เกษตรฯอัปเกรดบริการ เพิ่มศักยภาพ22หน่วย176ระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661339

เกษตรฯอัปเกรดบริการ  เพิ่มศักยภาพ22หน่วย176ระบบ

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 กล่าวว่า กำลังเร่งอัปเกรดบริการภาครัฐ สู่กระทรวงเกษตร 4.0 เพื่อยกระดับศักยภาพและประสิทธิภาพภาคเกษตรภายใต้ “5 ยุทธศาสตร์” และนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของ ดร.เฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสไทยในฐานะครัวโลกในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนอาหารจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 22หน่วยงาน กำหนดเป้าหมายให้บริการแก่ประชาชนในรูปแบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ 176 ระบบ โดยได้ดำเนินการแล้วเสร็จและให้บริการเรียบร้อยแล้ว 167 ระบบ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 9 ระบบ ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2565

สำหรับระบบบริการจะมุ่งเน้นให้บริการครอบคลุมตลอดวัฏจักรการทำการเกษตร ตั้งแต่การวางแผนการผลิตจนถึงการตลาด อาทิ ระบบตรวจสอบดิน (กรมพัฒนาที่ดิน) ระบบโปรแกรมประยุกต์การคำนวณการให้อาหารกุ้งทะเล (กรมประมง) ระบบการขอใบอนุญาตนำหรือเคลื่อนย้ายสัตว์หรือซากสัตว์ภายในราชอาณาจักร(ร.3 /ร.4 /ร.5) (กรมปศุสัตว์) ระบบงานยื่นคำขอและออกใบสำคัญขึ้นทะเบียน/ใบรับรอง/ใบอนุญาตนำเข้าปุ๋ย (กรมวิชาการเกษตร)รวมทั้งยังมีระบบที่เชื่อมโยง ข้อมูลกับระบบ National Single Window (NSW) ของกรมศุลกากร เพื่อการออกใบอนุญาตที่สำคัญต่างๆ ใบสำคัญในการนําเข้า-ส่งออก หรือการรับรองผลการตรวจสุขอนามัยพืชและสัตว์(55 ระบบ)

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกต่อผู้ใช้งาน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน Big Data และ Gov Tech ภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ของกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำ Web Application “ระบบบริการภาครัฐ: http://mis.oae.go.th/rservice” เพื่อเป็นช่องทางการเข้าถึงบริการของกระทรวงเกษตรฯ โดย “ระบบบริการภาครัฐ” มีเมนูจำแนกตามกิจกรรมบริการที่สอดคล้องกับวัฏจักรการทำการเกษตรทั้ง 6 ด้าน ประกอบด้วย 1.การวางแผนการผลิต 2.การหาปัจจัยการผลิต 3.การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ดูแลรักษา 4.การเก็บเกี่ยว 5.การแปรรูป การเพิ่มมูลค่า และ 6.การตลาด การจำหน่าย

นอกจากนี้ ยังมีเมนูพิเศษอื่นๆ เพื่อการสืบค้นและสามารถเข้าถึงงานวิจัย ตลอดจนรายชื่อองค์ความรู้เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC 77 จังหวัด) โดยผู้ใช้งานสามารถค้นหาระบบที่ต้องการได้ทันที และระบบจะเชื่อมโยงไปหน่วยงานต้นทางที่พร้อมให้บริการได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน

‘ประภัตร’หารือทูตเยอรมัน แสดงนวัตกรรมเกษตรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661334

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ซึ่งจัดโดย นายเก-ออร์ก ชมิดท์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ดร.วนิดา กำเนิดเพ็ชร์ ผอ.สำนักการเกษตรต่างประเทศ และผู้แทนจากกรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ และกรมชลประทาน เข้าร่วม

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตฯ กล่าวขอบคุณกระทรวงเกษตรฯ ที่เป็นเจ้าภาพร่วมกับ German Agriculture Society (DLG) และกระทรวงอาหารและเกษตรแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMEL) ในการจัดงาน AGRITECHNICA ASIA & HORTI ASIA 2022 และร่วมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตรไทย ในโซน Thailand Smart Farming Pavilion ที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา กทม.

ในโอกาสนี้ นายประภัตร ได้พบปะหารือกับ ดร.เจิ่น แทงห์ นาม รมช.เกษตรและพัฒนาชนบท ประเทศเวียดนาม และได้แลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

กรมชลฯกำกับงาน ชลประทานทั่วไทย รับมือมีฝนตกหนัก แก้ปัญหาระบายน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661336

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,343 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 57 ของความจุอ่างฯ รวมกัน สามารถรับน้ำได้อีก 32,742 ล้านลบ.ม. เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 10,407 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42 ของความจุอ่างฯ สามารถรับน้ำได้อีก 14,464 ล้านลบ.ม. ภาพรวมสถานการณ์น้ำยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังสำนักงานชลประทานและศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย ติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด นำข้อมูลมาวิเคราะห์ในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ คำนึงถึงปริมาณ เวลา ผลกระทบ ผู้มีส่วนได้เสีย ความมั่นคงของอาคารชลประทาน และระเบียบกฎหมายข้อบังคับ เป็นหลัก เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำระหว่างสำนักงานชลประทานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมปฏิบัติตาม 13 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2565 ตามที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) กำหนดอย่างเคร่งครัด เน้นย้ำความพร้อมของอาคารชลประทานและระบบโทรมาตรต้องพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ รวมทั้งหมั่นกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอยู่สม่ำเสมอ เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดียิ่งขึ้น

‘มนัญญา’เดินหน้าสานต่ออาชีพเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661333

วันจันทร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด และพบปะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ที่ จ.หนองคาย โดยมี นางวนิดา อมาตย์ทัศน์สหกรณ์จังหวัดหนองคาย นายปกรณ์ ศรีหาราช ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด สมาชิกสหกรณ์ฯ และเกษตรกร ต้อนรับ

ในโอกาสนี้ น.ส.มนัญญา ได้รับฟังปัญหาด้านการเกษตร โดยชื่นชมสหกรณ์การเกษตรท่าบ่อ จำกัด และสมาชิก ที่สนับสนุนโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ให้มีความมั่นคงในการประกอบอาชีพทางการเกษตร นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในสหกรณ์ รวมทั้งยังได้ให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามนโยบายต่างๆ จึงเชิญชวนสหกรณ์ภาคเกษตร มาเป็นต้นแบบการพัฒนาอาชีพทางการเกษตร สร้างแรงบันดาลใจในการประกอบอาชีพทางการเกษตรให้แก่สมาชิกสหกรณ์ ใช้แนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการประกอบอาชีพทางการเกษตรและดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการและการจัดแสดงและจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร และสินค้าแปรรูปมากมาย อาทิ ข้าวแปรรูปของสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.หนองคาย จำกัด ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งของสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงผึ้งโพรงป่า ต.พระพุทธบาท จำกัด และพบปะผู้แทนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ซึ่งมีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ 36 รายที่ผ่านมา สำนักงานสหกรณ์ จ.หนองคาย ได้จัดประชุมชี้แจงและจัดโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานโครงการสร้างเครือข่ายลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเรียนรู้ร่วมกันรวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตรต่างๆ ตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย

นายกฯปลื้มชาวอุดรฯร่วมใจเป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก ‘เฉลิมชัย’ยันรัฐหนุนเต็มที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661256

นายกฯปลื้มชาวอุดรฯร่วมใจเป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก ‘เฉลิมชัย’ยันรัฐหนุนเต็มที่

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 08.54 น.

นายกฯปลื้มชาวอุดรทุกฝ่ายร่วมใจเตรียมเป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก รมต.เฉลิมชัย ลงตรวจพื้นที่ยืนยันรัฐบาลสนับสนุนเต็มที่

19 มิถุนายน 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมการเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 (134 วัน) ที่ ต.กุดสระ อ.เมือง จ.อุดรธานี ซึ่งรัฐบาลได้เห็นชอบในการสนับสนุนงบประมาณในขั้นต้น 2,500 ล้านบาท มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ ร่วมกับภาคส่วนต่างๆใน จ.อุดรธานี

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี ประธานสภาหอการค้าจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด และทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และรายงานให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทราบถึงความตื่นตัวและความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เพราะประชาชนทราบดีว่างานนี้เป็นการสร้างชื่อเสียงและนำเสนออัตลักษณ์ของจังหวัด อีกทั้งจะสร้างเงินสะพัดในช่วงระหว่างการจัดงานที่อาจมากถึง 32,000 ล้านบาท จากจำนวนผู้เข้าชมงานที่จะมากถึง 3.6 ล้านคน เป็นชาวไทยร้อยละ 70 และชาวต่างชาติร้อยละ 30 และเกิดการจ้างงานประมาณ 81,000 อัตรา

น.ส.รัชดา กล่าวต่อว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯอยู่ระหว่างการดำเนินการเตรียมพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการน้ำและการลำเลียงน้ำจากอ่างเก็บน้ำห้วยหลวง-หนองสำโรง-หนองแด และการปรับพื้นที่ให้มีพื้นที่ราบเพิ่มขึ้น ในส่วนของจังหวัดและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับต่างๆ ได้ร่วมมือกันวางแผนการเป็นเจ้าภาพ สร้างความเข้าใจโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น ทั้งนี้ เมื่อจบสิ้นการจัดงาน ทางจังหวัดมีแผนจะอนุรักษ์พื้นที่เพื่อใช้ประโยชน์ต่อเนื่องเป็นศูนย์จัดแสดงนิทรรศการ ประเพณีวัฒนธรรม และศูนย์กลางกีฬานานาชาติ ของกลุ่มอนุภาคลุ่มน้ำโขงและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

“นายกรัฐมนตรี ดีใจที่ได้รับทราบว่าทุกภาคส่วนมีความยินดีและตื่นตัวกับการที่ จ.อุดรจะได้เป็นเจ้าภาพงานพืชสวนโลก จับมือกันสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย และนายกฯยังได้ให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลพร้อมสนับสนุนในทุกด้าน เพื่อให้งานนี้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์และเป็นที่ประทับใจของแขกผู้มาเยือน ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างรายได้แก่ชาวบ้านในจังหวัดและจังหวัดข้างเคียง” น.ส.รัชดา กล่าว

-005

‘เฉลิมชัย’สั่งยกระดับ ควบคุม‘โรคลัมปี สกิน’ เร่งฉีดวัคซีน‘โค-กระบือ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661227

‘เฉลิมชัย’สั่งยกระดับ  ควบคุม‘โรคลัมปี สกิน’  เร่งฉีดวัคซีน‘โค-กระบือ’

วันอาทิตย์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งยกระดับควบคุม‘โรคลัมปี สกิน’ เร่งฉีดวัคซีน‘โค-กระบือ’ ช่วยเกษตรกรทุกพื้นที่

“ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน” รมว.เกษตรฯ สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมโรค เร่งฉีดวัคซีนป้องกันการระบาดของโรคลัมปี สกิน พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทุกพื้นที่ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์พบการระบาดของโรคลัมปี สกินในจังหวัดชัยภูมิตามที่มีรายงานในข่าวออนไลน์ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลว่าจะมีการกลับมาระบาดของโรครุนแรงอีกครั้งเหมือนปีก่อน ทำให้เกิดความเสียหายนั้น

ต้องขอยืนยันว่าการพบรายงานของโรคลัมปี สกินในโค-กระบือครั้งนี้ ไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อนแน่นอน แต่ที่มีการรายงานพบโรค เนื่องจากยังมีโรคในบางพื้นที่และโคบางตัวยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนด้วยจึงเป็นปัจจัยเอื้อทำให้แมลงที่เป็นสัตว์พาหะของโรคมีจำนวนมาก ตนเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ได้กำชับสั่งการให้นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินการในการควบคุมโรคในทุกพื้นที่ หาแนวทางป้องกันการเกิดโรค และให้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เดือดร้อนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยให้รายงานผลดำเนินการมาที่ตนโดยตรง

ด้าน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบืออย่างเข้มงวดมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 64 ที่มีรายงานพบโรค มีการออกมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคแจ้งสั่งการไปยังทุกพื้นที่ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด การบูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดและ อปท. การเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่โดยพิจารณาตามความเสี่ยงก่อน การประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ในการควบคุมป้องกันและสังเกตอาการของโรคให้เกษตรกร การพ่นน้ำยาฆ่าแมลงและสัตว์พาหะที่คอกเลี้ยงสัตว์ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีตามหลักรู้เร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว การปรับปรุงฟาร์มเพื่อยกระดับการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การทำระบบการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว

ซึ่งในพื้นที่ที่มีการรายงานพบโรคจะมียกระดับความเข้มงวดเป็นพิเศษ นอกจากนี้เพื่อเป็นความมั่นคงในการผลิตวัคซีน ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ประเทศไทยสามารถผลิตมีวัคซีนใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอยั่งยืนนั้น ได้สั่งการให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ เร่งวิจัยและศึกษาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ซึ่งตอนนี้สามารถวิจัยและผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินล๊อตแรกได้สำเร็จในเดือนมิถุนายน 65 นี้แล้ว 45,000โด๊ส (กำลังการผลิตสูงสุดในแต่ละเดือนผลิตได้ 50,000 โด๊ส) และได้จัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ครบถ้วนโดยจะพิจารณาจากพื้นที่เสี่ยงและจำนวนโคและลูกโคที่ยังไม่ได้ทำวัคซีนก่อน วัคซีนที่ผลิตได้เป็นวัคซีนเชื้อตาย สื่อน้ำมัน ฉีดตัวละ 2 มิลลิลิตร เข้าทางกล้ามเนื้อ เริ่มฉีดได้ที่โคอายุ 4 เดือนขึ้นไป ถ้าไม่เคยฉีดมาก่อนให้กระตุ้นซ้ำอีก 1 เดือน และกระตุ้นทุกๆ 6 เดือน เกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่

สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เสียหายนั้น ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยใช้งบประมาณทดลองราชการแล้ว 52,389 ราย โค-กระบือ 58,089 ตัว วงเงิน 1,221,823,020 บาท อยู่ระหว่างการช่วยเหลืออีก 1,596 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.82 และอยู่ระหว่างการของบประมาณเพิ่มเติมจากงบกลางเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรในบางพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 203,107,702 บาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการต่อไป

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด ซึ่งจากรายงานสัตว์ป่วยทั่วประเทศพบเพียง 1,498 ตัว จากจำนวนสัตว์ทั่วประเทศทั้งหมดเกือบ 9 ล้านตัว คิดเป็นสัดส่วนที่พบน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด ซึ่งจากการสอบสวนหาสาเหตุพบว่าสัตว์ที่ป่วยใหม่เป็นสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน อย่างไรก็ตามการควบคุมโรคให้สำเร็จนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นสำคัญด้วย จึงขอให้เกษตรกรดำเนินการตามมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญในการคุมโรคได้คือ การทำวัคซีน การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะ และการควบคุมการเคลื่อนย้าย ถ้าหากควบคุมไม่มีตัวป่วยและตายเพิ่มในระยะเวลา 1 ปี จะทำการขอคืนสถานะปลอดโรคลัมปี สกิน จากองค์การสุขภาพสัตว์โลกต่อไป ทั้งนี้ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือสายด่วนของกรมปศุสัตว์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

กรมชลฯ ชักธง Street canal จ.นครปฐม อัพเกรดการระบายน้ำแก้อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตะวันตก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661168

กรมชลฯ ชักธง Street canal จ.นครปฐม อัพเกรดการระบายน้ำแก้อุทกภัยลุ่มเจ้าพระยาตะวันตก

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 17.00 น.

กรมชลประทาน ลุยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก จัดสำรวจโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) ส่งต่อ กนช. พิจารณาในภาพรวม ก่อนเข้า ครม. พิจารณาการก่อสร้างปี 2567-2569 หวังเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ด้านชาวบ้านขอให้มีการทำประชาพิจารณ์สร้างการรับรู้ เพื่อให้คนในพื้นที่มีส่วนในโครงการเพื่อประโยชน์องค์รวม

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเมื่อมีฝนตกต่อเนื่องบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา มักเกิดปัญหาน้ำหลากท่วมในพื้นที่ตลอด เพราะแม่น้ำเจ้าพระยาและลำน้ำสาขาอื่น ๆ ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกระบายน้ำออกสู่อ่าวไทยไม่ทัน กรมชลประทานมีโครงการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา 

โดยล่าสุดคือโครงการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อมการบริหารจัดการน้ำพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก (ปี 2557-2560) ได้เสนอแผนรวมการบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ไขและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อเพิ่มศักยภาพการระบายน้ำในปี 2564 ได้มอบหมายให้ กิจการร่วมการค้าหรือ PYPC JV ทำการสำรวจโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (Street canal) จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นแผนงานที่ 4 ใน 9 แผนงานบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ดังนี้ 

1) โครงการปรับปรุงระบบชลประธานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง 2) โครงการคลองระบายน้ำหลากเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แบ่งเป็น 2 ช่วงคือ ช่วงคลองชัยนาท-ป่าสัก และ ช่วงคลองป่าสัก 3) โครงการคลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 4) โครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก 5) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา 6) โครงการบริหารตัดการน้ำพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ 7) โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร 8)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีนและ 9) โครงการพื้นที่รับน้ำนอง

การสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ จังหวัดนครปฐม เป็นองค์ประกอบหนึ่งของโครงการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำตั้งแต่คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน จนถึงชายทะเล โดยระบายน้ำทั้งในแนวเหนือ-ใต้ ออกสู่ทะเล ร่วมกับการผันน้ำออกทางแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา ไม่เกินกว่าศักยภาพของสถานีสูบน้ำเดิมที่มีอยู่ และสามารถเพิ่มการระบายน้ำได้ดีขึ้น มีความต่อเนื่องออกสู่อ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยระบายน้ำท่วมในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตอนบน ตั้งแต่คลองมหาสวัสดิ์จนถึงคลองภาษีเจริญ โดยการปรับปรุง/ขุดคลองระบายน้ำและอุโมงค์ปริมาณน้ำ 30 ลบ.ม./วินาที ช่วยพร่องน้ำในคลองมหาสวัสดิ์เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำหลากตอนบนของพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง และช่วยลดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ของโครงการ ตลอดจนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างและกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง

“องค์ประกอบของโครงการนี้มีดังนี้ 1.งานปรับปรุง/ขุดคลอกคลองระบาย 10.552 กม. เป็นอาคารประกอบคลองระบายน้ำรวมทั้งสิ้น 60 อาคาร และปรับปรุงคลองใต้สะพาน 5 แห่ง มีพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการประมาณ 0.75 ไร่ 2.งานอุโมงค์ระบายน้ำ 6.998 กม. เป็นอาคารประกอบของอุโมงค์ระบายน้ำรวม 4 อาคาร พื้นที่ผลกระทบประมาณ 7.935 ไร่ โดยได้ประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลของโครงการ พร้อมรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะ และรับทราบข้อวิตกกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อโครงการได้เป็นอย่างดี โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไว้แล้ว” เฉลิมเกียรติฯ กล่าว

สำหรับแผนการดำเนินงานแบ่งเป็น ศึกษาความเหมาะสม การปรับปรุงโครงข่ายชลประทานในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างปี 2557-2560 ถัดมาคือ สำรวจออกแบบโครงการคลองถนนและอุโมงค์ระบายน้ำ (2564-2565) ระยะเวลาดำเนินการ 540 วัน เริ่มปฏิบัติงาน 1 ก.ค. 2564 สิ้นสุดสัญญา 22 ธ.ค. 2565 และนำเสนอโครงการ ในภาพรวมต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) อนุมัติหลักการ 9 แผนหลักและในระยะเวลาปี 2560-2572 ก่อนเสนอเปิดโครงการต่อคณะรัฐมนตรี เตรียมงานก่อสร้างและงานจัดเตรียมเอกสาร ประกวดราคาก่อสร้างโครงการประมาณปี 2567-2569 รวมถึงจ้างที่ปรึกษาบริการโครงการต่อไป

ด้านนางอรุณี จันทร์แจ่มศรี ตัวแทนชาวบ้าน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการระบายน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา กล่าวว่า “ตนและชาวบ้านในพื้นที่ มีความเป็นห่วงใยในเรื่องของน้ำท่วมเป็นอย่างมาก เพราะพื้นที่นี้ถือเป็นพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก บวกกับน้ำที่ท่วมในพื้นที่ก็เป็นน้ำเสีย เพราะโรงงานในย่านนี้เยอะ และถ้าถามว่ายินดีกับโครงการที่ภาครัฐจะนำเข้ามาบริหารจัดการในพื้นที่ไหม ต้องตอบเลยว่าไม่ เพราะพื้นที่แถวนี้ชาวบ้านอยู่กันมานาน เป็นที่ของปู่ย่าตายายซึ่งควรค่าแกการอนุรักษ์ แต่ถ้าจะทำให้เกิดประโยชน์ในภาพรวมของประเทศ ตนและชาวบ้านก็คงต้องยอม แต่อยากให้มีการทำประชาพิจารณ์โดยให้คนในพื้นที่รับทราบโดยทั่วถึง เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนในพื้นที่ และประเทศชาติต่อไป”

‘เฉลิมชัย’สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมเร่งฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/661116

‘เฉลิมชัย’สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมเร่งฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน

วันเสาร์ ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 11.28 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งการด่วนปศุสัตว์ยกระดับควบคุมโรค เร่งฉีดวัคซีนป้องกัน พร้อมช่วยเหลือเกษตรกรทุกพื้นที่”

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์พบการระบาดของโรคลัมปี สกินในจังหวัดชัยภูมิตามที่มีรายงานในข่าวออนไลน์ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลว่าจะมีการกลับมาระบาดของโรครุนแรงอีกครั้งเหมือนปีก่อน ทำให้เกิดความเสียหายนั้น ต้องขอยืนยันว่าการพบรายงานของโรคลัมปี สกินในโค-กระบือครั้งนี้ ไม่รุนแรงเหมือนครั้งก่อนแน่นอน แต่ที่มีการรายงานพบโรค เนื่องจากยังมีโรคในบางพื้นที่และโคบางตัวยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ประกอบกับช่วงนี้เป็นฤดูฝนด้วยจึงเป็นปัจจัยเอื้อทำให้แมลงที่เป็นสัตว์พาหะของโรคมีจำนวนมาก ตนเองได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่ต้น ได้กำชับสั่งการให้นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เร่งดำเนินการในการควบคุมโรคในทุกพื้นที่ หาแนวทางป้องกันการเกิดโรค และให้เยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เดือดร้อนให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยให้รายงานผลดำเนินการมาที่ตนโดยตรงนั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่ากรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินการควบคุมและป้องกันโรคลัมปี สกินในโคกระบืออย่างเข้มงวดมาโดยตลอดตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 64 ที่มีรายงานพบโรค มีการออกมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคแจ้งสั่งการไปยังทุกพื้นที่ให้ดำเนินการอย่างเคร่งครัด การบูรณาการร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่ ได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัดและ อปท. การเร่งฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่โดยพิจารณาตามความเสี่ยงก่อน การประชาสัมพันธ์สร้างความรับรู้ในการควบคุมป้องกันและสังเกตอาการของโรคให้เกษตรกร การพ่นน้ำยาฆ่าแมลงและสัตว์พาหะที่คอกเลี้ยงสัตว์ การควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ การทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ในการลงพื้นที่สอบสวนโรคทันทีตามหลักรู้เร็ว ควบคุมโรคได้เร็ว การปรับปรุงฟาร์มเพื่อยกระดับการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มให้มีระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การสร้างเครือข่ายในพื้นที่ การทำระบบการรายงานผลที่มีประสิทธิภาพรวดเร็ว ซึ่งในพื้นที่ที่มีการรายงานพบโรคจะมียกระดับความเข้มงวดเป็นพิเศษ นอกจากนี้เพื่อเป็นความมั่นคงในการผลิตวัคซีน ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น ประเทศไทยสามารถผลิตมีวัคซีนใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอยั่งยืนนั้น ได้สั่งการให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำนักเทคโนโลยีชีวภัณฑ์สัตว์ เร่งวิจัยและศึกษาการผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกิน ซึ่งตอนนี้สามารถวิจัยและผลิตวัคซีนป้องกันโรคลัมปี สกินล๊อตแรกได้สำเร็จในเดือนมิถุนายน 65 นี้แล้ว 45,000โด๊ส (กำลังการผลิตสูงสุดในแต่ละเดือนผลิตได้ 50,000 โด๊ส) และได้จัดสรรวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างๆ ให้ครบถ้วนโดยจะพิจารณาจากพื้นที่เสี่ยงและจำนวนโคและลูกโคที่ยังไม่ได้ทำวัคซีนก่อน วัคซีนที่ผลิตได้เป็นวัคซีนเชื้อตาย สื่อน้ำมัน ฉีดตัวละ 2 มิลลิลิตร เข้าทางกล้ามเนื้อ เริ่มฉีดได้ที่โคอายุ 4 เดือนขึ้นไป ถ้าไม่เคยฉีดมาก่อนให้กระตุ้นซ้ำอีก 1 เดือน และกระตุ้นทุกๆ 6 เดือน เกษตรกรสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์ในพื้นที่ สำหรับการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรผู้เสียหายนั้น ปัจจุบันกรมปศุสัตว์ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรโดยใช้งบประมาณทดลองราชการแล้ว 52,389 ราย โค-กระบือ 58,089 ตัว วงเงิน 1,221,823,020 บาท อยู่ระหว่างการช่วยเหลืออีก 1,596 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.82 และอยู่ระหว่างการของบประมาณเพิ่มเติมจากงบกลางเพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรในบางพื้นที่เพิ่มเติม จำนวน 203,107,702 บาท ซึ่งจะเร่งดำเนินการต่อไป

 อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลจากการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ในวงจำกัด ซึ่งจากรายงานสัตว์ป่วยทั่วประเทศพบเพียง 1,498 ตัว จากจำนวนสัตว์ทั่วประเทศทั้งหมดเกือบ 9 ล้านตัว คิดเป็นสัดส่วนที่พบน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด ซึ่งจากการสอบสวนหาสาเหตุพบว่าสัตว์ที่ป่วยใหม่เป็นสัตว์ที่ไม่ได้รับวัคซีน อย่างไรก็ตามการควบคุมโรคให้สำเร็จนั้นต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นสำคัญด้วย จึงขอให้เกษตรกรดำเนินการตามมาตรการในการควบคุมป้องกันโรคอย่างเคร่งครัด สิ่งสำคัญในการคุมโรคได้คือ การทำวัคซีน การกำจัดแมลงและสัตว์พาหะ และการควบคุมการเคลื่อนย้าย ถ้าหากควบคุมไม่มีตัวป่วยและตายเพิ่มในระยะเวลา 1 ปี จะทำการขอคืนสถานะปลอดโรคลัมปี สกิน จากองค์การสุขภาพสัตว์โลกต่อไป ทั้งนี้ หากพบสัตว์แสดงอาการน่าสงสัยให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ หรือสายด่วนของกรมปศุสัตว์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพลิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

บุรีรัมย์จัดกิจกรรมปลูกป่า ปล่อยปลาสร้างจิตสำนึกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660803

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม ปลูกป่า ปล่อยปลา สู่ชีวิตและป่าไม้ที่ยั่งยืน ครั้งที่ 2โดยมี สหกรณ์ จ.บุรีรัมย์, นายอำเภอชำนิ, นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลหนองปล่อง, ผู้แทนสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม ที่บริเวณลำคลองทุ่งประเทียน้อย ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์

โดยสำนักงานสหกรณ์จ.บุรีรัมย์ จัดขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อรณรงค์เชิญชวนให้สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรทั่วไปจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ในพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรร และพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ เพื่อปลูกฝังให้บุคลากรสหกรณ์ รวมทั้งบุตรหลาน/เยาวชนสหกรณ์รุ่นใหม่ได้มีจิตอาสาพัฒนาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ และสร้างแหล่งอาหารตามธรรมชาติในอนาคต พร้อมทั้งส่งเสริมพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น 

โดย ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ได้เปิดกรวยถวายราชสักการะ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ก่อนเชิญพันธุ์ปลานิลจิตรลดาซึ่งผลิตจากศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ มอบให้แก่ประชาชนจำนวน 1,470 ครัวเรือน เพื่อให้นำไปขยายพันธุ์ต่อ และไว้รับประทานในครัวเรือน ช่วยลดค่าครองชีพ จากนั้นได้นำหัวหน้าส่วนราชการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมทำกิจกรรม “ปลูกป่าปล่อยปลา สู่ชีวิตและป่าไม้ที่ยั่งยืนครั้งที่ 2” พร้อมมอบพันธุ์กล้าไม้ แก่นายกเทศมนตรี 3,000 ต้น นำไปแจกจ่ายต่อให้แก่ประชาชนในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับการจัดสรรให้กับเกษตรกร ตามโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร ภายใต้การจัดที่ดินทำกิน
ให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์ทุ่งประเทียน้อย ต.หนองปล่อง อ.ชำนิ จ.บุรีรัมย์ และมีจำนวนราษฎรที่ได้ใช้ประโยชน์ 445 คน จำนวนแปลง 631 แปลงพื้นที่ 2,439-3- 41 ไร่ และได้จัดตั้งเป็นสหกรณ์ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2560 ชื่อว่า “สหกรณ์จัดที่ดินทุ่งประเทียน้อยหนองปล่อง จำกัด”

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/660800

สกู๊ปพิเศษ : วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มข.จับมือเอกชน  พัฒนาแพลตฟอร์มถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมเครื่องมือดิจิทัล

วันศุกร์ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ คณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น (COLA) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และบุคลากร ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOA) โครงการพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้นวัตกรรมการให้บริการสาธารณะด้วยเครื่องมือดิจิทัล กับ ดร.ธีรภัทร์ บุตรโคตร ผู้บริหารบริษัท One Geo Survey ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทอินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด ความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ส่งเสริมให้หน่วยงานจัดการศึกษาภายในมหาวิทยาลัยร่วมมือกันกับภาคเอกชนในการพัฒนานวัตกรรม วิจัย และถ่ายทอดผลงานที่พัฒนาขึ้นสู่การนำไปใช้ได้จริงและต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้ อีกทั้งเป็นการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาให้ได้เรียนรู้ในบริบทจริงและสามารถพัฒนาศักยภาพตนเองให้เป็นผู้ประกอบการดิจิทัลในอนาคตได้ ซึ่งการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายร่วมกันที่จะดำเนินงานใน 3 ประเด็นหลัก คือ 

1.บูรณาการการเรียนการสอนรายวิชาสหกิจศึกษาและวิชาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในระดับปริญญาตรีของ COLA โดยจะมีการบ่มเพาะนักศึกษาให้สามารถนำเอานวัตกรรมดิจิทัลที่พัฒนาแล้วไปถ่ายทอดและใช้จริงในการบริหารจัดการและให้บริการประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงรับเอาข้อเสนอแนะกลับมาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มให้สามารถตอบสนองให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ในส่วนของระดับบัณฑิตศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกในหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์จะมุ่งให้นักศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการแสวงหาความต้องการและการพัฒนาตัวแบบนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับการให้บริการสาธารณะซึ่งจะผนวกให้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยของนักศึกษา ผลจากการศึกษาสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์และสามารถบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการดิจิทัลให้แก่นักศึกษาได้ 

2.การจัดบริการวิชาการในรูปแบบของการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและให้คำปรึกษาแก่ผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนประชาชนในท้องถิ่น โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้การนำเอานวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่ร่วมกันพัฒนาขึ้นไปใช้จริง 

3.ทีม COLA และผู้เชี่ยวชาญของบริษัทจะร่วมมือกันแสวงหาเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีศักยภาพและมีความสนใจ เพื่อนำส่งนวัตกรรมดิจิทัลในการให้บริการสาธารณะที่พัฒนาขึ้นไปใช้จริงในการดำเนินงานขององค์กร