กษ.เร่งตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น เบื้องต้น 2,600 องค์กร ใน 50 จังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650842

กษ.เร่งตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น เบื้องต้น 2,600 องค์กร ใน 50 จังหวัด

วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2565, 21.44 น.

เกษตรฯ เร่งตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นดำเนินการเบื้องต้นแล้ว 2,600 องค์กร ใน 50 จังหวัด พร้อมเดินหน้าพัฒนาหมู่บ้านประมงท่องเที่ยวฟิชเชอร์แมนวิลเลจ รีสอร์ต 53 โครงการ ตั้งเป้าอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการประมงไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 2/2565ว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายสำคัญในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนประมงให้เกิดการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืนและเป็นการส่งเสริมการพัฒนาอาชีพเพิ่มรายได้ให้ครอบครัวโดยล่าสุด ได้มอบหมายให้กรมประมงได้ดำเนินการโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมงระหว่างปี 2563 – 2565 โดยจัดตั้งองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นแล้ว จำนวน 2,600 องค์กร มีการบริหารจัดการร่วมกัน ส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับชุมชน การส่งเสริมการแปรรูปสัตว์น้ำ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สินค้าประมงและส่งเสริมด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายสินค้า รวมถึงพัฒนาต่อยอดกิจกรรมจากอาชีพการประมงทำให้เกิดมั่นคงในการประกอบอาชีพประมง ชุมชนเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้อนุมัติโครงการพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมง ปีงบ 2565 (องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น) เพื่อสร้างรายได้ความมั่นคงในการประกอบอาชีพการทำประมง ให้กับองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในพื้นที่ 50 จังหวัด (พื้นที่ 22 จังหวัดชายทะเล และในพื้นที่ 28 จังหวัดแหล่งน้ำจืด) รวม 200 ชุมชน ซึ่งผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกรมประมงตามเป้าหมายที่ได้รับจัดสรรครบเรียบร้อยแล้ว เป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ด้านชายฝั่ง 81 องค์กร ด้านประมงน้ำจืด 83 องค์กรและด้านแปรรูป 36 องค์กรๆละ 100,000 บาท เพื่อให้ชุมชนนำไปดำเนินการพัฒนาอาชีพด้านประมงตามความต้องการและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละชุมชน

โดยกิจกรรมประกอบด้วย 1) กิจกรรมพัฒนาอาชีพประมง อาทิ การปรับเปลี่ยนเครื่องมือที่เหมาะสมและถูกกฎหมาย การสนับสนุนอุปกรณ์ซ่อมแซมเครื่องมือทำการประมงและเรือประมง การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การผลิตอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่าย การเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อจำหน่ายและแปรรูป 2) กิจกรรมเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ อาทิ การพัฒนาแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ การสร้างแปล่งอาการสัตว์น้ำธรรมชาติ การจัดตั้งและพัฒนาธนาคารสัตว์น้ำ (ธนาคารปูม้า) การปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การจัดตั้งโรงเพาะฟักพันธุ์สัตว์น้ำเคลื่อนที่ (Mobile hatchery) จัดสร้างกระชังอนุบาลสัตว์น้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ 3) เพิ่มมูลค่าสัตว์น้ำ อาทิ การพัฒนารูปแบบการแปรรูปสัตว์น้ำตามมาตรฐานและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค การส่งเสริมการตลาดเพื่อจัดจำหน่ายสินค้า 4) การถ่ายทอดเทคโนโลยีและเพิ่มทักษะการทำการประมง อาทิ การอบรมให้ความรู้การทำการประมงถูกกฎหมายและศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากพื้นที่ต้นแบบ และ 5) กิจกรรมอื่นๆ เช่น ซ่อมแซมอาคารที่ทำการประมง ปรับปรุงแพชุมชน เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังได้ดำเนินการจัดสรรงบประมาณในการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านประมงให้กับชุมชนประมงท้องถิ่น รวม 594 ชุมชน คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 22 จากองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นทั้งหมด เป็นเงินอุดหนุนทั้งสิ้น 59,400,000 บาท ซึ่งผลจากการดำเนินงานพัฒนาอาชีพด้านประมงและส่งเสริมด้านการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ โดยการบริหารจัดการร่วมกันของชุมชน เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังดำเนินการ พบว่า ชาวประมงมีความพึงพอใจกับทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ที่ประชุม คณะกรรมการฯ ยังได้รับทราบรายงานถึงเรื่องความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงาน 6 คณะ ได้แก่ คณะอนุกรรมการพัฒนาประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ ประมงนอกน่านน้ำ และประมงเพาะเลี้ยงเช่น แนวทางช่วยเหลือโดยการอุดหนุนน้ำมันให้กับประมง, แนวทางการจัดสรรวันทำการประมง, การเตรียมความพร้อมระบบการขนส่งทางรถไฟของสินค้าสัตว์น้ำ เป็นต้น การฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้ได้ผลผลิต 4 แสนตัน ภายในปี 2566 ,การรับรองการปฏิบัติตามมาตรการเพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตเพื่อส่งออก

โดยประธานการประชุมฯ ได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นัดหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สมาคมผู้เพาะเลี้ยง อุตสาหกรรมประมง และหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อประชุมหารือในแนวทางการจัดระบบสินเชื่อและแหล่งทุน เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้ได้ผลผลิต 4 แสนตัน ภายในปี 2566 ความก้าวหน้าโครงการฟิชเชอร์แมนวิลเลจรีสอร์ต ( Fisherman’s Village Resort )มีการส่งเสริมชุมชนประมงชายฝั่งที่มีศักยภาพ 22 จังหวัด สามารถสร้างแหล่งท่องเที่ยวได้ 53 แห่ง เป็นการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนประมงด้วย โดยให้นำแนวทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (wellness tourism)มาประยุกต์ใช้ และให้ส่งเสริมการตลาดแบบออนไลน์ (Online Market) เพื่อช่วยสนับสนุนการขายและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับหมู่บ้านประมงมากขึ้น

รวมทั้งความก้าวหน้าของคณะทำงานส่งเสริมและพัฒนาการกระจายสินค้าประมงจากผู้ผลิตถึงผู้บริโภค ในการขยายช่องทางการกระจายสินค้าประมงผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และการเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ ความก้าวหน้าโครงการนำเรือออกนอกระบบ เรื่องการสาธิตเรือฝึกปลาลัง ณ ท่าเทียบเรือศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Fisheries Development Center : SEAFDEC) รวมทั้งความก้าวหน้าการดำเนินการจัดทำร่างกฎหมายลำดับรองประกอบพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 65 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ด้วย

– 006

ฝนหลวงฯรุกยับยั้ง ลูกเห็บ-หมอกควัน ไฟป่าในภาคเหนือ ช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650294

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากข้อมูลสภาพอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา ตอนบนของประเทศไทยยังคงมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ขณะที่ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความชื้นยังคงพัดปกคลุมทางตอนบนของประเทศ ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางพื้นที่ ส่วนภาคใต้ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุม ทำให้ภาคใต้มีฝนตกตลอดสัปดาห์ สภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวโดยทั่วไปของประเทศไทย สภาวะอากาศดังกล่าวส่งผลให้มีแนวโน้มในการปฏิบัติการฝนหลวงได้ จึงวางแผนบินปฏิบัติการฝนหลวง9 หน่วยปฏิบัติการ เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บให้กับบางพื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ ลพบุรี ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ บรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่าบริเวณพื้นที่ อ.สามเงา จ.ตาก เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนห้วยหลวง และอ่างเก็บน้ำคลองสียัด รวมถึงช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรบางส่วนของ จ.กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สระบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุดรธานี นครราชสีมา ชลบุรี และสระแก้ว

ด้านนายรัฐกร วรุณสุขะศิริ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง เปิดเผยว่าสำหรับการติดตามสภาพอากาศทั่วทุกภูมิภาค พบว่าระยะนี้ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศมีมากกว่า 60% และสภาพอากาศเข้าเงื่อนไข จึงมีแผนขึ้นบินเพื่อปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพี่น้องประชาชน5 หน่วย ได้แก่ หน่วยฯ จ.แพร่ หน่วย จ.นครราชสีมา หน่วยฯ จ.กาญจนบุรี หน่วยฯ จ.จันทบุรี และหน่วยฯ หัวหิน ในขณะที่อีก 6 หน่วยปฏิบัติการ ยังคงติดตามสภาพอากาศระหว่างวันอย่างใกล้ชิด และพร้อมขึ้นบินปฏิบัติการ

ไทยยืนหนึ่งพืชสวนโลก โชว์สินค้าเกษตรที่เนเธอร์แลนด์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650298

ไทยยืนหนึ่งพืชสวนโลก  โชว์สินค้าเกษตรที่เนเธอร์แลนด์

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ร่วมงาน : ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด Thailand Pavilion ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งไทยได้ร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก 2022 เพื่อโชว์ศักยภาพด้านเกษตร

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด Thailand Pavilion ที่เมือง Almere ประเทศเนเธอร์แลนด์ ก่อนหน้านี้ ซึ่งไทยเป็น 1 ใน 26 ประเทศ
และ 3 องค์กรที่เข้าร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก The International Horticultural Exposition 2022 หรือ EXPO 2022 Floriade Almere ว่า กระทรวงเกษตรฯ พร้อมต้อนรับแขกผู้มาเยือนและนักท่องเที่ยวสู่ Thailand Pavilion เพื่อชื่นชมความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิต วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี ผ่านนิทรรศการต่างๆ ในงานมหกรรมพืชสวนโลกครั้งนี้ เพื่อโชว์ศักยภาพนวัตกรรมด้านอาหาร สินค้าเกษตร การพัฒนากระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน และคุณภาพสินค้าเกษตรของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก

“นับเป็นโอกาสอันดีในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งกับเจ้าภาพและประเทศภาคีสมาชิกที่ร่วมงาน และยังเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านการนำเสนอการดำเนินงานด้านการเกษตร” ดร.ทองเปลว กล่าว

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า Thailand Pavilionนำเสนอผ่านแนวคิด “TRUST Thailand” เข้าใจทุกความแตกต่าง เชื่อมั่นความปลอดภัย เปิดโลกทัศน์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ มุมมองที่คุณไม่เคยเห็น ที่นี่ประเทศไทย ซึ่งภายใน Thailand Pavilion แบ่งพื้นที่จัดแสดงออกเป็นโซน Welcome to Thailand นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ การท่องเที่ยวไทยและท่องเที่ยวเชิงเกษตร โซน Future Products นำเสนอระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ สินค้ากลุ่ม Future food เช่น เห็ดแครง จิ้งหรีด มะพร้าว ลำไย ที่พลาดไม่ได้คือการตกแต่งกล้วยไม้สุดอลังการ ตั้งตระหง่านกลางห้องโถงสูงถึง 5 เมตรประดับด้วยกล้วยไม้สกุลหวายและแวนด้า หลากหลายสีซึ่งปีนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร มีเป้าหมายกระตุ้นตลาดกล้วยไม้ สกุลแวนด้า ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ด้วย

โซน Showroom นำเสนอตัวอย่างสินค้าที่มีศักยภาพในการส่งออก เช่น สินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ (ด้านอาหาร และไม่ใช่อาหาร สินค้าในอนาคต และสินค้าที่มีศักยภาพ) ผลิตภัณฑ์สมุนไพร สปา และเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย Cultural Product of Thailand : CPOT ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและผ้าฝ้าย ผลิตภัณฑ์จากยางพารา ผลิตภัณฑ์เครื่องประดับจากกล้วยไม้ ดอกไม้อบแห้ง เป็นต้น โซนนิทรรศการหมุนเวียน นำเสนอสินค้าพืชสวนไทยผ่านการจัดกิจกรรมหมุนเวียน 6 ครั้ง ที่มีทั้งการสาธิตและการชิมสินค้าเกษตรต่างๆ และโซนสวนไทย ที่นำเส้นสายของลายคลื่นในงานจิตรกรรมฝาผนัง มาร้อยเรียงเข้ากับลายเหลี่ยมจากงานประณีตศิลป์ ผ่านการจัดวางองค์ประกอบทางภูมิสถาปัตยกรรมอย่างลงตัว พร้อมกับชื่นชมความงดงามของดอกไม้นานาพรรณ เต็มอิ่มกับธรรมชาติภายใต้ร่มไม้ใหญ่ในพื้นที่เขียวขจี

กรมชลฯรุดจ้างงานงบ2565 ตั้งเป้าให้ได้รวม7.5หมื่นคน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650295

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ว่าได้ดำเนินการตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน

รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยดำเนินโครงการจ้างแรงงานชลประทาน ประจำปีงบประมาณ 2565 เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษาขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน/ชนบท แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ และโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นการทำการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง โดยในปีนี้ มีแผนจัดจ้างแรงงานทั้งสิ้น 75,000 คน วงเงินงบประมาณ4,465 ล้านบาท ระยะเวลาการจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 1-10 เดือนวงเงินจ้างแรงงาน/คน จะอยู่ที่ประมาณ 8,700-87,000 บาท (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ้าง/คน) ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานแล้ว 60,182 คน จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับคืออุบลราชธานี 3,552 คน เชียงใหม่ 3,005 คน และนครราชสีมา 2,926 คน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงจ้างแรงงานอย่างต่อเนื่องอีกเกือบ 15,000 คน เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ หากเกษตรกรหรือประชาชนท่านใดที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

‘ชัยภูมิ’ โชว์ ‘กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนโอโซน’ สร้างกำไรให้กลุ่มปีละ223ล.เปิดจองพ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650296

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 จ.ชัยภูมิ ร่วมกับสำนักงานเกษตร อ.เทพสถิต ดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ และจัดตั้งกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนโอโซน ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ขึ้น โดยเน้นการรวมกลุ่มเกษตรกร ถ่ายทอดความรู้เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกรส่วนใหญ่ได้มาตรฐาน GAP แล้ว ซึ่งในปี 2565 อยู่ระหว่างการดำเนินการขอรับรองมาตรฐาน GAP ในนามเกษตร

แปลงใหญ่ต่อไป

ทั้งนี้ สศท.5 ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การผลิตของกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนโอโซน พบว่า ปี 2564 มีเนื้อที่ปลูกทั้งหมด 1,063 ไร่ เนื้อที่เก็บเกี่ยว 655 ไร่ ปัจจุบันมีสมาชิก 51 ราย โดยมี นายสมพงษ์ ดีเดิม เป็นประธานแปลงใหญ่สำหรับพื้นที่เพาะปลูกทุเรียนโอโซนของกลุ่มแปลงใหญ่ มีความเหมาะสม เนื่องจากปลูกบนภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 800 กว่าเมตร ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์เย็นสบายตลอดทั้งปี ลักษณะพื้นดินภูเขาที่อุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีรสชาติเฉพาะตัว หวานละมุน กรอบอร่อย กลิ่นเบากว่าทุเรียนพันธุ์อื่น เนื้อละเอียดไม่มีเส้นใย จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอเทพสถิตได้ส่งเสริมให้กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนโอโซนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสาน (ซูเปอร์ฟาร์ม) โดยจัดให้มีการอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน มีกิจกรรมเรียนรู้ให้กับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชมสวนทุเรียน

“สำหรับปีนี้ ลูกค้าสามารถสั่งจองผลผลิตได้ตั้งแต่เดือน พ.ค. ซึ่งจะเป็นช่วงที่ผลผลิตเริ่มติดผล หรือลูกค้าท่านใดอยากมาเลือกซื้อผลผลิตด้วยตนเองในช่วงที่ผลผลิตออกเต็มที่แล้ว สามารถซื้อได้ที่หน้าสวนของเกษตรกรได้ช่วงเดือน มิ.ย.-ส.ค. นอกจากนี้ ยังมีช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย เช่น โทรสั่งซื้อหรือสั่งออนไลน์ซึ่งมีบริการจัดส่งจากสวนส่งตรงถึงหน้าบ้าน หากท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตทุเรียนโอโซนของกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนโอโซน สามารถสอบถามเพิ่มเดิมได้ที่ นายสมพงษ์ดีเดิม ประธานแปลงใหญ่ทุเรียน หมู่ 9 ต.บ้านไร่ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ โทร 08-1723-3075

ส่งออกทุเรียนลอตใหม่ทางรถไฟลาว-จีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650297

วันศุกร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ จ.จันทบุรี ว่าได้รับมอบหมายจาก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (ฟรุ้ตบอร์ด) ให้ติดตามความก้าวหน้าการยกระดับมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยร่วมกับ นายสุธี ทองแย้ม ผวจ.จันทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) นายภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย และผู้เกี่ยวข้อง ตามมาตรการยกระดับการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งผู้ประกอบการให้ความร่วมมือด้วยดี มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อสถานที่ล้ง และตรวจเอทีเค พนักงานทุกคน

“แม้ว่าด่านโมฮ่านของจีน ได้เปิดนำเข้าทุเรียนไทยแล้วตั้งแต่วันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา หลังจากระงับการนำเข้าทุเรียนไทยจากเหตุพบการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 ในรถบรรทุกคอนเทนเนอร์ แต่ก็ยังประมาทไม่ได้ การ์ดต้องไม่ตก ตามข้อสั่งการของ ดร.เฉลิมชัย ในฐานะประธานฟรุ้ตบอร์ด เพราะใกล้ถึงช่วงที่ผลผลิตจะออกมามากที่สุด หรือเรียกว่าช่วงพีคของทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจในภาคตะวันออก โดยมีปริมาณของผลผลิตปีนี้กว่า 1 ล้านตัน” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์กล่าวอีกว่า ช่วงการส่งออกทุเรียนอีกลอตได้ใช้เส้นทางรถไฟจีน-ลาว ด้วยการขนส่งระบบผสม “ราง-รถ” หลังจากประสบความสำเร็จในการทดสอบการขนส่งทุเรียน 2 ตู้ และมะพร้าว 1 ตู้ ครั้งแรกเมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา จึงต้องเข้มงวดกวดขันมาตรการขจัดทุเรียนอ่อนและป้องกันการปนเปื้อนไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะที่ด่านโมฮ่าน บริเวณพรมแดนลาว-ยูนนาน

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ พร้อมคณะ ได้เข้าเยี่ยมชมตู้คอนเทนเนอร์รุ่นใหม่ล่าสุด เพื่อเพิ่มจำนวนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการส่งออกผลไม้ไทยไปจีน ซึ่งเป็นแบบที่มีเครื่องปั่นไฟติดตั้งไว้สามารถใช้ได้กับการขนส่งทางเรือทางรถและทางรถไฟ

‘ไทย-เวียดนาม’หารือกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650353

'ไทย-เวียดนาม'หารือกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565, 21.13 น.

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังอนุญาตให้ นายฟาน จี๊ ทัญ (H.E. Mr. Phan Chi Thanh) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย เข้าพบและหารือความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม โดยมี นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วมหารือด้านการเกษตรระหว่างไทยกับเวียด เพื่อกระชับความสัมพันธ์ด้านการเกษตรระหว่างกัน รวมถึงเป็นโอกาสอันดีที่ทั้งสองฝ่ายจะพัฒนาและยกระดับความสัมพันธ์ด้านการค้าและด้านเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรมของทั้งสองประเทศต่อไป

รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ว่าการหารือกับเอกอัครราชทูตฯ เวียดนามในวันนี้เป็นโอกาสดีที่ได้กระชับความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม ซึ่งทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน โดยในปี 2564 ไทยและเวียดนามฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 45 ปี ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศนั้น ได้พัฒนาไปอย่างมากทั้งด้านการเกษตร การค้า และการเมือง โดยมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับเวียดนาม เมื่อปี 2564 มีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างกันเป็น 25,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2568 ทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศคู่ค้าและประเทศลงทุนหลักของเวียดนาม

ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ มีกรอบความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทเวียดนามภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ผ่านกลไกการประชุมคณะทำงานความร่วมมือด้านการเกษตร (Joint Working Group on Agricultural Cooperation-JWG) ไทย-เวียดนาม และบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้มาตรการ SPS ไทย-เวียดนาม ผ่านกลไกการประชุมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) จึงขอให้ฝ่ายเวียดนามช่วยอัพเดทชื่อและอีเมลของผู้ประสานงาน (Contact Point) ของฝ่ายเวียดนาม สำหรับการประสานงานในรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดประชุมทั้งสองต่อไปสำหรับประเด็นคงค้างการเปิดตลาดผลไม้ระหว่างกัน ฝ่ายไทยขอให้เวียดนามยกเลิกการระงับการนำเข้ามะม่วงและเงาะจากไทย และเร่งรัดให้เวียดนามจัดการประชุมด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช (SPS) ครั้งที่สอง ซึ่งเป็นวาระที่ฝ่ายเวียดนามเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้หน่วยงานรับผิดชอบของทั้งสองฝ่ายได้หารือประเด็นคงค้างด้าน SPS ระหว่างกัน รวมทั้งหารือแนวทางการปรับปรุง MOU ให้มีความทันสมัยต่อไป

ในโอกาสนี้ ฝ่ายเวียดนามได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารระดับสูง และผู้เชี่ยวชาญ เดินทางมาเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในระดับสูง รวมทั้งหารือแลกเปลี่ยนนโยบาย ความรู้ และความร่วมมือในสาขาต่างๆ โอกาสที่เหมาะสมต่อไป

ฟังมุมนักวิชาการมองเหตุ‘หมูแพง’ โดน‘4 เด้ง’ดันต้นทุน ผู้เลี้ยงจ่อ‘เซย์กู้ดบาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650322

ฟังมุมนักวิชาการมองเหตุ‘หมูแพง’ โดน‘4 เด้ง’ดันต้นทุน ผู้เลี้ยงจ่อ‘เซย์กู้ดบาย’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565, 19.07 น.

ฟังมุมนักวิชาการมองเหตุ‘หมูแพง’ โดน‘4 เด้ง’ดันต้นทุน ผู้เลี้ยงจ่อ‘เซย์กู้ดบาย’

28 เมษายน 2565 ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2565 คณะอนุกรรมการต้นทุน Pig Board รายงานต้นทุนการผลิตสุกรขุน 98.81 บาทต่อกิโลกรัม นับว่าเป็นต้นทุนการผลิตสุกรขุนที่สูงเป็นประวัติการณ์เรียกได้ว่าฟาร์มต้องกุมขมับ เพราะราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มมีชีวิตตามประกาศของสมาคมฯ คือ 96-98 บาท/กิโลกรัม ซื้อขายจริงในบางพื้นที่ทะลุ 100 บาท/กิโลกรัมเป็นที่เรียบร้อย

คำถามคือที่มาของตัวเลขต้นทุนที่สูงปรี๊ดขณะนี้มาจากอะไรบ้าง 

สาเหตุที่ตัวเลขต้นทุนการผลิตสุกรสูงในขณะนี้เกิดจากสถานการณ์ 4 เด้ง

เด้งแรก ผลพวงของการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกันในสุกรหรือ ASF ปริมาณแม่พันธุ์ยังไม่เพียงพอ ทำให้อัตรากำลังการผลิตสุกรน้อยกว่าปีก่อน ผลผลิตสุกรเข้าสู่ตลาดลดลงราคาย่อมต้องปรับตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่มากกว่าอัตราการผลิตได้

เด้งที่ 2 ผลต่อเนื่องจากเด้งแรก คือต้นทุนลูกสุกร เนื้อหมูที่วางขายอยู่ในตลาดช่วงนี้ต้องย้อนไปเดือนมกราคม 2565 หากเราจำกันได้ เป็นช่วงที่ราคาเนื้อสุกรแพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้ราคาลูกสุกรก็แพงที่สุดเช่นกัน โดยราคาเฉลี่ยลูกสุกรเดือนมกราคม 3,650 บาท/ตัว ทำให้สัดส่วนต้นทุนลูกสุกรสูงถึง 40.65% ของต้นทุนการผลิตสุกรขุน

เด้งที่ 3 ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งสองประเทศนี้เป็นแหล่งวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญของโลก ผลพวงจากสถานการณ์นี้ทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทุกชนิดปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก่อนเกิดสงครามวัตถุดิบก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว โดยตั้งแต่ต้นปี ในเวลาเพียง 3 เดือน ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพิ่มขึ้น 17.1% กากถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น 13.6% ข้าวสาลีเพิ่มขึ้น 8.3% ปลาป่นเพิ่มขึ้น 19.3% (ภาพที่ 1) (อันที่จริงปรับขึ้นมาตั้งแต่ปี 2563 ด้วยซ้ำ) ถึงกับมีการแซวกันว่า “ราคาวัตถุดิบขึ้นโหดเหมือนโกรธคนเลี้ยง”

ในการขุนสุกรให้ได้น้ำหนักประมาณ 100 กิโลกรัม ต้องใช้อาหารสุกรประมาณ 248 กิโลกรัม คิดเป็นต้นทุนค่าอาหารไม่น้อยกว่า 4,000 บาท หรือประมาณ 45.09% ของต้นทุนทั้งหมด ซึ่งผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยขยายเวลาเลี้ยงนานขึ้นจาก 100 กิโลกรัม เป็น 110 – 120 กิโลกรัม แน่นนอนต้นทุนอาหารก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

เด้งที่ 4 สภาพอากาศที่ร้อน สุกรจะกินอาหารน้อยกว่าปกติ ทำให้โตช้า ฟาร์มต้องเลี้ยงนานขึ้น ทำให้ต้นทุนอาหารในช่วงหน้าร้อนสูงกว่าปกติ 

หากถามว่าเด้งไหนที่รัฐพอจะบรรเทาปัญหาได้คือ เด้งที่ 2 การแก้ปัญหาราคาวัตถุดิบ โดยทางสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยได้เสนอแนวทางแก้ไข 3 ข้อไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ได้แก่

1.ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2%

2.ยกเลิกมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1

3.เปิดให้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO, AFTA ยกเลิกโควต้า ภาษีและค่าธรรมเนียม ในปริมาณขาดแคลนชั่วคราว ในปี 2565

ข้อเสนอทั้ง 3 ได้รับการตอบสนองเพียงส่วนเดียว ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปที่แน่นอน หรือเป็นที่ยอมรับของภาคปศุสัตว์และอาหารสัตว์ กล่าวคือการผ่อนปรนให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ตามกรอบ WTO  ไม่เกิน 0.38 ล้านตัน ในช่วงเมษายน – กรกฎาคม 2565 ซึ่งขณะนี้กำลังจะหมดเดือนเมษายน แต่ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ เป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การอนุญาตนำเข้าข้าวโพดอาจมีส่วนช่วยให้ผู้กักตุนข้าวโพดขณะนี้ยอมคายผลผลิตที่กักตุนไว้เก็งกำไรได้

ข้อเท็จจริงอีกข้อคือ ราคาข้าวสาลีในขณะนี้สูงเทียบเท่าข้าวโพดแล้ว จึงไม่มีแรงจูงใจให้เกิดการนำเข้าข้าวสาลีมาเป็นวัตถุดิบทดแทนตามมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3:1 ส่วน ส่วนมาตรการยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง 2% ซึ่งจัดการได้ง่ายที่สุด และสามารถยกเลิกได้ทันที แต่มาตรการนี้ก็ถูกยื้อไว้นานที่สุด โดยที่ยังไม่มีการตอบสนองใดๆ 

สำหรับมาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน ควรต้องผ่อนปรนมากขึ้น หากรัฐไม่ต้องการซ้ำเติมปัญหาให้แก้ยากไปกว่านี้ เนื่องจากรัฐได้กำหนดนโยบายประกันรายได้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ 8.5 บาท/กิโลกรัม และรับซื้อเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศ 19.75 บาท/กิโลกรัม เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองได้รับการดูแลอยู่แล้ว จึงควรปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างเสรี

เนื่องจากสถานการณ์สงครามรัสเซียยูเครนยังคงยืดเยื้อ และกำลังการผลิตของผู้ผลิตถั่วเหลืองและข้าวโพดสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา บราซิล น่าจะมีปัญหาในปีการผลิตปัจจุบันเนื่องจากต้นทุนน้ำมันและปุ๋ยแพง เหล่านี้จะทำให้ราคาต้นทุนการผลิตสุกรไม่น่าจะลดลงได้  นั่นหมายถึงราคาเนื้อสุกรคงต้องแพงขึ้นอีก นอกจากนี้ รัฐต้องเข้มงวดกวดขันการลักลอบนำเข้าเนื้อหมูเถื่อนอีกปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวบ่อนทำลายเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทย ซึ่งจะกระทบไปยังเกษตรกรพืชไร่อีกหลายแสนรายด้วยอย่างแน่นอน

เมื่อรัฐไม่มีความสามารถแก้ปัญหาต้นทางจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ มิเช่นนั้นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูที่เหลืออยู่ไม่ถึงแสนราย คงต้องเซย์กู้ดบายถาวรเพราะต้นทุนที่แบกรับกันอยู่ตอนนี้ แบกกันแอ่นจนหลังจะหักแล้ว สำหรับผู้บริโภคคงได้เพียงบริหารจัดการเงินในกระเป๋า ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น เพราะการตรึงราคาสุกรหน้าฟาร์มคงไม่สามารถสั่งได้เหมือนในอดีต และในอีกไม่กี่วันนี้ก็จะต้องเผชิญกับการปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคหลายชนิด

เตือนเฝ้าระวัง‘สัตว์ปีก’ เหตุจีนพบ‘ไข้หวัดนก’H3N8ในคนครั้งแรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650231

เตือนเฝ้าระวัง‘สัตว์ปีก’ เหตุจีนพบ‘ไข้หวัดนก’H3N8ในคนครั้งแรก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.59 น.

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง‘สัตว์ปีก’หลังล่าสุดพบ‘ไข้หวัดนก’สายพันธุ์ H3N8 ในคนเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนแล้ว

28 เมษายน 2565 นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2565 คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติประกาศพบผู้ป่วยไข้หวัดนก H3N8 ในมณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เป็นเด็กชาย อายุ 4 ขวบ มีอาการมีไข้และมีอาการอื่นๆ โดยบ้านผู้ป่วยได้เลี้ยงไก่และกา อีกทั้งมีเป็ดป่าอยู่รอบๆบ้าน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีนได้ดำเนินการสังเกตอาการและสุ่มตัวอย่างจากการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย และไม่พบความผิดปกติใดๆ

น.สพ.สรวิศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยมีการตรวจพบเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ H3N8 ในม้า สุนัข นก และแมวน้ำ จากทั่วโลก แต่ยังไม่มีรายงานผู้ป่วย H3N8 ในมนุษย์มาก่อน ทั้งนี้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติกล่าวว่าจากการประเมินเบื้องต้นระบุว่าเชื้อดังกล่าว มีความสามารถในการแพร่เชื้อสู่มนุษย์และความเสี่ยงของการแพร่ระบาดในวงกว้างอยู่ในระดับต่ำองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง 2,064 จุด รวมถึงพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม ซึ่งพบสายพันธุ์ H5N1 และ H5N8 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามแม้ว่าประเทศไทยจะไม่พบรายงานการเกิดโรคไข้หวัดนกมาแล้วเป็นระยะเวลา 14 ปี กรมปศุสัตว์ก็ยังคงเตรียมความพร้อม และป้องกันโรคไข้หวัดนกเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทันที เพื่อเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการ ควบคุมโรคทันที

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอหรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 063-225-6888 หรือแจ้งผ่าน Application: DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา

‘สภาอาชีพเกษตรกร’ร้อง’ธรรมนัส’ ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกลำไย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/650226

'สภาอาชีพเกษตรกร'ร้อง'ธรรมนัส' ช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกลำไย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.51 น.

เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น.วันที่ 28 เมษายน 2565 ที่ห้องประชุมชั้น 2 ที่ทำการพรรคเศรษฐกิจไทย อาคารยูทาวเวอร์ ถ.ศรีนครินทร์ เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคเศรษฐกิจไทย ได้รับการมอบหมายจาก พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย รับหนังสือจาก นายมานพ จินะนา ประธานสภาอาชีพเกษตรกร (สอก.) พร้อมคณะ ภายใต้การประสานงานจาก นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของกลุ่มผู้ปลูกลำไย ทั้ง 33 จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ สภาอาชีพเกษตรกร ได้ยื่นหนังสือขอให้ทางพรรคเศรษฐกิจไทย พิจารณาช่วยเหลือสนับสนุน 3 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1.เสนอร่าง พ.ร.บ.ลำใย 2.เสนอโครงการสามเหลี่ยมลำไยทองคำ ใน จ.เชียงราย , จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน และ 3.ขอให้ผลักดันช่วยเหลือเงินเยียวยาลำไย 2,000 บาทต่อไร่ แบบปี 2564

โดย นายมานพ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ลำไย นั้นถือว่ามีส่วนสำคัญมาก เพราะจะช่วยสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับผู้ปลูกลำไยทั่วประเทศต่อไป ทางกลุ่มผู้ปลูกลำไย ทั้ง 33 จังหวัดทั้งประเทศ ตระหนักถึงปัญหาและอุปสรรคในสิ่งจำเป็นของกระบวนการผลิตลำไยคุณภาพ ตลอดถึงการตลาดต่างประเทศที่กระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกลำไยโดยตรง จึงได้ลงมติและมีความตระหนักเป็นอย่างยิ่ง ต้องรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ และคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ของชาวสวนลำไย ในด้านการผลิตและจำหน่ายจัดระบบและควบคุมการผลิตและจำหน่ายลำไย และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากลำไยของชาวสวนลำไย โดยให้ชาวสวนลำไยและเจ้าของโรงงานผู้รับซื้อและแปรรูป ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเข้ามาร่วมมือกับทางราชการตั้งแต่การผลิตลำไยไปจนถึงการจัดสรรเงินรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ทั้งในและนอกราชอาณาจักร ระหว่างชาวสวนลำไยและเจ้าของโรงงานผู้รับซื้อลำไยและผลิตภัณฑ์ เพื่อให้อุตสาหกรรมลำไยเติบโตโดยมีเสถียรภาพและเกิดความเป็นธรรมแก่ชาวสวนลำไย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ และมาร่วมนำเสนอร่าง พ.ร.บ.ลำไย พ.ศ. …. ต่อพรรคเศรษฐกิจไทยเพื่อเป็นที่พึ่งพาของเกษตรกรให้พิจารณาสนับสนุนเป็นรูปธรรม

ด้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จะเร่งนำข้อเรียกร้องของสภาอาชีพเกษตรกร นำเสนอต่อ พล.อ.วิชญ์ เพื่อนำหารือในคณะกรรมการบริหารของพรรค ในการพิจารณาประสานช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งเรื่องเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไย โครงการสามเหลี่ยมลำไยทองคำ รวมถึงกรณีร่าง พ.ร.บ.ลำไย เพื่อผลักดันให้มีผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“ผมได้ติดตาม เรื่องปัญหาของพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกลำไยมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย และ แม่ฮ่องสอน รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งต่างก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ส่งผลกระทบราคาตกต่ำ แต่ต้นทุนปัจจัยการผลิตสูงขึ้น ได้ช่วยระดมรับซื้อลำไย ส่งกระจายไปมอบแจกจ่ายให้ประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสวน และหาช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้น ครั้งนี้ทางพรรคก็จะไม่ทอดทิ้ง หรือนิ่งเฉยในการช่วยแก้ไขปัญหาอย่างแน่นอนครับ” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว