กองทุนปฏิรูปที่ดินเห็นชอบ ใช้งบประมาณปี2566วงเงิน4พันล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668286

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 4/2565 โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการใช้จ่ายเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปีงบประมาณ 2566 วงเงิน 4,100 ล้านบาท เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการบริหารเงินกองทุนฯ โดยแบ่งเป็นรายจ่ายหมุนเวียน เช่น การจัดหาที่ดินสินเชื่อพัฒนาอาชีพและเพิ่มรายได้เกษตรกรสินเชื่อตามนโยบาย เงินค้ำประกันสินเชื่อ ธ.ก.ส.และรายจ่ายขาด เช่น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจัดหาที่ดิน โครงการพัฒนาศักยภาพพื้นที่และการผลิต โครงการพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 36/2559

นอกจากนี้ ยังอนุมัติโครงการก่อสร้างหอถังสูงทรงแชมเปญ พร้อมระบบกระจายน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงเกษตรกรสภาประชาชน 4 ภาค จ.เพชรบุรี 3 แห่ง ใน ต.กลัดหลวง และ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี เป็นเงิน 4,822,500 บาท โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินได้อย่างเต็มศักยภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับทิศทางการดำเนินงานของกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมปีงบประมาณ 2566 นั้น ด้านการจัดหาเงินทุน เน้นการเพิ่มรายได้เข้ากองทุนการปฏิรูปที่ดินฯ ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุน เช่น บูรณาการร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในการเพิ่มช่องทางการชำระเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรในการชำระหนี้ให้แก่ ส.ป.ก.การเพิ่มแหล่งเงินทุนสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกร โดยการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เอกสารสิทธิที่ได้รับจากการปฏิรูปที่ดินไปเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ ธ.ก.ส.เป็นต้น

เลขาธิการ ส.ป.ก. กล่าวอีกว่า กองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมนั้นเน้นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานตามภารกิจ เช่น การจัดซื้อที่ดินเอกชนเพื่อจัดสรรให้เกษตรกรผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือมีเล็กน้อยไม่เพียงพอต่อการครองชีพ และได้ขึ้นทะเบียนขอรับการจัดที่ดินจาก ส.ป.ก.ด้านการพัฒนาอาชีพและรายได้ สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการพัฒนาธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพพื้นที่และการผลิตเพื่อเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน แหล่งน้ำ อาคารแปรรูปผลผลิต อาคารอเนกประสงค์ให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงการสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ เอื้ออำนวยและเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน

ชลประทานเร่งจัดหางบซ่อม คันคลองส่งน้ำที่เมืองพัทลุง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668287

วันศุกร์ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายโอฬาร ทองขาวเผือก ผอ.โครงการชลประทานพัทลุง สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบสภาพถนนลาดยางบนคันคลองส่งน้ำ ที่ใช้เป็นเส้นทางในการลำเลียงผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงเส้นทางสัญจรของราษฎรในพื้นที่ ต.หานโพธิ์ อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร หลังจากมีสภาพชำรุดเสียหายจากรถบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดที่ถนนจะรับน้ำหนักได้ โดยร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบว่าถนนคันคลองดังกล่าวคือ ถนนคันคลองส่งน้ำสาย 1L-RMC2 (ควนกุฎ) โดยโครงการชลประทานพัทลุง ได้ดำเนินการปรับปรุงถนนดังกล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้เมื่อปี 2562

ทั้งนี้ ในปัจจุบันพบว่าสภาพผิวจราจรชำรุดเสียหายเป็นช่วงๆ ตลอดความยาวถนน โดยโครงการชลประทานพัทลุง อยู่ระหว่างเสนอแผนงานขอรับการสนับสนุนงบประมาณปี 2565 ตามแผนงาน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในฤดูฝนปี 2565 และการเก็บกักน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี 2565/2566 เพื่อซ่อมแซมถนนคันคลองดังกล่าวให้สามารถกลับมาใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัยต่อไป

อ.ต.ก.สงขลาจัดงาน ตลาดสินค้าคุณภาพ ปลอดภัยกับผู้บริโภค เชื่อมโยงในทุกระดับ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668041

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) กล่าวว่า การจัดงานตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อ.ต.ก.เป็นการสร้างมาตรฐานให้กับตลาดสินค้าเกษตร ก่อให้เกิดมูลค่าการจำหน่าย เกิดการขับเคลื่อนรูปแบบตลาดเกษตรกร อ.ต.ก.ได้บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนการส่งเสริมสนับสนุนสินค้าเกษตรคุณภาพในพื้นที่ โดยใช้สำนักงาน อ.ต.ก.จังหวัดสงขลา จัดกิจกรรมตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ สินค้าปลอดภัย จำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรตลอดจนสินค้าอุปโภค-บริโภค คัดสรรสินค้าเกษตรจากเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสถาบันเกษตรกรในพื้นที่และภูมิภาคต่างๆ มาจำหน่ายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย การพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรและระบบกระจายสินค้าเกษตร เชื่อมโยงตลาดในทุกระดับให้เป็นตลาดสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน พัฒนาให้เป็นตลาดถาวรสำหรับเกษตรกร และตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการตลาดสินค้าเกษตรในระดับพื้นที่ เพื่อเชื่อมโยงระบบการผลิตและระบบการตลาด สนับสนุนให้เกษตรกรผู้ขายได้เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เพิ่มทักษะด้านการตลาด การสร้างเครือข่าย และการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร จนสามารถพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่เหมาะสม และก่อให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพแบบถาวรและยั่งยืน

‘เฉลิมชัย’ชี้ส่งออกปศุสัตว์พุ่ง ยอดกว่า1แสนล้าน-ครึ่งปีหลังยังปัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668042

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สินค้าปศุสัตว์จากประเทศไทยเป็นที่ต้องการของทั่วโลก โดยเพียงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2565 (มกราคม-พฤษภาคม) ยอดส่งออกยังคงพุ่งสูงเมื่อเทียบกับ 5 เดือนแรกปี 2564 รวมมูลค่ากว่า 106,656.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.82% ปริมาณกว่า 1,014,611 ตัน เพิ่มขึ้น 2.08% ผลจากความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าในการตรวจสอบ กำกับและควบคุมกระบวนผลิตด้านความปลอดภัยอาหารของกรมปศุสัตว์ ส่วนครึ่งปีหลัง คาดการณ์จากเจรจาและเปิดตลาดคู่ค้าเพิ่มสำเร็จ มีผลทำให้การส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทยยังคงพุ่งสูงขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ สำหรับสินค้าปศุสัตว์ที่ส่งออกไปแล้วนั้น แบ่งเป็นเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์แปรรูปปริมาณ 415,348.23 ตัน มูลค่า 54,016.07 ล้านบาท (สินค้าประเภทเนื้อไก่แปรรูปมากที่สุดคิดเป็น 61% คู่ค้าหลักคือญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป) สินค้ากลุ่ม Non-frozen ประกอบด้วย ไข่และผลิตภัณฑ์ไข่ นมและผลิตภัณฑ์นม น้ำผึ้งและผลิตภัณฑ์ผึ้ง รังนกและผลิตภัณฑ์รังนก ซุปไก่สกัด อาหารกระป๋อง และอื่นๆ รวมปริมาณ 125,077.39 ตัน มูลค่า 10,784.77 ล้านบาท (สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมมากที่สุดคิดเป็นประมาณ 80% รองลงมาคือกลุ่มสินค้าไข่และผลิตภัณฑ์ และกลุ่มสินค้าปลากระป๋อง ตามลำดับ) อาหารสัตว์เลี้ยง (Pet food) ปริมาณ 366,317.07 ตัน มูลค่า 36,888.73 ล้านบาท (อาหารสัตว์เลี้ยงในภาชนะบรรจุปิดสนิทมากที่สุดรองลงมาคืออาหารเม็ด คู่ค้าหลักสำคัญคือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป) และอาหารปศุสัตว์ ปริมาณ 107,868.31 ตัน มูลค่า 4,966.61 ล้านบาท (เป็นปลาป่นมากที่สุด รองลงมาคือ อาหารสำเร็จรูป และพรีมิกซ์ ตามลำดับ)

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า แนวโน้มการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ มีการเปิดตลาดและขยายตลาดการส่งออก ทำให้แนวโน้มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในช่วงครึ่งปีหลัง ยังคงเพิ่มปริมาณและมูลค่าอย่างต่อเนื่อง จากที่สิงคโปร์ มีการผ่อนปรนมาตรการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกดิบ ทำให้ไทยส่งออกได้มากขึ้น มาเลเซีย มีการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจากไทยมากขึ้น และจะมาตรวจประเมินพิจารณาขึ้นทะเบียนโรงงานนมเพิ่มเติม องค์การอาหารและยาของซาอุดuอาระเบีย (SFDA) อนุญาตให้นำเข้าไก่จากไทยได้ หลังจากที่ระงับมานานและได้ขึ้นทะเบียนโรงงานสัตว์ปีกไทยเพิ่มอีก 11 โรงงาน ทำให้เป็นโอกาสในการเพิ่มตลาดส่งออกได้มากขึ้น นอกจากนี้แคนาดา จะตรวจประเมินโรงงานสัตว์ปีกเพื่อพิจารณาการนำเข้าเนื้อเป็ดแปรรูปปรุงสุกจากไทย

กยท.พัฒนาชาวสวนยาง หนุนเทคโนโลยีผลักดันStartup

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668045

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่าได้ให้การสนับสนุนเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบการยาง ในการส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา ภายใต้งบประมาณกองทุนพัฒนายางพารา 49 (3) ตามพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 ได้จัดโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยาง ไปสู่การเป็น Start up ด้านยางพารา ประจำปีงบประมาณ 2565 (NaturalRubber Startup Acceleration Program : Batch 2 by RAOT and PSU) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดให้นิสิตนักศึกษา เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ผู้ประกอบกิจการยางและผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วม เป้าหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาศักยภาพ ต่อยอดงานวิจัย และนวัตกรรมยางพารา ไปสู่เชิงพาณิชย์ และก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายณกรณ์ กล่าวอีกว่า กยท.ได้รับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการและคัดเลือกจนได้ 43 ทีม แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ Design Contest (I2D) 16 ทีม Idea to Prototype (I2P) พัฒนาแนวคิดธุรกิจเพื่อพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบยางพารา 19 ทีม Product to Market (P2M) พัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบยางพาราเข้าสู่ตลาด 5 ทีม และ Product to Global Market (P2GM) พัฒนาผลิตภัณฑ์ยางพาราที่เพื่อเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ 3 ทีม ซึ่งหลังจากนี้จะนำผลงานทั้งหมดไปจัดแสดงนิทรรศการ และจัดกิจกรรม Pitching เพื่อตัดสินสุดยอดผลงานและระดมทุนในการต่อยอดธุรกิจทั้ง 4 ประเภท ในวันที่ 9 สิงหาคม 2565 ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เกษตรฯใช้นวัตกรรมลดต้นทุนการผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668043

วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวระดับเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2565 ภายใต้แนวคิดงาน “90 พรรษา ชาวนาวิถีใหม่ ก้าวไกลด้วยพระบารมี” โดยมี น.ส.นนทิชาวรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านข้าวแก่ชาวนาและผู้ที่สนใจ นำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิตข้าว รวมถึงผลงานของกรมการข้าวด้านอื่นๆ ที่ดำเนินการในรอบปีที่ผ่านมา โดยให้ความสำคัญด้านการวางแผนการผลิต ระบบการผลิต และการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งนำไปสู่ความมั่นคงแก่ชาวนา นอกจากนี้ ยังเป็นช่องทางให้ชาวนาได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น และประสบการณ์ต่อกัน “การจัดงานรณรงค์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวฯถือเป็นการแสดงวัฒนธรรมด้านข้าว ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างการเรียนรู้ของเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ เกษตรกรสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตข้าวให้เหมาะสม ทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะเพิ่มศักยภาพการผลิตข้าวของชาวนาให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตามหลักการพึ่งพาตนเอง” นายอลงกรณ์ กล่าว

สำหรับรูปแบบการจัดงานครั้งนี้ มีการแสดงนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในหลวงรัชกาลที่ 9 และในหลวงรัชกาลที่ 10อีกทั้งความหลากหลายของพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิทรรศการเชิดชูเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ และระดับเขต นิทรรศการการแสดงประเพณีวัฒนธรรม และวิถีชีวิตชาวนา มีการแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว มีการจัดจำหน่ายสินค้าของกลุ่มเกษตรกร มีการเสวนาในหัวข้อ “ชาวนายุคใหม่ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี” และกิจกรรมเข้าฐานเรียนรู้ด้านการผลิตข้าว

‘มนัญญา’ผนึกมหาดไทย บูรณาการ‘ชุมชนคนทำบัญชี’ ขยายผลสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/668007

‘มนัญญา’ผนึกมหาดไทย บูรณาการ‘ชุมชนคนทำบัญชี’ ขยายผลสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 16.47 น.

‘มนัญญา’ผนึกมหาดไทย บูรณาการ‘ชุมชนคนทำบัญชี’ ขยายผลสู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ

20 กรกฎาคม 2565 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “ชุมชนคนทำบัญชี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” หนุนครูบัญชีอาสา สอนแนะความรู้การจัดทำบัญชีแก่ประชาชนในชุมชนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกอำเภอทั่วประเทศ ระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยมี นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และนายประยูร รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ลงนามในบันทึกข้อตกลงดังกล่าว ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ห้อง 115)

นางสาวมนัญกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนโยบายการส่งเสริมการทำบัญชี เพื่อสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้เกษตรกรและประชาชน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้กำชับให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานขับเคลื่อนการนำระบบบัญชีไปวางรากฐานในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร รวมถึงลูกหลานของเกษตรกรด้วย เพื่อจะได้นำไปใช้ในการวางแผนการใช้จ่ายเงินในอนาคต ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้อย่างมั่นคงและเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนและพัฒนาให้อาสาสมัครเกษตรกรด้านบัญชี หรือ ครูบัญชีอาสา ของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จำนวน 7,636 รายทั่วประเทศ เป็นตัวแทนขับเคลื่อนการถ่ายทอดความรู้การ จัดทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพแก่เกษตรกร และประชาชนทั่วไป รวมถึงเยาวชน ได้มีความรู้พื้นฐานในเรื่องบัญชี รู้จักความพอมี พอกิน พอใช้ วางแผนการใช้จ่ายได้อย่างสมเหตุสมผล สามารถนาข้อมูลไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในครอบครัวและชุมชน ถือเป็นหลักของความสำเร็จในการประกอบอาชีพทุกอาชีพ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยในปี 2565 กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการจัดทำบัญชี ให้ขยายผลไปในทุกกลุ่มเป้าหมายแล้วกว่า 64,000 ราย นับเป็นการวางรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศใหก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ขณะที่นายอำพันธ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือ โครงการ “ชุมชนคนทำบัญชี เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน” เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้เกษตรกร เยาวชน และประชาชนทั่วไป ได้พัฒนาศักยภาพในการจัดทำบัญชีรับ – จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพ ให้สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้ในการวางแผนการใช้จ่าย ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ทำให้เกิดการออมและการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมการปรับพฤติกรรมในระดับครัวเรือน ให้มีขีดความสามารถในการจัดการวางแผนชีวิต การเงินและอาชีพ สร้างความตระหนักรู้เรื่องความสำคัญของการจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และการนำข้อมูลจากการบันทึกบัญชีมาปรับใช้ในการวางแผนการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต สร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชน มีกลุ่มเป้าหมาย คือ ประชาชนในชุมชนพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกอำเภอ 76 จังหวัด ทั่วประเทศ

สำหรับโครงการดังกล่าว เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2565 ในส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จะดำเนินการกำหนดหลักสูตรการอบรม สนับสนุนสมุดบัญชีและสื่อการสอน และจัดให้มีครูบัญชีอาสาของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้การจัดทำบัญชีตามหลักสูตรที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด และกำกับ ติดตามประเมินผล การจัดทำบัญชีของกลุ่มเป้าหมายอีกด้วย ในส่วนขององค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น จะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ จำนวน 10 – 30 คนต่อรุ่น/ชุมชน และสนับสนุนด้านงบประมาณการจัดอบรม โดยประสานงานกับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ในจังหวัดนั้น ๆ เพื่อให้คำแนะนำการดำเนินกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามโครงการ จากความร่วมมือในครั้งนี้ จึงเป็นการขยายองค์ความรู้การจัดทำบัญชีให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นชุมชนระดับย่อยอย่างครอบคลุมทั่วประเทศไทย ทั้งนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากครูบัญชีอาสา ผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มอาชีพ กลุ่มเกษตรกร ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การส่งเสริมการจัดทำบัญชี และการดำเนินการขับเคลื่อนงานบริการสาธารณประโยชน์ต่อประชาชนระดับท้องถิ่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ก.เกษตรฯเจ๋ง ใช้ Blockchain ออกหนังสือรับรองปศุสัตว์ไปเกาหลีใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667857

ก.เกษตรฯเจ๋ง ใช้ Blockchain ออกหนังสือรับรองปศุสัตว์ไปเกาหลีใต้

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 09.18 น.

กระทรวงเกษตรเจ๋ง ใช้Blockchain ออกหนังสือรับรองปศุสัตว์ไปเกาหลีใต้ แจงปลอดอหิวาต์สุกรแล้ว ยันมีหมูเพียงพอบริโภค 1.5ล้านตัวต่อเดือน

เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการนำเทคโนโลยี Blockchain มาปรับใช้ในการให้บริการภาครัฐตามนโยบายนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพการให้บริการของส่วนราชการในเรื่องข้อมูลอย่างมีความน่าเชื่อถือและโปร่งใส ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานว่า ขณะนี้ กรมปศุสัตว์ ได้ริเริ่มการใช้ Blockchain เพื่อการออกหนังสือรับรองสุขอนามัยอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับกระทรวงความปลอดภัยอาหารและยาสาธารณรัฐเกาหลีใต้  เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกทางการค้า นับเป็นเป็นครั้งแรกของทั้งสองประเทศในการออกเอกสารรับรองผ่านระบบดังกล่าว

ทั้งนี้ การทำข้อตกลงการทำใบรับรองสุขอนามัยฯ จะมีผลบังคับใช้ในเดือน สิงหาคม 2565 นี้ เพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกเรื่องการรับส่งใบรับรองสุขอนามัยสำหรับสินค้าปศุสัตว์จากไทยไปสาธารณรัฐเกาหลีใต้ โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคเกาหลีใต้ให้ความชื่นชอบ ในปี 2564 มีการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกจากไทยเป็นอันดับหนึ่ง ปริมาณกว่า 35,000 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 3,995 ล้านบาท

นางสาวรัชดา ยังกล่าวต่อถึงการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร หรือ ASF ของกรมปศุสัตว์ว่า ไม่พบการระบาดของโรค (ZERO REPORT) ในช่วง 14 วันที่ผ่านมา มีเพียง 1 จังหวัดเท่านั้นที่พบในช่วง 30 วัน นอกจากนั้นปลอดโรคเกิน 30 วันแล้ว ซึ่งตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2565 – ปัจจุบัน ในภาพรวม ประเทศไทยสามารถควบคุมและกำจัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายบูรณาการความร่วมมือทุกหน่วยงาน จนสามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดีเยี่ยม เป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศและติดอันดับโลก ถือได้ว่าดีที่สุดในเอเชีย อีกทั้งมีต่างประเทศเข้ามาศึกษาดูงาน อาทิ  ฟิลิปปินส์ได้สอบถามถึงนโยบายและแนวทางควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF ในประเทศไทย เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับมาตรการในประเทศ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันควบคุมโรคของฟิลิปปินส์ 

“จากความก้าวหน้าในเรื่องการใช้เทคโนโลยี Blockchain และความสำเร็จในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร นายกรัฐมนตรี ได้ชื่นชมและให้กำลังใจการดำเนินการของกรมปศุสัตว์ รวมถึงขอบคุณความร่วมมือจากเกษตรกรและภาคส่วนต่างๆในการป้องกันการแพร่ระบาดด้วย ขณะเดียวกัน นายเฉลิมชัยฯได้ให้ความมั่นใจในมาตราการสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการให้กลับมาเลี้ยงสุกรใหม่ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯกำลังขับเคลื่อนแบบครบวงจร และสามารถรักษาระดับปริมาณสุกรขุนให้มีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ ที่อยู่เดือนละประมาณ 1.5 ล้านตัว” น.ส.รัชดา กล่าว

‘อลงกรณ์’ลุยเกษตรมูลค่าสูง ตั้งเป้าสร้างรายได้2ล้านล้านในปี2030

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667794

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “อินทรีย์-เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ที่โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน ว่า ภายใต้วิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ได้กระทบต่อห่วงโซ่การผลิตอาหารและราคาอาหารแพงขึ้น ทำให้โลกเผชิญปัญหาความไม่มั่นคงทางอาหาร ซึ่งเป็นโอกาสในวิกฤตของไทย ในฐานะที่เป็นประเทศผู้ผลิตสินค้าเกษตรชั้นนำของโลก และเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับ 12 ของโลกจากกว่า200 ประเทศ

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์โอกาสแห่งอนาคต ได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาภาคเกษตร ด้วย 5 เป้าหมาย ในการสร้างมิติใหม่จากครัวไทยสู่ครัวโลก ได้แก่ 1.เป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยท็อปเทนของโลก 2.เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มรายได้ส่งออกอาหาร 2 ล้านล้าน ภายในปี 2030

3.ประเทศชั้นนำเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองและชนบท 4.ลดก๊าซเรือนกระจกแก้ปัญหาโลกร้อนตอบโจทย์ Climate Change และ 5.ร่วมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ขจัดความอดอยากหิวโหยโดยมีนโยบายหลักๆ พอเป็นตัวอย่าง เช่น นโยบายประกันรายได้เกษตรกรสู่การเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนด้วยการต่อยอดพัฒนาสู่เกษตรมูลค่าสูง,นโยบายส่งเสริมเกษตรปลอดภัย เกษตรมั่นคง และเกษตรยั่งยืน บนฐาน คุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร, นโยบายตลาดนำการผลิต และระบบการค้าที่เป็นธรรม หรือจะเป็นนโยบายส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรเพื่อลดต้นทุนเพิ่มผลิตภาพการผลิต เป็นต้น

สำหรับประเด็นเรื่องเกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์ จะขับเคลื่อนสนับสนุนส่งเสริมเกษตรปลอดภัยด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์ 2.เกษตรเคมี-อินทรีย์ 3.เกษตรเคมี ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม คือ 1.เกษตรรายย่อย 2.เกษตรพาณิชย์ 3.เกษตรอุตสาหกรรม และ 4.เกษตรส่งออก โดยจะส่งเสริมให้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจเกษตรหรือนิคมเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อเป็นฐานการแปรรูปอาหารปลอดภัยใน 18 กลุ่มจังหวัด ตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่เพื่อกระจายโอกาสการค้าการลงทุนและการจ้างงานทั่วประเทศ

“ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีที่เป็นธาตุอาหารของพืชเมื่อปีที่แล้วกว่า 5 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 100% ขณะที่มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพปีละ 2 ล้านตัน มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 1.3 ล้านไร่ จากพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ 149 ล้านไร่กลุ่มเกษตรอินทรีย์และกลุ่มเกษตรเคมีจึงควรหันหน้าร่วมมือกันให้มากขึ้น โดยยึดแนวทางเกษตรปลอดภัยสู่เกษตรมูลค่าสูงเป็นสำคัญด้วยมาตรการ GAP และเกษตรกรรมยั่งยืนโดยเฉพาะในภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลกถือเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจของไทยทางด้านการส่งออกสินค้าเกษตรในฐานะครัวโลก” นายอลงกรณ์กล่าว

‘มนัญญา’จับมือห้างบิ๊กซี ส่งผักผลไม้คุณภาพขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667796

‘มนัญญา’จับมือห้างบิ๊กซี  ส่งผักผลไม้คุณภาพขาย

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

เยี่ยมชม : น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าของกลุ่มสหกรณ์ในเขตภาคเหนือ ภายหลังลงนามบันทึกข้อตกลงฯ กับห้างบิ๊กซีนำสินค้าเกษตรมีคุณภาพ วางขายในห้างดังกล่าว

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือจัดซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ระหว่างบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กับชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด ที่ห้างบิ๊กซี สาขาพระราม 4 เขตคลองเตย กทม. โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ดังกล่าว เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องเกษตรกรใน จ.เชียงใหม่ รวมถึงเกษตรกรในภาคเหนือ 9 จังหวัดให้มีตลาดรองรับสินค้าเกษตร

ด้านนายวิศิษฐ์ เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรเป็นผู้ผลิตรวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัยและมีมาตรฐาน GAP และ GMP รวมถึงประสานช่องทางการตลาดเพื่อพัฒนาศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายการตลาดโดยกระบวนการสหกรณ์ ซึ่งเป็นการยกระดับความสามารถในการบริหารจัดการของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรในพื้นที่ และกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยินดีที่จะให้การสนับสนุนสถาบันเกษตรกรเพื่อให้สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ

จากนั้น น.ส.มนัญญาและคณะ ได้เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำกัด ได้แก่ สินค้าผัก ผลไม้ สินค้าเกษตรแปรรูป และเยี่ยมชมสินค้าของกลุ่มสหกรณ์ในเขตภาคเหนือ