กรมชลฯเดินหน้าจัดการ บริหารน้ำช่วงฤดูฝน-เก็บผักตบฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664601

วันอังคาร ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42,909 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 56 ของความจุอ่างฯ รวมกัน ยังสามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 33,176 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,295 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 41 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้รวมกันอีกประมาณ 14,576 ล้าน ลบ.ม.โดยช่วงกลางเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าปริมาณฝนจะลดลง อาจส่งผลต่อพื้นที่การเกษตรบางแห่ง จึงเน้นย้ำให้บริหารจัดการน้ำอย่างประณีต การอุปโภค-บริโภคต้องไม่ขาดแคลน ส่งเสริมการใช้น้ำฝนเป็นหลัก และบริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ได้กำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำและติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากในหลายพื้นที่ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง โดยให้พิจารณาปรับการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำในแต่ละพื้นที่ และปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการเก็บกักน้ำในอ่างเก็บน้ำต่างๆ ให้ได้มากที่สุด สำหรับสำรองไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้า พร้อมบริหารจัดการน้ำควบคู่กับแผนการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ หมั่นตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานอย่างเต็มศักยภาพ และดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำและวัชพืช เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น

เกษตรฯทำMOUมูลนิธิเวิลด์วิวฯ ฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งอย่างยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664401

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามและหารือความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ ระหว่างกรมประมง มูลนิธิเวิลด์วิว ไคลเมท และ Worldview International Foundation ว่า เป็นการดำเนินกิจกรรมด้านการป้องกัน ฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาระบบนิเวศทางทะเลและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์แหล่งอาศัยและความหลากหลายของสัตว์ทะเลในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พร้อมขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาสังคมสู่การสร้างงานและสร้างรายได้ให้กับชุมชน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี 2559-2573 (Sustainable DevelopmentGoal : SDGs) เป้าหมายที่ 13 Climate Action ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น และเป้าหมายที่ 14 Life Below Water อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนให้เป็นไปอย่างยั่งยืน และจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) นายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้

มกอช.หนุนพัฒนาสมุนไพร ดันชัยนาทยกระดับมาตรฐานสินค้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664397

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสมุนไพรได้รับการคาดการณ์ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศได้ ในฐานะที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ รวมถึงเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่ออนาคต ในการนี้ รัฐบาลได้มีการจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.พัฒนาสมุนไพรต่อยอดทั้งด้านการรักษาและผลิตภัณฑ์ประเภทอื่น 2.สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 3.การขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ และ 4.ทำให้เกิดความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยขับเคลื่อนผ่านโครงการพัฒนาเมืองสมุนไพร (Herbal city) ซึ่ง จ.ชัยนาท เป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับการผลิตพืชสมุนไพร โดยกำหนดยุทธศาสตร์คือ “ชัยนาทเมืองสมุนไพร” เพื่อพัฒนาศักยภาพการผลิต เพิ่มมูลค่าและการตลาดสินค้าเกษตรด้านพืชสมุนไพร มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบสมุนไพร ผลิตภัณฑ์สมุนไพรได้มาตรฐาน

ทั้งนี้ มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานระดับต้นทาง กลางทาง และปลายทาง อาทิ การส่งเสริมการปลูกสมุนไพร การรับรองมาตรฐานแปลงปลูก GAP/Organic การพัฒนากระบวนการแปรรูปสมุนไพรมาตรฐาน GMP การสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรในสถานบริการสาธารณสุข เป็นต้น โดยมีโรงพยาบาลสรรคบุรี เป็นแหล่งรับวัตถุดิบสมุนไพรจากกลุ่มผู้ปลูกเพื่อนำมาแปรรูป และผลิตยาสมุนไพรที่มีคุณภาพ เป็นไปตามมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยาจากสมุนไพร เพื่อกระจายให้กับโรงพยาบาล จ.ชัยนาท และจังหวัดใกล้เคียง

อย่างไรก็ดี มกอช.สนับสนุนแผนการพัฒนา จ.ชัยนาทในการเป็นเมืองสมุนไพร จึงได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง มาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับพืชสมุนไพร ภายใต้โครงการส่งเสริมและยกระดับการผลิตสมุนไพรต้นแบบตามมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ เกษตรกรผู้ผลิตพืชสมุนไพรในพื้นที่ จ.ชัยนาท เพื่อให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจเกณฑ์กำหนดของมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร (GAP) รวมถึงมาตรฐานพืชสมุนไพรแห้ง การใช้วัตถุอันตรายทางการเกษตรอย่างปลอดภัย การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ตลอดจนระบบตามสอบสินค้าเกษตร (QR Trace) และตลาดออนไลน์ (DGTFarm)

“วัตถุดิบที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้มีคุณภาพดีมีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ ซึ่งปัจจุบันมีการสนับสนุนให้ปลูกสมุนไพรเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัญหาด้านมาตรฐานคุณภาพวัตถุดิบ มกอช.จึงกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชสมุนไพร ซึ่งครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชสมุนไพร ทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตในแปลงปลูกถึงการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว” นายพิศาล กล่าว

‘มนัญญา’แจกกัญชา 2ต้นต่อ1ครัวเรือน ตั้งเป้าหมาย1ล้าน ลงทะเบียนที่ศวพ.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664395

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสร่วมเปิดงาน “มหกรรม 360 องศา ปลดล็อกกัญชา ประชาชนได้อะไร” โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน และมีพิธีมอบต้นกล้ากัญชา 1,000 ต้น ให้ตัวแทนชุมชนที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ว่ากรมวิชาการเกษตร จะแจกต้นกัญชาให้ประชาชนที่สนใจ ครัวเรือนละ 2 ต้น ตามเป้าหมาย 1 ล้านต้น หรือประมาณ 500,000 ครัวเรือน ภายหลังปลดล็อกให้กัญชา กัญชง และกระท่อม ไม่เป็นพืชในบัญชียาเสพติด ทั้งนี้ สามารถลงทะเบียนแจ้งความจำนงได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ทั้ง 53 จังหวัด กรณีจังหวัดใดไม่มี ศวพ.ให้ลงทะเบียนได้ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนั้นๆ

“กระทรวงเกษตรฯ เตรียมแจกต้นกัญชาสายพันธุ์ไทย ซึ่งพันธุ์ที่แจกหลักๆ คือพันธุ์อิสระ 01 พัฒนาพันธุ์โดยกรมการแพทย์ กรมวิชาการเกษตร และมูลนิธิวนเกษตรอินทรีย์ ต้องบอกว่าสายพันธุ์ของไทยไม่เป็นรองใคร มีสายพันธุ์ไทยต่างๆ ที่เหมาะสมกับภูมิประเทศ เช่น สายพันธุ์หางกระรอก ตะนาวศรีหางเสือ ภูพาน ที่พี่น้องประชาชนหาเมล็ดมาปลูกได้ ขณะนี้มีผู้มาขอขึ้นทะเบียนพันธุ์กัญชาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นอนาคตจะเห็นสายพันธุ์ไทยดีๆ อีกมาก แต่ฝากเตือนประชาชนว่าขณะนี้มีเมล็ดพันธุ์ผิดกฎหมายลักลอบจำหน่ายกันแพร่หลาย จึงขอให้ตรวจสอบก่อนซื้อ โดยให้พิจารณาจากใบอนุญาตของกรมวิชาการเกษตร หากไม่มีขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าไม่ได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตร” น.ส.มนัญญา กล่าว

ปศุสัตว์ปรับร่างยุทธศาสตร์พัฒนางาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664400

วันจันทร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ได้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เพื่อระดมความคิดเห็นปรับปรุง (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ ปี 2566-2570 เพื่อระดมความคิดเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นำมาปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์กรมปศุสัตว์ ปี 2566-2570 ให้ครอบคลุมทุกมิติ สามารถขับเคลื่อนงานและพัฒนาการปศุสัตว์นำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศชาติอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กองแผนงาน กรมปศุสัตว์ ร่วมกับศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้กำหนดจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 2 เพื่อระดมความคิดเห็นปรับปรุง (ร่าง) กรอบยุทธศาสตร์ ปี 2566-2570 เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์และกลยุทธ์แผนในการรองรับและเชื่อมโยงกับแผนแม่บทด้านการปศุสัตว์ไทย เป็นกรอบทิศทางการพัฒนาปศุสัตว์ของประเทศ สอดคล้องสถานการณ์และบริบทสำคัญของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในระดับประเทศ ระดับภูมิภาค และระดับโลก คำนึงถึงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ให้การดำเนินงานมีความต่อเนื่องใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการปศุสัตว์ของประเทศไทย

อย่างไรก็ดี มีแนวคิดในการจัดทำความเชื่อมโยงกับแผนพัฒนาที่สำคัญ ได้แก่ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579) นโยบายไทยแลนด์ 4.0 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แผนปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ 20 ปี (2560-2579) โดยยึดคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบนหลักแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความสำคัญต่อผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ไทยเดินหน้าขยายตลาดญี่ปุ่น ‘เฉลิมชัย’ส่ง’อลงกรณ์’กระชับความร่วมมือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664348

ไทยเดินหน้าขยายตลาดญี่ปุ่น 'เฉลิมชัย'ส่ง'อลงกรณ์'กระชับความร่วมมือ

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 19.05 น.

ไทยเดินหน้าขยายตลาดญี่ปุ่น “เฉลิมชัย”ส่ง”อลงกรณ์”กระชับความร่วมมือกับบริษัทการค้าญี่ปุ่น หวังพัฒนาสินค้าเกษตรของไทย เพิ่มช่องทางส่งออกตั้งเป้ากว่าแสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายสมศักดิ์ วิวิธเกยูรวงศ์ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายเกษตร) ประจำกรุงโตเกียว โชติ พึงเจริญพงศ์ คณะทำงานที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ นายณฐกร สุวรรณธาดา คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ น.ส.นิณา รัตนจินดา ผู้บริหารโปรเฟสอินเตอร์เนชั่นแนล และคณะ เข้าเยี่ยมชมระบบความเย็น (Cold Chain) และรับฟังข้อมูลระบบโลจิสติกส์ ระบบเครือข่ายตลาดค้าส่งค้าปลีก รวมถึงการบริหารจัดการคลังสินค้าในการนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยมายังประเทศญี่ปุ่น ณ บริษัท P.K. SIAM เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานากาวะ โดยมี นายรุ่งสิทธิ์ สนธิอัชชรา ผู้จัดการฝ่ายการค้า (Trading Division Manager) ให้การต้อนรับ พาชมพร้อมบรรยายสรุป โดยบริษัท พี.เค.สยาม (P.K.SIAM) เป็นบริษัทผู้นำเข้าผักและผลไม้รายใหญ่ในกรุงโตเกียว อาทิ มะม่วงทุเรียน กล้วยหอม ส้มโอ มะพร้าว มังคุด ผักสด น้ำมะนาวคั้นสด รวมถึงสินค้าแปรรูป อาหาร ผลไม้กระป๋อง

จากนั้น นายอลงกรณ์ และคณะ ได้เดินทางไปพบหารือกับคณะผู้บริหารของบริษัทไนไกนิตโตะ ซึ่งเป็นบริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่มีการร่วมทุนกับไทยจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยมากว่า 25 ปี พร้อมกับเยี่ยมชมระบบขนส่งทางเรือทางอากาศซึ่งมีบริการขนส่งยางพาราและเครื่องจักรกลการเกษตรด้วย

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ กล่าวว่า การเดินทางเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้เป็นไปตามข้อสั่งการของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีนโยบายขยายความร่วมมือทางด้านการเกษตรกับประเทศญี่ปุ่นในมิติต่างๆ ภายหลังจาก นายเก็นจิโร คาเนโกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น พร้อมคณะเข้าพบหารือกับ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญอันดับ 2 ของไทย ในระหว่างปี 2562 – 2564 ไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 11.35 ของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรไปตลาดโลก มีการส่งออก เฉลี่ยปีละ 144,820 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญได้แก่ เนื้อไก่ปรุงแต่ง ชิ้นเนื้อไก่แช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ปลาทูนา ปลาสคิปแจ็ค และปลาโบนิโต และยางแผ่นรมควัน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยได้ดุลการค้าสินค้าเกษตรกับญี่ปุ่นมากกว่า 130,000 ล้านบาท

โดยญี่ปุ่นสามารถผลิตอาหารได้ไม่ถึง40%ของความต้องการในประเทศมีนโยบายเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร และด้วยจำนวนประชากรที่มีกว่า 125 ล้านคน มีกำลังซื้อสูงมีสัมพันธ์ที่ดีกับไทยตลอดมา จึงเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีมากในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารมายังตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น รวมทั้งการร่วมลงทุนด้านเกษตรอุตสาหกรรม เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีเกษตรระหว่าง 2 ประเทศ ตลอดจนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางเรือและทางอากาศ ให้มีต้นทุนและเวลาที่ลดลงมาประการสำคัญคือการรับฟังความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโดยตรงจากผู้ประกอบการของไทยและญี่ปุ่นโดยตรง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและกำหนดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนของภาครัฐที่มีประสิทธิภาพต่อไป รวมทั้งแนวโน้มความต้องการของตลาดและรสนิยมของผู้บริโภคสำคัญมากต่อการเพิ่มไลน์การผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร ให้สอดคล้องกับตลาดญี่ปุ่นตามยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต

– 006

‘คนเลี้ยงหมู’เฮ!เกษตรชงครม.เคาะงบกลาง เร่งจ่ายเยียวยาโรคระบาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664345

‘คนเลี้ยงหมู’เฮ!เกษตรชงครม.เคาะงบกลาง เร่งจ่ายเยียวยาโรคระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 14.50 น.

‘กระทรวงเกษตรฯ’เคลียร์ชัด พร้อมเสนอ ครม. อนุมัติงบกลาง เร่งรัดเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรจากโรคระบาดสุกรด่วน

3 กรกฎาคม 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและได้มีการพบการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ตนเองได้ให้ความสำคัญและกำชับสั่งการไปยังกรมปศุสัตว์ให้ดำเนินการควบคุมป้องกันโรค ASF อย่างเข้มงวดมาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ให้รายงานผลการดำเนินการมาที่ตนอย่างสม่ำเสมอ สามารถควบคุมโรคได้อย่างดีจนถึงปัจจุบัน ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันสามารถควบคุมโรค ASF ได้ในวงจำกัดแล้ว และเพื่อลดผลกระทบและความเสียหายเดือดร้อนกับพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรให้หาแนวทางมาตรการเยียวยาช่วยเหลือแก่เกษตรกรด่วน

ล่าสุดปี 2565 ให้กรมปศุสัตว์เตรียมเสนองบกลางแก่ ครม. เพื่อเร่งเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานลดความเสี่ยงต่อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรและโรคระบาดร้ายแรงในสุกร เป็นงบประมาณกว่า 700 ล้านบาท

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการเพื่อเฝ้าระวังป้องกันโรค ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมรับมือต่อโรคมาโดยตลอด และภายหลังที่ประเทศไทยตรวจพบโรค ASF ครั้งแรกในวันที่ 11 มกราคม 2565 กรมปศุสัตว์ได้ดำเนินการควบคุมโรคให้อยู่ในวงจำกัด จนปัจจุบันสถานการณ์ในภาพรวมของประเทศอยู่ในสถานะเฝ้าระวังซึ่งทำให้มาตรการการควบคุมโรคของประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ และมีประเทศฟิลิปปินส์มาศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตนต่อไป

สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรประเด็นเงินชดเชยนั้น กรมปศุสัตว์ได้รับการอนุมัติงบประมาณ งบกลางสำหรับค่าชดใช้ราคาสุกรที่มาตั้งแต่ปี 2563 -2564 รวม 4 ครั้ง มีเกษตรกรที่ได้รับการเยียวยาแล้ว 9,796 ราย จำนวนสุกรที่ถูกดำเนินการลดความเสี่ยง 272,220 ตัว คิดเป็นเงิน 1,044,310,351.48 บาท และในปีงบประมาณ 2565 กรมปศุสัตว์ได้ขออนุมัติงบประมาณในส่วนดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 753,045,572.02 บาท แบ่งเป็น เงินค่าชดใช้ราคาสุกรที่ถูกดำเนินการลดความเสี่ยง ในช่วงเดือน ตุลาคม 2564 ถึง มีนาคม 2565 สำหรับเกษตรกรจำนวน 2,655 ราย เป็นจำนวนสุกร 65,076 ตัว เป็นงบประมาณ 249,945,572.02 บาท และสำหรับแผนการดำเนินงานลดความเสี่ยงเพื่อการป้องกันโรค ASF และโรคระบาดร้ายแรงในสุกรหรือหมูป่า (ระหว่างวันที่ 1 เมษายน ถึง 30 กันยายน 2565) ในเกษตรกรจำนวน 3,000 ราย ประมาณการจะมีสุกรทั้งสิ้น 60,000 ตัว ต้องใช้งบประมาณอีกจำนวน 503,100,000 บาท

ทั้งนี้ งบนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินเยียวยาแก่เกษตรกรเนื่องจากมีงบประมาณสำหรับพร้อมจ่ายให้เกษตรกรทันที ซึ่งได้ผ่านความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากวงเงินดังกล่าวเกินกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ขณะนี้จึงอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแล้ว กรมปศุสัตว์จะได้จ่ายโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรตามที่แจ้งไว้โดยตรงต่อไปโดยเร็ว

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการป้องกันควบคุมโรคได้อย่างยั่งยืนนั้นได้กำหนดมาตรการระยะยาวคือ การผลักดันยกระดับมาตรฐานฟาร์มเกษตรกรเพื่อป้องกันโรคระบาด (Good Farming Management: GFM) ส่งเสริมให้ปรับปรุงเป็นฟาร์มมีระบบการป้องกันโรคและมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาตรฐานฟาร์ม GAP และจัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กู้ยืมจาก ธ.ก.ส. โครงการสานฝันสร้างอาชีพ และได้ทำงานเชิงรุกตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและพัฒนาวัคซีนโรค ASF ในสุกรโดยเร็วและมีประสิทธิภาพให้มากที่สุดเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต ซึ่งวัคซีนเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ในการควบคุมโรคเท่านั้น แต่ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรค การป้องกันโรคโดยการเพิ่มความเข้มงวดในเรื่องระบบความปลอดภัยทางชีวภาพของฟาร์มเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคขึ้นภายในฟาร์มเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรมั่นใจว่ากรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งดำเนินการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน ท้ายสุดนี้ ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคของกรมปศุสัตว์โดยเคร่งครัด หากพี่น้องประชาชนมีข้อสงสัยหรือต้องการความช่วยเหลือจากกรมปศุสัตว์ สามารถแจ้งกรมปศุสัตว์ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-225 -6888 หรือ Application DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

ซีพีน่าน-เจียไต๋-สวพส.จับมือลุย’ธุรกิจฟักทองมินิบอลครบวงจร’ช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/664135

ซีพีน่าน-เจียไต๋-สวพส.จับมือลุย'ธุรกิจฟักทองมินิบอลครบวงจร'ช่วยเหลือเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 21.01 น.

ซีพีน่าน ร่วมกับ เจียไต๋ และ สวพส. ลงนามบันทึกข้อตกลง ‘ธุรกิจฟักทองมินิบอลครบวงจร’ หวังช่วยเหลือเกษตรกร แก้ไขปัญหาเกษตรเชิงเดี่ยว สู่การปลูกพืชมูลค่าสูง พร้อมยกระดับการส่งเสริมงานพัฒนาชุมชนทางภาคเหนือ

เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย สำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน จ.น่าน มุ่งมั่นให้เกษตรกรปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เพื่อลดพื้นที่ทำกินจากเกษตรเชิงเดี่ยวสู่การปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง โดยใช้พื้นที่น้อยแต่เกิดประสิทธิภาพมาก และเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพียงพอ ในการนี้ สำนักงานด้านความยั่งยืนฯ เครือเจริญโภคภัณฑ์ จึงได้ผนึกกำลังกับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด และ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ในการส่งเสริมงานพัฒนาชุมชนด้านการเกษตร นำร่องธุรกิจฟักทองมินิบอลครบวงจร โดยมี นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการ สำนักงานด้านความยั่งยืน และพัฒนาชุมชน จ.น่าน เครือเจริญโภคภัณฑ์ นายกิตติ์ธนา ทองเหล็ก ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริม งาน Integration Business (ธุรกิจครบวงจร) บริษัท เจียไต๋ จำกัด และนายชวลิต สุทธเขตต์ ผู้จัดการโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงลุ่มน้ำน่าน ลงนามความร่วมมือบันทึกข้อตกลงการดำเนินธุรกิจฟักทองมินิบอลแบบครบวงจรเพื่อชุมชน ในการส่งเสริมการปลูกและรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยให้ราคาที่เป็นธรรมตามคุณภาพของผลผลิต

นายบัญชา โชติกำจร ผู้อำนวยการสำนักงานด้านความยั่งยืนและพัฒนาชุมชน เครือเจริญโภคภัณฑ์ จ.น่าน กล่าวว่า “สนง.ด้านความยั่งยืนฯ มุ่งเน้นงานด้านพัฒนาชุมชน ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ในการพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตรและการตลาดตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยใช้รูปแบบตลาดนำอาชีพตาม ผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดปลายทาง เพื่อให้เกษตรกรได้รับราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม”

นายกิตติ์ธนา ทองเหล็ก ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริม งาน Integration Business (ธุรกิจครบวงจร) บริษัท เจียไต๋ จำกัด กล่าวว่า การทำธุรกิจฟักทองมินิบอลครบวงจรที่เจียไต๋มีพืชตลาดหลักในการจัดส่งให้ช่องทางตลาดคือ ซีพี เฟรช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ ฟักทองมินิบอล เมล่อน คะน้าฮ่องกง และแตงโม โดยทางเจียไต๋ได้มีการวิเคราะห์แล้วว่าพื้นที่ และสภาพภูมิอากาศทางภาคเหนือมีความเหมาะสมแก่การปลูกฟักทองมินิบอล อีกทั้งพื้นผิวของฟักทองมินิบอลมีความแข็ง ซึ่งทนทานต่อการขนส่งในพื้นที่สูง โดยทางเจียไต๋เป็นผู้ส่งมอบเมล็ดพันธุ์ให้แก่เกษตรกรพร้อมเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายอีกด้วย

โดยการนำร่องการปลูกฟักทองนินิบอลในครั้งนี้ได้ใช้พื้นที่ของโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงลุ่มน้ำน่าน จำนวน 16 ไร่ อาทิ พื้นที่ของวิสาหกิจชุมชนสร้างป่า สร้างรายได้บ้านสบขุ่น จำนวน 2 ไร่, โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม จำนวน 7 ไร่, โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงน้ำเคิมและน้ำแขว่ง จำนวน  2 ไร่, โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน จำนวน  2 ไร่, และโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงน้ำแป่ง จำนวน 3 ไร่

ทั้งนี้ จากการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรปลูกฟักทองมินิบอล ผ่านโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม หมู่บ้านสว่าง ต.หนองแดง อ.แม่จริม จ.น่าน และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสร้างป่าสร้างรายได้บ้านสบขุ่น จ.น่าน ในปีนี้มีรายได้จากการขายผลผลิตฟักทองมินิบอลทั้งหมด 2,102 กก. เป็นจำนวนเงิน 61,193 บาท โดยแปลงที่เก็บเกี่ยวมีมาตรฐาน GAP และมีการจดบันทึกการใช้สารเคมีทุกครั้ง จึงสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตกรได้อย่างต่อเนื่อง

รับมือฝนตกหนัก! กรมชลฯเฝ้าระวังน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลาก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663973

รับมือฝนตกหนัก! กรมชลฯเฝ้าระวังน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลาก

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 13.29 น.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 3 เรื่อง ดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. – 2 ก.ค.65) หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงที่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีกำลังขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันแล้วพายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนืออย่างช้าๆ คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ในช่วงวันที่ 2 – 3 ก.ค.65 ประกอบกับในช่วงวันที่ 30 มิ.ย. – 2 ก.ค.65 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่ร่องมรสุมพาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลากได้นั้น

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์น้ำ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ จัดเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กรณีฝนตกหนัก หรือลมกระโชกแรงจนส่งผลกระทบต่ออาคารชลประทาน และทรัพย์สินของทางราชการให้เร่งเข้าไปดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ รวมไปถึงการตรวจสอบอาคารชลประทานให้มีสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ที่สำคัญให้ร่วมบูรณาการกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือสถานการณ์น้ำ เพื่อลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ตลอดจนเตรียมความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบคโฮ/รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำในพื้นที่เสี่ยง ให้สามารถนำไปช่วยเหลือได้ทันที

โดยปัจจุบัน (30 มิ.ย.65) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 41,125 ล้าน ลบ.ม. (54% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 34,960 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา(เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้น 9,738 ล้าน ลบ.ม. (39% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 15,133 ล้าน ลบ.ม.

สำนักวิจัยฯสร้างความมั่นใจ อาหารปลอดภัย-มีคุณค่าโภชนาการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663855

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.จิระ สุวรรณประเสริฐ ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขต 8 (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้พัฒนาพืชอาหารปลอดภัยในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ สงขลา พัทลุง ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ด้านการตรวจสอบและให้การรับรองการผลิตพืชตามมาตรฐาน GAP และ เกษตรอินทรีย์ Organic Thailand ปัจจุบันกลุ่มถ่ายทอดเทคโนโลยี มีเกษตรกรที่ได้การรับรอง รวม แปลง15,114 แปลง 41,559 ไร่ อยู่ใน จ.สงขลา 2,636 แปลง4,694 ไร่ พัทลุง 1,995 แปลง 5,126 ไร่ตรัง 2,109 แปลง 3168 ไร่ สตูล 1,599 แปลง 4,297 ไร่ ปัตตานี 1,403 แปลง 4,617 ไร่ ยะลา 3,265 แปลง 14,020 ไร่ และนราธิวาส 2,107 แปลง5,637 ไร่ ชนิดพืชที่รับรองครอบคลุมไม้ผลพืชผักเกือบทุกชนิดสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,662 ล้านบาท

ดร.จิระกล่าวต่อว่า ด้านการติดตามสถานการณ์สารพิษตกค้างในผลผลิตพืช กลุ่มพัฒนาการตรวจสอบพืชและปัจจัยการผลิต สวพ.8 รายงานผลการสุ่มตัวอย่างวิเคราะห์สารเคมีตกค้างในผลผลิตพืช พบว่า ตั้งแต่ปี 2562-2565 สุ่มตัวอย่าง 882 ตัวอย่าง พบว่าสถานการณ์ความปลอดภัยทางอาหารดีขึ้นเป็นลำดับ คือพบสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน เหลือเพียง 5% เท่านั้น

ด้านนายธัชธาวินท์ สะรุโณ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการผลิตพืชที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ (ภาคใต้ตอนล่าง) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าในโอกาส World Food Safety Day 2022 ในปีนี้ FAO และ WHO ได้เผยแพร่สาระสำคัญที่อยากให้ทั่วโลกได้ตื่นตระหนักให้ความสำคัญ เช่น ให้ตระหนักถึงอาการป่วยที่เกิดจากอาหารไม่ปลอดภัยคนทั่วโลกจะป่วยจากอาหารที่ปนเปื้อนจากการกินอาหารที่มีแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต สารเคมี จุลินทรีย์ที่ดื้อยาต้านจุลชีพ ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตประมาณ 700,000 คนทั่วโลก และประโยชน์ของอาหารที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในผู้ใหญ่ ตลอดจนช่วยสร้างเศรษฐกิจให้เติบโต นอกจากนั้น FAO ยังรณรงค์ในเรื่องต่างๆ เช่น If it is not safe, it is not food ถ้าไม่ปลอดภัย มันไม่ใช่อาหาร Food safety has a direct impact on health ความปลอดภัยของอาหารมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ Everyone is a risk manager ทุกคนเป็นผู้จัดการความเสี่ยง เป็นต้น

ส่วนงานวิจัยและพัฒนาของ สวพ.8 ในปี 2565-2567 ได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาเรื่องการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพทางรายได้และความมั่นคงทางอาหารใน 6 ชุมชนเกษตร พื้นที่ จ.สงขลา พัทลุง สตูล ยะลา และปัตตานี เพื่อจะเป็นชุมชนต้นแบบด้านการจัดการความมั่นคงทางอาหารชุมชน มีงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการใช้สารสกัดจากพืชและการใช้จุลินทรีย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พืชมีความทนทานต่อการทำลายของโรคแมลง และการนำชีวภัณฑ์ไปใช้ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร