‘เฉลิมชัย’นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์’แม่น้ำปราณบุรี’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674359

'เฉลิมชัย'นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์'แม่น้ำปราณบุรี'

‘เฉลิมชัย’นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์’แม่น้ำปราณบุรี’

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 14.36 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมเกษตรฯ เร่งฟื้นฟูคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรประมงให้แม่น้ำปราณบุรี ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 2 ล้านตัว สร้างการมีส่วนร่วมของเกษตรกรชาวประมงและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ โครงการพัฒนาฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาแม่น้ำปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ด้านประมง) ประจำปี พ.ศ.2565 เพื่อเร่งฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรชาวประมงและชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยมี นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง นายเสถียร เจริญเหรียญ ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หัวหน้าส่วนราชการภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร ชาวประมง และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 300 คน ณ บริเวณที่สาธารณประโยชน์ 24 ไร่ ต.ปากน้ำปราณ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า แม่น้ำปราณบุรีเป็นแม่น้ำสายสำคัญของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถือเป็นแหล่งก่อเกิดทรัพยากรประมงที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ในปัจจุบันสภาพแวดล้อมได้เปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กำหนดให้เป็นแหล่งน้ำเป้าหมายในการพัฒนาและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์อย่างเหมาะสม ซึ่งการจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้ จะช่วยเร่งฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืนให้กับทรัพยากรสัตว์น้ำ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมาในระยะยาวได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มผลผลิตให้มีเพียงพอต่อความต้องการบริโภค สามารถสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือนให้แก่เกษตรกรชาวประมงในพื้นที่ ทำให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพที่ยั่งยืนมากขึ้น

“การดำเนินงานที่ผ่านมา กรมประมงยังได้ใช้มาตรการ 3 ป. ป้อง ปราม ปราบ เพื่อที่จะดูแลจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในแม่น้ำปราณบุรี เพื่อให้คงอยู่ในระดับรักษาความสมดุลและมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น โดยได้ร่วมบูรณาการกับจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการฟื้นฟูและพัฒนาแม่น้ำปราณบุรี ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ให้กลับคืนสภาพความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง ได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนต่อไป และสำหรับโครงการในวันนี้ เป็นโครงการที่กรมประมงตั้งใจที่จะส่งสัญญาณว่าจะต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างจริงจัง และการอนุรักษ์นั้นต้องทำร่วมกันกับพี่น้องประชาชน โดยพี่น้องประชาชนต้องได้รับประโยชน์ด้วย ซึ่งนอกจากการรักษาสมดุลทางธรรมชาติแล้ว ยังสามารถเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงอีกทางหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม การที่กรมประมงเข้ามาดูแลพี่น้องชาวประมงกลุ่มต่างๆ ทั้งในเรื่องของประมงชายฝั่ง หรือสิทธิ์ต่างๆ ที่จะได้รับการดูแลจากภาครัฐ ขอให้รู้ว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ตั้งใจทำอย่างเต็มที่ และจะดูแลพี่น้องชาวประมงอย่างดีที่สุด หากเกิดปัญหาขอให้มีการพูดคุยและร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อทุกๆ ฝ่ายอย่างแน่นอน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กรมประมงได้ทำการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แม่น้ำปราณบุรี จำนวนถึง 2 ล้านตัว ประกอบด้วย กุ้งทะเล 1,200,000 ตัว ปลากะพงขาว 90,000 ตัว ปลากินพืชน้ำจืด 700,000 ตัว และปูม้า 10,000 ตัว โดยพันธุ์สัตว์น้ำส่วนหนึ่งได้มอบให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอปราณบุรี อำเภอหัวหิน และกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำปราณบุรี รวม 17 ชุมชน สำหรับนำไปปล่อยในแม่น้ำปราณบุรีในจุดอื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ นิทรรศการให้ความรู้ด้านการประมงและการเกษตรจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปากแม่น้ำปราณบุรี และคลินิกชาวประมงร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ได้แก่ คลินิกกรมเจ้าท่า คลินิกกรมการจัดหางาน คลินิกกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อให้คำปรึกษาแก่ชาวประมง อีกทั้งยังมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์ประมง Fisherman shop @ Prachuap Khiri Khan ซึ่งเชื่อมโยงตลาด กับ Fisherman shop @ Ratchaburi ด้วย

– 006

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674219

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง  ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

สกู๊ปพิเศษ : ‘พด.’เดินหน้าหนุนเร่งชุมชนผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง-มุ่งลดต้นทุนการผลิต

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พด.สบช่องราคาปุ๋ยเคมีราคาพุ่ง เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงทดแทนปุ๋ยเคมีราคาแพง มุ่งลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรชาวสวนยาง พร้อมชู จ.ตรัง เป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดที่เข้มแข็งยกระดับอาชีพและรายได้ให้ชุมชนแบบยั่งยืน

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดินนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลดำเนินงานโครงการการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง(ปุ๋ยอินทรีย์ตราพะยูน)ในพื้นที่จังหวัดตรัง พร้อมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)ซื้อ-ขายปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพงฯระหว่างวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจ.ตรังและการยางแห่งประเทศไทย(กยท.)จังหวัดตรัง ณ วิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง

นายศรีศักดิ์ ธานี ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 12 กรมพัฒนาที่ดิน กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัญหาปุ๋ยเคมีราคาแพง การขาดแคลนปุ๋ย เนื่องจากประเทศผู้ผลิตลดปริมาณการส่งออกปุ๋ยเคมีทำให้อุปสงค์ลดลงแต่อุปทานมีมากขึ้น จึงทำให้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูงขึ้นส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการตัดสินใจในการผลิตของเกษตรกร ในความต้องการบำรุงพืช ประกอบกับกำลังผลิตปุ๋ยเคมีของประเทศไทยยังมีจำกัด กรมพัฒนาที่ดินโดยกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน จึงได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาการนำจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ต่างๆ ทั้งปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ สารป้องกันแมลงและกำจัดโรคและสารบำบัดน้ำเสียซึ่งสามารถนำไปทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดโรคและแมลงได้

นอกจากนี้ ผลจากการวิจัยของนักวิชาการเกษตรกรมพัฒนาที่ดิน พบว่าการสำรวจในสภาพพื้นที่ซึ่งมีลักษณะนิเวศวิทยาที่แตกต่างกันจะมีชนิดและปริมาณของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่มากมายมีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสามารถจำแนกชนิด คัดเลือกสายพันธุ์จุลินทรีย์ นำมาใช้ประโยชน์สร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพตอบสนองวัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์ทั้งด้านการปรับปรุงบำรุงดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 สำหรับผลิตปุ๋ยหมัก สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 สำหรับผลิตน้ำหมักชีวภาพ จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงดิน พด.11 (โสนอัฟริกัน และปอเทือง) ปุ๋ยชีวภาพ พด.12 และ พด.13 ไมคอร์ไรซาสำหรับข้าวโพด การใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคและแมลงศัตรูพืช ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.3 สำหรับผลิตเชื้อจุลินทรีย์ควบคุมเชื้อสาเหตุโรครากและโคนเน่าของพืช สารเร่งซุปเปอร์ พด.7 สำหรับ ผลิตสารควบคุมแมลงศัตรูพืช พด.14 ไตรโคเดอร์มาการใช้ฟื้นฟูสภาพนิเวศและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สารเร่งซุปเปอร์ พด.6 ผลิตสารบำบัดน้ำเสีย ขจัดกลิ่นเหม็นและกำจัดลูกน้ำยุงรำคาญ ซึ่งการใช้ผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์เหล่านี้ จึงเป็นการใช้นวัตกรรมทดแทนปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตร ซึ่งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง

นายศรีศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ และได้ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแก่เกษตรกรเพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีทางการเกษตรโดยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. ที่หลากหลาย

ปัจจุบันกรมพัฒนาที่ดินมีพด.1-พด.14 ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์เหล่านี้กรมพัฒนาที่ดินสนับสนุนสู่เกษตรกรเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการนำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพสูง ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ สารป้องกันแมลงศัตรูพืช และจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืช สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชต่างๆ ทำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมี จึงนำไปสู่การลดต้นทุนการผลิต ที่สำคัญยังช่วยฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมีนโยบายในการส่งเสริมเกษตรกรใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีราคาแพง เพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้านการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร โดยที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดความรู้และฝึกอบรมหมอดินอาสาและเกษตรกรเครือข่ายภายใต้โครงการการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีทางการเกษตรให้บริการปัจจัยการผลิตด้านผลิตภัณฑ์สารเร่งจุลินทรีย์ต่างๆ ผ่านทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด มีศูนย์ถ่ายทอดความรู้ซึ่งดำเนินงานโดยหมอดินอาสากระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งตอบสนองความต้องการของเกษตรกรในสภาวะที่ปุ๋ยเคมีราคาแพงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ สถานีพัฒนาที่ดินตรังถือเป็นพื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนในการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินเพื่อลดการใช้สารเคมีจนเป็นที่ยอมรับของเกษตรจังหวัดตรังอย่างกว้างขวาง โดยผ่านการถ่ายทอดความรู้ให้กับเครือข่ายหมอดินอาสาจากนั้นขยายผลต่อไปยังเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดตรัง จนเกิดเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจังหวัดตรังและเครือข่ายรวม 11 ราย ช่วยยกระดับสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยให้มีรายได้อีกทางหนึ่ง

โดยจุดเริ่มต้นความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ จังหวัดตรังและเครือข่าย เริ่มต้นจากการผลิตเพื่อใช้เอง หลังจากนั้นนายพรชัย ชั้นสกุล ซึ่งเป็นผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ของจังหวัดตรัง มีวัสดุคือมูลไก่ค่อนข้างเยอะ จึงมีแนวคิดในการนำมูลไก่มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วยจังหวัดตรังมีโรงงานผลิตน้ำยางและโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันหลายแห่ง ซึ่งโรงงานเหล่านี้มีกากตะกอนหรือมีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่สามารถนำมาผลิตปุ๋ยหมัก ผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง ทางสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดตรังและหมอดินอาสาจึงได้เข้ามาถ่ายอบรวมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับกลุ่มและเครือข่ายจนเกิดความเข้มแข็งและได้เจรจาซื้อขายผลผลิตปุ๋ยกับกยท.ตรังจนเป็นตลาดหลักในการรับซื้อจนถึงปัจจุบัน

ด้านนายภิรมย์ หนูรอด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง กล่าวเพิ่มเติมว่า กยท.ในฐานะหน่วยงานที่รับสงเคราะห์ยางพาราซึ่งเกษตรกรที่ขอสงเคราะห์ยางพาราจะได้รับการสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ไร่ละ 300 บาท ซึ่งในปี 2564 ที่ผ่านมา กยท. ตั้งเป้าในการรับซื้อประมาณ 1,000 ตัน แต่กลุ่มสามารถผลิตได้ไม่ถึง 1,000 ตัน ส่วนปี 2565 ตั้งเป้ารับซื้อไว้ประมาณ 1,500 ตัน ในราคา 6.80 บาท/กก.หรือ 6,800 บาท/ตันในขณะที่ราคาปุ๋ยเคมีอยู่ที่ประมาณ 34 บาท/กก.หรือ 34,000 บาท/ตัน จะเห็นว่าปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงภายใต้การส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดินจะมีราคาต่ำกว่าถึง
5 เท่าช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมาก ทั้งนี้ ในอนาคต กยท.จังหวัดตรังได้ประเมินความต้องการการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในอนาคตไว้ไม่ต่ำกว่า 4,000-4,500 ตัน/ปี ในขณะที่กำลังผลิตของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯและเครือข่าย 11 แห่งในปัจจุบันมีกำลังผลิตเพียง 1,000-1,500 ตัน/ปี เท่านั้น ซึ่งทราบว่าขณะนี้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงฯ กำลังเตรียมแผนขยายเครือข่ายผู้ผลิตให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกอำเภอของจังหวัดตรัง เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกรและ กยท.จังหวัดตรังในอนาคต

กรมวิชาการเกษตรเปิดเวทีวิจัยสัญจร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674214

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เวทีวิจัยสัญจรเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา “รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาการการเกษตรให้ชุมชนพึ่งตนเอง” เวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดเวทีประชุมของนักวิจัย นักพัฒนา นักส่งเสริม เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตรในจัดเวทีวิจัยสัญจร จะจัดเวทีประชุมที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ 1-2 ครั้ง

ทั้งนี้ การจัดเวทีวิจัยสัญจร เกิดจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร โดยนายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และ คณะ ได้ศึกษากระบวนการในการพัฒนาการผลิตพืชในชุมชนเกษตร ซึ่งเริ่มทดลองใช้รูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีหลักคิดมาจากรากฐานชุมชนเกษตรดั้งเดิมที่อยู่อาศัยกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน มีความเชื่อถือและศรัทธาในความรู้ความสามารถของผู้นำทางการพัฒนา หรือทางวัฒนธรรม มาผสมผสานกับแนวทางของการวิจัยและพัฒนาแบบชุมชนมีส่วนร่วม เช่น งานวิจัยระบบการทำฟาร์ม (farming system research) การวิจัยในไร่นา(on-farm research) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) การวิจัยท้องถิ่น (community based/ area based research) เป็นต้น หลังจากทดลองใช้กระบวนการเวทีวิจัยสัญจรมาหลายปี เช่น ในการวิจัย“รำแดงโมเดล : เกษตรตามศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืนของชุมชนเกษตร ทดลองใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านวิชาการเกษตร และ ทดลองใช้ในงานวิจัยทดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่ โดย สวพ.1-8 เป็นต้น จากนั้นจึงสรุปเป็นแนวทางที่ให้นักวิจัยพัฒนา ส่งเสริม นำไปใช้ในกระบวนการพัฒนาทางด้านการเกษตร

‘ประภัตร’เยี่ยมGAPขาณุโมเดล สนับสนุนปัจจัยปลูกข้าว กข 79ตามแผน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674217

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เวทีวิจัยสัญจรเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา “รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาการการเกษตรให้ชุมชนพึ่งตนเอง” เวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดเวทีประชุมของนักวิจัย นักพัฒนา นักส่งเสริม เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตรในจัดเวทีวิจัยสัญจร จะจัดเวทีประชุมที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ1-2 ครั้ง

ทั้งนี้ การจัดเวทีวิจัยสัญจรเกิดจากสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร โดย นายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และ คณะ ได้ศึกษากระบวนการในการพัฒนาการผลิตพืชในชุมชนเกษตร ซึ่งเริ่มทดลองใช้รูปแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา โดยมีหลักคิดมาจากรากฐานชุมชนเกษตรดั้งเดิมที่อยู่อาศัยกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน มีความเชื่อถือและศรัทธาในความรู้ความสามารถของผู้นำทางการพัฒนา หรือทางวัฒนธรรม มาผสมผสานกับแนวทางของการวิจัยและพัฒนาแบบชุมชนมีส่วนร่วม เช่น งานวิจัยระบบการทำฟาร์ม (farming system research) การวิจัยในไร่นา (on-farm research) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (participatory action research) การวิจัยท้องถิ่น (community based/ area based research) เป็นต้น หลังจากทดลองใช้กระบวนการเวทีวิจัยสัญจรมาหลายปี เช่น ในการวิจัย “รำแดงโมเดล : เกษตรตามศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาการผลิตพืชที่พอเพียงและยั่งยืนของชุมชนเกษตร ทดลองใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านวิชาการเกษตร และ ทดลองใช้ในงานวิจัยทดลองขยายการผลิตแปลงใหญ่ โดย สวพ.1-8 เป็นต้น จากนั้นจึงสรุปเป็นแนวทางที่ให้นักวิจัยพัฒนา ส่งเสริม นำไปใช้ในกระบวนการพัฒนาทางด้านการเกษตร

กรมชลฯแก้ปัญหา พื้นที่คลองลำเลียง น้ำกัดเซาะตลิ่งพัง ทำคลองระบายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674215

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสิริพล รักษนาเวศ ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ตรวจสอบพบว่ามีพื้นที่สวนปาล์ม อยู่ในโครงการคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง โดยได้รับความเสียหาย เนื่องจากติดกับเขตชลประทานที่ดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ช่วงบริเวณ กม.8+000 – 8+100 ฝั่งซ้ายซึ่งงานบริเวณดังกล่าวอยู่ในสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ความยาวคลอง 9.50 กิโลเมตร ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วประมาณ 7 กิโลเมตร ต่อมาได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจากกรมบังคับคดี กรมชลประทาน จึงบอกเลิกสัญญาบริษัทเอกชน เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 เป็นเหตุให้การก่อสร้างคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ตั้งแต่ช่วง กม.7+000-กม.9+500 ยังไม่ได้ดำเนินการก่อสร้าง รวมถึงพื้นที่ดังกล่าวของผู้ร้องด้วย

ปัจจุบันได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก่อสร้างใหม่ในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จ โดยกรมชลประทาน ได้จัดหาผู้รับจ้างรายใหม่ที่ชนะการประกวดราคา เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 แต่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญาเนื่องจากยังไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ ซึ่งหากได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วจะดำเนินการก่อสร้างโครงการดังกล่าวให้แล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้ ทั้งนี้ สภาพความเสียหายในที่ดินของผู้ร้องอันเกิดจากผู้รับจ้างรายเก่าขุดเปิดทางน้ำ และได้วางท่อคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นทางข้ามร่องน้ำเล็กๆ เป็นการชั่วคราว เพื่อให้เครื่องจักรสามารถเข้าทำงานในพื้นที่ก่อสร้างได้นั้น สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 จะเข้าไปดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงต่อผู้ร้องให้ทราบโดยเร่งด่วน

‘มนัญญา’ลุยแจกกัญชา หนุนเกษตรกรปลูกที่กระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674216

วันศุกร์ ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.กระบี่ พร้อมกับเปิด “โครงการส่งเสริมสนับสนุนการปลูกกัญชา 1 ล้านต้น” ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.กระบี่ ว่าปัจจุบันกัญชาเป็นพืชที่ได้รับความสนใจจากเกษตรกรเป็นอย่างมาก เพื่อให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจครัวเรือน ทางกรมวิชาการเกษตร จึงส่งเสริมให้ประชาชนที่มีความสนใจปลูกพืชกัญชา เพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และรองรับนโยบายของรัฐบาลที่ส่งเสริมพัฒนาพืชกัญชา กัญชง และกระท่อม ที่จะเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรด้านพืช GAP ให้เกษตรกร 10 ราย มอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรชีวภาพ-ชีวภัณฑ์ 10 ราย และมอบต้นกล้ากัญชาให้กลุ่มเกษตรกร 2,000 ต้น จากนั้นได้เยี่ยมชมนิทรรศการกัญชง กัญชา และกระท่อม เยี่ยมชมงานแสดงสินค้ามาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้พืชแบบผสมผสาน และการขยายผลเทคโนโลยีการใช้ชีวภัณฑ์และปุ๋ยและร่วมปลูกต้นกัญชา พันธุ์พื้นเมืองหางกระรอก ร่วมกับผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนต่างๆ

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า กรมวิชาการเกษตร ได้ผลิตผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืชและเทคโนโลยีด้านการเกษตรจำนวนมาก รวมทั้งสนองงานตามโครงการพระราชดำริในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะโครงการศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ และศูนย์เรียนรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำผลงานวิจัยด้านพันธุ์พืช และเทคโนโลยีด้านการเกษตร มาประยุกต์ให้เหมาะสมกับแต่ละท้องถิ่น โดยมอบหมายให้หน่วยงานในส่วนภูมิภาค จัดทำแปลงสาธิตศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

‘กรมชลฯ’เตือน! เฝ้าระวังน้ำหลากฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน20-24ส.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674111

‘กรมชลฯ’เตือน! เฝ้าระวังน้ำหลากฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน20-24ส.ค.นี้

‘กรมชลฯ’เตือน! เฝ้าระวังน้ำหลากฝนตกหนักน้ำท่วมฉับพลัน20-24ส.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 13.43 น.

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2565 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล เปิดเผยว่า จากประกาศ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ฉบับที่ 29/2565 เรื่อง “เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน” ด้วย กอนช. ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 20 – 22 สิงหาคม 2565 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทั้งนี้ กอนช. ยังได้ประเมินสถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์ของ กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) พบว่าจะมีปริมาณฝนตกสะสมต่อเนื่อง ประกอบกับสถานการณ์น้ำในลำน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติบางพื้นที่ที่ฝนตกหนักอยู่ในเกณฑ์น้ำมาก อาจส่งผลให้เกิดน้ำหลากและน้ำท่วมฉับพลันรวมทั้งมีบางพื้นที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิมอาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงขอให้เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง ในช่วงวันที่ 20 – 24 สิงหาคม 2565

เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมขัง 

-ภาคเหนือ จังหวัดเชียงรายเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ ตาก

-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดกาฬสินธุ์ นครพนม บึงกาฬ สกลนคร หนองคาย อุดรธานี

-ภาคตะวันออก จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด

-ภาคใต้ จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา

เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่ง บริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขา ของแม่น้ำกก แม่น้ำวัง แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำเลย แม่น้ำชี แม่น้ำมูล แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำปราจีนบุรี แม่น้ำตราด แม่น้ำจันทบุรี แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา และแม่น้ำสุไหงโก-ลก

เฝ้าระวังแหล่งน้ำและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาตรน้ำสูงกว่าเกณฑ์ปฏิบัติการเก็บกักน้ำสูงสุด (Upper Rule Curve :URC) รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กและขนาดกลางที่มีปริมาตรน้ำมากกว่าร้อยละ 80 และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้นกระทบพื้นที่บริเวณท้ายอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ

นายทวีศักดิ์ กล่าวว่า กรมชลประทาน ได้เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน เน้นย้ำให้โครงการชลประทานในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงและความสามารถใช้งานของอ่างเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ และติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำและกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมทั้งเร่งทำการระบายน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่เดิม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับน้ำหลากป้องกันน้ำท่วมให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม พร้อมทั้งปรับการระบายน้ำให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงเตรียมแผนเผชิญเหตุรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือรวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสารสำรอง เพื่อบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที

อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำได้ที่ www.rid.go.th https://www.facebook.com/Kromchon http://swoc.rid.go.th/ หรือจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือสามารถร้องขอไปยังโครงการชลประทานในพื้นที่ หรือโทรสายด่วน 1460 ได้ตลอดเวลา

‘อลงกรณ์’ชี้ไทยเผชิญ4วิกฤตโลก สร้างโอกาสเป็นมหาอำนาจด้านอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674007

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ บรรยายพิเศษเรื่อง “ก้าวต่อไป เกษตรไทยสู่มหาอำนาจทางอาหารของโลก” โดยมองว่าแม้ประเทศไทยต้องเผชิญ 4 วิกฤติโลก แต่ก็เป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นมหาอำนาจอาหารของโลกได้ ภายใต้การขับเคลื่อน 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปภาคเกษตรเพราะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยมีศักยภาพเป็นประเทศส่งออกอาหารอันดับ 13 ของโลก ด้วยมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท และการส่งออกเติบโต 17% ในปี 2564 โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเกษตรและอาหารเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกลำดับต้นๆ สะท้อนถึงขีดความสามารถของภาคการผลิต การแปรรูปและการตลาดของไทยในตลาดโลก แม้ต้องเผชิญ 4 วิกฤตการณ์ของโลก ได้แก่ 1.ไวรัสโควิด-19

2. สงครามรัสเซีย-ยูเครน 3.ประชากรโลกเพิ่มขึ้น และ 4.ปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้โลกประสบปัญหาระบบการผลิตภาคเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตามมาด้วยปัญหาการขาดแคลนอาหาร แต่วิกฤตดังกล่าวก็ส่งผลให้มีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่ประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกาเซาท์แปซิฟิก เอเชีย ไม่เว้นแม้แต่ประเทศร่ำรวย เช่น ซาอุดีอาระเบีย และญี่ปุ่น ที่ผลิตอาหารได้เพียง 20% และ 37% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นโอกาสในวิกฤตของประเทศไทย

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า 3 ปีที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯ ปฏิรูปสร้างศักยภาพใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ บนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการจับคู่กับกระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ขับเคลื่อน 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0

3.ยุทธศาสตร์ 3’s (Safety – Security -Sustainability เกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคงและเกษตรยั่งยืน) 4.ยุทธศาสตร์ การทำงานเชิงบูรณาการทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนบนศาสตร์พระราชา

“การปฏิรูปแบบปรับโฉมหน้าประเทศไทย ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ไม่เพียงแต่สามารถก้าวข้ามจุดอ่อนและปัญหาในอดีตแต่พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหาปัจจุบันและความท้าทายของอนาคต เช่น ปัญหาต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันแพง ปัญหาปุ๋ยเคมี และราคาอาหารสัตว์สูงขึ้น หรือปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวปัญหาเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยสูง ปัญหาอัตราแลกเปลี่ยนไม่แน่นอน เมื่อโอกาสมาพร้อมศักยภาพใหม่ ประเทศไทยก็สามารถเดินหน้าขึ้นแท่นเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับท็อปเทนของโลก และมหาอำนาจอาหารของโลก” นายอลงกรณ์ กล่าว

‘เฉลิมชัย’สั่งฟรุ้ทบอร์ด เร่งเดินหน้าแผนพัฒนา ผลไม้ไทยปี2565-2570 ทำการเกษตรมูลค่าสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674003

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ทบอร์ด)มอบหมายให้นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ครั้งที่ 3/ 2565โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า ที่ประชุมฟรุ้ทบอร์ดพอใจผลงานการส่งออกผลไม้ครึ่งปีแรกของปีนี้เกิน 1 ล้านตัน สร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 8 หมื่นล้านบาท และผลการดำเนินการบริหารจัดการผลไม้ภาคตะวันออกโดยที่ประชุมแสดงความพอใจและกำชับให้เตรียมพร้อมล่วงหน้ารับมือลำไยภาคตะวันออก ที่จะออกช่วงปลายปี

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังมอบหมายให้ นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าภาคใต้ และนายชาตรี บุนนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ รับผิดชอบศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าภาคเหนือ เพื่อประสานการทำงานกับคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากผลผลิตการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน เป็นแกนหลักบริหารจัดการเชิงรุกผลไม้ใต้ ลำไยเหนือ 22 จังหวัด ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า ดร.เฉลิมชัย มอบหมายฟรุ้ทบอร์ด ให้ยกระดับนโยบาย “คุณภาพและมาตรฐานผลไม้” และให้เร่งเดินหน้าแผน 5 ปี คือแผนปฏิบัติการพัฒนาผลไม้ปี 2565–2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพสู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงเน้นการพัฒนาพันธุ์ การใช้เทคโนโลยีในการผลิต การเพิ่มการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มการสร้างแบรนด์ผลไม้ รวมถึงการใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability system)

วช.นำชุมชนสู่วิสาหกิจ‘น้ำผึ้งชันโรง’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/674005

วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า จากผลงานงานวิจัยและนวัตกรรมโครงการ “การพัฒนาการเพาะเลี้ยงและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของผึ้งชันโรง” ได้นำจุลินทรีย์ที่คัดแยกจากรังผึ้งชันโรงสายพันธุ์ถ้วยดำในภาคเหนือ มาพัฒนาเป็นจุลินทรีย์โพรไบโอติก ผสมกับอาหารเสริมหลักที่มีเกสรผึ้ง น้ำเชื่อม เป็นส่วนประกอบและมีกากถั่วเหลือง ถั่วเหลืองอบไขมันเต็ม และโปรตีนสำเร็จรูป ทำให้ผึ้งชันโรง มีอาหารเพียงพอตลอดทั้งปีเพิ่มการสร้างตัวอ่อนในรังและสร้างถ้วยน้ำหวานเพิ่มขึ้น หรือกล่าวได้ว่าเป็นการเพิ่มผลผลิตและสามารถผลิตน้ำผึ้งได้ทั้งปี อันจะเป็นประโยชน์โดยตรงแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ ผึ้งชันโรงแต่ละสายพันธุ์มีความต้องการอาหารที่จำเพาะและแตกต่างกัน โดยสูตรอาหารเสริม ดังกล่าวข้างต้น ถูกพัฒนาให้เหมาะสำหรับผึ้งชันโรงในพื้นที่ภาคเหนือโดยจำเพาะสายพันธุ์ถ้วยดำ วช.เห็นความสำคัญของการขยายผลต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมในการส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งชันโรงในพื้นที่ภาคตะวันออกและพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีความต้องการพัฒนาสูตรอาหารใหม่สำหรับผึ้งชันโรงสายพันธุ์ขนเงิน จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่ พัฒนาสูตรอาหารเสริมตามความจำเพาะของผึ้งชันโรงแต่ละสายพันธุ์

อย่างไรก็ดี วช.ในฐานะหน่วยงานที่ร่วมก่อตั้งเครือข่าย Big Brother ร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม นำผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การนำไปใช้ประโยชน์ โดยความร่วมมือจากเครือข่ายอย่างมุ่งมั่น เพื่อนำหลัก Social Enterprise หรือกิจการเพื่อสังคมไปใช้ประโยชน์ให้ตรงกับความต้องการของประเทศ และปีนี้เป็นอีกปีที่ได้นำงานวิจัยและนวัตกรรมมาต่อยอดให้เกิดการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร สำหรับตัวแทนทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ความร่วมมือ “Big Brothers นำชุมชนสู่วิสาหกิจเพื่อสังคม น้ำผึ้งชันโรง” โดย ดร.วิภารัตน์ประกาศเจตนารมณ์ว่า “กลไกการบริหารจัดการงานวิจัยและนวัตกรรมของ วช.พร้อมหนุนเสริมการขับเคลื่อนประเทศให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก