เกษตรฯหนุนผลิตสินค้า ท่องเที่ยวเชิงเกษตร-ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669108

วันอังคาร ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และผู้เกี่ยวข้องที่ร้านรักษ์นา คาเฟ่ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือระหว่างแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่ในจังหวัดและผู้ผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย ให้ครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ขยายความร่วมมือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการตลาดสินค้าเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตรไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน

ส่วนการเปิดตัวโครงการที่ร้านแห่งนี้ เนื่องจากเป็นจุดท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่สำคัญและมีพิธีลงนามความเข้าใจ รวมทั้งเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยในแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ มุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มีมาตรฐาน มีความหลากหลาย เกิดการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวได้รู้จัก ตลอดจนสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย และผู้บริโภคได้รับทราบ นอกจากนี้ยังมีเกษตรกรใหม่ในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการผลิตปลอดภัย นำสินค้ามาร่วมจำหน่ายในงาน 20 ร้านค้า หมุนเวียนการจำหน่ายทุกๆ วันเสาร์และอาทิตย์

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย และลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ปัจจัยการผลิตมีราคาสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัย รวมทั้งการเชื่อมโยงการตลาดที่ดี จะก่อให้เกิดคุณภาพความปลอดภัยด้านอาหาร ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ส่งผลดีต่อเกษตรกรผู้ผลิต และผู้บริโภค” ดร.ทองเปลว กล่าว

สำหรับ จ.พระนครศรีอยุธยา มีพื้นที่ทำการเกษตรกว่า 900,000 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 57 มีผลผลิตที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวไม่พ่นพืชผักไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสัตว์น้ำที่สำคัญ เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยและได้มาตรฐาน สอดคล้องกับแนวทางนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ประกอบกับจ.พระนครศรีอยุธยา มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวใกล้เมืองหลวง เป็นเป้าหมายของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การท่องเที่ยววัด วัง เวียง มีวิวทิวทัศน์สวยงาม อาหารพื้นบ้านและขนมอร่อย ตลอดจนการท่องเที่ยวเชิงเกษตร คณะทำงานส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงเห็นควรให้มีการจัดทำโครงการขึ้น โดยเป็นโครงการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและแหล่งผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยได้มาตรฐาน

‘กรมชลฯ’ลุยแก้ปัญหาน้ำภาคกลางตอนล่าง วางงบกว่าหมื่นล. อัพไซส์ 3 คลองระบายน้ำหลัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/669061

‘กรมชลฯ’ลุยแก้ปัญหาน้ำภาคกลางตอนล่าง วางงบกว่าหมื่นล. อัพไซส์ 3 คลองระบายน้ำหลัก

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.57 น.

“กรมชลประทาน” เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง ซ้ำซาก ในพื้นที่ จ.เพชรบุรี ผลักดัน “โครงการจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ นิเวศวิทยาทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง จังหวัดเพชรบุรี” พัฒนา 3 คลองระบายน้ำในพื้นที่ D1, D9และ D18 วางงบกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท แก้ปัญหาน้ำให้ความสำคัญประชาชนในพื้นที่และสิ่งแวดล้อม

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน “โครงการจัดทำแบบจำลองคณิตศาสตร์ นิเวศวิทยาทางทะเลและผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง จังหวัดเพชรบุรี” ว่า จังหวัดเพชรบุรี ตั้งอยู่ในแนวร่องน้ำผ่านของลุ่มน้ำเพชรบุรี เมื่อเกิดฝนตกหนักเกิน 230 มิลลิเมตร ติดต่อกันเกิน 48 ชั่วโมง จะเกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าสู่แม่น้ำเพชรบุรี ทำให้ทั้งสองฝั่งของแม่น้ำและที่ราบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรีประสบอุทกภัยเป็นประจำทุกปี โดยโครงการฯ ดังกล่าว จะเข้ามาช่วยแก้ไข และบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่าง เขต อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.ชะอำ อ.เมืองเพชรบุรี อ.เขาย้อย และอ.บ้านแหลม ซึ่งตามแผนการแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยพื้นที่น้ำท่วมของกรมชลประทาน จะใช้รอบปีการเกิดซ้ำของน้ำหลากที่ 25 ปี เท่ากับ 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยมีแผนการระบายน้ำออกสู่ทะเลเพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ดังนี้

          1)       ระบายน้ำแม่น้ำเพชรบุรี ออกสู่ทะเลตามธรรมชาติ จำนวน 150 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

          2)       การปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 ให้สามารถระบายน้ำได้ จำนวน 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

          3)       ปรับปรุงคลองระบายน้ำ D9 ให้สามารถระบายน้ำได้ จำนวน 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (มีการก่อสร้างและใช้งานแล้ว)

          4)       ปรับปรุงคลองระบายน้ำ D18 ให้สามารถระบายน้ำได้ จำนวน 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

อย่างไรก็ดี การออกแบบเชิงหลักการคลองระบายน้ำD1, D9 และ D18 เพื่อพัฒนาให้ทั้ง 3 คลอง มีขนาดที่กว่างและลึกยิ่งขึ้น เพื่อให้การระบายน้ำทำได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่อีกด้วย

สำหรับการประเมินมูลค่าก่อสร้างโครงการเชิงหลักการคือ คลองระบายน้ำ D1 ประมาณ 12,434 ล้านบาท (ไม่รวมค่าเวนคืนที่ดิน) และมีค่าบำรุงรักษาปากร่องน้ำ ปีละประมาณ 9.0 ล้านบาท โดยมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม คลองระบายน้ำ D1 ในระยะก่อสร้างที่ส่งผลกระทบด้านลบในระดับน้อย (-1) จำนวน 10 ประเด็น คือ ลักษณะภูมิประเทศ ทรัพยากรดิน สมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานชายฝั่ง อุทกวิทยาและการระบายน้ำ คุณภาพน้ำผิวดิน แพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน การคมนาคมขนส่งทางบก เศรษฐกิจ–สังคม และสุนทรียภาพและการท่องเที่ยว ส่วนในระยะดำเนินการ มีผลกระทบด้านบวกในระดับมาก (+3) จำนวน 1 ประเด็น คือ ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี อุทกวิทยาและการระบายน้ำ และผลกระทบด้านบวกในระดับปานกลาง (+2) คือ เศรษฐกิจ–สังคม

ในส่วนของคลองระบายน้ำ D9 ประเมินมูลค่าก่อสร้างโครงการได้ประมาณ 718 ล้านบาท และมีค่าบำรุงรักษาปากร่องน้ำด้านใต้ ปีละประมาณ 7.2 ล้านบาท และค่าขุดลอกรักษาพื้นที่จอดเรือปากคลองด้านเหนือ ปีละประมาณ 5.76 ล้านบาท รวมค่าดำเนินการประมาณ 12.96 ล้านบาทต่อปีโดยส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในระยะก่อสร้างด้านท้ายของ คลอง D9 มีผลกระทบด้านลบในระดับน้อย (-1) จำนวน 7 ประเด็น คือ สมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยาและธรณีสัณฐานชายฝั่ง อุทกวิทยาและการระบายน้ำ คุณภาพน้ำผิวดิน คุณภาพน้ำทะเลชายฝั่ง แพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน และเศรษฐกิจ–สังคม ส่วนในระยะดำเนินการ มีผลกระทบด้านบวกในระดับมาก (+3) จำนวน 2 ประเด็น คือ อุทกวิทยาและการระบายน้ำ ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี และผลกระทบด้านบวกในระดับปานกลาง (+2) จำนวน 2 ประเด็น คือ เศรษฐกิจ–สังคม และด้านสุนทรียภาพและการท่องเที่ยว

ด้านคลองระบายน้ำ D18 ประเมินมูลค่าก่อสร้างโครงการได้ประมาณ 1,053 ล้านบาท และมีค่าบำรุงรักษาปากร่องน้ำด้านเหนือ ปีละประมาณ 20 ล้านบาท และค่าขุดลอกตะกอนตลอดแนวคลองปีละ 8.5 ล้านบาท รวมค่าดำเนินการประมาณ 20.85 ล้านบาทต่อปีมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในระยะก่อสร้างมีบางส่วนที่ส่งผลกระทบด้านลบในระดับน้อย (-1) จำนวน 8 ประเด็น คือ สมุทรศาสตร์ อุทกวิทยาและการระบายน้ำ คุณภาพน้ำผิวดิน คุณภาพน้ำทะเล แพลงก์ตอนและสัตว์หน้าดิน การคมนาคมขนส่งทางบก เศรษฐกิจ–สังคม และสุนทรียภาพและการท่องเที่ยว ส่วนในระยะดำเนินการ มีผลกระทบด้านบวกในระดับมาก (+3) จำนวน 2 ประเด็น คือ ผังเมืองรวมจังหวัดเพชรบุรี อุทกวิทยาและการระบายน้ำ และผลกระทบด้านบวกในระดับปานกลาง (+2) จำนวน 2 ประเด็น คือ การคมนาคมขนส่งทางน้ำ และเศรษฐกิจ–สังคม

‘สมาคมวิทยาการวัชพืช’จี้ผู้เกี่ยวข้องออกแนวปฏิบัติ ‘โดรนพ่นสารเคมีเกษตร’ให้ชัดเจน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668959

'สมาคมวิทยาการวัชพืช'จี้ผู้เกี่ยวข้องออกแนวปฏิบัติ 'โดรนพ่นสารเคมีเกษตร'ให้ชัดเจน

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 11.54 น.

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย เผยแพร่บทความ “โดรนพ่นยาฆ่าหญ้า..ถูกกฎหมายหรือยัง” เนื้อหาดังนี้

ปัจจุบัน โดรนพ่นยาฆ่าหญ้ากำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกร ส่วนมากใช้พ่นในนาข้าว ข้าวโพด และอ้อย และสารกำจัดวัชพืชยอดนิยม คือ 2,4-ดี เนื่องจากเป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีคุณสมบัติเลือกทำลายเฉพาะพืชใบกว้าง แต่ปลอดภัยกับพืชใบแคบทั้งข้าว ข้าวโพด และอ้อย

2,4-D เป็นสารที่มีกลไกออกฤทธิ์อยู่ในกลุ่ม O ที่มีการทำงานคล้ายฮอร์โมนออกซิน ดังนั้น อาการที่ปรากฏเริ่มแรก พืชจะแสดงอาการก้านใบและยอดม้วน ขอบใบม้วน ตามมาด้วยอาการใบไหม้เป็นสีน้ำตาลและร่วงหลุดจากต้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ พืชปลูกใบกว้างในแปลงข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น มันสําปะหลัง ถั่วชนิดต่างๆ  ผักบุ้งแก้วกะเพรา มะลิ มะขาม และกัญขา จะแสดงอาการเป็นพิษเกิดการฟ้องร้องกันมากมายในปัจจุบัน

คำถาม คือ

1.การพ่นยาฆ่าหญ้าด้วยโดรนถูกต้องตามกฎหมายและข้อบังคับของกรมการบินพลเรือน หรือไม่

2.หลักเกณฑ์ที่ผู้ใช้โดรนพ่นต้องทราบและปฏิบัติตาม..มีอะไรบ้าง

หากยังไม่มี..เมื่อไหร่จะมี?…หน่วยงานไหนตอบได้ช่วยตอบที

3.หากยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย คนนำโดรนไปใช้พ่นสารกำจัดศัตรูพืช มีความผิดและต้องได้รับโทษตามกฎหมายอะไรบ้าง

4.หากการพ่นด้วยโดรนไม่มีประสิทธิภาพ.เกษตรกรสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้หรือไม่

5.ความเป็นพิษที่เกิดกับพืชปลูกข้างเคียงใครเป็นคนรับผิดชอบเกษตรกรเจ้าของแปลง หรือ คนรับจ้างพ่นโดน

6. สารกำจัดศัตรูพืชที่เกิดอันตรายได้จากการสูดดมหรือการซึมเข้าทางผิวหนัง.. สามารถพ่นด้วยโดรนหรือไม่

7.หากละอองที่ปลิวไปขณะพ่นด้วยโดรน. ทำให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม..ใครเป็นผู้รับผิดชอบ

ในอนาคตก็คงหลีกเลี่ยงการใช้โดรนพ่นสารเคมีทางการเกษตรไม่ได้ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้น.. หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทั้ง #กรมวิชาการเกษตร และ #กรมการบินพลเรือน ควรรีบออกมาตรควบคุมและอบรมวิธีการใช้โดรนทางการเกษตรที่ถูกต้องและปลอดภัยโดยเร็ว..ก่อนจะสายเกินไป
#โดรนพ่นยา ไม่ใช่ของวิเศษ แต่เป็นเพียงเครื่องพ่นที่บินได้เท่านั้น‼

ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.facebook.com/1868825710042450/posts/3191818994409775/

อ.ส.ค.ต่อยอดโมเดลใหม่ โคนมเศรษฐกิจหมุนเวียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668878

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า ตามที่หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ให้ทุนอุดหนุนการวิจัยโครงการการศึกษารูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อการจัดการของเสียในฟาร์มโคนมและการพัฒนาที่ยั่งยืนแก่ อ.ส.ค.ปี 2564 ขณะนี้โครงการดังกล่าวมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก โดย อ.ส.ค. เตรียมนำผลการศึกษาไปขยายผล ร่วมกับสหกรณ์โคนมและเครือข่ายวิชาการจากมหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาทำให้ได้รูปแบบการเลี้ยงโคนมที่ช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากของเสียในฟาร์มโคนม เช่น มูลโค และน้ำทิ้ง ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งเป็นโมเดลใหม่ของการเลี้ยงโคนมในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ The circular dairy farming model ที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น ลดปัญหาด้านมลภาวะจากของเสียในฟาร์ม ทำให้ชุมชนข้างเคียงได้รับประโยชน์จากการใช้ปุ๋ยคอกทดแทนปุ๋ยเคมีและก๊าซชีวภาพจากมูลโคสามารถนำไปหุงต้มทดแทนก๊าซหุงต้มที่มีราคาสูงในปัจจุบัน โดยจะจัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเศรษฐกิจหมุนในฟาร์มโคนมให้เป็นที่ศึกษาดูงาน ใน อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

นายสมพรกล่าวอีกว่า ปีงบประมาณ 2565 บพข.ภายใต้แผนงานกลุ่มเศรษฐกิจหมุนเวียนยังได้จัดสรรงบประมาณร่วมทุนวิจัยกับ อ.ส.ค.เพื่อลงทุนพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าการใช้ประโยชน์จากมูลโคด้วย

ฝนหลวงสั่งการศูนย์ฯ สำรวจพื้นที่การเกษตร บินเติมน้ำอ่างฯ-เขื่อน ในภาคเหนือตอนล่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668875

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ได้สั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง ปฏิบัติภารกิจบินสำรวจพื้นที่ อ.เมือง อ.ลับแล อ.ตรอน อ.พิชัย อ.ทองแสนขัน อ.น้ำปาด อ.ฟากท่า อ่างเก็บน้ำคลองตรอน และเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและความต้องการน้ำในพื้นที่การเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่มีการปลูกข้าว อ้อย มันสำปะหลังและข้าวโพด จากการสำรวจพบว่าพื้นที่การเกษตรของ อ.ตรอน และ อ.ฟากท่า จ.อุตรดิตถ์ มีปริมาณน้ำน้อยไม่เพียงพอสำหรับการเกษตร รวมถึงอ่างเก็บน้ำคลองตรอน และเขื่อนสิริกิติ์ ที่ยังคงมีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่าเกณฑ์ ซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมาสรุปและวางแผนเพื่อบินปฏิบัติการทาฝนช่วยเหลือต่อไปเมื่อสภาพอากาศเหมาะสมและเข้าเงื่อนไขเกณฑ์การปฏิบัติการฝนหลวง

นายสำเริงกล่าวต่อว่า จากข้อมูลพื้นที่ขอรับบริการฝนหลวงจากทั่วทุกภูมิภาค พบว่ามีเพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา รวม 266 แห่ง ครอบคลุม 45 จังหวัด 198 อำเภอ แบ่งเป็นพื้นที่ภาคเหนือ 48 แห่ง ภาคกลาง 31 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 148 แห่ง ภาคตะวันออก 38 แห่ง และภาคใต้ 1 แห่งโดยผลการปฏิบัติการฝนหลวงที่ได้ขึ้นบินปฏิบัติการ 9 หน่วย ได้ช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรที่ขาดแคลนน้ำใน จ.ลำปางเชียงราย เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรีขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ยโสธร อุบลราชธานี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว รวมถึงเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด

‘ประภัตร’ร่วมงานแพะแห่งชาติ มุ่งพัฒนาการเลี้ยงรับตลาดขยายตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668879

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานแพะแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ปี 2564 และงานประกวดแพะ-แกะ จ.ชัยนาท ครั้งที่ 5 พร้อมทั้งเป็นประธานมอบถ้วยรางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี แก่ผู้ชนะการประกวดแพะ ที่สนามบริเวณเขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท โดยมี นายสุรเดช สมิเปรม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นายประภาส ภิญโญชีพ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายรังสรรค์ ตันเจริญ ผวจ.ชัยนาท และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายประภัตร กล่าวว่า ข้อมูลในปี 2564 พบว่าทั่วประเทศไทย มีเกษตรกรทำอาชีพเลี้ยงแพะ 85,000 ราย และมีแพะเนื้อและแพะนม ทั้งสิ้นมากกว่า 1.2 ล้านตัว ส่งออกแพะไปจำหน่ายยังต่างประเทศได้ปีละประมาณ 200,000 ตัว ซึ่งแพะที่เลี้ยงในภาคกลาง มีราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 100-120 บาท และแพะจากภาคใต้ มีราคากิโลกรัมละ 120-130 บาท ซึ่งในภาพรวม ตลาดยังมีความต้องการแพะอีกมาก

“การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องต่ออาชีพการเลี้ยงแพะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ เกษตรกรรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงนักวิชาการและองค์กรต่างๆ ที่จะได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนและประชาสัมพันธ์ประสบการณ์ มีการบูรณาการความรู้และเทคโนโลยี ร่วมกันหาแนวทางในการพัฒนาเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกแพะให้มากขึ้น รองรับการขยายตัวในอนาคตสู่อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลต่อไป” นายประภัตร กล่าว

ส่วนกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ด้านพัฒนาการกรมปศุสัตว์ และแพะ แกะ นิทรรศการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรและปศุสัตว์แบบแปลงใหญ่ นิทรรศการวิชาการและนิทรรศการมีชีวิต แสดงพันธุ์ แพะ แกะ การสาธิตด้านอาหารสัตว์ ด้านการผสมเทียมแพะ ด้านการพัฒนาพันธุ์แพะ และผลการดำเนินงานโครงการตามนโยบายของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ การจัดแสดงผลิตภัณฑ์ และการขับเคลื่อนพัฒนาแพะ แกะ ด้านการผลิต การเพิ่มมูลค่าโดยการแปรรูป การตลาด การร่วมดำเนินงานกับกรมปศุสัตว์ ฯลฯ ที่สำคัญมีการประกวดแพะประเภทต่างๆ ซึ่งกรมปศุสัตว์ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานถ้วยรางวัลการประกวดแพะ รางวัลชนะเลิศยอดเยี่ยม Grand Champion

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ยังเชิญชวนพี่น้องเกษตรกร/ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์แพะทั่วประเทศร่วมเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการแพะประเทศไทย ในการรวมพิกัดของดีของเด็ดผลิตภัณฑ์แพะประเทศไทย เพื่อเป็นช่องทางการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์แพะครบวงจรทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มโอกาสสร้างยอดขายชูผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแพะ ที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์จากแพะ สามารถปักหมุดร้านตนเอง โดยการสแกน QR Code : ลงทะเบียนร้านผลิตภัณฑ์แพะ เพื่อกรอกข้อมูลให้ครบถ้วนก็จะเป็นส่วนหนึ่งของหมุดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์แพะในประเทศไทย

สกู๊ปพิเศษ : โคกหนองนาบุญ 108 จัดกิจกรรมหิ้วปิ่นโตลุยฐานเรียนรู้ สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อน-พืชผักปลอดภัย-ธนาคารน้ำใต้ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668880

สกู๊ปพิเศษ : โคกหนองนาบุญ 108 จัดกิจกรรมหิ้วปิ่นโตลุยฐานเรียนรู้ สร้างโรงเรือนปลูกเมล่อน-พืชผักปลอดภัย-ธนาคารน้ำใต้ดิน

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ณ ศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108” หมู่ 9 ต.บ้านกุ่ม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ดร.บุญสมหญิง พลเมืองดี ประธานศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108” จัดกิจกรรม “ชวนเอามื้อสามัคคี” กิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับ โคก หนอง นา, สร้างฐานเรียนรู้ ธนาคารใต้ดิน แก้มลิงที่มองไม่เห็น, ร่วมสร้างโรงเรือนสาธิตปลูกผักปลอดสารพิษ, การหิ้วปิ่นโตอาหารกลางวันไปรับประทานกันด้วย

โดยมีทีมงานพิกซ์กรุงเก่า นำโดย คุณปาริชาติ แก้วมณีและนักเรียนจากโรงเรียนวัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์) นำโดย คุณครูวันดี ทรัพย์สัมฤทธิ์ มีนายปราโมทย์ กิจปลื้ม ที่ปรึกษาพัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายมิตรชัย ศรีผ่าน พัฒนาการอำเภอบางบาล คณะวิทยากร และปราชญ์ชาวบ้านคอยให้คำแนะนำ

ดร.บุญสมหญิง พลเมืองดี ประธานศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108” กล่าวว่า ศูนย์เรียนรู้จิตอาสาพัฒนาชุมชน “โคกหนองนาบุญ 108”จะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาศึกษาดูงาน แหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง แห่งนี้หลายหน่วยงาน หลายองค์กร ในครั้งนี้ได้มีกลุ่มพิกซ์กรุงเก่า ครู และนักเรียนจากโรงเรียนวัดจุฬามณี (ชุณหะจันทนประชาสรรค์) ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ในการทำโรงเรือนปลูกผักปลอดสารพิษ ปลูกเมล่อน การสร้างธนาคารน้ำใต้ดิน (แก้มลิงที่มองไม่เห็น) โดยกิจกรรมในครั้งนี้มีการหิ้วปิ่นโตมารับประทานอาหารกลางวันกันด้วย ซึ่งเป็นการร่วมกลุ่มสร้างความสามัคคี ตามวิถีชีวิตแบบบ้านบ้าน ของชาวบ้านสมัยโบราณ

นายปราโมทย์ กิจปลื้ม ที่ปรึกษาพัฒนาการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ประโยชน์ของธนาคารน้ำใต้ดิน(แก้มลิงที่มองไม่เห็น) 1.ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ เพราะช่วยให้น้ำซึมลงใต้ดินได้ดียิ่งขึ้น 2.ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง เพราะสามารถสูบน้ำจากธนาคารน้ำใต้ดินใช้ได้ตลอดเวลา 3.แก้ปัญหาน้ำเค็ม เพราะมวลน้ำเค็มจะมีน้ำหนักมากกว่าจืดฉะนั้นน้ำเค็มจะอยู่ด้านล่าง 4.แก้ปัญหาน้ำสกปรก เพราะระบบน้ำแบบปิดจะช่วยกรองน้ำให้สะอาดขึ้น

ไทยจ่อปรับบัญชีCITESจระเข้น้ำจืด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668877

วันจันทร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2565 อนุมัติในหลักการตามข้อเสนอของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “ข้อเสนอปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดของไทย จากบัญชี 1 เป็นบัญชี 2 ภายใต้อนุสัญญา CITES” ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากที่ประชุมคณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 1/2565 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีวัตถุประสงค์เพื่อจะได้ดำเนินการเสนอต่อที่ประชุมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ครั้งที่ 19 (CITES CoP19) ระหว่างวันที่ 14-22 พฤศจิกายน 2565 ที่ประเทศปานามา

สำหรับข้อเสนอปรับลดบัญชีจระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย เนื่องจากจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดที่เพาะพันธุ์ได้ ตามกฎกระทรวงกำหนดชนิดของสัตว์ป่าคุ้มครองให้เป็นสัตว์ป่าชนิดที่
เพาะพันธุ์ได้ 2546 และเป็นชนิดที่อยู่ในบัญชี 1 (Appendix I) ตามบัญชีท้ายอนุสัญญา CITES ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีการเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืดทั่วประเทศ โดยมีผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ค้า ครอบครอง และเพาะพันธุ์ที่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 2562 จำนวน 1,415 ราย มีรวม 1,263,360 ตัว (ข้อมูลปี 2564) การค้าระหว่างประเทศของจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในบัญชี 1 ที่มีข้อกำหนดในการส่งออกจะต้องขออนุญาตจาก CITES แต่หากปรับลดชนิดพันธุ์มาอยู่ในบัญชี 2 (Appendix II) ผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จะสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้เลย

ทั้งนี้ การเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยในฟาร์ม มีการเพาะเลี้ยงมานานกว่า 20 ปี และมีการขึ้นทะเบียนฟาร์มเพื่อการค้า ส่งผลทำให้เกิดธุรกิจการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์จระเข้ ทั่วประเทศ

กรมชลฯรับมือน้ำช่วงฝนตกต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668288

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 41,670 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯยังสามารถรับน้ำได้อีก 34,415 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 9,953 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,918 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ การบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต เพื่อให้การบริหารน้ำท่าเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นย้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและรักษาระบบนิเวศต้องเพียงพอตลอดทั้งปี ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยควบคุมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้อยู่เกณฑ์ควบคุมและสอดคล้องกับสถานการณ์ รวมถึงการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกข้าวได้อย่างทั่วถึง และเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลากที่อาจจะเกิดขึ้น หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ได้ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำจัดผักตบชวาไม่ให้ไหลไปสะสมในแม่น้ำสายหลัก และขอให้สำรวจพื้นที่ก่อสร้างที่มีน้ำไหลผ่าน ให้จัดทำทางเบี่ยงน้ำให้สามารถไหลผ่านพื้นที่ก่อสร้างได้เท่ากับปริมาณน้ำที่เคยไหลผ่านเดิม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเมื่อมีสถานการณ์วิกฤตน้ำมาก รวมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่องและทั่วถึง

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อน งานพัชรสุธาคชานุรักษ์ พัฒนาอาชีพเกษตรกร ลดผลกระทบจากช้าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668289

เกษตรฯเร่งขับเคลื่อน  งานพัชรสุธาคชานุรักษ์  พัฒนาอาชีพเกษตรกร  ลดผลกระทบจากช้าง

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการประชุมประชาคมหมู่บ้าน เพื่อจัดทำแผนขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ตลาดร้อยร้าน อ.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังข้อมูลความต้องการปรับเปลี่ยนและพัฒนาอาชีพของเกษตรกรเพื่อลดผลกระทบจากภัยช้างป่า รวมทั้งปัญหา อุปสรรคของเกษตรกรในหมู่บ้านคชานุรักษ์ และหมู่บ้านขยายผล 9 หมู่บ้าน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการบูรณาการกำหนดแผนปฏิบัติงานการขับเคลื่อนโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ เป็นไปตามความต้องการของชุมชน

ทั้งนี้ อ.ท่าตะเกียบ มีพื้นที่การเกษตร 308,708 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45.56 ของพื้นที่ทั้งหมด มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบจากช้างป่า473 ไร่ เกษตรกร 150 ราย โดย อ.ท่าตะเกียบ มีหมู่บ้านที่ได้รับคัดเลือกเป็นหมู่บ้านคชานุรักษ์ ได้แก่ บ้านคลองมะหาด และมีหมู่บ้านขยายผลในพื้นที่อีก 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านอ่างเตย บ้านเนินน้อยบ้านน้อยนาดี และบ้านเนินกระบก ที่ผ่านมามีการป้องกันและแก้ปัญหาช้างป่า โดยพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งปรับเปลี่ยนและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร

จากนั้นรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานโครงการ/กิจกรรม ของ จ.ฉะเชิงเทรา ในพื้นที่แปลงใหญ่โคขุน ต.ท่าตะเกียบ อ.ท่าตะเกียบ ด้วย