ปศุสัตว์คุมโรคลัมปีสกินได้ มาเลเซียยกเลิกแบนโค-กระบือไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645629

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมสัตวแพทย์บริการ ประเทศมาเลเซีย ได้ประกาศอย่างเป็นทางการแจ้งยกเลิกการห้ามนำเข้าโค-กระบือจากประเทศไทย โดยสามารถส่งออกโค-กระบือ ตามเงื่อนไขและขั้นตอนได้ ซึ่งมาเลเซียเชื่อมั่นในระบบการควบคุมและป้องกันโรคลัมปีสกิน ในประเทศไทย ว่ามีมาตรการในการดำเนินการที่ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ สามารถกำจัดควบคุมและป้องกันการเกิดโรคได้ มีมาตรการในการตรวจสอบกำกับและการควบคุมการเคลื่อนย้ายที่ชัดเจน รวมทั้งมีการทบทวนจัดทำและบรรลุข้อตกลงร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการควบคุมโรคดังกล่าว มีการปรับข้อกำหนดมาตรการและขั้นตอนการนำเข้าบางส่วนให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบในการเกิดโรคจากการเคลื่อนย้ายโค-กระบือ เข้าประเทศมาเลเซีย ซึ่งกรมปศุสัตว์ ต้องขึ้นทะเบียนทั้งผู้นำเข้า พ่อค้าคนกลาง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ และบังคับใช้ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ 2559 และกฎหมายต่างๆ ที่สำคัญต้องกำกับดูแลทั้งผู้นำเข้า พ่อค้าคนกลาง และเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ปฏิบัติตามมาตรการในการควบคุมและป้องกันโรคลัมปีสกิน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนสามารถป้องกันและลดความเสี่ยงไม่ให้สัตว์ที่เป็นโรคเข้าไปสู่ประเทศมาเลเซียได้ โดยไม่เพียงเพื่อป้องกันและควบคุมโรคนี้เท่านั้น ยังครอบคลุมถึงโรคปากและเท้าเปื่อยด้วย

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลกองสารวัตรและกักกันพบว่าตั้งแต่ปี 2561-มิถุนายน 2564 มีปริมาณโค-กระบือที่นำเข้าไปมาเลเซียประมาณ 68,523 ตัว ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการนำเข้าโค-กระบือ จากประเทศไทยมากขึ้นในช่วงเทศกาลฮารีรายอ ฮัจจิ หรือเทศกาลแห่งการบูชายัญ

‘บิ๊กป้อม’ขึ้นเหนือ ติดตามโครงการเชื่อมเศรษฐกิจด่านชายแดน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645484

'บิ๊กป้อม'ขึ้นเหนือ ติดตามโครงการเชื่อมเศรษฐกิจด่านชายแดน

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 14.28 น.

“บิ๊กป้อม” ขึ้นเหนือ ติดตามโครงการเชื่อมเศรษฐกิจด่านชายแดน รวมทั้งมอบที่ดินชุมชนและเร่งรัดฟื้นฟูแหล่งน้ำให้ทันแล้ง

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยนายสันติ พร้อมพัฒน์  รมช.คลัง พล.อ.ชัยชาญช้างมงคล รมช.กห.และคณะ เดินทางลงพื้นที่ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก จ.อุตรดิตถ์ และจ.พิจิตร เพื่อตรวจราชการติดตามความคืบหน้าพื้นที่ โครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมโยงเศรษฐกิจภูมิภาค ผาเวียง – ปากนาย จว.อุตรดิตถ์ ที่รัฐบาลเร่งให้ศึกษาวางแผนเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจชายแดนไทย – ลาว ด่านภูดู่ และ ด่านห้วยโก๋น ความยาว 3.4 กม.

โดย พล.อ.ประวิตร กำชับให้ความสำคัญ เร่งศึกษาออกแบบและขออนุมัติก่อสร้างให้ได้ในปีงบประมาณ 69  เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การขนส่งสินค้าและเครือข่ายทางหลวง จ.น่าน และ จ.อุตรดิตถ์ และ สปป.ลาว เพื่อผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ 2 จังหวัด

จากนั้น ได้เดินทางไป อบต.ท่าแฝก จ.อุตรดิตถ์ เพื่อมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการคัดเลือกให้ทำกินในชุมชนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าจริม โดย พล.อ.ประวิตร ได้กล่าวแสดงความพอใจการดำเนินงาน ของ คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) ในการบริหารจัดการที่ดิน ที่มีความคืบหน้าและทยอยส่งมอบที่ดินทำกินให้ชุมชน พร้อมทั้งยินดีกับผู้ได้รับที่ดินทำกิน และย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาล ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนไม่มีที่ดินทำกินของประชาชน

พล.อ.ประวิตร ยังได้กำชับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินจังหวัด กรมทรัพยากรน้ำและกรมชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญ สนับสนุนและเสริมสร้างความต่อเนื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนที่ได้รับที่ดินทำกินให้ครบวงจร  ทั้งการส่งเสริมอาชีพและการตลาด การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การนำแนวทางสหกรณ์เข้ามาช่วยเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน  ตลอดจนการพัฒนาแหล่งน้ำและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยมอบให้ร่งแก้ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นปัญหาหลักของชุมชน

และในบ่ายวันเดียวกัน รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ได้เดินทางต่อไป จ.พิจิตร ติดตามการบริหารจัดการน้ำ โครงการพัฒนาบึงสีไฟ ต.ท่าหลวง

‘หมู-เนื้อ-กุ้ง’พุ่งรับสงกรานต์ ‘ธ.ก.ส.’คาดเดือนเม.ย.ราคาสินค้าเกษตรพาเหรดขยับขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645434

‘หมู-เนื้อ-กุ้ง’พุ่งรับสงกรานต์ ‘ธ.ก.ส.’คาดเดือนเม.ย.ราคาสินค้าเกษตรพาเหรดขยับขึ้น

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.14 น.

‘ศูนย์วิจัยฯธ.ก.ส.’เผยเดือน เม.ย.2565 ราคาสินค้าส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อกระตุ้น ศก.ช่วงเทศกาลสงกรานต์และราคาน้ำมันดิบยังเพิ่มสูงขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียยูเครน

4 เมษายน 2565 นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรในเดือนเมษายน 2565 สินค้าเกษตรส่วนใหญ่มีแนวโน้มราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่

+ ข้าวเปลือกเจ้าหอมมะลิ ราคา 11,693 – 12,548 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.32-7.65 เนื่องจากความต้องการจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากขึ้น

+ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ราคา 8,198 – 8,240 บาท/ตัน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.86 – 1.38 เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเพิ่มและความกังวลในค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเดิม

+ น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก 19.38 – 19.46 เซนต์/ปอนด์ (14.33 – 14.39 บาท/กก.) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.74 – 1.15 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ส่งผลให้บราซิลเพิ่มสัดส่วนการนำอ้อยไปผลิตเอทานอล จากเดิมที่เคยผลิตเอทานอลที่ร้อยละ 71.42 ได้ปรับสัดส่วนไปผลิตเอทานอลทั้งหมด (100%) ด้านอินเดียได้เพิ่มการส่งออกน้ำตาลกว่า 7.5 ล้านตัน จากเดิม 6 ล้านตัน จึงอาจส่งผลให้ราคาน้ำตาลไม่ปรับตัวเพิ่มมากนัก

+ มันสำปะหลัง ราคา 2.31 – 2.40 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.43 – 4.35 เนื่องจากราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้น ควบคู่กับความต้องการตลาดที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน

+ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคา 9.05 – 9.11 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.23 – 0.93 เนื่องจากในช่วงเก็บเกี่ยวเป็นช่วงฤดูแล้งทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ซึ่งตรงข้ามกับความต้องการตลาดที่ต้องการข้าวโพดไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนในการผลิตอาหารสัตว์ 

+ ปาล์มน้ำมัน ราคา 9.66 – 11.86 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.83 – 23.79 จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ปุ๋ยขาดแคลนในตลาดโลกและผู้ส่งออกหลักอย่างประเทศจีนลดการส่งออกปุ๋ยเคมี ทำให้ราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า รวมถึงราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาปาล์มน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

+ ยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 ราคา 63.21 – 64.39 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 4.48 – 6.43 เนื่องจากราคายางสงเคราะห์ที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ประกอบกับผลผลิตยางพาราของไทยลดลงในฤดูกาลปิดกรีดยางพารา อีกทั้งปัญหาโรคใบร่วงชนิดใหม่ในประเทศผู้ผลิตยางพาราที่สำคัญของโลก ได้แก่ ไทย อินโดนีเซียและเวียดนาม

+ กุ้งขาวแวนนาไม ราคา 169.64 – 171.93 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.58 – 2.95 เนื่องจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 และกำลังจะเข้าสู่เทศกาลสงกรานต์ ทำให้ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคกุ้งในประเทศสูงขึ้น นอกจากนี้เงินบาทยังมีแนวโน้มอ่อนค่า ทำให้ไทยสามารถส่งออกกุ้งไปยังประเทศคู่ค้าได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

+ สุกร ราคา 88.79 – 91.19 บาท/กก. เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.13 – 3.87 เนื่องจากความต้องการบริโภคสุกรเพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์และเช็งเม้ง ประกอบกับต้นทุนค่าอาหารสัตว์และค่าขนส่งสุกรที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสุกรยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

+ โคเนื้อ ราคา 100 – 110 บาท/กก. ปรับตัวขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.54 – 10.60  เนื่องจากในเดือนเมษายนเป็นช่วงที่ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวและกลับภูมิลำเนา ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และร้านอาหาร คึกคักมากขึ้น ความต้องการบริโภคเนื้อโคปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเหนียว ราคา 8,871-8,901 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.06 – 1.39 เนื่องจากผลผลิตข้าวเหนียวนาปรังเริ่มออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลงเล็กน้อย

กรมชลฯสร้างอ่างคลองโพธิ์ คาดปี2566ส่งน้ำได้ทั้งระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645353

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ อ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ แล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2554 เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางเก็บกักน้ำได้ 82 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนการใช้น้ำอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในพื้นที่ อ.แม่เปิน อ.ชุมตาบง อ.ลาดยาว จ.นครสวรรค์ และ อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ช่วยบรรเทาปัญหาทั้งน้ำท่วมและภัยแล้งที่มักจะเกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ในปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำคลองโพธิ์ (ฝั่งซ้าย) จ.นครสวรรค์ เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำและส่งน้ำเข้าพื้นที่ชลประทานให้กับประชาชนในพื้นที่ ต.ปางสวรรค์ อ.ชุมตาบง และ ต.ศาลเจ้าไก่ต่อ ต.ห้วยน้ำหอม ต.วังเมือง ต.มาบแกอ.ลาดยาว มีลักษณะเป็นคลองส่งน้ำดาดคอนกรีต ความยาวประมาณ 114 กิโลเมตร ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 7 ปี (2560-2566) ปัจจุบันมีความคืบหน้ากว่าร้อยละ 70 หากดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566 จะสามารถส่งน้ำได้ทั้งระบบ โดยเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ถึง 48,800 ไร่

ศูนย์ข้าวโคราชส่งเสริมเมล็ดพันธุ์คุณภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645354

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายกฤษฎิน คำตัน ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ทางศูนย์ฯมีกระบวนการในการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะสามารถแบ่งขั้นตอนในการผลิตเมล็ดพันธุ์เป็น 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1.ก่อนที่จะปลูกข้าวหรือทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวเราจะต้องมีการวางแผนการผลิตไว้ล่วงหน้า มีการสำรวจข้อมูล ความต้องการของเกษตรกร ระยะเวลาความต้องการ แล้วก็ชนิดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องการ 2.จัดทำแปลงขยายพันธุ์ในส่วนนี้ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวไม่มีพื้นที่นาในการจัดทำแปลงต้องอาศัยกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นผู้ผลิตให้ศูนย์ฯ โดยในการทำแปลงจะมีข้อตกลงกับเกษตรกรว่าในการจัดทำแปลงเกษตรกรต้องยอมรับคำแนะนำในการปฏิบัติดูแลแปลงขยายพันธุ์เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ตรงตามมาตรฐานที่กรมการข้าวกำหนด

3.การปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ เป็นการยกระดับและกำจัดสิ่งไม่พึงประสงค์ออกไปจากเมล็ดพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวมาจากแปลงพันธุ์ ซึ่งได้แก่ วัชพืชเมล็ดพันธุ์อื่น เมล็ดเป็นโรค เศษหิน ดิน ทรายต่างๆ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน 4.การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ หลังจากที่บรรจุถุงข้าวแล้วเสร็จ จะต้องไปเก็บรักษาในโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ที่มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ป้องกันกำจัดโรคแมลง เพื่อรอให้เมล็ดพันธุ์พ้นระยะพักตัว จึงจะส่งต่อ หรือขายให้กับเกษตรกร

5.การควบคุมและตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ การควบคุมคุณภาพเราจะทำตั้งแต่ก่อนการจัดซื้อ พอรถบรรทุกข้าวเปลือกมาถึงที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ก็จะทำการสุ่มเพื่อวัดความชื้น ตรวจหาพันธุ์ปน ข้าวแดง และสิ่งเจือปน เมื่อผ่านมาตรฐานแล้ว เราถึงจะเอามาเข้าในโรงงานเพื่อการปรับปรุงสภาพต่อไป และ 6.การตลาดเมล็ดพันธุ์ ก็คือการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ โดยศูนย์ฯ ก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ให้กับส่วนราชการ หน่วยงานต่างๆ ที่มีความต้องการเมล็ดพันธุ์ดีส่วนหนึ่งกรมการข้าว จะสำรองไว้สำหรับช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดภัยธรรมชาติ ที่เหลือก็จะเป็นโครงการจำหน่ายให้แก่เกษตรกรทั่วไป

พัฒนาที่ดินช่วยเหลือเกษตรกร ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนสารเคมีที่ราคาสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645355

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า ได้ขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพจากวัสดุจากพื้นที่การเกษตรและครัวเรือน ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทดแทนสารเคมีทางการเกษตร โดยมีแนวทางการดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรในสถานการณ์ปุ๋ยเคมีราคาแพง ดังนี้ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง การใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และการใช้ปุ๋ยพืชสด ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตปุ๋ยและวิธีการนำใช้ให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ให้มีปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงไว้ใช้เอง เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานฯ และต่อยอดขยายผลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับแนวทางการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน โดยใช้ข้อมูลชุดดิน ผ่านแอปพลิเคชั่น “LDD On Farm Land Use Planning” ซึ่งเป็นบริการรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว หรือตรวจสอบคุณภาพดินโดยใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำการใช้ปุ๋ยโดยสหกรณ์ผสมปุ๋ยตามสูตรแนะนำ เพื่อให้เกษตรกรได้เรียนรู้และมีความเข้าใจลักษณะดินที่สอดคล้องกับชนิดของพืช โดยสามารถเลือกช่องทางการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือใช้ข้อมูลพื้นฐานสนับสนุนการตัดสินใจ การปรับปรุงบำรุงดินส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยได้อย่างเหมาะสม ซึ่งการผสมปุ๋ยเคมีตามสูตรแนะนำ ช่วยลดต้นทุนโดยเฉลี่ย 15-20% สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

นอกจากนี้ ได้สนับสนุนการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง และการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพจากผลิตภัณฑ์ พด.1-14 เพื่อผลิตปุ๋ยหมักน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ รวมทั้งจุลินทรีย์กำจัดเชื้อในดิน เกษตรกรสามารถนำวัสดุจากพื้นที่เกษตรและครัวเรือนมาประยุกต์ใช้ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อทดแทนปุ๋ยเคมีหรือใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี โดยสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรลดใช้สารเคมีและสร้างการเรียนรู้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกันขึ้น พร้อมมอบปัจจัยการผลิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิตปุ๋ย และวิธีการนำไปใช้ให้กับเกษตรกร พร้อมทั้งส่งเสริมให้มีการต่อยอดนำไปผลิตใช้ในพื้นที่ของตนเอง สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้เกษตรกร อีกทั้งสามารถสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนอีกด้วย

อีกหนึ่งทางเลือก คือการใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยเสริมให้โครงสร้างของดินดีขึ้นซึ่งสามารถใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี หรือใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีได้ เหมาะสมกับพื้นที่ขนาดใหญ่ และพื้นที่เกษตรอินทรีย์ สำหรับชนิดของพืชปุ๋ยสดที่นิยมนำมาปรับปรุงบำรุงดิน ได้แก่ ปอเทือง มะแฮะ เป็นต้น โดยสถานีพัฒนา ที่ดินจังหวัด พร้อมให้การสนับสนุนการปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์และปลูกเพื่อไถกลบกลายเป็นปุ๋ยพืชสดที่ช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนและอินทรียวัตถุในดินได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ จากสถานการณ์ภัยพิบัติ เช่น อุทกภัย พื้นที่เกษตรกรรมที่เกิดน้ำท่วม ผิวหน้าดินถูกชะล้าง ทำให้ดินมีปัญหา สามารถใช้ปุ๋ยพืชสดเพื่อฟื้นฟู ปรับปรุงบำรุงดินและเพิ่มอินทรียวัตถุในดินได้อีกด้วย

สภาเกษตรกรเปิดเวที รับฟังปัญหาทำนาข้าว ร่วมหาแนวทางแก้ไข เสนอภาครัฐช่วยเหลือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645352

วันจันทร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณรงค์รัตน์ ม่วงประเสริฐ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ และคณะทำงานด้านข้าวและชาวนา กล่าวถึงโครงการส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิและการมีส่วนร่วมของชาวนาในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน และบรรยายพิเศษ หัวข้อ “ลดต้นทุนการผลิต ก้าวแรกทางรอดชาวนาไทย” โดยมีเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการนี้อยากได้ทั้งชาวนา โรงสี และผู้ส่งออก ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อรวบรวมและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายด้านข้าวและชาวนาอย่างยั่งยืน ครบวงจร ซึ่งเวทีที่ จ.อ่างทอง ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งแต่อาจจะปรับเป็นการลงพื้นที่หารือมุมมองปัญหาและแนวทางร่วมกันของโรงสี และผู้ส่งออก เพื่อปรับใช้ในเวทีภาคอื่นๆ ต่อไป โดยมองว่าเริ่มแรกชาวนาควรมีการปรับตัว ทั้งปัจจัยการผลิต ได้แก่ ที่ดิน ทุน แรงงาน และการจัดการ วิธีการ การแปรรูป

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อจัดทำข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี ในการกำหนดนโยบาย มาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาด้านข้าวและชาวนา โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมเวทีภาคกลางได้นำเสนอหากภาครัฐต้องการช่วยเหลือให้ตรงตามความต้องการ ได้แก่ ระบบชลประทานที่ทั่วถึงทุกพื้นที่ไม่ใช่มีแค่คลองส่งน้ำแต่ไม่มีการส่งน้ำ หรือสนับสนุนบ่อบาดาลขนาดเล็กที่เกษตรกรสามารถบำรุง รักษาด้วยตนเองได้ ลดภาษีเครื่องมือทางการเกษตร ลดดอกเบี้ยจากธนาคารที่ไม่ใช่การพักหนี้ ปัจจัยพื้นฐานด้านการผลิตควรมีความเสมอภาค การช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เมล็ดพันธุ์/ปุ๋ยบำรุง มาไม่ตรงตามฤดูกาล เป็นต้น

‘เฉลิมชัย’พอใจส่งออกผลไม้ไทยไปจีนล็อตแรก ด้วยรถไฟสายจีน-ลาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645408

'เฉลิมชัย'พอใจส่งออกผลไม้ไทยไปจีนล็อตแรก ด้วยรถไฟสายจีน-ลาว

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 20.52 น.

“อลงกรณ์”เผย”เฉลิมชัย”พอใจผลการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนล็อตแรก ด้วยรถไฟสาย”จีน-ลาว” ผ่านด่านโมฮ่านในมณฑลยูนนานแล้ววันนี้ พร้อมเปิดแผนเดินหน้าจับมือ”ลาว-เวียดนาม” เปิดประตูอีสานสู่แปซิฟิกจากนครพนมเชื่อมท่าเรือหวุงอ๋าง เพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าเกษตรทางเรือ

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2565 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานของคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) เปิดเผยวันนี้ (3 เม.ย) ว่า การขนส่งทุเรียน 2 ตู้คอนเทนเนอร์และมะพร้าวจำนวน1 ตู้คอนเทนเนอร์ทางรถไฟ จากสถานีรถไฟมาบตาพุตจังหวัดระยองในภาคตะวันออกสู่ประเทศจีน โดยมีนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง เป็นประธานการปล่อยขบวนรถเมื่อวันที่27 มีนาคม ได้ถึงช่วงสุดท้ายที่สำคัญมาก คือการขนส่งข้ามพรมแดนลาวที่ด่านบ่อเตนสู่แผ่นดินใหญ่จีนที่ด่านโมฮ่านมณฑลยูนนานได้ในวันนี้

ทั้งนี้ นับเป็นระบบการขนส่งหลายรูปแบบ (Multi Modal Transportation) คือใช้ทั้งระบบรางและระบบรถที่เริ่มดำเนินการเป็นครั้งแรก เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากรณีที่ยังไม่สามารถขนส่งผลไม้ทางรถไฟจากลาวข้ามแดนไปด่านรถไฟโมฮ่านโดยตรงเนื่องจากจีนกำลังก่อสร้างอาคารและลานตรวจโรคพืชที่ด่านรถไฟโมฮ่าน จึงต้องไปใช้การตรวจโรคพืชที่ด่านโมฮ่านซึ่งเป็นด่านใหญ่ด่านเดิมไปพรางก่อน

“ได้รายงานให้ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ทราบแล้วโดยท่าน รมว.เกษตรฯ ได้แสดงความพอใจแผนโลจิสติกส์เกษตรที่ประสบผลสำเร็จจากการทดสอบการขนส่งทุเรียนและมะพร้าวน้ำหอมล็อตแรกจากไทยผ่านลาวไปจีน ภายใต้พิธีสารผลไม้ไทย-จีนด้วยเส้นทางรถไฟจีน-ลาว โดยได้สั่งการให้มีการจัดประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)  ในวันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน 2565 เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาทุกขั้นตอน เนื่องจากการขนส่งล็อตแรกยังมีความล่าช้ากว่าเป้าหมายรวม ทั้งการจัดการเรื่องพิธีการเอกสารของหน่วยงานต่าง ๆ การจองขบวนรถไฟ ตารางการเดินรถ และค่าระวางการขนส่งในระบบ “ราง-รถ” ให้สามารถเพิ่มปริมาณการขนส่งผลไม้บนเส้นทาง “หนองคาย-เวียงจันทน์-บ่อเตน-โมฮ่าน” ให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดเพื่อเป็นอีกทางเลือกใหม่ของการขนส่งผลไม้ไทยไปจีนสำหรับฤดูการผลิตปี 2565” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่าในส่วนโครงการขนส่งผ่านท่าเรือหวุงอ๋าง ขณะนี้มีความคืบหน้าอย่างมากในการประสานงานกับลาว และเวียดนามในการเปิดเส้นทางขนส่งผลไม้และสินค้าเกษตรออกทางด่านนครพนม-ด่านท่าแขกแขวงคำม่วนของลาวเข้าสู่เวียดนามที่ด่านชายแดนนาเพ้า-จาลอ จังหวัดกว๋างบิ่ญ โดยมีปลายทางที่ท่าเรือน้ำลึกหวุงอ๋าง จังหวัดฮาติงห์ชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก โดยมีระยะทางไม่ถึง 300 กิโลเมตร เพื่อลงเรือสินค้าไปยังตลาดปลายทางเช่นท่าเรือซินโจวและฟรีโซนหนานหนิงในเขตปกครองตนเองกว่างสี ท่าเรือกวางโจว เซิ่นเจิ้น ฮ่องกง เซี๊ยะเหมิน หนิงโป เซี่ยงไฮ้ เกาหลี ญี่ปุ่น และทวีปอเมริกาเหนืออเมริกาใต้เพื่อย่นระยะทางและเวลาในการขนส่งโดยไม่ต้องย้อนใต้ไปผ่านท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายอีสานเกตเวย์และระเบียงเศรษฐกิจอีสานภายใต้การบริหารโลจิสติกส์เกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ โดยบูรณาการทำงานเชิงรุกกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนภาควิชาการและภาคเกษตรกร ซึ่งประสบความสำเร็จในการเปิดอีสานเหนือไปแล้วทั้งเส้นทางขนส่ง “ราง-รถ” ผ่านด่านหนองคาย และงานมหกรรมพืชสวนโลกปี 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นการโปรโมทภาคอีสานและประเทศไทย โดยความร่วมมือกับประเทศอาเซียนและจีน และยังเป็นการเชื่อมโยงตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ระหว่างไทย ลาว เวียดนาม และจีนหนึ่งในยุทธศาสตร์การเปิดเสรีทางการค้าของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)

รัฐกางมหกรรมรับมือฤดู‘ผลไม้’ คาดผลผลิตเพิ่ม13% ประเดิมไลฟ์สดขาย‘ทุเรียน-มังคุด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645293

รัฐกางมหกรรมรับมือฤดู‘ผลไม้’ คาดผลผลิตเพิ่ม13% ประเดิมไลฟ์สดขาย‘ทุเรียน-มังคุด’

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2565, 08.46 น.

รัฐกางมหกรรมรับมือฤดู‘ผลไม้’ คาดผลผลิตเพิ่ม13% ประเดิมไลฟ์สดขาย‘ทุเรียน-มังคุด’

3 เมษายน 2565 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ติดตามการดำเนินการเรื่องการกระจายสินค้าผลไม้ช่วงฤดูกาลผลไม้ คาดว่าปีนี้จะมีผลผลิตออกมาเพิ่ม 13% ปริมาณรวม 5.4 ล้านตัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันความพร้อม มีการประสานกับหน่วยงานต่างๆ จัดช่องทางขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และขอเชิญชวนคนไทยบริโภคผลไม้ไทย ส่วนตลาดต่างประเทศทั้ง 2 หน่วยงานร่วมกันปูทางเจาะตลาดใหม่ มีภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นตลาดเป้าหมายสำคัญ

น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ขานรับนโยบายของนายกรัฐมนตรี และสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการส่งเสริมการบริโภคผลไม้ โดยบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ และภาคส่วนต่างๆเพิ่มช่องทางการซื้อขายสินค้าเกษตรทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ  อาทิ การรับซื้อผ่านข้อตกลงระหว่างกลุ่มเกษตรกรกับห้างค้าส่ง-ค้าปลีก ตลาดกลางสินค้าเกษตร การกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิต เพื่อจำหน่ายในตลาดปลายทางทั่วประเทศ และยังมีความร่วมมือจากบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด รวมถึงพันธมิตรกับ ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในด้านโลจิสติกส์ขนส่งสินค้าเกษตร

สำหรับปีนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเพิ่มการบุกตลาดออนไลน์ในรูปแบบไลฟ์สด จัดมหกรรมช้อปออนไลน์จำหน่ายทุเรียนและมังคุด ราชาและราชินีแห่งผลไม้ไทย เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ อีกทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภคได้สามารถสั่งซื้อผลผลิตคุณภาพดีจากสวนเกษตรกรโดยตรงในราคาที่เหมาะสม และการันตีคุณภาพมาตรฐานของหน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ โดยจะมีการ Kick off ไลฟ์สดครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2565 ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตทุเรียนและมังคุดออกสู่ตลาด และจะมีกิจกรรมหลากลาย ทั้งแบบสั่งซื้อผลผลิตคัดพิเศษล่วงหน้า หรือโปรโมชั่นสุดคุ้ม

“นายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทยร่วมกันอุดหนุนผลไม้ไทยจากเกษตรกรชาวสวน ตามช่องทางต่างๆ ที่หลากหลาย มีบริการจัดส่งถึงบ้าน เพิ่มความสะดวกมากยิ่งขึ้น โดยปีที่แล้ว นายกฯได้สั่งซื้อ ผลไม้ออนไลน์จำนวน 1 ตัน ผ่านโครงการเกษตรกรHappy ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และบริษัทไปรษณีย์ไทย และขอยืนยันว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือชาวสวนอย่างเต็มที่ พร้อมผลักดันการส่งผลไม้ไปต่างประเทศ เร่งหาตลาดใหม่ รวมถึงจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าผลไม้ตามด่านชายแดน” น.ส.รัชดา กล่าว

‘บิ๊กป้อม’โชว์แผนจัดการน้ำ 2 ปี เพิ่มแหล่งน้ำ 2.6 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645214

'บิ๊กป้อม'โชว์แผนจัดการน้ำ 2 ปี เพิ่มแหล่งน้ำ 2.6 หมื่นแห่งทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.03 น.

“พล.อ.ประวิตร” โชว์แผนการจัดการด้านน้ำ 2 ปี เพิ่มแหล่งน้ำ 2.6 หมื่นแห่งทั่วปท. เพื่อประโยชน์ปชช. 

2 เมษายน 2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานพัฒนาและบริหารจัดน้ำอย่างเป็นระบบและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการใช้งบกลางในภาวะที่จำเป็นและเร่งด่วน เพื่อนำมาใช้แก้ไขปัญหาเชิงการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานกลางในการบูรณาการพิจารณาแผนงานหรือโครงการของหน่วยงานต่างๆ ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนให้กับประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ซ้ำซ้อน และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2564) รัฐบาลสนับสนุนงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น นำมาใช้ในโครงการบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง และป้องกันน้ำท่วม โดยบูรณาการทุกหน่วยงานด้านน้ำในการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ระบบกระจายน้ำเพื่อสนับสนุนน้ำอุปโภค-บริโภค รวมถึงการเกษตรครอบคลุมทั่วทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 26,830 แห่ง เช่น การขุดเจาะบ่อบาดาล แหล่งน้ำสำรองเพื่อผลิตน้ำประปา ก่อสร้างฝายและสระเก็บน้ำเพื่อการเกษตร ขุดลอกคลอง และกำจัดวัชพืช เป็นต้น 

ซึ่งหากโครงการต่างๆ ทั้งหมดแล้วเสร็จจะส่งผลให้เก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนใช้ประโยชน์ในช่วงหน้าแล้งได้รวม 742 ล้าน ลบ.ม. ขณะเดียวกัน ยังสามารถนำน้ำบาดาลมาใช้ได้ถึง 91 ล้าน ลบ.ม. และมีน้ำดิบผลิตประปาได้อีก 62 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเกิดประโยชน์โดยตรงกับประชาชนถึง 3.65 ล้านครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 7.5 ล้านไร่ 

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำต่างๆ ภายใต้งบกลางปี 2563 มีทั้งสิ้น 20,795 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 4,388 แห่ง ภาคกลาง 3,504 แห่ง ภาคตะวันออก 1,213 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9,766 แห่ง และภาคใต้ 1,953 แห่ง ซึ่งทุกแห่งได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นเกิดประโยชน์กับประชาชน ขณะเดียวกัน ยังเกิดการจ้างแรงงานถึง 184,000 ราย ด้วย ขณะที่งบกลางปี 2564 มีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำรวม 6,035 แห่ง เน้นดำเนินการเพื่อรองรับสถานการณ์ฝนตกน้อย และความต้องการใช้น้ำเพิ่มสูงขึ้น จากการอพยพกลับภูมิลำเนาเดิมของประชาชนเพื่อประกอบอาชีพเกษตรกรรม เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 โดยผลดำเนินการล่าสุดแล้วเสร็จ 3,642 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการ 2,441 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 1,773 แห่ง แล้วเสร็จ 1,047 แห่ง ภาคกลาง 1,154 แห่ง แล้วเสร็จ 753 แห่ง ภาคตะวันออก 256 แห่ง แล้วเสร็จ 46 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2,216 แห่ง แล้วเสร็จ 1,409 แห่ง และภาคใต้ 685 แห่ง แล้วเสร็จ 387 แห่ง อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้ สทนช.ติดตามความก้าวหน้า และเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย ทั้งนี้ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทุกโครงการ ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 39 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำบาดาล 44 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนได้รับประโยชน์ประมาณ 3.5 แสนครัวเรือน พื้นที่รับประโยชน์ 455,818 ไร่ 

ทั้งนี้ การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ได้อนุมัติงบกลางฯ เพื่อพัฒนาโครงการรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ปี 2565 รวม 2,525 แห่ง เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยป้องกันและลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งได้ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มการลงทุนภาครัฐโดยการช่วยกระตุ้นการซื้อวัสดุและจ้างแรงงานคนในท้องถิ่นอีกด้วย 

“สทนช.ได้รับมอบหมายให้บูรณาการหน่วยงานจัดทำแผนงานหรือโครงการด้านทรัพยากรน้ำต่างๆ ใช้งบกลางในการดำเนินงานด้านทรัพยากรน้ำ พร้อมทั้งติดตามความก้าวหน้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินแผนงานหรือโครงการแล้วเสร็จตามเป้าหมาย โดยโครงสำคัญๆ ที่ใช้งบกลางมาเร่งรัดดำเนินการให้โครงการต่างๆ เกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น เช่น โครงการสูบกลับคลองสะพาน-อ่างประแสร์ จ.ระยอง โครงการเพิ่มประสิทธิภาพน้ำห้วยแม่ประจันต์ จ.เพชรบุรี โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำและระบายน้ำคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวา 3 และคลองระบายน้ำ D9 พร้อมอาคารประกอบที่ช่วยป้องกันผลกระทบอุทกภัย จ.เพชรบุรี แบบจำลองกายภาพลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ โครงการจัดหาเครื่องดูดตะกอนดินและเครื่องแยกตะกอนดินเลน เป็นต้น