จีนปลดล็อก‘เซี่ยงไฮ้’ ปรับนโยบายZeroCOVID เปิดโอกาสการส่งออก ผลไม้-สินค้าเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661848

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ โพสต์ข้อความเฟซบุ๊คส่วนตัว กรณีจีนประกาศปลดล็อกเมืองเซี่ยงไฮ้ แบบไม่มีเงื่อนไข หลังจากล็อกดาวน์ปิดตายมาเป็นเวลานานพร้อมกับวิเคราะห์ว่าอาจเป็นสัญญาณการปรับเปลี่ยนนโยบาย Zero COVIDของรัฐบาลจีน ที่ใช้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี โดยระบุว่า ข่าวดีวันนี้จากจีนครับ ปลดล็อกเซี่ยงไฮ้ 100% อาจเป็นสัญญาณเปลี่ยนนโยบาย Zero COVID ของจีนการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรที่อั้นมาหลายเดือนจากปัญหาการขนส่งโลจิสติกส์ติดขัด และตลาดค้าปลีกค้าส่งในเมืองต่างๆ ของจีนปิดไปหลายร้อยแห่ง โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจและเมืองท่าใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้ ถูกล็อกดาวน์เป็นเดือน กระทบต่อการค้าระหว่างจีนกับโลกรวมทั้งประเทศไทย

ทั้งนี้ ฝ่ายเกษตร ประจำสถานกงสุลใหญ่ นครเซี่ยงไฮ้ รายงานว่ารัฐบาลเซี่ยงไฮ้ คลายการล็อกดาวน์ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยประกาศให้ประชาชนเดินทางเข้า-ออก จากชุมชนได้โดยไม่มีเงื่อนไข ให้รถส่วนบุคคลและรถขนส่งสินค้าเดินทางโดยไม่ต้องขออนุญาต บริษัทธุรกิจเอกชนสามารถเปิดดำเนินการได้ตามปกติ ระบบการขนส่งสาธารณะเปิดตามปกติ รวมทั้งให้ตลาดค้าส่งและค้าปลีกทั้งหมด ห้างสรรพสินค้าซูเปอร์มาร์เกต ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆเริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการ ดังนั้น การประกาศเปิดเมืองเซี่ยงไฮ้ จึงเป็นข่าวดีที่จะเปิดโอกาสการส่งออกผลไม้และสินค้าเกษตรไปจีนได้เพิ่มขึ้น และอาจเป็นสัญญาณการปรับนโยบาย Zero COVID ของรัฐบาลจีนครั้งใหญ่ในการเปิดประเทศ

‘ประภัตร’มอบกระบือเกษตรกร เสนอ‘สานฝันสร้างอาชีพ’เพิ่มรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661850

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานมอบกระบือให้กับเกษตรกรในโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ เนื่องในงานวันอนุรักษ์ควายไทยที่วัดเขากาญจนาเขต อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ผู้นำภาคประชาชน และเกษตรกรเข้าร่วม โดยนายประภัตร เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าว เกิดจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานมอบกระบือ ให้แก่เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ได้กระบือเป็นทรัพย์สินของตนเอง เป็นการเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการรวมกลุ่ม สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 ได้กำหนดให้วันที่ 14 พฤษภาคมของทุกปีเป็น “วันอนุรักษ์ควายไทย” ดังนั้น กรมปศุสัตว์ จึงจัดกิจกรรมเพื่อเป็นการระลึกถึงวันอนุรักษ์ควายไทยมีกิจกรรมอนุรักษ์ควายไทย มีการมอบกระบือ 30 ตัว ให้เกษตรกรที่อยู่ในโครงการนี้ 30 ราย

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้แนะนำ “โครงการสานฝันสร้างอาชีพ ยกระดับรายได้เกษตรกร” และกำชับให้ส่วนราชการกระทรวงเกษตรฯ ใน จ.กาญจนบุรี เร่งประชาสัมพันธ์โครงการและสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ โดยสามารถยื่นความประสงค์ขอกู้ได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ 1.ยื่นขอกู้เงินที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาที่มีภูมิลำเนา หรือที่ตั้งของโครงการ (Walk in) และ 2. ให้ผู้ขอกู้ลงทะเบียนยื่นขอสินเชื่อผ่านช่องทางLine Official : BAAC Familyและนัดหมายผู้ขอกู้ผ่านระบบนัดหมาย ขอคำปรึกษาเบื้องต้นได้ที่หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ได้แก่ สำนักงานเกษตรฯ สำนักงานปศุสัตว์ หรือสำนักงานประมง ในท้องที่ มีวงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท

นายประภัตร เน้นย้ำว่า โครงการสานฝันฯ ไม่ได้ทำข้อตกลงหรือความร่วมมือกับกลุ่มบุคคล/บริษัทใดบริษัทหนึ่ง ให้เข้ามาช่วยเหลือ และเรียกเก็บค่ามัดจำล่วงหน้าใดๆ ทั้งสิ้น หากมีการกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ขอให้เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ช่วยกันเฝ้าระวัง ถ้าหากพบการกระทำผิดให้รีบแสดงตัวชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินโครงการสานฝันฯ และแนะนำขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อเอาผิดกับผู้ที่กระทำผิดในทันที

อ.ส.ค.ผนึกอ.ต.ก.ขายนมไทย-เดนมาร์ค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661851

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการขยายช่องทางการตลาดผลิตภัณฑ์ตรา ไทย-เดนมาร์ค ให้กว้างขวาง จึงลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ในการจำหน่วยผลิตภัณฑ์ตราไทย-เดนมาร์ค ที่ร้านจำหน่ายในตลาด อ.ต.ก.รวมทั้งส่งเสริมทางด้านตลาดและประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันตลาด อ.ต.ก.ถือเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรที่ได้คุณภาพสูง จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ อ.ส.ค.ได้เข้ามาทำตลาดในพื้นที่ดังกล่าว เชื่อมั่นว่าจะทำให้นมไทย-เดนมาร์ค ได้รับความนิยมมากขึ้น

“โดยความร่วมมือครั้งนี้ อ.ต.ก.จะทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราไทย-เดนมาร์ค พร้อมทั้งการจัดหาบุคลากร รับผิดชอบดูแลการส่งเสริมการขายและจัดจำหน่าย ส่วนอ.ส.ค.จะเป็นผู้ดำเนินการจัดหาผลิตภัณฑ์ภายใต้เครื่องหมายการค้าตรานมไทย-เดนมาร์ค เพื่อมาจำหน่ายอย่างเหมาะสม รวมถึงให้การสนับสนุนส่งเสริมการจัดทำโปรโมชั่นหรือกลยุทธ์ด้านการตลาด กำหนดราคาจำหน่ายให้ อ.ต.ก.อย่างเหมาะสมโดยมีระยะเวลาสัญญาดำเนินการ 3 ปี” นายสมพร กล่าว

นายสมพรกล่าวอีกว่า ปัจจุบันนอกจากการให้ความสำคัญกับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว ยังปรับกลยุทธ์ด้านส่งเสริมการตลาดและการขายในเชิงรุกในรูปแบบหลากหลายมากยิ่งขึ้น อาทิ จัดกิจกรรมรางวัลผู้โชคดีโครงการส่งเสริมการขายนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อกระตุ้นยอดขายและตอบแทนลูกค้าเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี นมไทย-เดนมาร์คโดยมีการสะสมแต้มคะแนน เพียงส่งใบเสร็จรับแต้ม ผ่านระบบ Line Official : @Thai-Denmark แลกของพรีเมียม และใช้สิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ประจำเดือน

กรมข้าวโชว์งานวิจัย ศูนย์ฯอีสานพัฒนาข้าว-ชาวนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661853

วันพุธ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมติดตามผลการดำเนินงานโครงการวิจัยและพัฒนา ภายใต้งบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ประจำปี 2565 กลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ว่าการประชุมครั้งนี้ เพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและพัฒนาที่ดำเนินการสำเร็จ และผลงานวิจัยที่มีความก้าวหน้าในรอบปีงบประมาณที่ผ่านมาของกลุ่มศูนย์วิจัยข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อีกทั้งเป็นการเผยแพร่ผลงาน และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการ เพื่อเป็นการปรับปรุงการทำงานวิจัยในอนาคตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ การนำเสนอผลงานวิชาการดังกล่าวเป็นการนำเสนอผลงานรูปแบบใหม่ที่สามารถร่วมประชุมได้ทั้งแบบ Onsite และ แบบ Online ผลงานวิชาการที่นำเสนอมีทั้งภาคบรรยาย 16 เรื่อง ภาคแผ่นภาพอีก 16 เรื่อง อาทิ ความสัมพันธ์ทางสายวิวัฒนาการและโครงข่ายแฮพโพลไทป์ของไรขาวศัตรูข้าวในประเทศไทย ประสิทธิภาพของชีวภัณฑ์เชื้อราสาเหตุโรคของแมลงเพื่อควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในระดับแปลงนาเกษตรกร การทดสอบประสิทธิภาพสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชในหญ้าดอกขาวที่ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายกับกรมวิชาการเกษตร การศึกษาเปรียบเทียบชุดเทคโนโลยีการผลิตข้าวเหนียวที่เหมาะสมในสภาพนาชลประทาน และผลการตัดใบในนาหว่านข้าวแห้งไม่มีน้ำขังต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวหอมมะลิ

อย่างไรก็ดี จะครอบคลุมงานวิจัยและพัฒนาสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าววิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว วิทยาการเมล็ดพันธุ์ เทคโนโลยีชีวภาพ การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์เชื้อพันธุกรรม ล้วนเป็นประโยชน์ โดยตรงต่อการพัฒนาข้าวและชาวนา

นักวิชาการ-ภาคเอกชน-รัฐ-พรรคการเมือง หนุนเกษตรเคมีเดินคู่อินทรีย์ ขับเคลื่อนศก. ดันไทยสู่ครัวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661897

นักวิชาการ-ภาคเอกชน-รัฐ-พรรคการเมือง หนุนเกษตรเคมีเดินคู่อินทรีย์ ขับเคลื่อนศก. ดันไทยสู่ครัวโลก

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 20.14 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “เคมี พระเอกหรือผู้ร้าย ครั้งที่ 3” ในหัวข้อ “อินทรีย์ – เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ร่วมด้วย นางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ กรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

นายสุภัค เหล่าดี เลขานุการฝ่ายวิชาการ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย นายสุรวุฒิ ศรีนาม เกษตรกรผู้ปลูกผักมาตรฐาน GAP และนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ในนามนักวิชาการ ผู้แทนภาคเอกชน ภาครัฐ และเกษตรกร มาร่วมสะท้อนอุปสรรค โอกาส และแนวทางการบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมีอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน ผู้แทนพรรคการเมือง นำโดย นายอลงกรณ์ พลบุตร พรรคประชาธิปัตย์ นายสฤษฏ์พงษ์เกี่ยวข้อง พรรคภูมิใจไทย นางสาวสกุณา สาระนันท์ พรรคเพื่อไทย และ ดร. เดชรัต สุขกำเนิด พรรคก้าวไกล ร่วมแสดงวิสัยทัศน์และหาทางออกในการเพิ่มศักยภาพการผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรอย่างมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ใช้ปัจจัยการผลิต ปุ๋ย และสารเคมีเกษตรเพื่ออาหารปลอดภัย ท่ามกลางกลุ่มนักวิชาการ ภาครัฐและเอกชน เกษตรกรเข้าร่วมงานอย่างล้นหลาม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า อีก 3 เดือนข้างหน้า โลกของเราจะเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง เนื่องจากวัตถุดิบหรือผลผลิตจากการเกษตรที่จะนำมาทำอาหารลดลง ปัจจุบัน เริ่มเห็นข่าวว่ามีกว่า 30 ประเทศที่งดส่งออกวัตถุดิบต่างๆ ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบทางเกษตรที่สำคัญที่สุดของโลก มีพื้นที่ทางการเกษตร 149 ล้านไร่ ซึ่งไม่สามารถขยายพื้นที่ทำการเกษตรไปได้มากกว่านี้ แต่ต้องผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร จึงจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพของการผลิตวัตถุดิบหรือผลผลิตจากการเกษตรที่จะนำมาทำอาหาร

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จึงได้ขับเคลื่อน One FTI โดย 45 กลุ่มอุตสาหกรรมร่วมกับสภาอุตสาหกรรมจังหวัด ส่งเสริมให้เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยเทคโนโลยีผ่านโครงการ Smart Agriculture Industry (SAI) ยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และตรงตามความต้องการของตลาด อีกทั้งประสานความร่วมมือระหว่างกลุ่มผู้ผลิตกับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตรอุตสาหกรรมในกลุ่มพืชเศรษฐกิจใหม่อีกด้วย”

นางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ กรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสนับสนุนว่า “ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับภาคการเกษตรแบบ GAP (เกษตรเคมี) เพราะ ทุกวันนี้ราคาอาหารแพงขึ้น ต้นเหตุเกิดจาก ปัจจัยเริ่มต้นคือ ผลผลิตทางการเกษตรขาดแคลน ขณะเดียวกัน ทุกภาคส่วน จะต้องกลับมาดูความพร้อม และดำเนินการด้านนโยบายที่จะส่งเสริมศักยภาพการเกษตรของเรา ให้สามารถปฏิบัติได้จริง ด้วยความจริงที่ว่า ไม่มีสารเคมีใดไม่เป็นอันตราย ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการและการรู้จักใช้สารเคมีอย่างรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น แนวคิดการบริหารจัดการเคมี จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้เคมีเพื่อประโยชน์ของประเทศในอนาคต”

ส่วนประเด็นร้อนตอนนี้ ปุ๋ยแพง ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ควรไปทางไหนดี นายสุภัค เหล่าดี เลขานุการฝ่ายวิชาการ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กล่าวว่า “ปุ๋ยเคมีไม่ใช่สารพิษ แต่เป็นธาตุอาหารสำคัญของพืช ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตให้ภาคการเกษตรไทย จากสถานการณ์ปัจจุบัน ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศมากกว่า 95% ทำให้การควบคุมราคาจึงเป็นไปได้ยาก เกษตรกรจะต้องปรับตัวแสวงหาหนทางสร้างรายได้ให้มากขึ้น ด้วยการเพิ่มผลิตผลทางการเกษตรจากปัจจัยการผลิตให้มากขึ้น การเลือกใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นทางออกที่สำคัญ รวมทั้งการเลิกเผาตอซังในข้าวแล้วใช้วิธีไถกลบ จะเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และเป็นการเพิ่มอินทรีย์ให้กับดินได้เช่นกัน”

ด้าน ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย ถอดบทเรียนจากประเทศศรีลังกาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคการเกษตร เนื่องจากการเลิกใช้สารเคมีเกษตรเมื่อเมษายน 2564 พบว่า “ในระยะเวลาเพียง 6 เดือนหลังประกาศ รัฐบาลศรีลังกา ประสบปัญหาหลายประการ เช่น ผลผลิตด้านการเกษตรลดลง มูลค่าทางเศรษฐกิจเสียหายกว่า 774 ล้านเหรียญจากข้าวและใบชา ราคาอาหารเพิ่มขึ้น 5 เท่า ยากจนเพิ่มขึ้นกว่า 5 แสนราย จนในที่สุด ต้องพิจารณาใหม่และประกาศให้กลับมาใช้ปุ๋ยเคมีได้เช่นเดิมในเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา แต่ยังมีนโยบายห้ามใช้สารเคมีเกษตรอื่นๆ

จึงเป็นความท้าทายใหญ่ของศรีลังกาว่าจะสามารถผ่านพ้นวิกฤตด้านอาหารได้หรือไม่ ดังนั้น ประเทศไทยต้องพิจารณาให้รอบด้าน โดยจัดให้มีการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนและความคุ้มค่าของการใช้สารเคมีเกษตร เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจด้านนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังประเทศชั้นนำด้านการเกษตรของโลก อาทิ บราซิล ญี่ปุ่น เม็กซิโก จีน และสหรัฐอเมริกา ล้วนมีการประเมินทั้งสิ้น”

นายสุรวุฒิ  ศรีนาม เกษตรกรผู้ปลูกผักแบบ GAP (เกษตรเคมี) กรรมการบริหารบริษัท เรียลฟาร์ม จํากัด ได้เล่าประสบการณ์และความท้าทายสำหรับเกษตรกรไทยในการเลือกทำเกษตรอินทรีย์ และเกษตรแบบ GAP (เกษตรเคมี) ไว้ว่า “สินค้าเกษตรอินทรีย์ แม้ว่าจะเป็นที่ต้องการของตลาดโลก แต่มีไม่มากนัก รวมทั้ง ความท้าทายสำคัญของเกษตรอินทรีย์ คือ การควบคุณภาพ ปริมาณการผลิตต่ำ และผลผลิตไม่มีความต่อเนื่องส่งให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารได้ สิ่งนี้ ทำให้เกษตรกรหลายรายต้องล้มเลิกการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ไป หันมาผลิตเกษตรแบบ GAP ซึ่งได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ด้วยเพราะผู้ซื้อสนใจในเรื่องราคาที่สามารถแข่งขันได้ และสินค้าได้ตามมาตรฐานการส่งออกและนำเข้าในต่างประเทศ”

ขณะเดียวกัน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กรมวิชาการเกษตรได้วิจัยและหานวัตกรรมในการเพิ่มศักยภาพในการผลิตพืชอย่างต่อเนื่อง ทั้งการผลิตแบบอินทรีย์และแบบ GAP (เกษตรเคมี) สามารถนำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 7 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นสินค้าในระบบเกษตรปลอดภัยหรือ GAP ทั้งนี้ มีการควบคุมปัจจัยการผลิตอย่างเข้มข้น ทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ รวมทั้ง สารกำจัดศัตรูพืช ได้บริหารจัดการนำเข้ามาเพิ่มเติมโดยในปีนี้ คาดว่าจะเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร ที่สำคัญที่สุด กรมวิชาการเกษตรมีความพร้อมในการช่วยเหลือและให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการใช้ปัจจัยการผลิตทั้งการเกษตรระบบ GAP และเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มที่”

นอกจากนี้ ผู้แทนจาก 4 พรรคการเมือง ได้เสนอแนวทางการผลักดันภาคการเกษตรไทยไปสู่ครัวโลกได้อย่างน่าสนใจ โดย พรรคประชาธิปัตย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ให้ความสำคัญในเรื่อง “เกษตรเคมีและเกษตรอินทรีย์เหมือนจะเป็นเส้นทางคู่ขนาน แต่นโยบายของพรรคจะผสมผสานทั้งสองส่วนเข้าด้วยกัน มุ่งเน้นทั้งในด้านเกษตรอินทรีย์ เกษตรเคมี และเกษตรอินทรีย์-เคมี จะเป็นยุทธศาสตร์หลักสำหรับอนาคตของประเทศไทย ไม่อยากให้เกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่มเกษตรเคมีหรืออินทรีย์”

ส่วนพรรคภูมิใจไทย นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง เน้นว่า “นโยบายของพรรคให้ความสำคัญต่อเกษตรกร ทั้งการเกษตรอินทรีย์และเกษตรเคมี แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ไม่มีการเกษตรแบบใดเป็นพระเอก ต้องมีความสมดุลทั้งสองส่วน หัวใจสำคัญคือการให้องค์ความรู้ต่อเกษตรกร และปรับพฤติกรรมการใช้สารเคมีการเกษตรอย่างถูกต้องและมีความรับผิดชอบ”

ด้าน พรรคก้าวไกล ดร. เดชรัต สุขกำเนิด ได้เสนอแนวทางจัดการภาคการเกษตรไทยว่า “หัวใจสำคัญคือการเพิ่มทางเลือกให้เกษตรมากขึ้น ด้วย 1) แนวทางการผลิตสินค้าเกษตรที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นตอบโจทย์ภายในท้องถิ่น 2) แนวทางผลิตสินค้าแบบเดิมแต่ต้นทุนการผลิตต่ำลง และ 3) แนวทางพัฒนาสินค้าเกษตรสู่ตลาดพรีเมี่ยม ทั้งนี้ จะต้องปลดล็อคหนี้สิ้นก่อน และเพิ่มงบประมาณที่เกี่ยวข้องโดยตรงต่อเกษตรกร เพื่อให้ท้ายที่สุดเกษตรกรจะสามารถเลือกการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์หรือเคมี และตอบสนองต่อทางเลือกต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

และ พรรคเพื่อไทย นางสาวสกุณา สาระนันท์ เสริมว่า “เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาภาคการเกษตรไทย คือ เพิ่ม GDP ภาคการเกษตร มุ่งเน้นสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรต้นน้ำ ภายใต้แนวคิด ‘ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้’ ผลิตสิ่งที่ตลาดต้องการ ใช้เทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิตลดต้นทุน และเพื่อไทยซึ่งเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการ สามารถทำนโยบายที่ดีสู่การเพิ่มรายได้ของเกษตรกรให้สำเร็จได้อย่างแน่นอน อย่างที่เคยทำมาแล้วในอดีต”

“ท้ายที่สุด การพัฒนาภาคการเกษตรของไทย ถึงเวลาแล้วที่จะต้องหันมาสนับสนุนการผลิตแบบ GAP (เกษตรเคมี) อย่างจริงจัง ทั้งในด้านนโยบายและแนวทางปฎิบัติ เพราะการใช้สารเคมีในการผลิตแบบ GAP อย่างมีความรับผิดชอบ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้ผลผลิตสูงคุ้มค่าต่อการลงทุน และปลอดภัยต่อทั้งผู้บริโภค เกษตรกร และสิ่งแวดล้อม เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร นโยบายรัฐจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน เพราะเราต้องเพิ่มศักยภาพการผลิตให้เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกเท่าเดิม เพื่อผลักดันเศรษฐกิจและการส่งออกของประเทศ” นายชัยวัฒน์ นิยมการ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวสรุป

จัดระเบียบ‘โดรนเกษตร’จี้ออกแนวปฏิบัติชัดเจน หลังพบปัญหาใช้แบบไร้ควบคุม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661843

จัดระเบียบ‘โดรนเกษตร’จี้ออกแนวปฏิบัติชัดเจน หลังพบปัญหาใช้แบบไร้ควบคุม

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 18.05 น.

จัดระเบียบ‘โดรนเกษตร’จี้ออกแนวปฏิบัติชัดเจน หลังพบปัญหาใช้แบบไร้ควบคุม

21 มิ.ย. 2565 กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วกมับ สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตร จัดงานเสวนา “เคมี พระเอกหรือผู้ร้าย ครั้งที่ 3” หัวข้อ “อินทรีย์-เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ณ รร. MARRIOTT Marquis Queen’s Park ซ.สุขุมวิท 22 ถ.สุขุมวิท กรุงเทพฯ

โดยในช่วงหนึ่งของงาน นางจรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย และอดีตผู้เชี่ยวชาญด้านวัชพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ระยะหลังๆ มีเกษตรกรสนใจนำอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรน (Drone) มาใช้ฉีดพ่นสารกำจัดศัตรูพืชกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎระเบียบออกมากำกับดูแลโดยเฉพาะ มีเพียงการจดทะเบียนโดรนเป็นการทั่วไป จึงอยากให้กรมวิชาการเกษตรเร่งออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนด้วย

“ปัญหาที่เราเห็นทุกวันนี้คือเกษตรกรใช้กันไปแล้วก็ไม่เข้าใจ มีปัญหาผลกระทบกับสถานที่ข้างเคียง พ่นอ้อยเสร็จละอองปลิวไปโดนมันสำปะหลัง หรือไปโดนผักโดนอะไร ทะเลาะกันเยอะแยะมากมายเลยในเฟซบุ๊ก แม้กระทั่งสมาคมก็ได้รับคำถามนี้มาก เรายังไม่มีมาตรฐานควบคุมเลยที่ชัดเจน เราพ่นยาฆ่าหญ้าเราพ่นอย่างไร พ่นยาฆ่าแมลงพ่นอย่างไร วิธีการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร เราต้องการ Protocol (แนวปฏิบัติ) ที่ชัดเจน เพราะในเมื่อพ่นไปแล้วไม่ได้ผลก็ต้องพ่นซ้ำ พอพ่นซ้ำมันก็ปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม” นางจรรยา กล่าว

ด้าน นายสุรวุฒิ ศรีนาม กรรมการบริษัท เรียลฟาร์ม จำกัด กล่าวเสริมว่า เวลาที่ประเทศไทยต้องการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรม ก็สนับสนุนให้นำโดรนมาพ่นยาต่างๆ แต่ลืมคิดไปว่าการใช้โดรนก็ต้องมีสารเคมีที่เหมาะสมด้วย ซึ่งสารที่ใช้อยู่ในปัจจุบันใช้กับโดรนไม่ค่อยได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นสารแบบสัมผัสและดูดซึมแต่ไม่เคลื่อนย้าย เวลาพ่นด้วยโดรนจะไม่โดนทุกส่วนของพืช แต่เมื่อจะไปหาสารที่มีประสิทธิภาพและใช้งานร่วมกับโดรนได้ ผู้ประกอบการก็ประสบปัญหาอีก เช่น การยื่นขอขึ้นทะเบียน จึงอยากให้รัฐบาลไทยมีความชัดเจนกับเรื่องนี้

‘มนัญญา’จี้งานมหกรรมพืชสวนโลกฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661595

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลก จ.อุดรธานี ว่าการจัดงานดังกล่าวประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569-14 มีนาคม 2570 ในพื้นที่สาธารณประโยชน์หนองแด อ.เมือง จ.อุดรธานี 1 พันไร่ ซึ่งกรมวิชาการเกษตร ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ดำเนินการคาดว่าตลอด 134 วัน จะสร้างรายได้กว่า 32,000 ล้านบาท และหนุนผลิตภัณฑ์มวลรวม 20,000 ล้านบาท จ้างแรงงานกว่า 81,000 อัตรา รายได้จากภาษี 7,700 ล้านบาท

“หัวใจสำคัญของหัวข้อการจัดงานคือชูความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดออกมาให้มากที่สุด ซึ่งได้ย้ำกับทางจังหวัด ว่าต้องระวังในขั้นตอนปรับภูมิทัศน์ไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ และในการส่งน้ำจากเขื่อนห้วยหลวงเพื่อรักษาระดับน้ำเสริมภูมิทัศน์ต้องไม่กระทบต่อผู้ใช้น้ำ ทั้งนี้ ทางผู้ว่าฯ และกรมชลประทาน ชี้แจงว่าจะไม่กระทบ และได้ทำประชาพิจารณ์กับประชาชนแล้ว หลังจากจัดงานจะเกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ สร้างรายได้ให้จังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง” รมช.เกษตรฯ กล่าว

ทั้งนี้ ผวจ.อุดรธานี เตรียมเสนอกระทรวงมหาดไทย อนุมัติปรับจากที่ดินสาธารณประโยชน์ เป็นที่ราชพัสดุ เพื่อการส่งมอบพื้นที่ให้ท้องถิ่นดูแลภายหลังจบงาน อีกทั้งจังหวัดอุดรธานี ได้มีการประชุมและมีมติเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมา ดังนี้ 1.คำสั่งตั้งคณะกรรมการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ เสนอนายกรัฐมนตรี ลงนามตั้งคณะกรรมการ 2 คณะคือคณะกรรมการอำนวยการการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี 2569 และคณะกรรมการบริหารการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ 2.สถาบันวิจัยพืชสวนทำหนังสือเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในกรณีการใช้พื้นที่จัดงานที่ทุ่งหนองแดขอยกเว้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เรื่องมาตรการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และ 3.การจัดทำร่าง TOR Master Plan

ปศุสัตว์ระดมความเห็น ร่างมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ ยกระดับผลิตไข่คุณภาพ เพิ่มศักยภาพสู้ตลาดโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661593

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีการเลี้ยงไก่ไข่ในเชิงอุตสาหกรรมมากขึ้น มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในระบบการผลิต การปรับปรุงสายพันธุ์ โดยปี 2564 มีแม่ไก่ไข่ยืนกรงเฉลี่ย 50.9 ล้านตัว ผลิตไข่ไก่ถึง 15,420 ล้านฟอง นับเป็นมูลค่าสูงถึง 42,405 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เนื่องจากปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจของโลกส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการค้าของสินค้าเกษตรไทย ทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันทางการค้า จึงเป็นการดีที่จะมีนโยบายจัดทำมาตรฐานสินค้า เพื่อส่งเสริมให้สินค้าเกษตรมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับและสร้างความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับความสำคัญในการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่รุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเลี้ยงไก่ไข่รุ่น ลดความเสี่ยงและควบคุมปัญหาโรคระบาดที่เกิดจากฟาร์มที่ยังไม่เข้าสู่ระบบมาตรฐาน เพื่อให้มีมาตรฐานสินค้าเกษตรครอบคลุมการผลิตไข่ไก่ตลอดห่วงโซ่การผลิต เป็นประโยชน์ในการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร โดยคำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย สุขภาพและสวัสดิภาพสัตว์ รวมทั้งเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาด ASEAN Economic Community (AEC) และต่างประเทศได้

การจัดสัมมนาระดมความเห็นครั้งนี้ เป็นขั้นตอนหนึ่งที่มีความสำคัญในกระบวนการจัดทำมาตรฐาน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้มาตรฐานอยู่ในแนวทางที่สามารถปฏิบัติได้และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

‘เฉลิมชัย’โชว์ผลงานปศุสัตว์ คุมโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกรสำเร็จ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661597

‘เฉลิมชัย’โชว์ผลงานปศุสัตว์  คุมโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกรสำเร็จ

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร่วมถก : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร โดยกรมปศุสัตว์สามารถควบคุมการระบาดและกำจัดโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันควบคุมโรคและกำจัดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ครั้งที่ 5 โดยมี นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ หัวหน้าส่วนราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยที่ประชุมได้มีการรายงานสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) ในประเทศไทย โดย ดร.เฉลิมชัย กล่าวว่าสถานการณ์โรค ASF พบการระบาดทั้งหมด42 ประเทศ 4 ทวีป ประกอบด้วย ทวีปยุโรป 17 ประเทศ ทวีปแอฟริกา 8 ประเทศ โอเชียเนีย1 ประเทศ และทวีปเอเชีย 16 ประเทศ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมได้ และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างเพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ จากมาตรการควบคุมโรคที่เข้มข้นของกรมปศุสัตว์ ส่งผลให้สถานการณ์การระบาดของโรค ASF ในประเทศไทย มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม-ปัจจุบัน พบการระบาดทั้งสิ้น 30 จังหวัด โดย 26 จังหวัด สามารถควบคุมโรคและตรวจซ้ำไม่พบโรคมากว่า 30 วัน ในภาพรวมขณะนี้ประเทศไทยสามารถควบคุมและกำจัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและเริ่มออกมาตรการต่างๆ พร้อมสนับสนุนการกลับมาเลี้ยงใหม่ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการแล้ว

สำหรับแนวทางที่เกษตรกรหรือผู้ประกอบการฟาร์มสุกรจะกลับมาเลี้ยงใหม่นั้น กรมปศุสัตว์ มีข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับทุกฟาร์ม โดยให้เกษตรกรเข้ารับการอบรมการเลี้ยงและป้องกันโรคปีละ 1 ครั้ง ในรัศมี5 กิโลเมตร ต้องไม่มีรายงานโรคอย่างน้อย 30 วัน ระบบฟาร์มต้องเป็น “ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม” (Good Farming Management ; GFM) ขึ้นไป
และจะมีเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ เข้าไปประเมินความเสี่ยง ฟาร์มทั่วไปต้องได้ 60 คะแนนขึ้นไปและฟาร์มที่เคยพบโรคหรือมีความเชื่อมโยงโดยตรง ต้องได้คะแนน 80 ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีข้อกำหนดเพิ่มเติมสำหรับฟาร์มกลุ่มเสี่ยงทั้งที่เคยพบผลบวกหรือลบแต่มีความเสี่ยง จำเป็นจะต้องพักฟาร์มไม่น้อยกว่า 90 วัน และเริ่มเลี้ยงสุกรได้ ร้อยละ 10-15 เป็นเวลา 6 สัปดาห์ และเก็บตัวอย่าง หากไม่มีการะบาดของโรคก็สามารถเลี้ยงได้ตามปกติ

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ ร่วมกับหน่วยงานมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจสุกรอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2565 พบว่ามีสุกรแม่พันธุ์ ประมาณ 1 ล้านตัวในระบบ โดยปริมาณความต้องการบริโภคในประเทศอยู่ที่เดือนละ 1.5 ล้านตัว และจากผลการสำรวจสุกรขุน ในแต่ละเดือนประมาณ 9 ล้านตัว ตามรอบการผลิตสุกรขุน ประมาณ 6 เดือน ดังนั้น ต้องขอเน้นย้ำกับประชาชนว่าปริมาณสุกรขุน มีเพียงพอต่อความต้องการในประเทศอย่างแน่นอน

กรมชลฯบริหารจัดการน้ำ เคร่งครัดมาตรการกอนช.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661594

วันอังคาร ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ไปยังสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ โดยปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 43,336 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57ของความจุอ่างฯ ยังสามารถรับน้ำได้อีก 32,749 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 10,475 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,396 ล้าน ลบ.ม. เนื่องจากในระยะนี้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มมากขึ้น จึงกำชับไปยังโครงการชลประทานทั่วประเทศเฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมถึงบริหารจัดการน้ำให้อยู่ในเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำตามช่วงเวลา

พร้อมกันนั้นให้ปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนทั้ง 13 มาตรการ ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) กำหนด ที่สำคัญให้ตรวจสอบอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ หมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ จัดเก็บวัชพืชไม่ให้วัชพืชไหลลงมาในทางน้ำสายหลักซึ่งจะส่งผลต่อการระบายน้ำ