ในเดือนสิงหาคม 2565 พบว่า ปัจจุบันมีไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 50.67 ล้านตัว ให้ผลผลิตไข่ไก่ประมาณ 42 ล้านฟองต่อวัน ส่วนอัตราการบริโภคทั้งภายในประเทศและการส่งออกรวมกันประมาณ 41.89 ล้านฟองต่อวัน สถานการณ์การผลิตและการบริโภคจึงอยู่ในจุดใกล้เคียงสมดุล จากที่ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน เกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดและราคาตกต่ำขึ้น

“ในปัจจุบันขอยืนยันว่าไข่ไก่ที่ผลิตภายในประเทศมีปริมาณเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศอย่างแน่นอน ส่วนการที่ราคาปรับตัวสูงขึ้นเป็นไปตามกลไกการตลาด” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยอีกว่า ในปี 2565 ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เป็นสัดส่วนประมาณ 70% ของต้นทุนการผลิตไข่ไก่ พบว่า ราคาไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกรตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2565 มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง ส่วนต้นทุนการผลิตเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.97 บาทต่อฟอง และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยจะมีต้นทุนสูงกว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าว มีความจำเป็นต้องปรับราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มขึ้นเพื่อให้สามารถประกอบกิจการอยู่ได้

สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ที่กรมปศุสัตว์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ผลิตไข่ไก่ ทั้งรายเล็ก รายกลางและรายใหญ่มาโดยตลอดนั้น มีความมุ่งเน้นในด้านการปรับสมดุลการผลิตและการบริโภคเป็นหลัก โดยในเดือนสิงหาคม 2565 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสมดุลและคงตลาดส่งออกไว้ตามสภาพปกติเท่านั้น ส่วนแผนการดำเนินการระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม 2565 มีไว้เพื่อรับมือสถานการณ์หลังเทศกาลกินเจ ฝนตกชุก และปิดภาคเรียน ที่ในช่วงนี้ทุกปีมักมีแนวโน้มเกิดปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดจากอัตราการบริโภคตกต่ำ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยที่ประสบปัญหาต้นทุนสูงอยู่แล้วให้เดือดร้อนมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลให้บางรายต้องมีการเลิกกิจการตามมา

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์จะมีการประเมินสถานการณ์ร่วมกับภาคเอกชนเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง และมีการปรับมาตรการตามสภาวการณ์เพื่อรักษาสมดุลการผลิตและการบริโภคไข่ไก่ให้ใกล้เคียงจุดสมดุล ตามนโยบาย “ผู้บริโภคต้องไม่เดือดร้อนและเกษตรกรต้องอยู่ได้” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ปลัดเกษตรฯขับเคลื่อนงาน 20จังหวัดอีสานเชื่อมโยงการบริหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673736

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม มอบแนวทางการบริหารงานกระทรวงเกษตรฯ และลงพื้นที่ตรวจราชการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีนายจำรึก เหล่าประเสริฐ รอง ผวจ.ขอนแก่น หัวหน้าส่วนราชการทั้ง 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วม ที่สำนักงานชลประทานที่ 6 จ.ขอนแก่น ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งหวังให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าใจแนวทางการดำเนินงานและพัฒนาการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดการบูรณาการอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย นับเป็นโอกาสดีที่ภาคเกษตรไทยจะสามารถฟื้นตัวได้โดยภาคการเกษตรถือเป็นหัวใจสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างมาก ดังนั้นนโยบาย “Agri challenge Next Normal 2022” ของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร รองรับความปกติใหม่ และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนภารกิจ อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนการดำเนินงานต้องดำเนินงานในเชิงบูรณาการภายใต้แนวคิด “เชื่อมโยงการบริหาร แปลงสารให้ชัด จัดสรรให้ถูก” ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยง ยุทธศาสตร์กับพันธกิจของกระทรวง การสร้างการสื่อสารนโยบายไปยังผู้ปฏิบัติ และการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับภารกิจ ซึ่งจะดำเนินการขับเคลื่อนงานใน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย 2.ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้เกษตรกร และ 3.วางรากฐานการทำงานของกระทรวง โดยตั้งเป้าหมายครอบคลุม 4 ด้านในปี 2565 คือ 1.ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสาขาเกษตร เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.8% 2.ผลิตภาพการผลิตของภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.2% 3.เกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน ลดลงไม่น้อยกว่า 10% และ 4.พื้นที่ชลประทานเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 350,000 ไร่รวมทั้งเตรียมการผลักดันเป้าหมายตามแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (2566-2570) ของกระทรวงเกษตรฯ อย่างมีประสิทธิภาพ

“การพัฒนากำลังคนภาคเกษตร พัฒนากระบวนการทำงาน ผลักดันวิจัยและนวัตกรรมเกษตร และยกระดับความร่วมมือเครือข่ายการพัฒนาภาคเกษตรจากทุกภาคส่วน มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะด้านนโยบายความยั่งยืนในระบบอาหารสัมพันธ์กับปัจจัยการผลิต ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศ โดยหัวใจสำคัญในการผลักดันความยั่งยืนให้เกิดขึ้นอยู่ที่การบริหารจัดการที่ดีและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการสูญเสียตลอดห่วงโซ่อุปทาน และลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิ การบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการดิน การบริหารจัดการพันธุ์พืช BCG Model ตลอดจนการทำเกษตรโดยใช้ตลาดนำการผลิต ดังนั้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จะส่งผลให้การขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ” ดร.ทองเปลว กล่าว

กรมชลฯเร่งบริหาร จัดการน้ำทั่วประเทศ อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมช่วยประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673737

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 40,831 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 35,253 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,573 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 38 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 15,298 ล้าน ลบ.ม.

อนึ่ง กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือภาคกลาง รวมทั้ง กทม.และปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทางกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินสถานการณ์น้ำ พบว่า จะมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์น้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ซึ่งฝนตกหนัก อยู่ในเกณฑ์น้ำมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลันได้ จึงมอบหมายให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ สำนักเครื่องจักรกล จัดกำลังเจ้าหน้าที่และจัดเวรยาม เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศ ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ จัดเครื่องจักร เครื่องมือให้พร้อมช่วยเหลือประชาชนได้ทันที

‘เฉลิมชัย’รุดพัฒนาผลไม้-ของดีป่าละอู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673734

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าโครงการ “มหกรรมผลไม้และของดีป่าละอู” ปี 2565 ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนป่าละอู ซึ่งมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้บริโภค ซึ่งได้ส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับการผลิตทุเรียนในลักษณะของกลุ่มแปลงใหญ่ วิสาหกิจชุมชน และกลุ่มเกษตรกร ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน ได้รับการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) 390 ราย รวมพื้นที่ 2,502.40 ไร่ นอกจากนี้ยังได้รับมาตรฐานอินทรีย์ และได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI โดยเป็นทุเรียนป่าละอู 83 ราย สำหรับทุเรียนในพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ปลูก 14,782.25 ไร่ ให้ผลแล้ว 8,109 ไร่ คิดเป็น 54.85% ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ปริมาณผลผลิต 7,118.44 ตัน

“พื้นที่การปลูกทุเรียน ใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีจำนวนมาก แต่ปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย จึงทำให้ออกสู่ผู้บริโภคได้น้อย จึงต้องส่งเสริมการปลูกให้มากขึ้น เพื่อให้คนได้รู้จักทุเรียนป่าละอู พร้อมทั้งยึดหลักตลาดนำการผลิต สร้างรายได้ให้เกษตรกร อีกทั้ง ขอฝากพี่น้องผู้ปลูกทุเรียนทั่วประเทศ สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อให้สามารถส่งออกสินค้าทางการเกษตรได้ทั่วโลก เป้าหมายเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และขอความร่วมมือไม่ตัดหรือรับซื้อทุเรียนด้อยคุณภาพ หรือทุเรียนอ่อน หากพบจะดำเนินการขั้นเด็ดขาด” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้รณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่มีเครื่องหมาย “Q” ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่กระทรวงเกษตรฯ รับรองให้กับสินค้าที่ผลิตตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้าสินค้าเกษตรนำไปใช้แสดงกับสินค้าเกษตรที่ได้รับการตรวจสอบและรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากล

ม.เกษตรฯจับมือ7อบจ. แก้ไขปัญหาผักตบชวา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673735

วันพุธ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมคณะ ร่วมกับผู้บริหาร อบจ.7 จังหวัด ประกอบด้วย เชียงราย นครพนม มหาสารคาม สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนำผลงานวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปจัดการและแก้ปัญหาผักตบชวา สร้างอาชีพให้แก่ประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาผักตบชวาและวัชพืชในแหล่งน้ำ ให้เป็นแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมและพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรายได้และสร้างอาชีพประชาชน

ทั้งนี้ ผลงานวิจัยที่นำมาใช้ในการกำจัดผักตบชวา มีชื่อว่า KPS: Selective bioherbicide” to control water hyacinth in Thailand (เคพีเอส ชีวภัณฑ์กำจัดวัชพืชแบบเลือกทำลายเพื่อควบคุมผักตบชวา) เป็นผลงานของ รศ.ดร.จินตนาอันอาตม์งาม หัวหน้าภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร และ ดร.อาร์ม อันอาตม์งาม หัวหน้าศูนย์ส่งเสริมการวิจัยฯ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งได้รับรางวัลจากการประกวดผลงานวิจัยสิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรม ในเวทีระดับชาติ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’ สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673553

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’  สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

สกู๊ปพิเศษ : ‘ถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้’ สทนช.ขับเคลื่อนผลงานด้านน้ำ

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในเดือนตุลาคม 2565 จะมีอายุครบ 5 ปี และครบ 1 ปี ภายใต้การนำของหัวเรือคนที่ 2 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการ สทนช.คนปัจจุบัน มีผลงานการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่เห็นผลเป็นรูปธรรมอะไรบ้าง?

“ปัจจุบัน สทนช. เน้นในเรื่องการทำงานเชิงรุกและเปิดรับความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และได้มีการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค เพื่อพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งให้ความสำคัญกับความถูกต้อง โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกกระบวนการ โดยได้มีการสร้างระบบติดตามประเมินผลอย่างเข้มข้นเพื่อขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ โดยสทนช. จะมีการติดตามขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการที่ กนช. ให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอ ครม. อนุมัติโครงการ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญที่อยู่ในแผนการขับเคลื่อนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทั้งนี้ การทำงานของ สทนช. ในปัจจุบันได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580 และพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เป็นเป้าหมายร่วมที่ต้องยึดถือปฏิบัติตาม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติ” ดร.สุรสีห์กล่าว

สทนช.ได้ดำเนินงานตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจากการดำเนินการตามแผนแม่บทน้ำฯ ตั้งแต่ปี 2561-ปัจจุบัน พบว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพประปาหมู่บ้านได้ถึง 4,973 แห่ง พัฒนาแหล่งน้ำผิวดินสามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 1,189 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรได้ปริมาณน้ำ 149 ล้าน ลบ.ม. ดำเนินการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัย มีพื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 32,005 ไร่ ประชาชนได้รับการป้องกัน 27,364 ครัวเรือน สร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียรวมของชุมชน 14 แห่ง และอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำได้ถึง 156,070 ไร่ ขณะที่การปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำให้แหล่งน้ำได้ถึง 314 ล้าน ลบ.ม.

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญนั้น สทนช. มีการดำเนินงานตามกระบวนการอย่างต่อเนื่องและละเอียดรอบคอบ เพื่อให้มีความถูกต้องตามระเบียบหลักเกณฑ์ โดยมีการเร่งรัดการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้า พร้อมเน้นย้ำกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ผ่านคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เพื่อให้การดำเนินงานโครงการสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง อันจะเห็นได้จากความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ที่มี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญไปแล้ว 43 โครงการ โดยในส่วนนี้ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างไปแล้ว 25 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะสามารถเก็บกักน้ำได้ 1,571 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 1.57 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 267,128 ครัวเรือน

นอกจากนี้ ภายในปี 2565-2567 จะสามารถดำเนินการขับเคลื่อนดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่และโครงการสำคัญอีกถึง 69 โครงการ เมื่อแล้วเสร็จสามารถเก็บกักน้ำได้รวมกัน 7,560 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ 5.85 ล้านไร่ มีพื้นที่ป้องกันน้ำท่วม 5.81 ไร่ และมีประชาชนได้รับประโยชน์ถึง 2.63 ล้านครัวเรือน

อาทิ โครงการแก้ปัญหาภัยแล้ง จ.กาญจนบุรี ในพื้นที่เขต อ.หนองปรือ อ.บ่อพลอย อ.เลาขวัญ อ.ห้วยกระเจา อ.พนมทวน และ อ.ท่าม่วง ซึ่งเป็นพื้นที่ี่ฝนตกน้อย ประสบภาวะปัญหาฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรเป็นประจำ รัฐบาลได้วางแนวทางในการแก้ไขโดยการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ พัฒนาระบบผันน้ำและโครงข่ายน้ำ สร้างระบบป้องกันน้ำท่วมชุมชนเมืองสำคัญ ปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ พัฒนาระบบระบายน้ำในพื้นที่ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่าไม้ต้นน้ำ และพัฒนาน้ำบาดาล โดยมีแผนงานโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่สำคัญดำเนินการในปี’66-67 จำนวน
4 โครงการ ได้แก่

โครงการขยายความจุอ่างเก็บน้ำ ลำอีซู ความจุ 14.96 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่ได้รับประโยชน์ 5,000 ไร่ ปัจจุบันศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างดำเนินการขอใช้พื้นที่ มีแผนดำเนินการปี 2567 โครงการผันน้ำ เขื่อนศรีนครินทร์ ระยะที่ 1 (โครงการสถานีสูบน้ำจากแม่น้ำแควใหญ่เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง) ปริมาณน้ำที่ผันได้ 27.88 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 78,500 ไร่ปัจจุบันศึกษาแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างออกแบบ มีแผนดำเนินการปี 2567 โครงการจัดหาถังกรองน้ำขนาดใหญ่ช่วยเหลือประชาชนหมู่บ้านลำสมอ และ รร.ตชด.วัดสุธาสินี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 500 ไร่ รับประโยชน์ 50 ครัวเรือน ปัจจุบันศึกษาและออกแบบแล้วเสร็จ มีแผนดำเนินการปี 2567 และโครงการซ่อมแซมระบบประปาภูเขาฐาน ตชด. ที่ 13 ช่องสามัคคี พื้นที่ได้รับประโยชน์ 50 ไร่ รับประโยชน์ 40 ครัวเรือน ปัจจุบันศึกษาแล้วเสร็จ อยู่ระหว่างออกแบบ มีแผนดำเนินการปี 2567 เช่นเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จทั้ง 4 โครงการจะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 43 ล้าน ลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 84,000 ไร่

นอกจากนี้ การแก้ปัญหาภัยแล้งแล้วรัฐบาลยังให้ความสำคัญในเรื่องการป้องกันน้ำท่วมอีกด้วย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัด กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนแล้วเสร็จเรียบร้อยแล้วภายในปี 2565 ถึง 6 โครงการ ได้แก่ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเชียงราย ระยะที่ 3 อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนบางมูลนาก ระยะที่ 3 อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองอุทัยธานี ระยะที่ 3 อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี โครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเลย ระยะที่ 1 อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย และโครงการก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองภูเก็ต ระยะที่ 1 อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต

โครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงานก็เป็นอีกโครงการที่ สทนช. บูรณาขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยได้แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อติดตาม พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคเพื่อให้โครงการต่างๆ สามารถดำเนินการก่อสร้างได้ ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2567 จะสามารถขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้ 9 แผนงานดังกล่าวได้เป็นจำนวนมากอย่างแน่นอน

ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ พลเอกประวิตร ยังได้ลงพื้นที่จ.ตรัง ได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งรัดการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำแม่น้ำตรังให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2565 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในฤดูฝนที่จะมาถึง และเร่งรัดให้ดำเนินการก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำตรัง รวมถึงช่องลัดและคันกั้นน้ำในปี 2567 โดยให้ สทนช. พิจารณายกระดับเป็นโครงการสำคัญอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนผลงานด้านทรัพยากรน้ำนั้น ย่อมมีอุปสรรคและปัญหาเกิดขึ้นเป็นธรรมดา โดยเฉพาะโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ซึ่ง สทนช. ได้เร่งบูรณาการแก้ไขปัญหาเพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปตามเป้าหมาย อาทิ การเร่งสร้างความเข้าใจกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยพิจารณาแนวทางการชดเชยเยียวยาที่มีเป็นธรรมและเหมาะสม พร้อมจัดสรรพื้นที่รับประโยชน์ให้ผู้ได้รับผลกระทบ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อนุรักษ์ หรือการปรับแผนการดำเนินงานก่อสร้างกรณีที่เกิดปัญหาจากผู้รับจ้าง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์ได้โดยเร็วตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ส่วนโครงการที่ยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณได้เร่งรัดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณากรอกคำขอรับงบประมาณในระบบ Thai Water Plan (TWP) โดยโครงการพัฒนาทรัพยากรน้ำต้องไม่ซ้ำซ้อน เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจของประเทศควบคู่กันด้วย

“การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสทนช. ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมไปถึง NGOs โดยเล็งเห็นว่าการเปิดรับความคิดเห็นที่หลากหลาย ไม่ปิดกั้น จะช่วยผลักดันและขับเคลื่อนโครงการให้สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากมีหน่วยงานองค์กร หรือบุคคลใด ต้องการนำข้อมูลความรู้ต่างๆ ของ สทนช. ไปเผยแพร่ต่อ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมากขึ้นโดยไม่ขัดกับกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สทนช.ก็ไม่ขัดข้องในการดำเนินการดังกล่าว” เลขาธิการ สทนช. กล่าวย้ำในตอนท้าย

ปศุสัตว์ยันยังรับมือได้ โรคปากเท้าเปื่อยในโค ปรับใช้ระบบการเลี้ยง เร่งฉีดวัคซีน-คัดกรอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673547

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากข้อมูลรายงานสถานการณ์การเกิดโรคปากและเท้าเปื่อยจนถึงปัจจุบันในประเทศไทยยังปกติ แต่เพื่อเป็นการควบคุมป้องกันอย่างต่อเนื่อง จึงมีระบบการแจ้งและรายงานโรคออนไลน์ผ่านระบบ E-Smart Surveillance ดังนั้น หากเกษตรกรพบสัตว์แสดงอาการผิดปกติสามารถแจ้งโรคได้ทันที มีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อยให้สัตว์กลุ่มเสี่ยง ซึ่งดำเนินการในโคนมปีละ 3 ครั้ง และโคเนื้อ กระบือ แพะ แกะ ปีละ 2 ครั้ง โดยในปีงบประมาณ 2565 ดำเนินการครบตามเป้าหมายแล้ว รวมโค กระบือ แพะ แกะ ได้รับการฉีดแล้ว 5,468,945 ตัว มีการตั้งด่านเพื่อตรวจคัดกรองอาการสัตว์ที่เคลื่อนย้าย ชะลอการเคลื่อนย้ายสัตว์ในพื้นที่ซึ่งพบโรค ตลอดจนประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนภัย รณรงค์การทำลายเชื้อโรคจุดเสี่ยงต่างๆ

นอกจากนี้ ยังเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัสเพื่อเป็นข้อมูลในการเลือกใช้seed วัคซีน และที่สำคัญคือมีการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนให้ดียิ่งขึ้น และส่งเสริมการป้องกันโรคเข้าฟาร์ม ให้ปรับระบบการเลี้ยงสัตว์ให้มีมาตรฐาน โดยการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์ (Good Agricultural Practice ; GAP) หรือการรับรองระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม (Good Farming Management ; GFM) รวมถึงการรับรองสถานภาพฟาร์มปลอดโรคปากและเท้าเปื่อยการสร้างพื้นที่ปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย จึงทำให้มั่นใจว่าโค กระบือ แพะ แกะ ในประเทศไทยมีโอกาสน้อยมากที่จะนำเชื้อโรคปากและเท้าเปื่อยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

‘เฉลิมชัย’ชมผลไม้ส่งออก ทำสถิติ1ล้านตันมูลค่า8หมื่นล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/673551

วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด) เปิดเผยว่า การส่งออกผลไม้สดไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้พิธีสารระหว่างไทย-จีน ในรอบ 6 เดือนแรกของปีนี้ มีปริมาณถึง 1,123,543 ตัน ทำลายสถิติการส่งออกในระยะเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งส่งออกได้ 1,002,771 ตัน เพิ่มขึ้นกว่า 120,000 ตัน หรือกว่า 10% คิดเป็นมูลค่าการส่งออก 81,282 ล้านบาท ในขณะที่ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะผลกระทบจากมาตรการซีโร่โควิดของจีน ในการป้องกันการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ปลายปี 2564 เป็นต้นมา และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นส่งผลต่อค่าระวางขนส่งทางบกทางเรือทางอากาศปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงจากภาวะเศรษฐกิจทำให้มูลค่าการส่งออกผลไม้สดลดลง 2,900 ล้านบาท หรือลดลง 3.45% ส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกลำไย ลดลง เนื่องจากการปิดด่านบางด่านของจีนช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงต้นปี จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจีน จึงสั่งให้ฟรุ้ทบอร์ด ปรับกลยุทธ์เร่งแก้ปัญหาลำไยซึ่งหล่นจากการส่งออก

“ขอแสดงความชื่นชมชาวสวนที่ร่วมมือพัฒนาคุณภาพจนครองแชมป์ตลาดผลไม้ในจีน มีมาร์เก็ตแชร์เกือบ 50%
ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ ชิลี และเวียดนาม ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาด 10% กว่า และ 6% ตามลำดับ ขอให้ยึดมั่นในนโยบายยกระดับคุณภาพและมาตรฐานรวมทั้งป้องกันการปนเปื้อนโควิดและโรคพืชหรือแมลงพืชต่อไป ส่วนปัญหาการสวมสิทธิ์ทุเรียน ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเร่งตรวจตรา จับกุมและดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของผลไม้ไทย” ดร.เฉลิมชัย กล่าว