ปศุสัตว์คุมอหิวาต์ยอดเยี่ยมอาเซียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667791

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้ นายสัตวแพทย์วัชรพล โชติยะปุตตะ ผอ.กองความร่วมมือด้านการปศุสัตว์ระหว่างประเทศ เป็นผู้แทนในการประชุมหารือกับคณะเจ้าหน้าที่ กระทรวงเกษตรแห่งสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ นำโดย Dr. Ruth Sonaco,Director of National Livestock Program (NLP) พร้อมคณะ และ Ms. Annalyn Lopez ; Agricultural Attache ทูตเกษตรประเทศฟิลิปปินส์ประจำประเทศไทย ร่วมกับผู้แทนจากสำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นประสบการณ์เกี่ยวกับการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ของประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากรายงานการระบาดของโรค ASF ในสุกร ที่ระบาดทั่วโลก และในประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบประเทศไทย กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินมาตรการควบคุมป้องกันโรคอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกมิติ มีการบังคับใช้กฎหมาย การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้อง การยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายประสานงานบูรณาการร่วมมือทุกหน่วยงาน จนสามารถควบคุมป้องกันโรคได้อย่างดี และเมื่อมีรายงานพบโรคก็สามารถควบคุมโรคได้ทันทีจนปัจจุบันสถานการณ์โรคสงบไม่พบรายงานการเกิดโรคแล้วในประเทศไทยทางฟิลิปปินส์ได้สอบถามถึงนโยบายและแนวทางควบคุม ป้องกันและเฝ้าระวังโรค ASF นำไปเปรียบเทียบกับมาตรการในฟิลิปปินส์ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการป้องกันควบคุมโรค นอกจากนี้ได้สอบถามการทำวัคซีนป้องกันโรค ASF ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างขั้นตอนการพัฒนาและศึกษาการผลิตเพื่อนำไปเป็นต้นแบบของภูมิภาค

ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ดำเนินการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ประเทศไทยจึงเป็นประเทศผู้นำในการควบคุมโรคในภูมิภาคอาเซียน และยินดีร่วมมือกับประเทศต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ และดำเนินการเพื่อขอคืนสถานะสภาพปลอดโรค ASF จากองค์การสุขภาพสัตว์โลก

เกษตรฯร่วมส่งเสริม ใช้นวัตกรรมแปลงนา ลดต้นทุนสร้างรายได้ นาข้าวในกำแพงเพชร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667792

วันพุธ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนาวิน อินทจักร ผอ.สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จ.เชียงใหม่เปิดเผยว่า ได้ส่งเสริมแปลงใหญ่ข้าว หมู่ 7 ต.ระหาน อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร โดยพัฒนาตั้งแต่ต้นทาง คือ ตัวเกษตรกร มีการถ่ายทอดความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อที่จะให้เกิดศักยภาพเพิ่มศักยภาพในการผลิต คือกระบวนการผลิตจนถึงการพัฒนาสินค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับพี่น้องเกษตรกร ตามที่นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ด้าน นายศักดิเดชน์ แก้ววิเศษเกษตรจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด มีกลุ่มแปลงใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14 แปลง งบประมาณก็ 41 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรตามความต้องการของกลุ่มในการจัดซื้อจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตเกษตรแปลงใหญ่ และที่สำคัญเพื่อลดต้นทุนให้กับกลุ่มแปลงใหญ่สามารถบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

ขณะที่ น.ส.อลิษา นาควิสุทธิ์นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการสำนักงานเกษตร อ.บึงสามัคคี จ.กำแพงเพชรเปิดเผยว่า แนวทางการพัฒนากลุ่มแปลงใหญ่ข้าว คือใช้แนวทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมโดยให้กลุ่มเกษตรกรกลุ่มแปลงใหญ่ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาโดยร่วมกันกำหนดเป้าหมายร่วมค้นหาปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหา นำไปสู่หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความรู้และพัฒนาสมาชิกให้มีทักษะมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด จนประสบผลสำเร็จ

ดัน ‘คุ้งบางกะเจ้า’ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667534

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนบางกะเจ้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการวิจัย อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัย เรื่อง “โครงการเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้าด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการเพื่อยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน” โดยมีผศ.ดร.อนงค์นุช สาสนรักกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหัวหน้าโครงการ และมีนายธรรมนูญ แจ่มใส นายอำเภอพระประแดงกล่าวรายงานผลผลิตของโครงการ พร้อมทั้งแนะนำคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน และหน่วยงานภาคีในพื้นที่

ดร.วิภารัตน์กล่าวว่า ได้สนับสนุนการดำเนินโครงการนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตห่วงโซ่คุณค่าเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีเชิงบูรณาการ ยกระดับมาตรฐานและรายได้ของชุมชน โดยมุ่งหวังที่จะแก้ปัญหาชุมชนที่ยังขาดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การขาดแคลนปัจจัยการผลิตที่ไม่เพียงพอในชุมชน และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากงานวิจัยมาเพิ่มผลผลิตของเกษตรกร เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่คุ้งบางกะเจ้า โดยสร้างเครือข่ายชุมชนหรือวิสาหกิจชุมชนเชิงธุรกิจที่ตอบโจทย์ความท้าทายของสังคม และเป็นการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้มีมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชอินทรีย์และพืชที่เป็นอัตลักษณ์ประจำถิ่น เช่น พิลังกาสา ละมุดสีดา และมะม่วงน้ำดอกไม้ เป็นต้น และเป็นชุมชนต้นแบบในการขยายผลต่อไปในพื้นที่อื่นๆ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในมิติการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ประมงปิดอ่าวไทยตัว‘ก’ 8จังหวัดฟื้นฟูสัตว์น้ำฤดูวางไข่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667536

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ได้ประกาศใช้มาตรการจัดการทรัพยากรในช่วงสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน ในทะเลอ่าวไทยตอนใน (อ่าวไทยรูปตัว ก) ปี 2565 ช่วงที่ 1ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน-15 สิงหาคม และช่วงที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม-30 กันยายน ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร กทม. สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทูสามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน จึงขอความร่วมมือพี่น้องชาวประมงปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ อนุญาตให้ใช้เฉพาะเครื่องมือประมงบางชนิด ดังนี้ 1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอส ให้สามารถทำการประมงได้เฉพาะในเวลากลางคืนและบริเวณนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2.อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไป ความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทั้งนี้ ห้ามทำการประมงโดยวิธีล้อมติด หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน 3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก

4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำการประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ให้ทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ 6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบ ตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป ให้ทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 7.เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.เครื่องมือคราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบและพื้นที่ทำการประมงของเครื่องมือประมงคราดหอยที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.เครื่องมืออวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไข เกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาในการทำการประมงที่ผู้ทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำการประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย

11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก 12.เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง และ 13.เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงพาณิชย์ตามประเภทที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์, เครื่องมือที่ไม่ใช่เครื่องมือประมงประเภทอวนครอบ อวนช้อนหรืออวนยกปลากะตักที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(เครื่องปั่นไฟ), เครื่องมือประมงที่ไม่ใช่เครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ

ชลประทานเร่งกำจัดผักตบฯ 7.8หมื่นตันเพิ่มการระบายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667535

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สำนักเครื่องจักรกล ได้เร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชที่ไหลจากตอนบนลงมาสะสมบริเวณด้านเหนือเขื่อนทดน้ำบางปะกง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา มีปริมาณมาก ซึ่งปัจจุบันสามารถกำจัดผักตบชวาและวัชพืชไปแล้วกว่า 78,000 ตัน ส่งผลให้ปริมาณผักตบชวาด้านเหนือน้ำลดน้อยลง ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวและพื้นที่ใกล้เคียง สามารถสัญจรทางน้ำได้สะดวกมากขึ้น รวมทั้งช่วยให้การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนนี้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้รับความร่วมมือจาก ผวจ.ฉะเชิงเทรา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนภาคประชาชน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันจนทำให้การกำจัดผักตบชวาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้ ยังได้นำเครื่องจักรประเภทเรือกำจัดวัชพืช ลงเก็บผักตบชวาในคลองต้นแม่น้ำบางปะกงด้วย เช่น คลองบางขนาก พร้อมกับประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือหน่วยงานท้องที่ตอนบนของแม่น้ำบางปะกง ช่วยกันกำจัดผักตบชวาในคูคลอง และแหล่งน้ำที่เชื่อมกับแม่น้ำบางปะกง เพื่อลดปริมาณการสะสมของผักตบชวาและวัชพืชบริเวณเหนือเขื่อนบางปะกง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน

ฝนกระจายทุกพื้นที่ กรมชลฯเร่งบริหาร จัดน้ำท่าให้เพียงพอ มีใช้อุปโภค-บริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667538

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปกรณ์ สุตสุนทร ผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาอุทกวิทยา เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 41,909 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)คิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุอ่างฯยังสามารถรับน้ำได้อีก 34,175 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,017 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,854 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น โดยมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศ ให้บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต เพื่อให้การบริหารน้ำท่าเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นย้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค และรักษาระบบนิเวศเพียงพอทั้งปี ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ให้เป็นไปตามหลักวิชาการ โดยควบคุมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้อยู่เกณฑ์ควบคุม และสอดคล้องกับสถานการณ์

ฟาร์มกวางพิษณุโลกฟื้นตัวหลังโควิด กลับมาคึกคักส่งท้ายวันหยุดยาวเข้าพรรษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667541

ฟาร์มกวางพิษณุโลกฟื้นตัวหลังโควิด กลับมาคึกคักส่งท้ายวันหยุดยาวเข้าพรรษา

วันอังคาร ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ภักดีฟาร์ม ฟาร์มกวางขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียวของจ.พิษณุโลกเริ่มฟื้นตัวหลังผลกระทบโควิด-19 นักท่องเที่ยวกลับมาคึกคักส่งท้ายวันหยุดยาวเข้าพรรษา หลายครอบครัวเลือกที่จะมาชมวิวบรรยากาศ และเลี้ยงอาหารกวาง ถ่ายรูปได้อย่างใกล้ชิด

ที่ภักดีฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 8/2 หมู่ที่ 9 บ้านซำตะเคียน ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นฟาร์มเลี้ยงกวางขนาดใหญ่แห่งแรกและแห่งเดียวของพิษณุโลก โดยมี นายภักดีพานุรัตน์ เป็นเจ้าของ ซึ่งขณะนี้กำลังเป็นที่สนใจหลังจังหวัดประกาศปลดล็อกหลายมาตรการของ โควิด-19 ก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวชมฟาร์มกวาง ภักดีฟาร์ม เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูวันหยุดยาวเข้าพรรษาปีนี้ บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง ท่ามกลางวิวทิวทัศน์สวยงาม ชมธรรมชาติที่สมบูรณ์ อุณหภูมิในช่วงกลางคืนอยู่ที่ 15-17 องศาฯ ช่วงกลางวันอากาศจะอุ่นขึ้นอยู่ที่ประมาณ 25-28 องศาฯ กำลังเย็นสบาย

นายภักดี พานุรัตน์ บอกว่าฟาร์มแห่งนี้เริ่มก่อตั้งมาได้ประมาณ 10 ปีแล้ว เริ่มด้วยการเลี้ยงกวาง 4 สายพันธุ์ คือ ซิก้า ดาวอินเดีย ฟอลโล และสายพันธุ์รูซ่า ก่อนยุคโควิด-19 ระบาด เลี้ยงกวางสูงสุดประมาณเกือบ 200 ตัว แต่พอโควิด-19 ระบาด นักท่องเที่ยวลดลง ปิดฟาร์มบ้างตามมาตรการต่างๆ ก็ขายกวางออกไปบ้าง ทำให้ปัจจุบันมีกวางเหลืออยู่ประมาณ 90 ตัว เมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2565 หลังจากทั่วประเทศประกาศลดมาตรการโควิด-19 ก็ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวเริ่มมาฟื้นตัวอีกครั้ง โดยจะแบ่งกวางทั้งหมด 2 โซน คือโซนนอกเป็นกวางเปลี่ยว ดื้อๆ หน่อยนักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นได้ เลี้ยงอาหารได้ แต่จะมีรั้วกั้นเพื่อความปลอดภัย และโซนรับแขกจะมีไว้ 20 ตัว เป็นกวางที่เชื่องคุ้นกับคน สามารถเล่นด้วยได้ โดยจะปล่อยออกมาครั้งละ 10 ตัว สลับกัน นักท่องเที่ยวสามารถป้อนอาหาร ลูบตัวกวาง และถ่ายรูปแบบใกล้ๆ ได้เลย ไม่มีอันตราย

นายภักดีบอกต่อว่า ในช่วงวันหยุดยาว 5 วันเทศกาลเข้าพรรษาเรียกได้ว่าบรรยากาศการท่องเที่ยวที่นี่คึกคักขึ้นถนัดตา ส่วนใหญ่จะเป็นครอบครัวที่มีเด็กเล็ก และผู้สูงอายุมาด้วย ก็มานั่งชมวิวบรรยากาศ ทานเครื่องดื่มอาหารตามสั่ง ส้มตำ ชมนก ชมม้า และลงไปให้อาหารกวางอย่างใกล้ชิด

สำหรับใครที่สนใจอยากจะมาเที่ยวที่ “ภักดีฟาร์ม” ก็สามารถเดินทางมากันได้ ฟาร์มตั้งอยู่ หมู่ที่ 9 บ้านซำตะเคียน ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก สอบถามเส้นทางได้ ทาง เพจ Facebook : ภักดีฟาร์ม พิษณุโลก หรือโทร. 081-8452993 ฟาร์มเปิดทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-17.00 น. และวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นักขัตฤกษ์ เวลา 08.00-18.00 น.

กรมส่งเสริมฯหนุน ให้ความรู้-ปัจจัยผลิต แปลงใหญ่ลำไยริมปิง เมืองลำพูนคุณภาพดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667364

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชูชาติ รวมไทย ประธานแปลงใหญ่ลำไย ต.ริมปิง อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าวว่า เมื่อประมาณปี 2547-2548 เกิดปัญหาราคาลำไยตกต่ำ ถูกกดราคา เกษตรกรจึงรวมกลุ่มเพื่อแก้ปัญหา จนปี 2562 สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน ได้เข้ามาสนับสนุน แนะนำให้มีการจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ฯ ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่ปีแรกที่ก่อตั้ง โดยเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เข้ามาให้ความรู้แนะนำในเรื่องต่างๆ เช่น การใช้ปุ๋ย ทำให้ลดต้นทุนการผลิตเยอะมากแต่ลำไยยังได้คุณภาพมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาด เรามีตลาดรองรับตั้งแต่ในปีแรกที่เข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ฯ

ด้านนายวิชัย ตู้แก้ว เกษตรจังหวัดลำพูน เปิดเผยว่า ในส่วนของแปลงใหญ่ลำไย ต.ริมปิง ได้ขับเคลื่อนการยกระดับแปลงใหญ่เต็มประสิทธิภาพ เริ่มตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำดูแลการปลูก การรักษา การคัดคุณภาพ จนกระทั่งการแปรรูป ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมในเรื่องของคุณภาพ

ขณะที่นางสุทิน ดีอุโมงค์ เกษตร อ.เมือง จ.ลำพูน ระบุว่า สำหรับการส่งเสริมแปลงใหญ่ลำไยกลุ่มนี้ เจ้าหน้าที่ได้ส่งเสริมให้ความรู้และสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น โดรน เครื่องมือการแพ็ก เครื่องคัดแยกลำไย เป็นต้น มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ให้เข้ามาร่วมมือกัน เช่น กลุ่มแปลงใหญ่ผึ้ง โดยร่วมมือในการช่วยผสมเกสรการผลิตลำไย ซึ่งทางแปลงใหญ่ผึ้งจะได้ผลผลิตในส่วนนี้ด้วย และในปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตร จ.ลำพูน สำนักงานเกษตรอำเภอเมือง ยังคงดูแลอย่างใกล้ชิดตลอด

อ่างฯห้วยโสมงสร้างเสร็จ กรมชลฯเดินหน้าระบบส่งน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667367

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา (ห้วยโสมง) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เสร็จแล้ว เริ่มเก็บกักน้ำได้ตั้งแต่ปี 2559 โดยมีความจุที่ระดับเก็บกัก 295 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ช่วยเพิ่มพื้นที่ชลประทานใน อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี ได้กว่า 111,300 ไร่สามารถส่งน้ำให้พื้นที่ด้านท้ายอ่างฯตามแนวลำห้วยโสมง ได้แล้วบางส่วน ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างระบบส่งน้ำและอาคารประกอบ ในส่วนของผลงานความก้าวหน้าทั้งโครงการฯคืบหน้าไปแล้วประมาณ 92% คาดว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการฯในปีงบประมาณ 2567 สำหรับอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะเป็นแหล่งน้ำต้นทุน และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งที่เกิดขึ้นใน อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี รวมทั้งผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำบางประกงด้วย

สำหรับโครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝนและฤดูแล้ง ให้กับ อ.นาดี และ อ.กบินทร์บุรี ช่วยบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลุ่มน้ำสาขา เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และการผลิตประปา รวมถึงเป็นแนวกันชนหรือแนวป้องกันการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน และอุทยานแห่งชาติปางสีดาทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าทำให้โอกาสที่จะเกิดไฟไหม้ป่าลดลง และหากเกิดไฟป่าก็จะเป็นแหล่งน้ำที่จะนำไปดับไฟป่าได้อีกด้วย นอกจากนี้ ในพื้นที่โครงการฯ ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้สวยงาม จนปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ จ.ปราจีนบุรี ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ด้วย

‘เฉลิมชัย’มอบส.ป.ก.4-01 ให้เกษตรกรอุดรธานี1,760ราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/667365

วันจันทร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกร 10 อำเภอ ประกอบด้วย อ.ศรีธาตุอ.หนองหาน อ.บ้านดุง อ.น้ำโสม อ.หนองวัวซออ.กุดจับ อ.เพ็ญ อ.บ้านผือ อ.พิบูลรักษ์ และ อ.เมือง จ.อุดรธานี 200 ราย 200 แปลงเนื้อที่ประมาณ 1,700 ไร่ เพื่อให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินได้รับสิทธิทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถเข้าถึงแหล่งทุน และสิทธิจะได้รับความช่วยเหลือด้านต่างๆ จากหน่วยงานภาครัฐ โดยมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่สำนักงานโครงการชลประทานที่ 5 ต.หมูม่นอ.เมือง จ.อุดรธานี

“การทำเกษตรกรรม ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือที่ดิน แม้ว่าประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศเกษตรกรรมมีประชากรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เข้าไม่ถึงที่ดิน และต้องการที่ดินทำกิน โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จึงได้จัดหาที่ดินและนำที่ดินนั้นมาพัฒนาศักยภาพของพื้นที่ให้พร้อมและเหมาะสมต่อการทำเกษตรกรรม ทั้งด้านแหล่งน้ำ สาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐานอื่นที่จำเป็นต่อการครองชีพ โดยยึดหลักการทำงานเชิงเครือข่าย การบูรณาการแผนงานและงบประมาณเชิงรุกทั้งหน่วยงานภายในและภายนอกกระทรวงเกษตรฯ เพื่อนำที่ดินมาจัดสรรให้กับประชาชนผู้ยากจนและไม่มีที่ดินทำกิน ได้เข้าไปใช้ประโยชน์ ประกอบกับการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมที่มุ่งสู่การทำเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชาที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศและนวัตกรรมการเกษตรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตเกษตร เน้นสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยตลอดโซ่อุปทาน ตลอดจนการพัฒนาระบบตลาดให้สอดรับกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม และความต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีหลุดพ้นจากความยากจนอย่างถาวร” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ จ.อุดรธานี ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินทั้งหมดประมาณ 2,500,389 ไร่ เป็นพื้นที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินประมาณ 1,793,331 ไร่ ครอบคลุมทั่วทั้งจังหวัด 19 อำเภอ รวม 36 โครงการ โดยดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้วทั้งสิ้น 86,047 ราย 103,895 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,105,064 ไร่ ซึ่งปีงบประมาณ 2565 มีแผนงานจัดที่ดินให้แก่เกษตรกร 1,760 ราย 1,760 แปลง เนื้อที่ประมาณ 12,500 ไร่