แปลงใหญ่ยกระดับทำระบบ‘HandySense’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/646032

วันพฤหัสบดี ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสันติภาพ จุลิวัลลี ประธานแปลงใหญ่พืชผัก หมู่ 2 ต.ท่าดินดำ อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี กล่าวว่า เริ่มปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยเริ่มจากการปลูกหน่อไม้ฝรั่งเพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน ซึ่งมีผลผลิตเก็บได้ทุกวัน จึงนำออกขาย ต่อมามีการขยายพื้นที่ปลูกในชุมชน และมีการรวมกลุ่มกันผลิต โดยช่วงแรกประสบความสำเร็จมาก แต่ต่อมามีปัญหาราคาตกต่ำ จึงปรับเปลี่ยนเป็นการปลูกหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศได้ผ่านการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อินทรีย์ Organic Thailand และผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ป้อนสู่ตลาดต่างประเทศ ทางกลุ่มมีกำลังการผลิตหน่อไม้ฝรั่งประมาณ 20,000 กิโลกรัม/ปีมีหน่อไม้ฝรั่งส่งออก สัปดาห์ละ 600 กิโลกรัม ซึ่งผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ที่ได้ทำ MOU กับผู้ส่งออกสัปดาห์ละ 800 กิโลกรัม

ต่อมาสำนักงานเกษตร อ.ชัยบาดาล ให้คำแนะนำและส่งเสริมการรวมกลุ่มตามโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ให้เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ในชุมชนเดียวกันหรือมีพื้นที่ใกล้เคียงกันรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตสินค้าเกษตร มีการบริหารจัดการทั้งระบบตั้งแต่การผลิตจนถึงการตลาด จึงได้จัดตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่พืชผัก หมู่ที่ 2 ตำบลท่าดินดำ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี มีสมาชิก 31 รายพื้นที่ 225 ไร่ ผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ ผักสลัด มันเทศส้ม มะเขือเทศราชินีรวมถึงผักสวนครัวอื่นๆ จากการรวมกลุ่มแปลงใหญ่ ทำให้กลุ่มมีกำลังการผลิตหน่อไม้ฝรั่งเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 กิโลกรัม/ปี มีหน่อไม้ฝรั่งส่งออกได้ถึงสัปดาห์ละ 1,500 กิโลกรัม สามารถผลิตได้ตามเป้าหมายของผู้รับซื้อ ในปี 2564 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ทางกลุ่มได้จัดซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร ครุภัณฑ์ หลายรายการ ทำโรงเรือนกรีนเฮ้าส์ห้องบรรจุภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมระบบพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น เพิ่มศักยภาพให้แก่กลุ่มแปลงใหญ่

‘สมศักดิ์’ชงครม.เปิดเจรจาค้า‘โคขุน’กับจีน รุกส่งออก‘แพะ-แกะ’เข้าซาอุฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645965

‘สมศักดิ์’ชงครม.เปิดเจรจาค้า‘โคขุน’กับจีน รุกส่งออก‘แพะ-แกะ’เข้าซาอุฯ

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.18 น.

‘สมศักดิ์’ชง ครม.เปิดเจรจาค้าวัวโคขุนกับจีน ชี้มีรายได้สูงขึ้น 4 หมื่นล้าน ขอบคุณ‘ดอน’รับปากเร่งดำเนินการช่วยเกษตรกรให้ทันที

6 เม.ย.65 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 5 เม.ย.65 ตนได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกร โดยได้เสนอไปยังนายดอน ปรมัติถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เพื่อเจรจาขายวัวเนื้อโคขุนกับประเทศจีน ซึ่งปกติจีนจะค้าขายกับประเทศที่มีเขตติดต่อพรมแดน โดยขณะนี้ สปป.ลาว ได้โควตาจากประเทศจีน 500,000 ตัว แต่ส่งออกได้เพียงหลักพันเท่านั้น ตนจึงเห็นว่านี่คือโอกาสที่เราจะเข้าไปเจรจากับจีนเพื่อส่งออกเนื้อวัวโคขุน เพราะประเทศไทยมีหลายพื้นที่ที่เลี้ยงวัว ในเรื่องนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้การสนับสนุน ซึ่งจากการลงพื้นที่งานมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ 4 ภาค ทั้งที่ จ.นครราชสีมา จ.สงขลา และ จ.นครศรีธรรมราช รวมทั้ง จ.สุโขทัย และจังหวัดอื่นๆ ได้พูดคุยกับผู้ค้าและเกษตรกร ระบุว่ามีความพร้อมที่จะค้าส่ง หากทำได้ประเทศไทยจะมีมูลค่าตลาดปีละ 40,000 ล้านบาท ถ้าเราสนับสนุนตรงนี้จะเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรอีกมาก

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การทำการเกษตรโดยปลูกพืชอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีการทำการเกษตรแบบผสมผสาน นอกจากนี้การลงไปพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ตนได้คุยกับผู้เลี้ยงแพะ และแกะ ซึ่งมีตลาดการส่งออกที่ใหญ่ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ตรงนี้เป็นอีกทางหนึ่งที่น่าสนับสนุน ซึ่งการการลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรได้ทราบอีกว่ายังขาดการตลาดและการชี้นำที่ดีจากภาครัฐ ซึ่งจากข้อเสนอดังกล่าว นายดอน ได้รับข้อเสนอและจะไปดำเนินการให้ทันที ซึ่งตนต้องขอขอบคุณนายดอน ที่รับปากดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ เมื่อรับรู้ปัญหาก็ลงมือทำทันที ซึ่งจะช่วยเกษตรกร ทั้งผู้เลี้ยงวัว แพะและแกะ โดยหากสำเร็จจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้หมุนเวียนกว่าแสนล้านบาท

เกษตรฯเร่งบริหารผลไม้ฤดูเก็บเกี่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645868

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ระหว่างนี้จนประมาณเดือนกันยายน เป็นช่วงที่ผลไม้ภาคตะวันออก
ให้ผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน มังคุด และเงาะ ปีนี้ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา คาดว่าผลผลิตทุเรียนปีนี้อยู่ที่ประมาณ 744,549 ตัน มังคุด 210,864 ตัน และเงาะ 210,646 ตัน เนื่องจากสภาพอากาศที่เหมาะสม จำหน่ายได้ราคาดีตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา จูงใจให้เกษตรกรหันมาปลูกและบำรุงรักษาผลไม้ดังกล่าวกันมากขึ้น เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตไม้ผลภาคตะวันออกตลอดทั้งฤดูกาล โดยปี 2564 ไทยส่งออกผลไม้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้จะเผชิญกับปัญหาการขนส่งโลจิสติกส์จากค่าระวางที่สูงขึ้นการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และการปิดด่านหลายครั้งจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ความสำเร็จดังกล่าวมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนทั้งชาวสวนผลไม้ ผู้ประกอบการภาคเอกชนและภาครัฐ ดังนั้น ในปี 2565 กระทรวงเกษตรฯ จึงกำหนดเป้าหมายในการส่งออกผลไม้ภาคตะวันออกเพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก สร้างความเชื่อมั่นสู่ผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศและการส่งออกผลไม้ต้อง Zero COVID เท่านั้น

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ได้เน้นย้ำแนวทางและวิธีการปฏิบัติร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการ และกลุ่มเกษตรกร ให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินการควบคุมเบ็ดเสร็จแบบเข้มข้นในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอย่างทุเรียน ในส่วนของผู้ค้าได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด ตั้งชุดเฉพาะกิจร่วมกับฝ่ายปกครองสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ด้านสวนเกษตรกร ได้กำหนดมาตรการในการควบคุมทุเรียนอ่อน ภายใต้มาตรการต่างๆ

‘บิ๊กป้อม’โชว์ผลงานใช้งบกลางด้านน้ำ2ปี เก็บน้ำ740ล้านลบ.ม.ป้อน3.7ล้านครัวเรือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645873

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานพัฒนาและบริหารจัดน้ำอย่างเป็นระบบและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการพิจารณาแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนให้กับประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์

โดยระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา(ปี 2563-2564) รัฐบาลสนับสนุนงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นำมาใช้ในโครงการบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง และป้องกันน้ำท่วม โดยบูรณาการทุกหน่วยงานด้านน้ำในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภค รวมถึงการเกษตรครอบคลุมทั่วทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 26,830 แห่ง ซึ่งหากโครงการต่างๆ ทั้งหมดแล้วเสร็จจะส่งผลให้เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้งได้รวม 742 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำน้ำบาดาลมาใช้ได้ถึง 91 ล้านลบ.ม. และมีน้ำดิบผลิตประปาได้อีก 62 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเกิดประโยชน์โดยตรงกับประชาชนถึง 3.65 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7.5 ล้านไร่

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ ภายใต้งบกลางปี 2563 มีทั้งสิ้น 20,795 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4,388 แห่ง ภาคกลาง 3,504 แห่ง ภาคตะวันออก 1,213 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9,766 แห่ง และภาคใต้ 1,953 แห่ง ซึ่งทุกแห่งได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นเกิดประโยชน์กับประชาชน ขณะเดียวกัน
ยังเกิดการจ้างแรงงานถึง 184,000 ราย ด้วย ขณะที่งบกลางปี 2564 มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำรวม 6,035 แห่ง เน้นดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกน้อย และความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น จากการอพยพกลับภูมิลำเนาเดิมของประชาชนเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19

เกษตรฯผนึกกำลังม.เชียงใหม่ เปิดศูนย์สกัดสารจากสมุนไพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645869

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC : Agritech and Innovation Center) เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้เป็นประธานเปิดศูนย์นวัตกรรมสกัดสารสมุนไพรและกระท่อมสู่การต่อยอดเกษตรมูลค่าสูง ร่วมกับรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รอง ผวจ.เชียงใหม่ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ

ภายหลังรับฟังการนำเสนอโครงการพัฒนากระท่อม พืชเศรษฐกิจตัวใหม่เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก บนพื้นฐาน
ผู้ประกอบการยุคใหม่ของสมาคมพืชกระท่อมแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย “บทบาทพืชกระท่อมไทยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
จากฐานราก นำร่อง 4 จังหวัดภาคใต้” และ “การพัฒนาและวิจัยพืชกระท่อมสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง” ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ มอบนโยบายว่าภายใต้ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 4.0 ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ จัดทำงบประมาณและโครงการสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์ AIC เพื่อการวิจัยพัฒนานวัตกรรมนำมาใช้ส่งเสริมการผลิตการแปรรูป และการตลาด เช่น พืชสมุนไพรของไทย โดยมุ่งหวังให้เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการภาคเกษตร สามารถผลิตและพัฒนาสินค้าทางการเกษตรที่มีคุณภาพ

‘มนัญญา’ตรวจส้มโอส่งออก ป้องกันปัญหาสวมสิทธิ์GAPไปจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645875

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ช่วงฤดูกาลส่งออกผลไม้ของทุกภาคได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตรเข้มงวดตรวจสอบและเฝ้าระวังปัญหาการนำผลไม้มาสวมสิทธิ์เป็นผลไม้ไทย และสวมใบรับรอง GAP เพื่อส่งออกไปประเทศที่ 3 เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในประเทศและอาจทำให้มีแมลงศัตรูพืชกักกันที่ไม่เคยมีในประเทศติดเข้ามาแพร่ระบาดภายในประเทศ โดยสถานการณ์ล่าสุด ได้รับรายงานว่า ได้ระงับการส่งออกส้มโอที่โรงงานคัดบรรจุแห่งหนึ่ง ที่ ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตร เนื่องจากนำส้มโอจำนวนหนึ่งมาสวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP เตรียมส่งออกไปจีนจึงได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรเข้มงวดตรวจสอบผลผลิตส้มโอที่จะส่งออกเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการตรวจสอบปริมาณผลผลิตที่ขออนุญาตส่งออกว่าสัมพันธ์กับพื้นที่แปลง GAP หรือไม่

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 พิษณุโลก (สวพ.2) ซึ่งเป็นหน่วยงานในส่วนภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร ดำเนินการตรวจโรงคัดบรรจุส้มโอในพื้นที่จังหวัดพิจิตรเพื่อตรวจสอบปริมาณผลผลิตที่ทำการส่งออกป้องกันการนำผลผลิตที่ไม่ผ่านการรับรองแหล่งผลิต GAP มาสวมสิทธิ์ รวมทั้งป้องกันการลักลอบนำเข้าส้มโอจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์เป็นส้มโอไทยแล้วส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งได้รับรายงานจากการลงพื้นที่สุ่มตรวจโรงคัดบรรจุส้มโอ ใน จ.พิจิตร 3 แห่ง พบข้อสังเกตในโรงคัดบรรจุผลไม้ส่งออก 1 แห่ง ที่ ต.โพธิ์ประทับช้าง อ.โพธิ์ประทับช้าง มีผลผลิตส้มโอเตรียมส่งออก 22.15 ตัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นส้มโอที่เป็นผลผลิตมาจากแปลง GAP 1.30 ตัน ที่เหลืออีก 20.85 ตัน เป็นผลผลิตที่นำมาสวมสิทธิ์แปลง GAP จึงไม่อนุญาตให้นำส้มโอที่สวมสิทธิ์ใบรับรอง GAP ดังกล่าว ส่งออกไปจีน

จากการตรวจสอบพบว่า ตามฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร มีพื้นที่ปลูกส้มโอที่ให้ผลผลิตแล้ว 14,705 ไร่และมีผลผลิตทั้งหมด 18,510 ตันและจากฐานข้อมูลการรับรองแหล่งผลิตGAP พืช ของกรมวิชาการเกษตร มีพื้นที่ที่ผ่านการรับรองแหล่งผลิต GAP ส้มโอ 484 ราย 713 แปลง 6,359 ไร่ และคาดการณ์ปริมาณผลผลิต 2,986 ตัน มีโรงคัดบรรจุส้มโอที่ขึ้นทะเบียนโรงงานผลิตสินค้าพืชกับกรมวิชาการเกษตรทั้งหมด 11 โรง มีปริมาณผลผลิตที่ได้ตรวจสอบข้อมูลเลขทะเบียนสวน GAP เพื่อการส่งออก ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 ถึงปัจจุบัน 3,649 ตัน ซึ่งปริมาณการส่งออกสูงที่สุดในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2565 ปริมาณ 2,655 ตัน

กรมชลฯงัดแผนรับมือ ภัยแล้งพื้นที่กาญจนบุรี เร่งรัดบริหารจัดการน้ำ เกษตรกรใช้เพาะปลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645870

วันพุธ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงการประชุมคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำรายภาคในพื้นที่ภาคกลางครั้งที่ 2/2565 ที่สำนักงานชลประทานที่ 13 ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ว่ามีการหารือถึงสถานการณ์น้ำและการคาดการณ์ฤดูฝนปี 2565 แผนและผลการบริหารจัดการน้ำและการเพาะปลูกพืชช่วงฤดูแล้ง ปี 64/65 ในพื้นที่ภาคกลาง แผน/ผลการเบิกจ่าย แผนงานโครงการในพื้นภาคกลางปี 2565 รวมทั้งได้มีการสรุปแผนงาน/โครงการที่ได้รับการสนับสนุนงบกลางดำเนินการตาม 9 มาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง 2564/65 ผลการสรรหาคณะกรรมการลุ่มน้ำฯ/Road Map การพิจารณาการจัดทำแผนหลักโครงการแก้มลิงทุ่งหิน จ.สมุทรสงคราม การแก้ปัญหาน้ำเสียใน จ.ราชบุรี ฯลฯ เพื่อให้การบริหารทรัพยากรน้ำในพื้นที่ภาคกลางเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบาย และข้อสั่งการของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี

ด้านนายพงษ์ศักดิ์ ฤทธิสมิต ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 13 กล่าวว่า ขณะนี้การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งดำเนินการตามแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ปัจจุบันทำการเพาะปลูกแล้วเต็มพื้นที่ สำหรับค่าความเค็มในแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำแม่กลอง อยู่ในเกณฑ์ควบคุม ภาพรวมสถานการณ์อยู่ในสภาวะปกติ แต่เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ได้มีการเปิดกิจกรรม “เปิดการส่งน้ำเริ่มต้นเพาะปลูกข้าวนาปี โครงการบางระกำโมเดล ปี 2565” ในรูปแบบออนไลน์ โดยดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ

กรมวิชาการเกษตรเน้นย้ำ ชาวสวนทุเรียนระวังโรคผลเน่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645630

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงฤดูกาลทุเรียนภาคตะวันออกกำลังให้ผลผลิตขณะนี้ ขอแจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนให้เฝ้าระวังโรคผลเน่า ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพลดลง โดยโรคนี้พบได้ตั้งแต่ระยะผลอ่อน แต่ส่วนใหญ่มักพบในผลช่วง 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยว กระทั่งเก็บเกี่ยว และระหว่างการบ่มผลให้สุก โดยอาการเริ่มแรกจะเกิดจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลดำบนผล และจุดแผลจะขยายใหญ่ลุกลามมากขึ้นตามการสุกของผล ในสภาพที่มีความชื้นสูงอาจพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราสาเหตุโรคบนแผล โดยจะพบอาการของโรคได้ตั้งแต่ผลยังอยู่บนต้น ซึ่งถ้าอาการรุนแรงมากผลจะเน่าร่วงหล่นก่อนกำหนด

โรคผลเน่ามักพบหลังการเก็บเกี่ยวโดยเชื้อราสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการผลเน่า ได้แก่ เชื้อราไฟทอฟธอราพาลมิโวรา ซึ่งสามารถป้องกันและลดความเสียหายได้ หากมีการปฏิบัติดูแลแปลงตามคำแนะนำ โดยเฉพาะในแปลงที่มีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงมาก อย่างไรก็ดี ยังมีเชื้อราบางชนิดที่สามารถทำให้เกิดการอาการผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้แต่สาเหตุหลักมักพบเกิดจากเชื้อราลาซิโอดิพโพลเดีย ธีโอโบรมี และเชื้อราโฟมอปซีส ในพื้นที่ปลูกทุเรียนในภาคตะวันออกและภาคใต้ ดังนั้นเพื่อป้องกันและลดความเสียหายจากโรคผลเน่าทุเรียน เกษตรกรควรเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว

นายศรุตกล่าวอีกว่า การดูแลในแปลงปลูกก่อนการเก็บเกี่ยวให้หมั่นตรวจผลทุเรียนในแปลงอย่างสม่ำเสมอ ตัดผลที่เป็นโรค และเก็บผลเน่าที่ร่วงหล่นนำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ20 ลิตร ให้ทั่วทรงพุ่ม 1-2 ครั้ง ทุก 7-10 วัน และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวผลอย่างน้อย 15 วัน ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้งในแปลงปลูกที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าสูง เนื่องจากมีต้นที่เป็นโรครากเน่าและโคนเน่าในแปลงมาก เชื้อสาเหตุโรคอาจจะติดไปกับผลได้โดยยังไม่แสดงอาการ ดังนั้น การเก็บเกี่ยวผลต้องระมัดระวังไม่ให้ผลสัมผัสกับดิน หรือปูพื้นดินที่จะวางผลด้วยวัสดุหรือกระสอบที่สะอาด เพื่อลดโอกาสที่ผลจะสัมผัสกับดินซึ่งมีเชื้อและการขนย้ายควรระมัดระวังไม่ให้เกิดบาดแผลที่ผล

กรมชลฯสร้างมิติใหม่แก้ปัญหาน้ำยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645627

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้จัดทำโครงการศึกษาสร้างการรับรู้ภายใต้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อสร้างความมั่นคงด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก และลำพูน เป็นการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ การรับฟังความคิดเห็น และความต้องการของประชาชน ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมตลอดจนเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชน เพื่อร่วมกันพัฒนาชุมชนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การกำหนดรูปแบบโครงการหรือแผนงานในการตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ได้กำหนดนโยบายในการแก้ปัญหาเรื่องน้ำ โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อแก้ปัญหาและขับเคลื่อนงานได้ตรงจุด สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ให้รับทราบข้อมูลที่แท้จริง รวมถึงการมีบทบาท ภาระหน้าที่ และการดำเนินการด้านต่างๆ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงาน หรือร่วมเสนอแนะแนวทางการดำเนินงาน รวมทั้งการทำงานร่วมกับประชาชน ทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จ

สำหรับความคืบหน้าโครงการฯ เมื่อวันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้จัดประชุมปฐมนิเทศ เพื่อรับฟังความเห็น สร้างความเข้าใจถึงความเป็นมาเหตุผล และความจำเป็นของโครงการฯ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ อ.อมก๋อย และ อ.ดอยเต่า พื้นที่ จ.ตาก จัดประชุมที่ อ.ท่าสองยาง และ จ.แม่ฮ่องสอน จัดประชุมที่ อ.สบเมย โดยประชาชนในพื้นที่ยังมีข้อกังวลในเรื่องของที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ เนื่องจากไม่มีตลาดสินค้าเกษตร รวมทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ชาวบ้านต้องการให้มีการก่อสร้างฝายทดน้ำหรืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สำหรับเป็นแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในพื้นที่

‘เฉลิมชัย’จี้กรมชลฯ สร้างอ่างฯห้วยจะกา แก้ภัยแล้งในระยะยาว เพิ่มน้ำต้นทุนที่ลำพูน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645628

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายชูชาติ รักจิตร รองอธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้กับราษฎร โดยดร.เฉลิมชัย กล่าวว่า ได้เร่งจัดหาที่ดินเพื่อก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยจะกาฯ เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งระยะยาวให้พี่น้องชาว ต.แม่ลาน และ ต.โป่งทุ่ง อ.ลี้ จ.ลำพูน มีแหล่งน้ำต้นทุนในการเพาะปลูก รวมทั้งได้ใช้ประโยชน์ในทุกกิจกรรมการใช้น้ำ สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งกำชับให้จ่ายค่าชดเชยที่ดินอย่างเป็นธรรมภายในปี 2565 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำฯ ได้ในปี 2566 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรโดยเร็ว พร้อมสนับสนุนโครงการต่อเนื่อง เช่น ระบบส่งน้ำเพื่อขยายพื้นที่ชลประทานให้มากขึ้นต่อไปในอนาคต

ขณะที่ นายชูชาติ เปิดเผยว่า ได้พิจารณาการก่อสร้างแหล่งเก็บกักน้ำเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภค-บริโภคและการเกษตรทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง สำหรับตัวโครงการนี้ตั้งอยู่ที่ ต.แม่ลาน อ.ลี้ จ.ลำพูน มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน แผนดำเนินการก่อสร้างระยะเวลา 3 ปี (2566-2568) หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ จะเก็บกักน้ำได้ประมาณ 2.67 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการอุปโภคบริโภค ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกได้กว่า 1,500 ไร่ ในเขตพื้นที่หมู่ 7 ต.โป่งทุ่ง และหมู่ 3 ต.แม่ลาน อ.ลี้ รวมทั้งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดเสริมสร้างรายได้แก่ราษฎร เป็นการส่งเสริมให้ราษฎรมีอาชีพทางการเกษตรเพิ่มขึ้น และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น