ส.ป.ก.ทบทวนขอใช้ที่ดินลำรางทุ่งกะโล่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663845

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุริยน พัชรครุกานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นางศิริพร อภิเดช ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทบทวนการขออนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการสาธารณประโยชน์ลำรางทุ่งกะโล่ จ.อุตรดิตถ์ โดยมี นายผล ดำธรรม ผวจ.อุตรดิตถ์ เป็นประธานการประชุม พร้อมทั้ง
อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ อธิบดีสถาบันพระบรมราชชนก อบต.ม่วงเจ็ดต้น กรมชลประทาน เพื่อทบทวนการอนุญาตใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน ทำผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ที่สาธารณประโยชน์ลำรางทุ่งกะโล่ กรณีสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ขอใช้พื้นที่เพื่อสร้างวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุตรดิตถ์ ส่วนขยายเนื้อที่ 250 ไร่ กรณีมหาวิทยาลัยอุตรดิตถ์ ขอใช้พื้นที่เพื่อสร้างมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ แห่งที่ 2 เนื้อที่ 2,000 ไร่ กรณีจังหวัดอุตรดิตถ์ ขอใช้พื้นที่เพื่อก่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 9 พร้อมปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและนันทนาการของ จ.อุตรดิตถ์ เนื้อที่ 774 ไร่ รวมถึงอบต.ม่วงเจ็ดต้น ขอใช้ที่ดินสร้างที่ทำการใน อ.บ้านโคก จ.อุดรดิตถ์ เนื้อที่ 59 ไร่

ในส่วนของพื้นที่ดำเนินการที่ดินรัฐป่าทุ่งกะโล่ มีเนื้อที่ประมาณ 18,537 ไร่5 ตำบล โดยการใช้ประโยชน์ในที่ดินสาธารณประโยชน์ลำรางทุ่งกะโล่ ในเขตปฏิรูปที่ดิน มีเนื้อที่ 7,429-1-64 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่กิจการสาธารณูปโภค 75.70% แปลงเกษตรกรรม 11.88% พื้นที่ยังไม่ได้ขอใช้ 11.76% กิจการสนับสนุนเกี่ยวเนื่องฯ 0.66% โดยพื้นที่ทบทวนการขอใช้พื้นที่ จำนวน 2,250 ไร่

ทั้งนี้ ส.ป.ก.ได้พิจารณาทบทวนอนุญาตการใช้ที่ดินเพื่อกิจการสาธารณูปโภคและกิจการอื่นๆ ในเขตปฏิรูปที่ดิน ควรดำเนินการปรับลดพื้นที่ตามความจำเป็นและเหมาะสม รักษาพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อเป็นประโยชน์แก่ชุมชนโดยรวม และเพื่อให้การดำเนินการปฏิรูปที่ดินเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม จึงขอทบทวนการพิจารณาอนุญาตให้หน่วยงานราชการเข้าใช้ประโยชน์ทั้งหมด

‘ประวิตร’แก้ปัญหาน้ำเมืองจันทบุรี เร่งคลองวังโตนด-แหล่งน้ำรับEEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663849

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ จ.จันทบุรี เพื่อติดตามรับทราบสถานการณ์น้ำ และแผนงานโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกตลอดจนเร่งรัดความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ จ.จันทบุรี เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสำคัญหลายโครงการ เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำในพื้นที่และรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) อาทิ โครงการพัฒนา ลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นโครงการที่เกิดขึ้นอย่างบูรณาการของส่วนราชการ และชุมชนต่างๆ ในลุ่มน้ำคลองวังโตนดที่ได้ร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนา ด้วยการสร้างอ่างเก็บน้ำจำนวนทั้ง 4 แห่ง ขณะนี้สร้างเสร็จไปแล้ว 1 แห่ง คือ อ่างฯคลองประแกด และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้อีก 2 แห่ง คือ อ่างฯคลองพะวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว

ส่วนอีก 1 แห่ง คือ อ่างฯคลองวังโตนดขณะนี้ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน (EHIA) แล้ว อยู่ระหว่างขอใช้พื้นที่ โดยได้สั่งการให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
เร่งรัดการให้ความเห็นชอบการขอใช้พื้นที่ พร้อมทั้งให้กรมชลประทานดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในทุกๆ ด้าน คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างได้ภายในปี 2567 โดยได้มอบหมายให้ สทนช. บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถดำเนินการพัฒนาได้ตามแผน และให้ติดตามความก้าวหน้ารายงานต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)

ทั้งนี้ หากการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองวังโตนดแล้วเสร็จทั้งหมด จะทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนรวม 307.5 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่รับประโยชน์ถึง 249,700 ไร่ และยังมีปริมาณน้ำส่วนเกินผันน้ำไปเติมให้กับอ่างฯประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญในการสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับ EEC ในช่วงฤดูฝนได้อีกปีละประมาณ 70 ล้าน ลบ.มขณะเดียวกันยังเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญๆ ใน จ.จันทบุรี เช่น โครงการอ่างเก็บน้ำคลองโป่งน้ำร้อน โครงการอ่างเก็บน้ำคลองตาพลาย โครงการอ่างเก็บน้ำคลองเครือหวาย และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บอ่างเก็บน้ำแก่งหางแมว

พาณิชย์เดินหน้า เสริมความรู้ปชช. การค้าออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663854

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ บูรณาการร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ได้ดำเนินการจัดโครงการสัมมนาหลักสูตร “เกษตรทันสมัย พาณิชย์ขายให้ ออนไลน์ทั่วโลก” รุ่นที่ 3ภายใต้นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” โครงการที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารไทย ให้มีองค์ความรู้รอบด้าน สามารถต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยงานสัมมนาครั้งนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20และ 25-27 ก.ค.2565 (6 วันเต็ม) ในรูปแบบการสัมมนาออนไลน์

โดยโครงการสัมมนาหลักสูตร “เกษตรทันสมัย พาณิชย์ขายให้ ออนไลน์ทั่วโลก” รุ่นที่ 3 ภายใต้นโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” นี้ จัดขึ้นเพื่อผลักดัน
ผู้ประกอบการสินค้าเกษตรและอาหารไทย ให้มีความพร้อมเข้าสู่โลกของการค้าออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จ โดยภายในหลักสูตรเป็นการจัดอบรมเน้นการปฏิบัติจริง (Workshop) ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ไปกับกูรูชั้นนำระดับประเทศที่จะมาแบ่งปันความรู้ แชร์ประสบการณ์ด้านการทำการค้าออนไลน์อย่างครบวงจรภายใน 6 วัน พร้อมขายได้จริงทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลักสูตรนี้มีเนื้อหาที่สำคัญ ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจ, การปรับ Mindset, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการส่งออก, การสร้าง Content, กฎหมายธุรกิจออนไลน์,เทคนิคการถ่ายภาพ, เทคนิคการ Live สด,การขายสินค้าบนแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ Thaitrade.com, Thailandpostmart.com, เศรษฐกิจชีวภาพ (BCG), การทำบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าเกษตร, การชำระเงิน และการขนส่ง เป็นต้น

ชาวสีแก้วที่ร้อยเอ็ดได้เฮ กรมชลฯจ่ายชดเชยที่ดิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663846

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชีวิน อินทรานุกูล ผอ.สำนักกฎหมายและที่ดิน กรมชลประทาน กล่าวชี้แจงถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) แถลงข่าวในกรณีที่กรมชลประทาน ได้ละเมิดสิทธิประชาชนพื้นที่ ต.สีแก้ว อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด จากการสร้างคลองผ่านที่ดินเป็นระยะเวลากว่า 4 ปี แล้วยังไม่ได้จ่ายค่าชดเชยที่ดินให้กับ
ชาวบ้าน และเสนอแนะแนวทางป้องกันปัญหาทำนองเดียวกันในระยะยาว ว่ากรมชลประทาน ได้จัดทำหนังสือชี้แจงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แล้ว เมื่อวันที่ 7 เมษายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในปัจจุบันกรมชลประทาน ได้รับอนุมัติงบประมาณค่าซื้อที่ดิน ค่าทดแทน ค่ารื้อย้ายในการจัดหาที่ดินโครงการดังกล่าวแล้ว โดยได้แจ้งให้ผู้ร้องเรียนได้รับทราบ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2565 พร้อมกันนั้นได้นัดหมายเพื่อประสานการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงการลงนามในใบสำคัญรับเงิน เพื่อดำเนินการจ่ายเงินค่าทดแทนทรัพย์สินในที่ดินของผู้ร้องเรียนได้รับทราบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สกู๊ปพิเศษ : ลำปางประกาศ‘ไม่กินหวาน’ทั้งจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663847

สกู๊ปพิเศษ : ลำปางประกาศ‘ไม่กินหวาน’ทั้งจังหวัด

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

สาธารณสุขจังหวัดลำปางประกาศนโยบายไม่กินหวานทั้งจังหวัด เน้นทุกภาคส่วน ร่วมรณรงค์ลดการบริโภคหวาน ขณะที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเผยว่า มีร้านกาแฟเมืองลำปาง 745 ร้าน เข้าร่วมโครงการ “หวานน้อยสั่งได้” ลูกค้ากว่า 60% กินหวานลดลงชี้เจ้าของร้านทำหน้าที่เป็นสื่อบุคคล สื่อสารความรู้สุขภาพแก่ชุมชนได้ดี

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า จากข้อมูลสำคัญของจังหวัดลำปาง พบว่ามีเด็กอ้วนประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ เด็กผอมประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน ในเด็กเล็กยังพบปัญหาสุขภาพในช่องปาก เช่น ฟันผุ ส่วนวัยผู้ใหญ่คนลำปางเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ มีดัชนีมวลกายสูงเกินกว่าค่าที่ควรจะเป็น คือเกินกว่า 25 และด้วยยุทธศาสตร์และนโยบายของจังหวัดลำปางที่มุ่งดูแลสุขภาพตามกลุ่มวัย ดังนั้น จึงเน้นไปที่การสร้างความรอบรู้ทางสุขภาพ คือให้พี่น้องประชาชนชาวลำปางอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ มีความรู้ความเข้าใจและนำไปสู่การปฏิบัติ แล้วบอกต่อได้ นี่คือประเด็นสำคัญ เป็นหัวใจของนโยบาย ซึ่งสิ่งที่มุ่งเน้นในขณะนี้ คือ การกินหวาน ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าจะทำให้เกิดภาวะอ้วน เกิดปัญหาการสะสมของแบคทีเรียในช่องปาก นำไปสู่ปัญหาฟันผุได้

นพ.ประเสริฐ ย้ำถึงนโยบายไม่กินหวานของจังหวัดลำปางว่า นี่คือนโยบายของจังหวัดในทุกระดับไม่ใช่เฉพาะของสาธารณสุข และได้เน้นที่การมีส่วนร่วมของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกภาคส่วน ทั้งราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ให้เข้าร่วมกับจังหวัดในการพยายามเชิญชวนลูกค้าให้บริโภคหวานแต่น้อยๆ ซึ่งแต่ละร้านก็จะมีเมนูให้เลือกและพยายามแนะนำลูกค้าว่าไม่ควรจะกินหวานมากเกินไป

“อยากจะเชิญชวนพี่น้องชาวไทย ถ้าหากมาเที่ยวที่ลำปาง ผมมั่นใจว่าถ้าท่านเข้าร้านกาแฟที่เข้าร่วมโครงการกับเรา ก็จะพบสัญลักษณ์มดตัวน้อยๆ ในการที่จะเชิญชวนให้ไม่กินหวาน ท่านจะได้บริโภคเครื่องดื่มและอาหารว่างเพื่อสุขภาพของท่านเอง” นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง กล่าวเชิญ

สำหรับการรณรงค์ลดการบริโภคหวานของจังหวัดลำปางเริ่มมาตั้งแต่ปี 2562 ภายใต้ชื่อ “หวานน้อยสั่งได้” และ “สั่งหวานน้อยร้านนี้ดีต่อใจ” ดำเนินการโดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานและเครือข่ายคนเวียงละกอนกินอ่อนหวาน ซึ่งเป็นการเข้าไปขอความร่วมมือและให้ความรู้แก่ร้านกาแฟในจังหวัดลำปาง เพื่อสื่อสารและสร้างทางเลือกแก่ผู้บริโภคให้ลดการบริโภคหวานลง

ทพญ.ลลนา ถาคำฟู หัวหน้ากลุ่มงานทันตสาธารณสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำปาง ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ร้านกาแฟในจังหวัดลำปางมีทั้งหมดประมาณ 1,500 ร้าน ในจำนวนนี้มีร้านเข้าร่วมโครงการ 745 ร้าน กระจายอยู่ทั่วทุกอำเภอ แต่ที่กระจุกตัวหลักๆ คือในเขตอำเภอเมือง โดยร้านค้าที่เข้าร่วมจะได้รับความรู้เกี่ยวกับการบริโภค มีสื่อความรู้ เช่น ป้ายผลเสียของการกินหวานติดในร้าน มีตุ๊กตามดน้อยหน่อยคอยกระตุกเตือนเมื่อสั่งเครื่องดื่มรสหวานจัด และที่สำคัญคือทางโครงการขอความร่วมมือกับร้านที่เข้าร่วมโครงการ ช่วยเก็บข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่เข้ามาสั่งเครื่องดื่มด้วย

ผลจากการเก็บข้อมูลเมื่อเวลาผ่านไป 3 เดือน พบว่าก่อนที่แต่ละร้านจะเข้าร่วมโครงการนั้น มีการสั่งเครื่องดื่มหวานน้อยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากมีการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้แต่ลูกค้าแล้ว พบว่ามีคนสั่งหวานน้อยเพิ่มเป็น 60 เปอร์เซ็นต์

“ตอนนี้เราอยากให้เจ้าของร้านพูดให้เรา กระตุ้นให้คนกินหวานน้อยๆ ในขณะที่คุณก็ขายได้ด้วย เช่น เชียร์ให้ลองเมนูใหม่ๆ ที่มีความหอม แต่หวานลดลง หรือ ลองบอกกล่าวกับลูกค้า เช่น ไม่ลองหวานน้อยลงอีกนิดเหรอ คืออยากให้เจ้าของร้านเป็นสื่อบุคคลด้านสุขภาพให้คนในชุมชน เพราะลำพังป้ายหรือสื่อของเครือข่ายที่ติดอยู่ในร้าน ไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องมีสื่อบุคคลที่มีความเป็นธรรมชาติเข้าไปช่วย” ทพญ.ลลนา กล่าว

ทพญ.ลลนา ถาคำฟู

ทพญ.ลลนา ถาคำฟู

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์

นพ.ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์

‘เฉลิมชัย’ร่วมพัฒนา ศักยภาพของเด็กไทย เก่งดีมีทักษะ-แข็งแรง เข้าใจงานด้านเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663853

วันศุกร์ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงยกระดับความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 ปี 2565-2570 “เด็กไทยในศตวรรษที่ 21 เก่ง ดี มีทักษะ แข็งแรง” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งการลงนามครั้งนี้มีรัฐมนตรีว่าการ 12 กระทรวง ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ประกอบด้วยรมว.แรงงาน รมว.วัฒนธรรม รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รมว.เกษตรฯ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬารมว.ศึกษาธิการ รมว.สาธารณสุข รมว.มหาดไทย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รมว.ยุติธรรม และ รมว.การอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ มีผลสัมฤทธิ์ของโครงการ คือนักเรียน เด็ก เยาวชน ครูและผู้ปกครอง ได้รับความรู้และความเข้าใจในเกี่ยวกับระบบชลประทาน ด้านการสหกรณ์ ด้านการเกษตร (พืช ประมง ปศุสัตว์) การถนอมอาหาร การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร และโภชนาการ สามารถนำผลผลิตทางการเกษตรไปใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียน รวมทั้งสามารถขยายผลการดำเนินโครงการ โดยเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตรและเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ความรู้ในการปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนขยายสู่ครัวเรือน หมู่บ้าน ชุมชน เพื่อพัฒนาเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ต่อไป

ไทยฮอนด้า เดินหน้าผลิตเครื่องยนต์สำหรับการเกษตร ‘ลดเวลา-ลดกำลังคน’ เพิ่มประสิทธิภาพเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663852

ไทยฮอนด้า เดินหน้าผลิตเครื่องยนต์สำหรับการเกษตร 'ลดเวลา-ลดกำลังคน' เพิ่มประสิทธิภาพเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.24 น.

ไทยฮอนด้า ฉลองผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ครบ 45 ล้านเครื่อง ส่งออกทั่วโลกกว่า 53 ประเทศ รุกตลาดเมืองไทยเต็มรูปแบบ พร้อมบริการหลังการขายครบวงจร

บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด ประกาศความสำเร็จในการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ครบ 45 ล้านเครื่อง ตอกย้ำมาตรฐานที่ทั่วโลกให้การยอมรับในฐานะฐานการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และผลิตได้เร็วที่สุดในโลก พร้อมวางแผนรุกตลาดในประเทศด้วยช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการหลังการขายแบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า “ธุรกิจเครื่องยนต์อเนกประสงค์ของฮอนด้าในประเทศไทย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2530 โดยไทยฮอนด้าได้เริ่มการผลิตพร้อมกับเป็นฐานในการส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และได้เพิ่มกำลังการผลิตในเวลาต่อมาเพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นโรงงานผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถผลิตด้วยความเร็วที่ 16 วินาทีต่อเครื่อง ซี่งถือว่าเป็นความเร็วที่สูงที่สุด จนมียอดการผลิตเครื่องยนต์อเนกประสงค์สะสมจนถึงปัจจุบันมากถึง 45 ล้านเครื่อง โดยฮอนด้าเลือกที่จะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานของแต่ละประเทศด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ภายใต้แนวคิด “Helping People Get Things Done”

“ด้วยเทคโนโลยีและการควบคุมคุณภาพที่มีประสิทธิภาพสูงของไทยฮอนด้า ทำให้ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก จนสามารถส่งออกเครื่องยนต์อเนกประสงค์ไปจำหน่ายมากถึง 53 ประเทศ ทั้งในทวีปยุโรป อเมริกา และอีกหลายประเทศ รวมเป็นจำนวนสะสมมากถึง 39 ล้านเครื่อง คิดเป็น 93% ของสินค้าที่ไทยฮอนด้าผลิตได้ทั้งหมด ถือเป็นความภาคภูมิใจของไทยฮอนด้า ที่ทำให้ตลาดโลกยอมรับสินค้าที่ผลิตโดยฝีมือคนไทย และไทยฮอนด้าจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง“

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จัดจำหน่ายในประเทศไทย มีทั้งหมด 8 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วยเครื่องยนต์อเนกประสงค์ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า เครื่องสูบน้ำ เครื่องพ่นยาสะพายหลัง เครื่องตัดหญ้าสะพายบ่า รถตัดหญ้า รถไถพรวนดิน และเครื่องยนต์ติดท้ายเรือ โดยมีแผนการจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง ร้านผู้จำหน่ายของฮอนด้า และห้างค้าปลีก เช่น โฮมโปร , ดูโฮม , สยามโกลโบลเฮาส์ รวมถึงผู้รับจ้างผลิตสินค้า (OEM) อีกทั้งยังมีบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน รวมถึงบริการอะไหล่แท้มาตรฐานฮอนด้า เครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าทุกประเภทได้รับการพัฒนาให้มีความทันสมัย ประหยัดพลังงาน และมีความทนทานเป็นพิเศษ เพื่อช่วยทุ่นแรง ลดเวลา ลดกำลังคน เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้เป็นอย่างดี

ในปี 2022 นี้ ไทยฮอนด้า ได้รุกตลาดโดยการศึกษาช่องทางการจัดจำหน่ายที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้มากขึ้น โดยวางแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจากเดิม 7% เพิ่มเป็น 10% และพัฒนาขยายเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายให้มากขึ้นจากเดิมที่มีอยู่กว่า 200 รายทั่วประเทศ

ผู้ที่สนใจเครื่องยนต์อเนกประสงค์ฮอนด้าสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ และที่เว็บไซต์ https://powerproducts.honda.th.com

-(016)

เตือนภัย! อย่าใช้แรงดันน้ำสูงพ่นยาฆ่าหญ้า เพราะอาจปลิวไปตกใส่พืชผลพื้นที่ผู้อื่น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663705

เตือนภัย! อย่าใช้แรงดันน้ำสูงพ่นยาฆ่าหญ้า เพราะอาจปลิวไปตกใส่พืชผลพื้นที่ผู้อื่น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 12.10 น.

เพจดังด้านเกษตรเตือนอย่าใช้แรงดันน้ำสูงพ่นยาฆ่าหญ้า เพราะอาจปลิวไปตกใส่พืชผลพื้นที่ผู้อื่น

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เฟซบุ๊กแฟนเพจ “สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย” ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความรู้ด้านการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชอย่างปลอดภัย โพสต์ข้อความระบุว่า เตือนภัย..อย่าใช้แรงดันน้ำสูงพ่นยาฆ่าหญ้า

เหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในพื้นที่ อบตแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดภาคกลาง คนงานได้นำยาฆ่าหญ้า ไกลโฟเซต และ 2,4-ดี ไปพ่นกำจัดวัชพืชริมทางสาธารณะที่ อบต. รับผิดชอบ แต่ปรากฏว่า พ่นสารในขณะที่ลมแรงและใช้แรงดันน้ำสูงเกินไป ทำให้ละอองสารปลิวไปสัมผัสแปลงผักบุ้งแก้วของเกษตรกร 4 รายที่อยู่ห่างไปอีก 400 เมตร รวมพื้นที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 15 ไร่ และต้นมะรุมที่อยู่บริเวณข้างทางแสดงอาการเป็นพิษ หลังพ่นสาร 3-7 วัน

อาการเป็นพิษของไกลโฟเซต คือยอดผักบุ้งที่แตกออกมาใหม่ จะแคระแกรนและมีสีเหลืองผิดปกติ ส่วนอาการของ 2,4-ดี คือใบผักบุ้งจะมีลักษณะงุ้มเข้าหากัน ลำต้นและก้านใบบิดม้วนเล็กน้อยและแตกรากมากผิดปกติ

ถาม : ต้นมะรุมและผักบุ้งจะตายมั้ย..จะแก้ไขอย่างไร⁉️ ตอบ :  ไม่ตายค่ะ  แต่ให้รีบตัดกิ่งหรือส่วนยอดที่แสดงอาการเป็นพิษทิ้งไปให้หมด เพราะ ไกลโฟเซต และ 2,4-ดี จะสะสมอยู่บริเวณส่วนยอดอ่อนของพืชเป็นจำนวนมาก หากปล่อยทิ้งไว้อาการเป็นพิษก็จะเพิ่มมากขึ้นในส่วนยอด  ทำให้พืชฟื้นตัวได้ยาก หลังตัด..รดน้ำใส่ปุ๋ยไนโตรเจนบำรุงต้น ประมาณ 2-4 สัปดาห์..ต้นจะฟื้นเป็นปกติ

สำหรับเจ้าหน้าที่ อบต. แนะนำว่า ให้ใช้แรงดันน้ำไม่เกิน 3  บาร์  และควรเปลี่ยนไปใช้หัวฉีดแบบผสมอากาศ เพื่อลดการปลิวของละอองสารได้ 80-90%

แต่ปัจจุบัน ยังห้ามใช้ไกลโฟเซตในพื้นที่สาธารณะอยู่หรือไม่..ต้องสอบถามไปที่กรมวิชาการเกษตร

ขอบคุณเรื่องจาก : https://www.facebook.com/1868825710042450/posts/3172221999702808/

เกษตรฯชี้ทุเรียนส่งจีน ครองอันดับ1ยอดพุ่งแสนล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663596

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำแผนการแก้ไขปัญหาผลไม้เศรษฐกิจล่วงหน้าทั้งระบบ (เฉพาะกิจ) กล่าวถึงคลิปวีดีโอทุเรียนไทยไร้คุณภาพส่งออกไปจีน ที่มีการแชร์กันในสื่อสังคมออนไลน์ ว่าปัญหาทุเรียนไร้คุณภาพ เช่น ทุเรียนอ่อน ทุเรียนแก่ มีจริง เพราะ 4 เดือนที่ผ่านมา มีทุเรียนส่งออกกว่า 4 แสนตัน หรือกว่า 120 ล้านลูก ย่อมเกิดผิดพลาดจากมือตัด มือคัด และผู้ประกอบการ แต่มีแนวโน้มดีขึ้นมาก เพราะ 2-3 ปีมานี้ ทางราชการเข้มงวดกวดขัน จับกุมไปแล้วหลายราย และหลายพื้นที่รวมทั้งล้ง ก็ให้ความร่วมมืออย่างเข้มแข็ง เพื่อรักษาคุณภาพทุเรียน ตั้งแต่ในสวนจนถึงตลาด มีชุดตรวจพิเศษ จับเอาโทษหนัก ทั้งจำคุก-ปรับ และถอนใบอนุญาต รวมทั้งการป้องกันทุเรียนต่างชาติมาสวมเป็นทุเรียนไทย เพื่อส่งออก ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ภายใต้ 18 มาตรการของฟรุ้ตบอร์ด

ทั้งนี้ ในแต่ละปีมีสวนที่ส่งออกทุเรียนและผลไม้ไปจีนต้องมีใบรับรอง GAP เป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 แสนแปลง โดยในปี 2565 เพิ่มเป้าหมายเป็น 120,000 แปลง และ GMP plus สำหรับล้ง ซึ่งยังไม่มีประเทศใดในโลกที่พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานได้แบบนี้ ด้วยมาตรฐานเช่นนี้ประเทศไทยจึงเป็นประเทศเดียวที่จีนยอมให้ส่งทุเรียนสดไปขายได้ ส่วนทุเรียนประเทศอื่นต้องแช่เย็น แช่แข็ง หรือแปรรูปถึงจะส่งออกไปจีน เพราะสวนทุเรียนไม่ผ่านมาตรฐานของจีน อย่างไรก็ดี ทุเรียนไทยสามารถครองตลาดจีนเป็นที่ 1 แบบเบ็ดเสร็จ ทำเงินเข้าประเทศจากการส่งออกทะลุกว่าแสนล้านบาท เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และผลไม้ทั้งหมดครองมาร์เก็ตแชร์ในตลาดจีนกว่า 40% เป็นอันดับ 1

ปศุสัตว์ติวเข้มผู้ปฏิบัติ ด้านสวัสดิภาพสัตว์ปีก เพิ่มศักยภาพให้พร้อม รับการประเมินจากอียู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/663593

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดการอบรมหลักสูตร “ผู้รับผิดชอบดูแลด้านสวัสดิภาพสัตว์ปีกในโรงฆ่าสัตว์ปีก (Poultry Welfare Officer in Poultry Slaughterhouse: PWO)” เพื่อให้ ผู้เข้าร่วมอบรมจากสถานประกอบการโรงฆ่าสัตว์ปีกมีความรู้ความเข้าใจในหลักสวัสดิภาพสัตว์ปีก มีการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์ปีกที่ดี สามารถนำเทคนิคและหลักเกณฑ์ในการตรวจประเมินที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ให้ความสำคัญด้านสวัสดิภาพสัตว์ โดยมีข้อกำหนดตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ การขนส่ง จนถึงการฆ่าสัตว์ที่โรงฆ่าสัตว์ ภาครัฐจึงมีมาตรการในการตรวจสอบและรับรอง ตามระเบียบกรมปศุสัตว์ว่าด้วยการคุ้มครองดูแลสวัสดิภาพสัตว์ปีกขณะทำให้ตายหรือการฆ่า 2554 และข้อกำหนดของสหภาพยุโรป Council Regulation (EC) No.1099/200 on the protection of animals at the time of killing

ทั้งนี้ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ ได้จัดอบรมหลักสูตร “ผู้รับผิดชอบดูแลด้านสวัสดิภาพสัตว์ปีกในโรงฆ่าสัตว์ปีก (Poultry Welfare Officer in Poultry Slaughterhouse: PWO)” มีผู้เข้าร่วมอบรม 66 ราย เพื่อเป็นประโยชน์นำไปปรับใช้ในการปฏิบัติงานในการจัดการด้านสวัสดิภาพสัตว์และเป็นการเตรียมความพร้อมในการรับการตรวจประเมินจากต่างประเทศ โดยผู้เข้าอบรมจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเทคนิคต่างๆ ในการตรวจสอบและปฏิบัติงานด้านสวัสดิภาพสัตว์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้สอดคล้องตามกฎระเบียบของประเทศไทย ประเทศคู่ค้าต่อไป