กรมชลฯบูรณาการ รับมือน้ำเค็มรุกล้ำ สู่แม่น้ำเจ้าพระยา ช่วยพื้นที่เพาะปลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646320

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้วางแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือสถานการณ์น้ำทะเลหนุนสูง โดยกำหนดมาตรการควบคุมความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) ให้เหมาะสมสอดคล้องกับการใช้น้ำในกิจกรรมต่างๆ และควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม รวมถึงควบคุมการระบายน้ำผ่านอาคารชลประทานที่สำคัญ อาทิ เขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนพระรามหก รวมทั้งการระบายน้ำจากคลองพระยาบรรลือ ผ่านทางสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือ และสถานีสูบน้ำสิงหนาท 2 ให้สอดคล้องกับระดับการขึ้น-ลงของน้ำทะเล

ส่วนแม่น้ำบางปะกง ได้ควบคุมความเค็มโดยการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำทางตอนบนของลุ่มน้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ได้แก่ อ่างเก็บน้ำคลองสียัด อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา อ่างเก็บน้ำคลองระบม อ่างเก็บน้ำคลองพระสทึง และอ่างเก็บน้ำคลองพระปรง ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และพิจารณาปรับเพิ่มหรือลดการระบายน้ำให้สอดคล้องตามสถานการณ์ รวมทั้งเฝ้าระวังและกำหนดจุดควบคุมค่าความเค็มในแม่น้ำบางปะกง-ปราจีนบุรี ช่วยเหลือการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา นครนายก และปราจีนบุรี รวมถึงการผลิตน้ำประปาด้วย ปัจจุบันได้ควบคุมค่าความเค็มที่จุดสูบน้ำการประปาส่วนภูมิภาค สาขาปราจีนบุรี และประตูระบายน้ำหาดยาง อ.ศรีมหาโพธิ์ จ.ปราจีนบุรี ไม่ให้เกิน 1 กรัม/ลิตร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา และกิจกรรมการใช้น้ำของ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร

ชูแพะแปลงใหญ่เมืองสิงห์ รวมวิสาหกิจชุมชนสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646323

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางวัชรินทร์ ตั้งพรหมจรรย์ เจ้าหน้าที่สัตวบาลชำนาญงาน สำนักงานปศุสัตว์ จ.สิงห์บุรี กล่าวว่า การเลี้ยงแพะได้รับความนิยมเพราะเลี้ยงง่ายโตไว คืนทุนเร็ว
เกษตรกรจึงชักชวนเพื่อนบ้านมาเลี้ยง กลายเป็นกลุ่มใหญ่ที่มีการกระจายไปทุกอำเภอ เกิดการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่แพะประชารัฐ มีการบริหารจัดการกลุ่มและขับเคลื่อนผ่านวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้สมาชิกทุกคนได้เข้าถึงความรู้ แหล่งเงินทุน และสิทธิต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน จึงจัดตั้งวิสาหกิจชุมชนภายใต้แปลงใหญ่ 6 วิสาหกิจชุมชน เกษตรกรกระจายอยู่ใน5 อำเภอ มีการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกษตรกร และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการเลี้ยง โดยสำนักงานปศุสัตว์ จ.สิงห์บุรี และสำนักงานเกษตรเกษตร จ.สิงห์บุรี ร่วมมือกับกลุ่มแปลงใหญ่คัดเลือกเกษตรกรต้นแบบในการเลี้ยงปศุสัตว์ที่ประสบผลสำเร็จและสามารถถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกรคนอื่นได้ เป็นเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเชื่อมโยงกับศูนย์อื่นๆ 9 ศูนย์เครือข่าย เพื่อส่งเสริมการผลิตอย่างยั่งยืน ลดต้นทุนในการซื้อพ่อพันธุ์ นอกจากนี้กลุ่มยังมีการนำนวัตกรรมมาใช้ สร้างแบรนด์ “แพะเมืองสิงห์” จำหน่ายสินค้าผ่านระบบอี-คอมเมิร์ช

ด้านนายไพรัตน์ พูลศรี ประธานแพะแปลงใหญ่ประชารัฐ จ.สิงห์บุรี เปิดเผยว่า มีสมาชิก 133 ราย ปริมาณแพะ 5,645 ตัว เริ่มต้นจากเกษตรกรรายย่อยเลี้ยงแพะ แล้วถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ขาดการบริหารจัดการที่ดี จึงรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ รวบรวมสมาชิกรายย่อยจากทั้ง 5 อำเภอ โดยสำนักงานปศุสัตว์ จ.สิงห์บุรี ได้พัฒนาการผลิตสินค้าแพะตามเป้าหมายการพัฒนาแปลงใหญ่ 5 ด้าน พัฒนาคุณภาพมาตรฐานตามระบบ GMF ของกรมปศุสัตว์ โดยสมาชิกได้รับการรับรองมาตรฐาน GMF 45 ราย และ GAP ฟาร์ม 5 ฟาร์ม การบริหารจัดการด้านการตลาด มีตลาดกลางรับซื้อแพะเพื่อขุนและจำหน่าย

‘เฉลิมชัย’พัฒนาความรู้ ให้เกษตรกรรุ่นใหม่ทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646321

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่สู่ผู้ประกอบการ ในการประชุมและตรวจเยี่ยมการดำเนินงานส่งเสริมการเกษตร การผลักดันเกษตรกรรุ่นใหม่เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)ผู้ประกอบการ และกิจกรรมแปลงใหญ่ ที่เทอดวลัยฟาร์ม ต.หนองตอง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้ดูแลลูกหลานของเกษตรกร โดยการพัฒนาและสร้างคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตรยุคใหม่ ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือ การบริหารจัดการและขับเคลื่อนชุมชน มุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่จบภาคการเกษตร มีความรู้ความสามารถด้านวิชาการเกษตรทั้งระบบ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพการเกษตร การพึ่งพาตนเอง และการแข่งขันทางการค้าในอนาคต

สำหรับการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmerได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2557 มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 17–45 ปี มุ่งเน้นกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการสร้างเครือข่ายให้เกษตรกรเป็น “ศูนย์กลางการเรียนรู้และออกแบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง” และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็น “ผู้จัดการเรียนรู้” มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุ และสร้างแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยพัฒนาให้มีความสามารถในการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดสินค้าเกษตร

“กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคเกษตรกรรมของไทย อีกทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมกับการสร้างบุคลากรด้านการเกษตรรุ่นใหม่ให้มีความทันสมัย สามารถทำการเกษตรได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน และเป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรสำหรับรองรับการเป็นครัวโลกในอนาคต นอกจากนี้ยังมุ่งหวังให้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรและองค์กรเกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

หม่อนไหมคิดค้นนวัตกรรมเส้นไหมยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646322

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กระบวนการทอผ้าประกอบด้วยเส้นพุ่งและเส้นยืนนำมาทอเป็นผืนผ้า ซึ่งในการผลิตเส้นไหมเพื่อใช้ในการทอผ้านั้น เส้นไหมที่ได้จากการสาวไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านส่วนใหญ่จะนำมาทำเป็นไหมเส้นพุ่งเพื่อการทอผ้า เนื่องจากเส้นใยมีความยาวค่อนข้างสั้น คือประมาณ 400–800 เมตร แต่นำมาทำเป็นเส้นยืนสำหรับทอผ้าได้ยาก จึงร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิ พัฒนาเทคนิคและวิธีการสาวไหมและตีเกลียว เพื่อให้สามารถทำเส้นไหมยืน และเส้นไหมพุ่งจากไหมไทยพื้นบ้านด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เกษตรกรสามารถทำได้เอง เส้นไหมที่สาวได้มีลักษณะกลม มีการรวมตัวของเส้นไหมดี เส้นไหมมีความแน่น ไม่แตก เมื่อนำไปทอผ้าจะได้ผ้ามีคุณภาพดีมาก เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการสาวไหมทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพเส้นไหมโดยรวมของประเทศ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการทอผ้าไหมได้ผ้าไหมคุณภาพ สร้างอัตลักษณ์ให้กับไหมไทย

สำหรับกระบวนการทำเส้นไหมเส้นยืนนั้น มีเทคนิคและวิธีการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน เริ่มตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกรังไหม นำรังไหมรังดีที่ได้จากการคัดเลือกรังมาลอกปุยก่อนที่จะนำไปต้มรัง และนำรังไหมมาต้ม ซึ่งขั้นตอนนี้ มีความสำคัญมาก ต้องทำให้ถูกวิธี เนื่องจากวิธีการต้มรังไหมมีผลต่อประสิทธิภาพการสาวไหมและคุณภาพของเส้นไหม จากนั้นนำเส้นไหมมาตีเกลียวด้วยอุปกรณ์ที่พัฒนาจากเครื่องสาวไหม UB2 เพื่อตีเกลียวให้ได้ตามความต้องการที่ใช้งาน เช่น ทำเส้นยืน ตีเกลียว 400-450 เกลียว/เมตร หรือ 300-350 เกลียว/เมตรทำเส้นพุ่ง 250-300 เกลียว/เมตร หรือน้อยกว่านั้น

จุดเด่นของกระบวนการนี้ คือ สามารถนำรังไหมรังเหลืองจากไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านมาทำเป็นเส้นไหมได้ตามความต้องการ ทั้งไหมเส้นพุ่งและไหมเส้นยืน เส้นไหมที่สาวได้มีลักษณะกลมมีการรวมตัวของเส้นไหมดี เส้นไหมไม่แตก สามารถนำมาทอผ้าไหมคุณภาพสูง หรือผ้ากิโมโนได้

กสก.โชว์ความสำเร็จโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646355

กสก.โชว์ความสำเร็จโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยแก่เกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2565, 00.34 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงผลสำเร็จของโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ในงานแถลงข่าว “OSS เคสดี ต้องมีโชว์” ว่า ผลการดำเนินการของศูนย์พัฒนาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่ได้เข้าไปช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีในการทำการเกษตรสำหรับการปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเกษตรกรจำนวน 108,036 ราย จาก 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด พื้นที่ 1.3 ล้านไร่ ได้รับประโยชน์ ปริมาณการใช้ปุ๋ยลดลง 59,047.37 ตัน คิดเป็นร้อยละ 49 สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยในพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 36.91 คิดเป็นมูลค่ามากถึง 244 ล้านบาท และเพิ่มผลผลิตได้จริง โดยผลผลิตของเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 10 ช่วยสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และเกิดการจ้างงานในธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน ประมาณ 2,600 คน ทั้งนี้ ในด้านการให้บริการเชิงธุรกิจ ศดปช. ทั้ง 394 แห่ง ได้จดทะเบียนผู้ขายปุ๋ย เพื่อให้สามารถจำหน่ายปุ๋ยให้กับเกษตรกรทั่วไปได้ ได้ให้บริการตรวจวิเคราะห์ดิน มีเกษตรกรใช้บริการ จำนวน 114,041 ราย มีการจำหน่ายแม่ปุ๋ย 82,109 กระสอบ และมีการให้บริการผสมปุ๋ยรวม 4,099,909 กิโลกรัม

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) จะมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสมาชิกเครือข่าย รวมถึงเกษตรกรทั่วไปให้สามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีและได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย รวมถึงการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี รวมทั้งให้ทุกหน่วยงานเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจ แนวทางการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ “4 ถูก ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา ถูกวิธี” ให้กับเกษตรกรอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เพื่อให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพในการดำเนินโครงการใน 3 ด้าน ได้แก่

1) จัดอบรม ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาเทคนิคและการบริหารธุรกิจ พบว่ามีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกว่า 12,325 ราย จากเป้าหมาย 11,820 ราย คิดเป็นร้อยละ 104.27 และจัดเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย ศดปช. ศพก. และ แปลงใหญ่ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมกว่า 8,379 ราย จากเป้าหมาย 7,880 ราย คิดเป็นร้อยละ 106.32

2) สนับสนุนวัสดุการเกษตรและครุภัณฑ์ แม่ปุ๋ย 3 สูตร และเครื่องผสมปุ๋ยเคมี สนับสนุนชุดตรวจวิเคราะห์ดิน หรือ Soil test kit จำนวน 3,940 ชุด ในการให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินแก่เกษตรกรสมาชิก ศดปช. แปลงใหญ่ และเกษตรกรในชุมชน โดยให้บริการตรวจวิเคราะห์ดินและให้คำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยแล้ว 114,041 ราย คิดเป็นร้อยละ 106.41 เมื่อเทียบกับเป้าหมาย สนับสนุนแม่ปุ๋ย 3 สูตร ได้แก่ สูตร 46-0-0, สูตร 18-46-0 และ สูตร 0-0-60 รวมจำนวน 47,280 กระสอบ ซึ่งเกษตรกรมีการจำหน่ายแม่ปุ๋ยแล้ว 82,109 กระสอบ คิดเป็นร้อยละ 173.67 เมื่อเทียบกับจำนวนปุ๋ยที่สนับสนุน ซึ่งมีการต่อยอดจากที่ภาครัฐสนับสนุน และสนับสนุนเครื่องผสมปุ๋ยเคมี จำนวน 3,940 เครื่อง ซึ่งให้บริการผสมปุ๋ยแล้ว 4,099,909 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 173.43 เมื่อเทียบกับปริมาณปุ๋ยที่สนับสนุน

3) พัฒนา แอปพลิเคชัน “รู้ดิน รู้ปุ๋ย” เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยอำนวยความสะดวกเกษตรกรให้ได้รับคำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ยอย่างรวดเร็ว และยังสามารถคำนวณต้นทุนและผลผลิตเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยตามวิธีการเดิมของเกษตรกรได้ และสามารถสั่งจองปุ๋ยผ่านศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชนได้อีกด้วย รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรสามารถนำข้อมูลผลการวิเคราะห์ดินมาใช้ประกอบการวางแผนการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ให้มีข้อมูลทางวิชาการดินปุ๋ยที่ถูกต้อง แม่นยำ ทำให้เจ้าหน้าที่เป็น Smart Extensionist นำความรู้ที่ได้ไปแนะนำส่งเสริมให้สมาชิก ศดปช. หรือเกษตรกร เป็น Smart farmer มีความรู้ในจัดการดินปุ๋ยที่ถูกต้อง และสนับสนุนให้ ศดปช. ทำธุรกิจ บริการดินปุ๋ยในชุมชนได้ด้วยตัวเองจนเกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน และจากข้อมูล ณ วันที่ 6 เมษายน 2565 มีผู้สนใจใช้บริการมากกว่า 32,974 คน

“โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน หรือ One Stop Service จะช่วยต่อยอดให้ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช. สามารถเป็นหน่วยบริการดินและปุ๋ยของชุมชนได้อย่างแท้จริง ทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และให้บริการด้านดินและปุ๋ยของชุมชน เพื่อการขยายผลการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการของพืช ซึ่งนำไปสู่การเกษตรแม่นยำ เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะต้นทุนอันเนื่องจากการใช้ปุ๋ยเคมี ลดรายจ่าย สร้างรายได้ให้เกษตรกร และทำให้ ศดปช. ที่กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งขึ้น เป็นหน่วยบริการด้านดินและปุ๋ยของชุมชนที่มีเข้มแข็ง สามารถทำธุรกิจ โดยมีรายได้หมุนเวียนจากการตรวจวิเคราะห์ดิน จำหน่ายปุ๋ย และบริการผสมปุ๋ย รวมทั้งสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นการลดการพึ่งพาการอุดหนุนจากภาครัฐ” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

‘เฉลิมชัย’ ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646354

'เฉลิมชัย' ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 21.59 น.

รมว.กษ.เฉลิมชัย เลขาธิการ ส.ป ก. ผู้บริหารสังกัดกษ. ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ณ พื้นที่อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

7 เมษายน 2565 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พร้อมด้วย นายนภดล ตันติเมฆิน ผู้ตรวจราชการกรม ส.ป.ก.(เขตตรวจราชการที่ 9,13,14) นายประสิทธิ์ พยอมหอม ปฏิรูปที่ดินจังหวัดลพบุรี นายสมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ณ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี โดยมี ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.กษ) เป็นประธานในพิธี นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี ได้กล่าวให้การต้อนรับและผลการดำเนินงานของจังหวัด พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรในพื้นที่ ร่วมติดตามการตรวจราชการและลงพื้นที่ในครั้งนี้

โดย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน)ได้พบปะกับเกษตรกรและเยี่ยมชมนิทรรศการและผลการดำเนินงานในพื้นที่ดังกล่าว ณ พื้นที่รับรองชั่วคราวบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก พร้อมทั้งได้มอบนโยบาย และพบปะพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ โดยกล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาสำคัญที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การสร้างสถานีสูบน้ำริมคลองชัยนาท-ป่าสัก เพื่อสูบน้ำที่ไหลหลาก มาปะทะคลองคันคลองให้ไหลสู่คลอง การปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปี การจัดจราจรทางน้ำในคลอง รวมถึงเร่งรัดวางแผนพัฒนาคลองสนามแจง คลองลำมะเลง และคลองห้วยวังกระทุ่ม เพื่อตัดยอดน้ำไหลหลากและสามารถบริหารจัดการการเก็บกักน้ำไว้ใช้ในยามขาดแคลน/ฤดูแล้ง

ต่อมา รมว.กษ. ได้นำคณะผู้บริหารกษ. ลงพื้นที่แปลงนาข้าว ร่วมกิจกรรมเกี่ยวข้าวด้วยบรรยากาศอบอุ่นมีมิตรไมตรีและสร้างความปลื้มปีติเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. ร่วมประชุมตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่เพชรบุรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646273

ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. ร่วมประชุมตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่เพชรบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.08 น.

ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. เขต 3,4,18 ร่วมประชุมตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ของ ผต.กษ.เขต 4 ปีงบประมาณ 2565 รอบที่ 1 จังหวัดเพชรบุรี ผ่านการประชุมทางไกลระบบออนไลน์ (Zoom Meeting )

7 เมษายน 2565 เวลา 09.00 น. นางสาววรรณพร ดอกจำปา ผู้ตรวจราชการกรม เขตตรวจราชการที่ 3,4,18 ได้ร่วมประชุมการตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผต.กษ.) ประจำปีงบประมาณ 2565 รอบที่ 1 เขตตรวจราชการที่ 4 จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 4 เป็นประธานการประชุม ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting) ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ

1. รายงานข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร

2.รายงานความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัด ไม่เกิน 5 ชนิดสินค้า ซึ่งคัดเลือกสินค้าที่เชื่อมโยงBCG เป็นอันดับแรก (สินค้าพืช สินค้าประมง สินค้าปศุสัตว์)

– ผลกระทบต่อสินค้าเกษตรในสถานการณ์ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหาของจังหวัด

– โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้แผน/โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2563 – 31ธันวาคม 2564)

ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. ประชุมตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ประจวบฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646271

ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. ประชุมตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ประจวบฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.00 น.

ผู้ตรวจราชการ ส.ป.ก. เขต 3,4,18 ร่วมประชุมตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ของ ผต.กษ.เขต 4 ปีงบประมาณ 2565 รอบที่ 1 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting )

7 เมษายน 2565 เวลา 13.30 น. นางสาววรรณพร ดอกจำปา ผู้ตรวจราชการกรม เขตตรวจราชการที่ 3,4,18 ได้ร่วมประชุมการตรวจราชการและขับเคลื่อนแบบบูรณาการในระดับพื้นที่ของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ผต.กษ.) ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2565 รอบที่ 1 เขตตรวจราชการที่ 4 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

โดยมี นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 4 เป็นประธานการประชุม ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านการประชุมทางไกลออนไลน์ (Zoom Meeting) โดยมีสาระสำคัญ อาทิ 1. รายงานข้อมูลพื้นฐานด้านการเกษตร 2.รายงานความก้าวหน้าของการ ดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายสินค้าเกษตรที่สำคัญของจังหวัด ไม่เกิน 5 ชนิดสินค้า ซึ่งคัดเลือกสินค้าที่เชื่อมโยง BCG เป็นอันดับแรก (สินค้าพืช สินค้าประมง สินค้าปศุสัตว์)

– ผลกระทบต่อสินค้าเกษตรในสถานการณ์ปุ๋ยเคมีมีราคาสูงขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหาของจังหวัด

– โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งเป็นโครงการสำคัญภายใต้แผน/โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (ระยะเวลาโครงการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2563 – 31 ธันวาคม 2564) เป็นต้น

‘มนัญญา’เยี่ยม‘เกษตรวิชญา’ ปลื้มวิจัยพันธุ์พืชไม้ผลเมืองหนาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646030

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมชมโครงการเกษตรวิชญา ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ว่า ได้ดำเนินการในลักษณะคลินิกเกษตร เผยแพร่ผลงานวิจัยและเทคโนโลยีการเกษตรจากรูปแบบของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน เป็นศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยพัฒนาการเกษตรให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในส่วนของกรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1 จ.เชียงใหม่ (สวพ.1) ดำเนินการภายใต้แนวคิด “ศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง” มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูง และขยายผลถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านพืชบนพื้นที่สูงสู่เกษตรกร

ทั้งนี้ ในปี 2561-2565 สวพ.1 ได้จัดทำแปลงสาธิตต้นแบบการปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นเมืองหนาว ด้วยการใช้เทคโนโลยี ใช้พันธุ์พืชที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่สูง ได้จัดทำแปลงต้นแบบการปลูกแมคคาเดเมีย (พันธุ์เชียงใหม่ 400 พันธุ์เชียงใหม่ 700) 1.5 ไร่ แปลงต้นแบบการปลูกโกโก้ พันธุ์ชุมพร 1 จำนวน 1 ไร่ แปลงต้นแบบการปลูกอะโวคาโด 1.5 ไร่ แปลงต้นแบบการปลูกพลับ 1.5 ไร่ และแปลงต้นแบบการปลูกเกาลัดจีน 0.5 ไร่ รวมพื้นที่ 6 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้การทำการเกษตรบนพื้นที่สูง ปี 2564 มีเกษตรกรและผู้ที่สนใจเข้าเยี่ยมชม 234 ราย

สำหรับในปี 2565 เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอะราบิกาในพื้นที่ พบปัญหามอดกาแฟทำลายผลผลิตกาแฟ จึงได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้เรื่อง การจัดการมอดกาแฟแบบผสมผสาน ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 20 ราย เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้ไปปรับใช้ในการผลิตกาแฟอะราบิกาต่อไป และจัดทำแปลงต้นแบบขยายผลถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร 15 ราย โดยเป็นเกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโดและกาแฟอะราบิกา 15 ราย เทคโนโลยีที่นำไปขยายผล ได้แก่ การเปลี่ยนยอดพันธุ์อะโวคาโดพันธุ์ดีที่เหมาะสมกับพื้นที่ 12 ราย และการจัดการมอดกาแฟแบบผสมผสาน

ด้านการพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตร ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตพืชปลอดภัย การใช้ สารชีวภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ทำให้เกษตรกรในพื้นที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชที่ดีและเหมาะสม (GAP) ชนิดพืช หอมหัวใหญ่ คะน้า กะหล่ำปลี ชาโยเต้ มะเขือเทศ แตงกวา สตรอเบอรี่ ฟักทอง พริกหวาน และอะโวคาโด 65 ราย

“ผลจากการดำเนินงานของกรมวิชาการเกษตรทำให้เกษตรกรผู้ปลูกอะโวคาโด ในพื้นที่ที่ได้รับการสนับสนุนอะโวคาโดพันธุ์ดีสามารถเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ40 ราย ที่ได้รับการถ่ายทอดความรู้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและขายได้ในราคาที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% ทำให้เกษตรกรในพื้นที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เป็นต้นแบบในการผลิตพืชบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” น.ส.มนัญญา กล่าว

ฝนหลวงจับมือทอ. รุดปฏิบัติการยับยั้ง สลายพายุลูกเห็บ ในพื้นที่ภาคเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646028

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า จากสภาพอากาศที่ส่งผลให้เกิดพายุฤดูร้อน ซึ่งมีลักษณะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรงและมีพายุลูกเห็บตามมา จึงร่วมกับกองทัพอากาศ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ ติดตามสภาพอากาศและขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงโดยใช้เครื่องบินโจมตีแบบที่ 7 (บจ.7)- ALPHA JET ช่วยยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ บริเวณ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ อ.เมืองปาน จ.ลำปาง อ.งาว จ.ลำปาง และ อ.เมือง จ.พะเยา ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ ทั้งหมด 35 นัด ซึ่งหลังจากปฏิบัติการ พบว่ามีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ อ.เมืองปาน อ.งาว จ.ลำปาง อ.เมือง จ.พะเยา ไม่พบรายงานลูกเห็บตกช่วงหลังปฏิบัติการ

ขณะเดียวกัน หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอีก 5 หน่วยฯ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ป่าไม้ของ จ.ตาก กาญจนบุรี ลพบุรี นครสวรรค์ อุดรธานี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา

สำหรับการตรวจสภาพอากาศของกรมฝนหลวงฯ โดยสถานีเรดาร์ฝนหลวงทั่วประเทศ พบว่าพื้นที่โดยส่วนใหญ่ มีเมฆชั้นกลางปกคลุมหนาแน่นเต็มท้องฟ้า ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาตัวของเมฆ เว้นแต่ในภาคเหนือมีสภาพอากาศเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง จึงมีการวางแผนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง 2 หน่วย ดังนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.แพร่ มีเป้าหมายช่วยเหลือพื้นที่การเกษตร จ.แพร่