ไทย-ออสเตรเลียจับมือด้านเกษตร ฉลองสัมพันธ์70ปี-เปิดตลาดสินค้าคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665081

ไทย-ออสเตรเลียจับมือด้านเกษตร  ฉลองสัมพันธ์70ปี-เปิดตลาดสินค้าคุณภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือด้านการเกษตรกับนายคริส ทีนนิ่ง ผู้ช่วยปลัดด้านการค้าและการต่างประเทศ กระทรวงเกษตร น้ำ และสิ่งแวดล้อมออสเตรเลีย พร้อมคณะ โดยมีนายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ ร่วมหารือ ว่าปีนี้จะครบรอบ 70 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและออสเตรเลีย อันส่งผลให้ความร่วมมือภายใต้ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการเพิ่มมูลค่าการค้าและส่งเสริมความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกัน ตลอดจนประเด็นการจัดการกับโรคระบาดต่างๆ ทั้งในพืชและสัตว์ ซึ่งประเทศไทยใส่ใจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศคู่ค้าว่า สินค้าเกษตรของไทยมีความปลอดภัยแน่นอน

ขณะเดียวกัน ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำความรู้จักประธานร่วมของการประชุมที่สำคัญ 2 การประชุม ซึ่งออสเตรเลียจะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในช่วงต้นเดือนกันยายน 2565 ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้แก่ การประชุมคณะทำงานร่วมด้านวิชาการเกษตร ไทย-ออสเตรเลีย (Joint Working Group on Agriculture : JWGA) ครั้งที่ 22 ซึ่งมี ดร.ทองเปลวกองจันทร์ และนายคริส ทีนนิ่ง เป็นประธานร่วม และการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชและมาตรฐานอาหาร (Sanitaryand Phytosanitary Measures (SPS) Expert Group) ซึ่งมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ และนายคริส ทีนนิ่ง เป็นประธานร่วม โดยฝ่ายไทยได้ตอบรับเข้าร่วมการประชุมและหวังว่าจะสามารถเร่งผลักดันการเปิดตลาดเป็ดปรุงสุกของไทยและอโวคาโดของออสเตรเลีย ที่คาดว่าจะมีความก้าวหน้าเป็นที่น่าพอใจของทั้งสองฝ่ายในการประชุมดังกล่าว ซึ่งจะถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างไทยและออสเตรเลีย

ดร.ทองเปลวกล่าวอีกว่า กระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เป็นประธานการประชุม หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้รับความร่วมมือและสนับสนุนประเด็นต่างๆ ที่ฝ่ายไทยจะผลักดันในการประชุมรัฐมนตรีความมั่นคงอาหารเอเปก และในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 จะมีการรับรองเอกสาร 2 ฉบับ ได้แก่ ปฏิญญาความมั่นคงอาหารเอเปก และแผนปฏิบัติการภายใต้แผนงานความมั่นคงอาหาร มุ่งสู่ปี ค.ศ. 2030 โดยฝ่ายไทยต้องการผลักดันประเด็นต่างๆ ในปฏิญญาความมั่นคงอาหารเอเปก อาทิ การขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular Green Economy : BCG Model) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความยั่งยืน สมดุล และครอบคลุม นโยบายความมั่นคงอาหารของไทย โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนนโยบาย BCG และถือเป็นนโยบายแห่งชาติ (National Agenda) ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการประชุม COP 26 และการบรรลุเป้าหมาย SDGs และยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคอีกด้วย

กรมปศุสัตว์ร่วมมือภาคเอกชนแก้ไข่ไก่ล้นตลาด พยุงราคาช่วยเกษตกรผู้เลี้ยง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/665075

กรมปศุสัตว์ร่วมมือภาคเอกชนแก้ไข่ไก่ล้นตลาด พยุงราคาช่วยเกษตกรผู้เลี้ยง

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 18.36 น.

กรมปศุสัตว์ร่วมมือภาคเอกชนแก้ไข่ไก่ล้นตลาด พยุงราคาช่วยเกษตกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยเร่งปลดไก่ไข่เกินอายุและผลักดันการส่งออกไข่ไก่ 58 ล้านฟอง เพื่อพยุงราคาให้ผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยได้ร้องเรียนว่าเกิดปัญหาผลผลิตไข่ไก่ล้นตลาดตั้งแต่ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2565 ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่เดือดร้อนเนื่องจากราคาไข่ไก่ที่ตกต่ำลง โดยพบว่าราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มต่ำกว่า 2.80 บาทต่อฟองในหลายพื้นที่ สวนทางกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องทั้งค่าอาหารสัตว์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์สงครามรัสเซีย – ยูเครน เฉลี่ยอยู่ที่ 3.02 บาทต่อฟอง ในเดือนมิถุนายน 2565 และได้ร้องขอให้กรมปศุสัตว์เร่งรัดผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหญ่ดำเนินกิจกรรมเพื่อพยุงราคาไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศนั้น

ทั้งนี้ ล่าสุดกรมปศุสัตว์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับภาคเอกชนผู้ผลิตไข่ไก่ ทั้งรายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ พบว่าปัญหาดังกล่าวมีเหตุจากในช่วงที่ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้เลี้ยงไก่ไข่บางส่วนมีการลดการปลดไก่ไข่ลงจนกำลังการผลิตเพิ่มสูงขึ้นมากร่วมกับภาวะเศรษฐกิจที่กระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค จึงได้มีการกำหนดมาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ประกอบด้วย 1) มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการเร่งปลดไก่ไข่ยืนกรงตามอายุที่เหมาะสม ไม่เกิน 80 สัปดาห์ และ 2) มาตรการขอความร่วมมือผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ (PS) จำนวน 16 ร่วมกันผลักดันไข่ไก่ส่งออกหรือปลดไก่ไข่ยืนกรงก่อนกำหนดทดแทน เป้าหมายเพื่อลดปริมาณไข่ไก่ภายในประเทศจำนวน 58 ล้านฟอง ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2565

ซึ่งปัจจุบันสามารถดำเนินการลดปริมาณไข่ไก่ในตลาดภายในประเทศแล้วจำนวน 40.34 ล้านฟอง คิดเป็นร้อยละ 68.94 พบว่าจากผลการดำเนินการดังกล่าว ประกอบกับการปลดไก่ไข่ยืนกรงอายุเกินอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการ ส่งผลให้สถานการณ์ไข่ไก่ล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย กระทั่งสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่หลายแห่งมีการประกาศราคาไข่ไก่คละ ณ หน้าฟาร์มเกษตรกร ในวันที่ 6 กรกฎาคม 2565 อยู่ที่ 3.20 บาทต่อฟอง จึงขอขอบคุณความร่วมมือของผู้ผลิตไข่ไก่และผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ที่เข้าร่วมกิจกรรมรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่จนสถานการณ์ไข่ไก่ล้นตลาดเริ่มคลี่คลาย และปริมาณการผลิต – การบริโภคเริ่มกลับสู่สมดุลอีกครั้งโดยกรมปศุสัตว์จะมีการประเมินสถานการณ์เป็นระยะและประสานกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนมาตรการให้มีความเหมาะสมต่อไป

– 006

‘เฉลิมชัย’โชว์ศักยภาพกรมชลฯ องค์กรอัจฉริยะด้านน้ำ-บริการคุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664855

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “120 ปี กรมชลประทาน 6 รัชกาล งานของแผ่นดิน” โดยมี น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน และคณะ เข้าร่วม ที่กรมชลประทาน โดยภายในงานได้มีการจัดแสดงนิทรรศการผลงานชลประทานทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ On ground รวม 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีนิทรรศการด้านการชลประทาน กิจกรรมเสวนาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับเครือข่ายชลประทานทุกภูมิภาครวม 67 หัวข้อ รวมถึงกิจกรรม “รักษ์น้ำ ปลูกป่า” ร่วมกันปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวทั่วประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ 22,930 ต้น มีการแจกกล้าไม้ อาทิ ยางนาสัก พะยูง รวม 3,350 ต้น ให้ผู้ลงทะเบียนร่วมงาน

นอกจากนี้ได้จัดนิทรรศการเสมือนจริงต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยครั้งนี้จะได้สัมผัสเรื่องราวความมหัศจรรย์แห่งสายน้ำเพื่อชีวิต “The miracle of water for life” ในรูปแบบนิทรรศการเสมือนจริง 3 มิติ การเดินทางของสายน้ำตลอด 120 ปี นิทรรศการ “พลังแห่งชลประทาน ความเป็นหนึ่งเพื่อทุกคน (One for All)”กับผลงานของ 38 หน่วยงานในสังกัด

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 120 ปีที่ผ่านมากรมชลประทาน ได้พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในทุกภาคส่วนกระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ รวม 21,463 แห่ง คิดเป็นปริมาณน้ำรวมประมาณ 83,101 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาพื้นที่ชลประทานไปแล้วกว่า 35.04 ล้านไร่ โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้ได้กว่า 51.08 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ประมาณ 94,961 ล้าน ลบ.ม.ภายในปี 2580 โดยมุ่งหวังสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น

ดร.เฉลิมชัยกล่าวว่า กรมชลประทานคือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำให้กับประชาชนทั้งประเทศ ทั้งในเขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบน้ำแล้ว ยังรวมถึงการแก้ปัญหาทั้งภัยแล้งและอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนด้วย อย่างไรก็ดีกรมชลประทาน ยังขับเคลื่อนงานโดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบมากขึ้น จึงเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะไม่มีวันขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค รวมทั้งสามารถบริหารจัดการน้ำเพื่อใช้รักษาระบบนิเวศ ภาคการเกษตร และภาคอุตสาหกรรมได้อย่างแน่นอน

กรมข้าวหนุนชาวนา แปรรูปผลิตภัณฑ์ข้าว สร้างแบรนด์ให้สินค้า เพิ่มมูลค่าจัดจำหน่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664858

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจากข้าว โดยเกษตรกรสามารถขอรับการส่งเสริมเพิ่มเติมได้โดยการมีการรวมกลุ่มเกษตรกรหรือเป็นนาแปลงใหญ่ สามารถขอรับการส่งเสริมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาศักยภาพของกลุ่มเกษตรกร และภาครัฐเข้ามาส่งเสริมการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มคุณภาพข้าว และกิจกรรมการเกษตรอื่นๆ พัฒนาให้เป็นจุดเรียนรู้ การบริหารจัดการ เชิงอุตสาหกรรมครบวงจร ด้วยการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ประณีตและเหมาะสมกับพื้นที่สู่เกษตรกร

นางกัญญาภัค ออมแก้ว เกษตรกรผู้ปลูกข้าว จ.แพร่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่สามารถรวมกลุ่มกันผลิตข้าวภายใต้รูปแบบวิสาหกิจชุมชน และต่อยอดรวมกลุ่มสู่การเป็นแปลงใหญ่ เพื่อให้พื้นที่การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้คุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มปริมาณผลผลิต รวมถึงมีการแปรรูปข้าวได้อย่างมีคุณภาพสามารถสร้างรายได้มั่นคงสู่กลุ่มได้ ระบุว่า นอกจากกลุ่มปลูกข้าวไว้ใช้บริโภค ยังจำหน่ายข้าวเปลือกและนำมาต่อยอดแปรรูปเป็นข้าวสารสุญญากาศ เป็นโลชั่น แชมพู เซรั่มน้ำนมข้าว โลชั่นน้ำนมข้าว ครีมอาบน้ำ ใช้สารสกัดธรรมชาติ ไม่แต่งสี-กลิ่น เป็นน้ำนมข้าวสดๆ ภายใต้แบรนด์สักทอง ถือเป็นการต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้สู่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน และจากการยกระดับข้าวเห็นถึงความสำเร็จของการพัฒนาข้าว รวมถึงเครื่องสำอางจากข้าวเพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจเครื่องสำอางที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก

ปศุสัตว์ชี้ไข่เหี่ยวเกิดจากแม่ไก่ผิดปกติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664852

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตว์แพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีที่ผู้บริโภคใน จ.เลย พบไข่ไก่ที่ซื้อมามีลักษณะผิดปกติ โดยเปลือกไข่เหี่ยวย่น แตกต่างจากเปลือกไข่ปกติ ทำให้กังวลว่าเป็นไข่จริงหรือไม่ นั้น ยืนยันว่าในประเทศไทย ไม่มีไข่ปลอมนำมาหลอกขายให้บริโภคแน่นอน ส่วนไข่ดังกล่าวเป็นไข่ไก่จริงที่มีลักษณะผิดปกติจากการสร้างไข่ของแม่ไก่ มักเกิดจากแม่ไก่ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง มีการติดเชื้อที่ส่วนของท่อนำไข่ในกระบวนการสร้างเปลือกไข่ ทำให้เปลือกที่ควรจะเรียบเนียนมีลักษณะเหี่ยว ขรุขระคล้ายลูกกอล์ฟ และไข่ขาวมักจะเหลวกว่าปกติ ซึ่งความผิดปกติในการสร้างเปลือกมีได้หลายรูปแบบทั้งเปลือกนิ่ม เปลือกซีดหรือรูปร่างคอดเว้าเหมือนน้ำเต้า โดยปกติเราจะไม่พบเห็นในท้องตลาดทั่วไปเนื่องจากไข่ผิดปกติเหล่านี้จะถูกจัดเป็นไข่ตกเกรด มักถูกคัดแยกออกตั้งแต่ระดับฟาร์มไก่ไข่แล้ว

ส่วนปลายทางไข่ตกเกรดเหล่านี้มักนำไปแปรรูปด้วยความร้อนหรือผลิตเป็นเบเกอรี่ หรือหากสภาพไม่เหมาะสมในการรับประทานก็จะทำลายทิ้ง แต่กรณีที่พบข่าวดังกล่าวน่าจะมาจากการที่รถเร่ไปรับซื้อไข่ผิดปกติเหล่านั้นมาจากแหล่งผลิตเพราะราคาถูกมาก แล้วนำมาขายปลีกในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจสับสนกับไข่ปกติที่ควรรับประทาน ทั้งนี้ แม้ไข่ดังกล่าวจะยังสามารถรับประทานได้ตามปกติเพราะความผิดปกติของแม่ไก่นี้ไม่ติดต่อสู่คน แต่ก็ควรจะปรุงไข่ให้สุกก่อนรับประทานทุกครั้ง

ทั้งนี้ การเลือกซื้อไข่ มีข้อระวังคือหากไข่มีราคาต่ำกว่าท้องตลาด ให้ตรวจสอบว่าเป็นไข่เก่า หรือไข่ผิดปกติหรือไม่ ผู้ซื้อสามารถสังเกตเปลือกได้ด้วยตาเปล่า ว่าผิดปกติหรือไม่ หากซื้อไข่ผิดปกติเหล่านี้ อายุการเก็บไข่ก็มักจะสั้นกว่าไข่ปกติและคุณภาพไข่ก็ยิ่งลดลง วิธีการเลือกซื้อไข่สด ให้สังเกตที่เปลือก ไข่สดจะมีนวลไข่คล้ายแป้งติดอยู่ เปลือกเรียบไม่ขรุขระ เปลือกไข่ภายนอกเป็นสีนวลตามสายพันธุ์ไก่ ไม่มีสิ่งสกปรก เปลือกไข่ไม่แตก บุบ ร้าว หากเขย่าจะไม่มีเสียงน้ำกระฉอกภายใน สังเกตวันที่ผลิตและหมดอายุ

‘มนัญญา’ถกจัดงานที่อุทัยฯ ให้ข้อมูลกัญชาทางการแพทย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664853

วันพุธ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมการดำเนินการจัดงานประชุมวิชาการกัญชาทางการแพทย์ จ.อุทัยธานี พร้อมทั้งมอบบนโยบายแนวทางการดำเนินการด้านต่างๆ โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผวจ.อุทัยธานีและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้มีการติดตามความพร้อมการจัดงานประชุมวิชาการกัญชาทางการแพทย์ ที่วิทยาลัยเทคนิคอุทัยธานี อ.เมือง จ.อุทัยธานี ภายในงานมีกิจกรรมหลัก 3 ส่วน ได้แก่ การประชุมวิชาการทางการแพทย์ มหกรรมกัญชาและกัญชง และคลินิกกัญชาทางการแพทย์ สร้างการรับรู้และความเข้าใจให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่บุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และผู้ประกอบการ โดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ ภาคีเครือข่าย สร้างความรู้ความเข้าใจบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชน และผู้ประกอบการ หลังจากปลดกัญชาออกจากยาเสพติด ส่งเสริมการดูแลรักษาตนเองอย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ต่อยอดทางเศรษฐกิจได้ตามนโยบายรัฐบาล

เพจดังเผยกรมชลฯลงพื้นที่กำจัด‘จอกหูหนูยักษ์’ ปูดเป็นพืชห้ามนำเข้าแต่ขายออนไลน์โจ๋งครึ่ม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664896

เพจดังเผยกรมชลฯลงพื้นที่กำจัด‘จอกหูหนูยักษ์’ ปูดเป็นพืชห้ามนำเข้าแต่ขายออนไลน์โจ๋งครึ่ม

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.25 น.

เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า

เตือนภัย‼ จอกหูหนูยักษ์.”ปีศาจเขียวแห่งสายน้ำ

04.07.22 สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทยลงพื้นที่ร่วมกับกรมชลประทานเพื่อดูงานการแก้ปัญหาการระบาดรุนแรงของจอกหูหนูยักษ์ ซึ่งพบระบาดหนาแน่นในอ่างเก็บน้ำห้วยไทรงาม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ พื้นที่ 550 ไร่ และ ในพื้นที่ 80 ไร่ของ อ่างเก็บน้ำห้วยมงคล ซึ่งมีเนื้อที่อยู่ในจังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ภาพที่เห็นคือ..จอกหูหนูยักษ์ที่ส่วนใหญ่แห้งตายจากการใช้โดรนพ่นสารกำจัดวัชพืช2,4-ดี และและกลูโฟซิเนต มีบางส่วนที่ยังเหลือเป็นสีเขียวเพราะไม่สัมผัสละอองสาร จึงสามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว หลังจากพ่นสารกำจัดวัชพืชได้ 2 สัปดาห์มีการใช้เรือตักขึ้นมากองไว้ที่บนฝัง เพื่อให้แน่ใจว่าแห้งตายสนิท ก่อนนำไปใช้ประโยชน์ส่วนรวม

ศักยภาพในการตักเก็บของเรือ 1 ลำ คือ เที่ยวละ 8 ตัน ใช้เวลา 10 นาที หรือเฉลี่ยเก็บได้วันละ 400 ตันเท่านั้น แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ในพื้นที่ 550 ไร่ มีจอกหูหนูยักษ์หนักถึง 55,000 ตัน อาจจะใช้เวลาเก็บด้วยเรือโดยไม่ฉีดพ่นสารกำจัดวัชพืช ต้องใช้เวลาประมาณ 5 เดือน เพราะจอกหูหนูยักษ์ 9 กิโลกรัม ตากแห้งแล้วจะเหลือน้ำหนัก 200 กรัม หรือคิดเป็น น้ำหนักแห้ง 2% ที่เหลือ 98% คือน้ำ แต่ไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลาแค่ 5 เดือนเพราะตั้งแต่เริ่มระบาดก็ใช้รถตักเก็บแบบนี้กันมาตลอด 3 ปี จนเต็มอ่างเก็บน้ำต้องใช้สาร กำจัดวัชพืช มาช่วยตัดวงจร

แต่ถ้าพ่นสารกำจัดวัชพืชให้แห้งตาย..น้ำหนักจะลดลง 50-80 เปอร์เซ็นต์ จึงสามารถช่วยลดระยะเวลาในการใช้เรือเก็บขึ้นฝั่งได้เท่าตัว ประหยัดทั้งค่าน้ำมันและค่าแรงงาน ทั้งยังช่วยป้องกันการขยายตัวของเจาะหูหนูยักษ์ได้นานกว่าการใช้เรือตักเก็บโดยไม่พ่นสาร

ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านี้จอกหูหนูยักษ์ ขึ้นหนาแน่นมากจนคนสามารถลงไปนอนเล่นได้เลย (ตามภาพ) ล่าสุดมีสุนัขร็อตไวเลอร์ เดินลงไปเล่นพลัดตกลงไปจมน้ำตาย เพราะ ไม่สามารถตะกายขึ้นฝั่งได้ วัว ควายของชาวบ้านเดินลงไปกินน้ำก็พลัดตกลงไปในอ่างเก็บน้ำ บางตัวก็เสียชีวิต ชาวบ้านไม่สามารถใช้ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำได้เลย แต่ปัจจุบันหลังจากที่เจ้าหน้าที่ จากฝ่ายวิจัยวัชพืชสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน นำโดยคุณธัญญลักษณ์ แต่บรรพกุล

ให้ลงไปทดลองใช้สารกำจัดวัชพืชเพื่อลดการแพร่ระบาดที่รวดเร็วของจอกหูหนูยักษ์ ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 ทำให้ ชาวบ้านในละแวกนั้นเริ่มกลับมาใช้ ประโยชน์จากอ่างเก็บน้ำได้แล้ว เพราะสามารถเปิดพื้นที่ผิวน้ำให้สัตว์น้ำได้หายใจและสัตว์เลี้ยงเช่นวัว ควายลงไปดื่มน้ำได้ ชาวบ้านลงไปจับปลาอ่างเก็บน้ำได้ตามปกติ นอกจากนั้น ยังช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการระเหยน้ำโดยต้นจอกหูหนูยักษ์ได้อีกด้วย

เรามาทำความรู้จักวัชพืชร้ายแรงตัวนี้กันหน่อย จอกหูหนูยักษ์ ชื่อสามัญ : Giant Molesta หรือ Kariba weed  ชื่อวิทยาศาสตร์: Salvinia molesta D.S.Mitchel  วงศ์  : Salvinaiaceae ถิ่นกำเนิด : ตอนใต้ของประเทศบราซิล การแพร่กระจาย : พบระบาดทั่วไปในทุกทวีปทั่วโลก เช่น ทวีปอเมริกา  ทวีปเอเซีย ทวีปแอฟริกา ทวีปออสเตรเลีย ประเทศที่เป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งแต่ ปี 2473 ในประเทศไทย พบการระบาดครั้งแรก เมื่อปี 2544 มีการนำเข้าจากประเทศเปรู  มาจำหน่ายเป็นไม้ประดับในตู้ปลา ที่ ตลาดนัดต้นไม้ จตุจักร กรุงเทพฯ

สถานภาพในประเทศไทย : เป็นวัชพืชกักกัน (quarantine weed) ห้ามมิให้นำเข้ามาในราชอาณาจักร  ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2521 แต่ที่น่าตกใจ คือมีการซื้อขายออนไลน์  เป็นไม้ประดับ และไม้น้ำในตู้เลี้ยงปลาสวยงามได้อย่างโจ๋งครึ่ม‼ ลักษณะเด่น:  เป็นพืชประเภทเฟิร์นลอยน้ำ ต้นไม่ยึดเกาะกับดิน เพราะไม่มีรากที่แท้จริง..ด้านบนของใบ จะมีขนสีขาวคล้ายกระบอง ช่วย ทำให้ใบไม่เปียกน้ำ

จอกหูหนูยักษ์ มีความหนาได้ถึง 1 เมตรจากระดับผิวน้ำ จึงทำให้กีดขวางการไหลของน้ำและการสัญจรทางน้ำ ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง และมีปริมาณ ก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ และไฮโดรเจนซัลไฟด์เพิ่มขึ้น ทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้ และคุณภาพน้ำไม่สามารถใช้บริโภคได้ นอกจากนั้นยังมีรายงานในต่างประเทศว่า พบจอกหูหนูยักษ์ระบาดเป็นวัชพืชในนาข้าว‼

พื้นที่ระบาดในประเทศไทย : ในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ ในร่องสวนมะพร้าว  10 ไร่ ในจ.สมุทรสงคราม ในเขื่อนและแม่น้ำแม่กลอง จ.กาญจนบุรี อ่างเก็บน้ำห้วยไทรงาม 550 ไร่ และอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล 80 ไร่  ใน จ.เพชรบุรี และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ 22,000 ไร่ ในหนองหาน กุมภวาปี จ.อุดรธานี อ่างเก็บน้ำห้วยสีทน จ.กาฬสินธุ์ แหล่งน้ำใน จ.สกลนคร ขึ้นกิ่วลม จ.ลำปาง อุทยานแห่งชาติทะเลน้อย จ. พัทลุง พื้นที่คลองหอยโข่ง จ.สงขลา และ พื้นที่ 22,000 ไร่ ในหนองหาน กุมภวาปี จ.อุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่ประเทศไทยกำลังจะใช้เป็นสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในปี 2569‼

สภาพที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต : อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียสและมีปริมาณไนโตรเจนในน้ำสูง สามารถเพิ่มปริมาณน้ำหนักแห้งได้ 2 เท่าในระยะเวลา 2.2 วัน และ ทุก 8 วัน พื้นที่การระบาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า มีการประเมินว่าในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จอกหูหนูยักษ์ 1 ต้น สามารถขยายพื้นที่ระบาดได้ถึง 64,750 ไร่ ภายในเวลา 3 เดือน

การขยายพันธุ์: ส่วนใหญ่จากชิ้นส่วนลำต้นและหน่อที่แตกใหม่ มากกว่าสปอร์

การป้องกันกำจัด : เดิมกรมวิชาการเกษตรแนะนำให้ใช้พาราควอต แต่ปัจจุบันสารตัวนี้ได้ถูกแบนไปแล้ว ส่วนไกลโฟเซต ถูกห้ามใช้ในพื้นที่สาธารณะหรือในแหล่งน้ำ ดังนั้น กรมชลประทานจึงทดลองใ้ช้สาร 2,4-D และ กลูโฟซิเนต แอมโมเนียม  ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย อนุญาตให้ใช้สารหลายชนิด เช่น calcium dodecylbenzene sulphonate ใช้เฉพาะในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ  Orange oil ในบ่อหรือแอ่งน้ำขนาดเล็ก ส่วน ไดควอต ใช้ได้ในแหล่งน้ำเพื่อการบริโภค และไกลโฟเซตใช้ในคลองส่งน้ำ ศัตรูธรรมชาติ: ด้วง  Cyrtobagus salviniae ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการทดลองนำมาใช้ในอนาคต

ปัจจุบัน วิธีการป้องกันกำจัดที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการกันอยู่ทุกวันนี้คือการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช  ซึ่งแต่เดิมค่ะแนะนำที่กรมวิชาการเกษตรเผยแพร่คือการใช้ Airport อัตรา 100-200 กรัมสารออกฤทธิ์ต่อไร่ พ่นกำจัดต่อเนื่องประมาณ 6 เดือน แต่ตอนนี้ ไม่มีพาราควอตให้ใช้แล้ว  โดยทีมวัชพืชกรมชลประทาน ได้ทดลองใช้สารตัวอื่นเช่น 2,4-ดี และ กลูโฟซิเนต หากเราไม่รีบป้องกันกำจัดเสียแต่เนิ่นๆ ในอนาคตอันใกล้นี้..ประเทศไทยอาจจะมีวัชพืชน้ำที่ร้ายแรงอีกชนิดหนึ่ง เหมือน #ผักตบชวา ที่กำจัดมาร้อยปีก็ยังไม่หมดซีกที

ในต่างประเทศ มีการใช้สารไดควอต ซึ่งเป็นสารกลุ่มเดียวกับพาราควอตและออกฤทธิ์คล้ายกัน  ในออสเตรเลียแนะนำให้ใช้พ่นกำจัดในแหล่งน้ำที่นำมาใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค สารเคมีทุกชนิดมีทั้งคุณและโทษ..หากใช้ผิดวิธี..ก็เกิดอันตราย แต่หากรู้จักใช้ให้เป็นประโยชน์และป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดอันตราย..สารนั้นก็จะกลายเป็นสารที่มีคุณค่าขึ้นมาทันที

หากเรานึกถึงแต่อันตราย..แต่ไม่รู้จักหาวิธีป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตราย…เราคงต้องแบนสารเคมีทุกชนิดที่มีอยู่บนโลกใบนี้

ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0sdk8ShMSDa2wxKHfboczT2jPRL3LF6J6UfpfawMij49BPnZaqeHieXR5PVq8b6eQl&id=1868825710042450

– 006

เกษตรฯนำคณะทูตจีนดูงาน สวนทุเรียนคุณภาพดีหนุนส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664599

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมชวน รัตนมังคลานนท์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังรับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้นำนายหานจื้อเฉียง เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย และคณะ ศึกษาดูงานด้านการเกษตร ว่ารับทราบถึงมาตรการนำเข้าสินค้าของประเทศจีน ที่ต้องการให้เป็น Zero Covid จึงดำเนินมาตรการคุมเข้มและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างมาตรฐานการส่งออกผลไม้ที่ไม่มีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสโควิด-19 ตั้งแต่กระบวนการในสวน โรงคัดบรรจุ และการขนส่ง รวมทั้งมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับทุเรียน (GAP) เป็น GAP Plus โดยเพิ่มเติมเรื่องการควบคุมและเฝ้าระวังการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสวน เพื่อลดเชื้อและการปนเปื้อนในผลผลิต

สำหรับโรงคัดบรรจุจะเพิ่มมาตรการจากหลักเกณฑ์ในการจัดการขั้นตอนพื้นฐานของกระบวนการผลิต (GMP) เป็น GMP Plus โดยจัดทำมาตรการความปลอดภัยในโรงคัดบรรจุ (Covid Free Setting) และมาตรฐานความปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด-19 ในผลไม้

ขณะเดียวกัน จ.จันทบุรี ได้ตระหนักและติดตามสถานการณ์ปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ในผลไม้ส่งออกไปจีน จึงได้มีการวางมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น ได้แก่ การตรวจ ATK บุคลากรที่ปฏิบัติงานในโรงคัดบรรจุเป็นประจำ การจัด Big Cleaning เพื่อทำความสะอาดโรงคัดบรรจุ และการฉีดพ่นน้ำยาก่อนการบรรจุและก่อนการขนส่งจนสินค้าที่ส่งออกเป็นที่ยอมรับ และมีการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าเข้าประเทศจีนได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันจังหวัดจันทบุรี เก็บเกี่ยวผลผลิตทุเรียนแล้ว91% ส่งออกแล้ว 87% สำหรับมังคุดเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว 73% และส่งออกแล้ว 60%

นายสมชวนกล่าวอีกว่า วัตถุประสงค์ของการเดินทางศึกษาดูงานด้านการเกษตรของเอกอัครราชทูตจีน และคณะ ในครั้งนี้ เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินมาตรการ GAP Plus และ GMP Plus ที่เป็นมาตรการที่ทางชาวสวนทุเรียนไทยได้ปฏิบัติเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการ Zero-Covid ของประเทศจีน โดยเยี่ยมชมสวนรักตะวัน อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เป็นแห่งแรก ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกทุเรียน Exotic ต้นทุเรียนมีอายุกว่า 50 ปี ปลูกในดินสีแดงสภาพภูมิอากาศและแหล่งน้ำมีความเหมาะสมในการปลูกทุเรียน จึงทำให้ได้ผลผลิตทุเรียนคุณภาพดีเกรดพรีเมียม มีรสชาติและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ได้รับทราบมาตรการ GMP Plus ที่มีการควบคุมดูแลผลไม้ส่งออกที่ปลอดโรคแมลงศัตรูพืชและปลอดไวรัสโควิด-19 จึงมั่นใจได้ว่าผลไม้ส่งออกไปยังตลาดจีนมีคุณภาพและความปลอดภัย

เกษตรฯชี้หมูเพียงพอ ให้บริโภคในประเทศ เร่งแก้ปมลอบนำเข้า ป้องกันปัญหาสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664598

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า จากการประเมินสถานการณ์การผลิตสุกรในประเทศไทยร่วมกับภาครัฐ พบว่าการผลิตสุกรมีปริมาณผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี 2565 โดยต้นทุนการเลี้ยงอาจจะยังอยู่ในเกณฑ์สูงจากปัจจัยหลายด้านที่เข้ามากระทบ ขณะนี้ทุกสมาคมสุกร ยังคงให้ความร่วมมือกันรักษาระดับราคาหน้าฟาร์มที่ 100 บาท/กิโลกรัม ตามประกาศราคา นอกจากนี้ในช่วงนี้ที่เป็นช่วงฤดูฝน มีอาหารโปรตีนทางเลือกออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรลดลง และเป็นปัจจัยให้เกิดแนวโน้มการชะลอตัวของราคาสุกร

ขณะที่ข้อมูลของกรมปศุสัตว์ซึ่งสำรวจจำนวนสุกรอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม–พฤษภาคม 2565พบว่าสุกรแม่พันธุ์ มีอยู่ประมาณ 1 ล้านตัวในระบบ โดยปริมาณความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่เดือนละ 1.5 ล้านตัว และจากผลการสำรวจสุกรขุนในแต่ละเดือนมีประมาณ 9 ล้านตัว ตามรอบการผลิตสุกรขุนประมาณ 6 เดือน แสดงว่าปริมาณสุกรขุน มีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศอย่างแน่นอน

นายสิทธิพันธ์ กล่าวอีกว่า สุกรไทยมีเพียงพอต่อการบริโภคของคนไทยอยู่แล้ว ปริมาณและอัตราการบริโภคสมดุลกัน หากยังมีการลักลอบนำเข้าหมูอยู่ ย่อมเกิดการแย่งตลาดและกระทบภาพรวมของประเทศ รวมถึงอันตรายต่อผู้บริโภค จึงอยากวอนภาครัฐอีกครั้งให้ช่วยกวาดล้างขบวนการลักลอบนำเข้าให้หมดไปโดยเร็ว เพื่อความปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกรและผู้บริโภค

‘หม่อนไหม’ประกวดผลิตภัณฑ์ไหมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664600

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า การจัดงานมหกรรม “เทิดไท้ 90 พรรษา พระมารดาแห่งไหมไทย” มีการประกวดเส้นไหม ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน และผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา 12 สิงหาคม 2565 ที่ทรงพระมหากรุณาธิคุณต่อเกษตรกรหม่อนไหม และวงการหม่อนไหมไทยมาอย่างยาวนาน ทำให้ผ้าไหมไทยมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและในระดับสากล รวมทั้งเป็นการประกาศยกย่องเชิดชู เยาวชน บุคคล ชุมชนและหมู่บ้านที่ผลิตผลงานคุณภาพ สามารถรักษาวิถีการผลิตเส้นไหม และการทอผ้าไหมไทยให้อยู่คู่ชุมชนอย่างเข้มแข็งและนำเสนอผลงานด้านภูมิปัญญาการผลิตไหมไทยที่ได้รับการเชิดชูให้เป็นแบบอย่างที่ดีและเป็นแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานให้กับบุคคล และชุมชนอื่นๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ การประกวดเส้นไหมผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานและผลิตภัณฑ์หม่อนไหม ระดับประเทศในปีนี้ ประกอบด้วย การแข่งขันและการประกวดเส้นไหม แบ่งเป็นประเภทเส้นไหมน้อยสาวมือและเส้นไหมลืบสาวมือ (พันธุ์ไทยพื้นบ้าน) การประกวดผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน 20 ประเภท
อาทิ ผ้าแพรวา ผ้ามัดหมี่ย้อมครามผ้ามัดหมี่ลายประยุกต์ เป็นต้น และการประกวดสิ่งประดิษฐ์จากผ้าไหม ประเภทกระเป๋าสตรี ซึ่งผลงานที่ชนะการประกวดจะนำไปจัดแสดงในงานตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย ครั้งที่ 17 ประจำปี 2565 ในระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2565 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นอกจากนี้ภายในงานดังกล่าวยังมีนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติฯ ขบวนแห่งพาเหรดแสดงอัตลักษณ์ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การแสดงชนเผ่าของ จ.สกลนคร การเดินแบบแฟชั่นผ้าไหม ร้านค้าจำหน่ายผ้าไหม สินค้าศูนย์ศิลปาชีพฯ และสินค้าโอท็อปทั่วประเทศ