ภาคีชาวไร่ยาสูบ ค้านสธ.แบนส่วนประกอบบุหรี่ กร้าวไม่ช่วยชาวไร่เจอที่คูหาเลือกตั้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645179

ภาคีชาวไร่ยาสูบ ค้านสธ.แบนส่วนประกอบบุหรี่  กร้าวไม่ช่วยชาวไร่เจอที่คูหาเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565, 10.48 น.

ภาคีชาวไร่ยาสูบค้านร่างกฎกระทรวงของ สธ. กำหนดส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาสูบและสารที่เกิดจากการเผาไหม้ของส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ชี้มุ่งทำร้ายรากหญ้า ทำรายได้ชาวไร่ทั้งประเทศหาย 1.2 พันล้าน แถมรัฐสูญภาษีรวมกว่า 9 หมื่นล้าน จี้ “คลัง-สรรพสามิต” คัดค้านเต็มที่

นายล้วน ร่องกล้า ชาวไร่ยาสูบจ. แพร่ เผยกับผู้สื่อข่าวหลังมีข่าวกระทรวงสาธารณสุขส่งกฎกระทรวงกำหนดส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาสูบและสารที่เกิดจากการเผาไหม้ของส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ ไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ว่า “การแบนส่วนประกอบในบุหรี่เป็นมาตรการที่สุดโต่ง และไม่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพได้จริงอย่างที่กระทรวงสาธารณสุขอ้าง แต่เป็นการพุ่งเป้าทำร้ายชาวไร่ยาสูบ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างมากจากปัญหาการขึ้นภาษีบุหรี่มาตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมาด้วย เพราะกฎหมายนี้ห้ามการใส่ส่วนประกอบและสารปรุงแต่งทั้งหมดในบุหรี่ ทั้งๆ ที่สารปรุงเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ให้เกิดรสชาติขนมหวาน หรือผลไม้แต่อย่างใด ซึ่งการแบนแบบสุดโต่งจะทำให้บุหรี่ที่ผลิตในประเทศไทยอยู่ขณะนี้ต้องโดนถอดออกจากตลาด ไม่สามารถขายได้อีกต่อไป แถมบุหรี่เถื่อนจะทะลักเข้าไทย ชาวไร่ก็จะไร้อาชีพทำกิน นี่คือการที่รัฐบาลกำลังซ้ำเติมและทำลายอาชีพการทำยาสูบที่อยู่คู่กับประเทศไทยมากกว่า 80 ปี”

สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงกำหนดส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาสูบและสารที่เกิดจากการเผาไหม้ของส่วนประกอบผลิตภัณฑ์ยาสูบ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการแจ้งและการออกใบรับรอง และอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. …  ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ขายในไทยจะต้องไม่มีส่วนประกอบของสารที่ใช้ในการปรุงแต่งรสและกลิ่นทุกชนิด รวมถึงสารแต่งกลิ่นธรรมชาติ อาทิเช่น เครื่องเทศ ขิง อบเชย และเมนทอล รวมทั้งกัญชาและกัญชงก็ใส่ไม่ได้

“เรายังมองไม่เห็นประโยชน์ใดๆ ของการออกกฎหมายแบนส่วนประกอบทั้งหมดในบุหรี่ มีแต่สร้างผลเสียให้กับอุตสาหกรรมในวงกว้าง ทั้งการยาสูบฯ ร้านค้าอีกหลาย 500,000ร้าน เพราะบุหรี่ถูกกฎหมายที่วางจำหน่ายในตลาดจำเป็นต้องใส่ส่วนประกอบและสารปรุงแต่งในการผลิต หากห้ามการปรุงแต่งสารทุกชนิด ก็เท่ากับไม่ให้มีการผลิตหรือขายบุหรี่เลย สุดท้ายแล้วคนสูบบุหรี่ก็จะเปลี่ยนไปสูบยาเส้นหรือบุหรี่เถื่อนแทน ซึ่งรัฐบาลก็จะขาดรายได้จากการเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี อบจ ภาษีเพื่อมหาดไทย และอื่นๆ รวมประมาณ 9 หมื่นล้านบาท แถมชาวไร่กว่า 30,000 ครัวเรือนใน 15 จังหวัดต้องไร้อาชีพ เพราะไม่สามารถปลูกและขายใบยาได้อีก เท่ากับเงินกว่า 1,200 ล้านบาทจากการขายใบยาตามโควตาให้การยาสูบฯ ซึ่งเป็นเงินหมุนเวียนในท้องถิ่นจะสูญหายไปจากชุมชนอีกด้วย” นายล้วน กล่าว

ด้านนายสัน หารสุโพธิ์ ตัวแทนสมาคมชาวไร่ยาสูบเตอร์กิซ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เราทราบว่า สธ พยายามผลักดันเรื่องนี้มาตั้งแต่เดือน เมษายน 2564 โดยไม่เชิญเราเข้าทำประชาพิจารณ์ทั้งที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบ เราจึงได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยัง ส.ส. ในพื้นที่ปลูกยาสูบกว่า 20-30 ท่าน และเคยได้ไปชี้แจงผลกระทบต่อชาวไร่ใน กมธ. แก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรมของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งพวกเรามีความกังวลมากและอยากให้ รมต. คลัง และกรมสรรพสามิตซึ่งเป็นผู้ดูแลชาวไร่ยาสูบ และการยาสูบแห่งประเทศไทยออกมาคัดค้านเรื่องนี้อย่างเต็มที่เพื่อช่วยรักษาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไร่”

“อยากถามไปยังแกนนำรัฐบาล เช่น หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าก่อนที่จะเห็นชอบเรื่องนี้ ได้ดูหรือไม่ว่าประเทศอื่นเค้าทำกันอย่างไร มีแผนรองรับหรือยังว่าจะหารายได้จากตรงไหนมาชดเชยภาษีหลายหมื่นล้านที่หายไป และมีแนวทางช่วยเหลือชาวไร่ที่ปลูกยาสูบ 3 หมื่นครอบครัวที่เป็นรูปธรรมอย่างไร จะให้ชาวไร่เปลี่ยนไปปลูกกัญชาก็คงไม่ได้ เพราะชาวบ้านที่ปลูกกันเองแค่ 1 ต้นก็ยังโดนจับอยู่เลย และก็ติดขัดเรื่องต่างๆ อีกมาก ถ้ารัฐบาลไม่เห็นหัวชาวไร่ยาสูบ 3 หมื่นครอบครัวกันขนาดนี้ ชาวไร่ยาสูบในอีสานและจังหวัดอื่นก็พร้อมแสดงออกถึงจุดยืนของเรา เวลาเข้าคูหาเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้”

‘กรมชลฯ’สนองงานโครงการพระราชดำริ มุ่งพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/645055

‘กรมชลฯ’สนองงานโครงการพระราชดำริ  มุ่งพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 16.10 น.

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 นายประพิศ  จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา กรมชลประทาน ได้สนองพระราชดำริ ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ที่มีอยู่ทั่วประเทศ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับเกษตรกร และประชาชนมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี อาทิ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตาดสูง พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่พระองค์ท่าน เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทรงเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาปอ ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 ได้พระราชทานพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำเพื่อช่วยเหลือราษฎรบ้านนาปอ และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาปอ ที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค จนเกิดเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยตาดสูงพร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎรใช้อุปโภคบริโภค ทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง พื้นที่ประมาณ 420 ไร่ ในพื้นที่บ้านนาปอ หมู่ที่ 4 ตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย สามารถเก็บกักน้ำได้ 0.104 ล้านลูกบาศก์เมตร มีระบบส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรของราษฎรบ้านนาปอ ที่ขาดแคลนน้ำได้ 400 ไร่ ทำให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

นายประพิศ กล่าวว่า อีกหนึ่งโครงการที่โดดเด่นในพื้นที่ภาคเหนือ ได้แก่ โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำแม่ลาด ตั้งอยู่ที่ บ้านน้ำแพร่  หมู่ที่ 6 ตำบลน้ำแพร่  อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนึ่งในโครงการตามพระราชดำริในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยกรมชลประทานดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อปี 2531 มีความจุของอ่างเก็บน้ำประมาณ 1.20 ล้านลูกบาศก์เมตร ราษฎรได้รับประโยชน์ 6 หมู่บ้าน จำนวน 988 ครัวเรือน มีพื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 1,000 ไร่ ส่งน้ำผ่านทางอาคาร RIVER OUTLET ลงสู่ลำน้ำแม่ลาด ยาวประมาณ 6,500 เมตร โดยได้ก่อสร้างคลองดาดคอนกรีตขนาดความกว้างก้นคลอง 1 เมตร ลึก 1 เมตร ยาวประมาณ 100 เมตร ส่วนที่เหลือเป็นคลองดิน มีอาคารแบ่งน้ำ 1 แห่ง และฝายทดน้ำ 2 แห่งในลำน้ำแม่ลาด ทดน้ำเข้าไปใช้เพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

นายประพิศ กล่าวว่า ปัจจุบันอาคารแบ่งน้ำและฝายในลำน้ำแม่ลาดมีสภาพชำรุดเสียหายอีกทั้งระบบส่งน้ำส่วนใหญ่ก็ยังเป็นคลองดินอยู่ เวลาส่งน้ำเกิดการรั่วซึมและมีวัชพืชขึ้นปกคลุม ทำให้ไม่สามารถส่งน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ราษฎรตำบลน้ำแพร่ จึงได้ร้องขอให้พิจารณาหาทางช่วยเหลือผ่านทางองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำแพร่ กรมชลประทาน ได้พิจารณาดำเนินการปรับปรุงอาคารในลำน้ำแม่ลาด พร้อมทั้งปรับปรุงระบบส่งน้ำให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกลุ่มพิจารณาโครงการ ส่วนวิศวกรรมบริหาร สำนักชลประทานที่ 1 ได้ตรวจสอบสภาพพื้นที่โครงการเพื่อเก็บรายละเอียดข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบการพิจารณาโครงการและจัดทำรายงานการศึกษา เพื่อให้โครงการฯสามารถควบคุมการส่งน้ำและบำรุงรักษาระบบส่งน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ราษฎรบ้านน้ำแพร่และหมู่บ้านใกล้เคียง มีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค มีผลผลิตและรายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ ได้มีพระราชดำริให้กรมชลประทาน จัดหาแหล่งน้ำให้กับประชาชนได้มีน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตรตลอดทั้งปี ช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและอุทกภัยได้เป็นอย่างมาก ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืนสืบไป” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

‘มกอช.’ติวเข้มเจ้าหน้าที่ สกอท.-ปศุสัตว์ พัฒนาระบบการรับรองฮาลาลไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644968

‘มกอช.’ติวเข้มเจ้าหน้าที่ สกอท.-ปศุสัตว์ พัฒนาระบบการรับรองฮาลาลไทย

วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2565, 11.26 น.

‘มกอช.’ติวเข้มเจ้าหน้าที่ สกอท.-ปศุสัตว์ พัฒนาระบบการรับรองฮาลาลไทยให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล

1 เม.ย.2565 นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ตลาดผู้บริโภคสินค้าฮาลาลถือเป็นตลาดที่มีความสำคัญ เนื่องจากประชากรมุสลิมทั่วโลก มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2564 โลกมีจำนวนประชากรมุสลิมถึง 1.9 พันล้านคน ซึ่งไทยได้สร้างรายได้จากการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์ฮาลาลสูงถึง 449 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ฮาลาลได้รับความสนใจ และมีความต้องการมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาล ที่ไทยมีศักยภาพในการผลิต และได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวมุสลิมในประเทศคู่ค้าที่สำคัญ อาทิ กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) ซึ่งประกอบด้วยซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (United Arab Emirates: UAE) กาตาร์ และบาห์เรน ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าอาหารฮาลาลสำคัญที่มีศักยภาพที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่การบริโภคจะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันจะเป็นโอกาสที่ได้เปรียบสำหรับผู้ประกอบการไทยในการแสวงหาเป้าหมายทางการตลาดใหม่ๆ

นายพิศาล กล่าวว่า อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา ประเทศคู่ค้าของไทยได้มีการบังคับใช้มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) เพื่อควบคุมการนำเข้าและจำหน่ายสินค้า ซึ่งการบังคับใช้มาตรการดังกล่าว มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบังคับใช้ข้อกำหนดด้านการรับรองฮาลาลในประเทศมุสลิมเพื่อควบคุมการนำเข้าและการผลิตสินค้าเกษตร และอาหารฮาลาล ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยและสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.) ซึ่งเป็นหน่วยรับรองฮาลาลแห่งเดียวของไทย ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และทำให้ สกอท. จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่รับรอง และระบบการรับรองฮาลาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หน่วยรับรองฮาลาล และสินค้าฮาลาลไทยเป็นที่ยอมรับในประเทศคู่ค้า 

ดังนั้น มกอช. จึงได้จัดการฝึกอบรมในหัวข้อ Introduction to ISO/IEC 17020 and OIC/SMIIC 35 : 2020 Conformity Assessment – General Requirements for the Competency of Laboratories Performing Halal Testing ผ่านระบบออนไลน์ ให้กับเจ้าหน้าที่รับรองของ สกอท. รวมถึงเจ้าหน้าที่ของ มกอช. และกรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจข้อกำหนดสำหรับหน่วยตรวจ ISO/IEC 17020 และข้อกำหนดทั่วไปว่าด้วยความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบฮาลาลตามมาตรฐาน OIC/SMIIC 35 : 2020 และเพื่อพัฒนาบุคลากรของห้องปฏิบัติการทดสอบผลิตภัณฑ์ฮาลาล ผู้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์ฮาลาลและผู้เกี่ยวข้องกับการทดสอบฮาลาลในการประยุกต์ใช้มาตรฐาน OIC/SMIIC 35 : 2020 ควบคู่กับมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 : 2017 

” เมื่อหน่วยรับรองฮาลาล และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องของไทย สามารถนำความรู้ ความเข้าใจดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ประกอบการปฏิบัติงานได้ จะส่งผลให้ระบบการตรวจสอบและรับรองอาหารฮาลาล และผลิตภัณฑ์ฮาลาลของไทยได้รับการพัฒนาสอดคล้องกับมาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าว”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

กรมประมงประกาศ‘ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน’ตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644926

กรมประมงประกาศ‘ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน’ตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.65

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 22.00 น.

‘กรมประมง’จัดพิธีประกาศ‘ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน’ตั้งแต่ 1 เม.ย.-30 มิ.ย.65 ควบคุมการทำประมงฤดูปลามีไข่ พื้นที่ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง เพื่อฟื้นฟูสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืน

31 มีนาคม 2565 ณ บริเวณท่าเทียบเรือศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงทะเลกระบี่ ตำบลไสไทย อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนฝั่งทะเลอันดามัน ประจำปี 2565 (ปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน) โดยครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565 พร้อมปล่อยเรือตรวจการประมงทะเล จำนวน 6 ลำ ออกปฏิบัติการ และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ จำนวน 620,000 ตัว ลงสู่ทะเลกระบี่ โดยมีนายสมชาย หาญภักดีปฏิมา รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายสุวิทย์ สุภาพ นายกสมาคมชาวประมงจังหวัดกระบี่ คณะเจ้าหน้าที่และประชาชนให้การต้อนรับ

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง ประธานในพิธีฯ กล่าวว่า การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืนควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพประมงและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวประมง ถือเป็นนโยบายสำคัญที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เน้นย้ำให้กรมประมงถือปฏิบัติเพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรประมง โดยมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ฝั่งทะเลอันดามัน กรมประมงได้ดำเนินการมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 และมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำ สิ่งแวดล้อม และสังคม เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำได้วางไข่แพร่ขยายพันธุ์เจริญเติบโตและนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่าก่อให้เกิดการทำประมงที่ยั่งยืนดังเช่นที่ผ่านมา

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาทางวิชาการพบว่า ในช่วงเวลาการบังคับใช้มาตรการฯ พบสัตว์น้ำชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่มีความสมบูรณ์เพศสูง และพบสัตว์น้ำวัยอ่อนมีความชุกชุมและแพร่กระจายหนาแน่นในพื้นที่ โดยเฉพาะเดือนมิถุนายนมีความหนาแน่นสัตว์น้ำสูงสุดถึง 5,161 ตัว/1,000 ลบ.ม. ประกอบกับจากสถิติผลจับสัตว์น้ำของเรือประมงพาณิชย์และพื้นบ้านทางฝั่งทะเลอันดามัน ในปี 2564 มีปริมาณผลการจับ 388,022 ตัน สูงกว่าปี 2560 อยู่ถึง 12,005 ตัน โดยเฉพาะผลการจับปลาทู ซึ่งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ในปี 2564 พบว่ามีปริมาณ 12,267 ตัน สูงกว่าเมื่อปี 2560 ซึ่งมีผลการจับเพียง 3,602 ตันเท่านั้น

ดังนั้น ในปีนี้ กรมประมงยังคงดำเนินมาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน ในช่วงเวลา พื้นที่ และเครื่องมือที่อนุญาตให้ใช้เช่นเดิม ตามประกาศกรมประมงฯ พ.ศ. 2561 คือ ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2565 ในเขตพื้นที่บางส่วนของจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง ครอบคลุมพื้นที่ 4,696 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่ปลายแหลมพันวา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ถึงปลายแหลมหยงสตาร์ อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง จึงขอเน้นย้ำให้พี่น้องชาวประมงโปรดให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และระมัดระวังการทำประมง โดยให้ทำประมงเฉพาะเครื่องมือที่ประกาศให้ใช้ได้เท่านั้น เครื่องมืออื่นๆ ห้ามทำโดยเด็ดขาด หากผู้ใดฝ่าฝืนจะเป็นความผิดตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าพันบาทถึงสามสิบล้านบาท ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดของเรือประมง หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำการประมง แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า และต้องได้รับโทษทางปกครอง

สำหรับพิธีประกาศปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามันในวันนี้ นอกจากจะมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคลในการประกาศใช้มาตรการฯ และปล่อยเรือตรวจการประมงทะเล จำนวน 6 ลำ ออกปฏิบัติการแล้ว ยังมีการมอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ประจำปี 2565 ให้แก่ผู้นำองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นในเขตจังหวัดกระบี่ จำนวน 9 ชุมชน พร้อมร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 620,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 300,000 ตัว ลูกพันธุ์ปูม้า 20,000 ตัว กุ้งแชบ๊วย 300,000 ตัว ลงสู่ทะเลกระบี่ เพื่อเพิ่มผลผลิตลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ตลอดจนเยี่ยมชมการจัดแสดงนิทรรศการความรู้ทางการประมง อาทิ การแสดงตัวอย่างสัตว์น้ำ ธนาคารปูม้า ปลาการ์ตูน การแจ้งเข้า-ออกเรือประมง ระบบติดตามเรือประมงและการตรวจสอบย้อนกลับที่มาของสัตว์น้ำ โครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนประมงในพื้นที่ 6 จังหวัด ฝั่งอันดามัน การดำเนินการหลังจากการได้รับใบอนุญาตเรือประมงพาณิชย์ ตลอดจนการจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มชุมชนประมงพื้นบ้าน (Fisherman Market) อีกด้วย

กรมประมงมุ่งหวังให้มาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอันดามัน เป็นกลไกหนึ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำโดยอาศัยความตระหนักและการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำที่คุ้มค่าและยั่งยืน สุดท้ายกรมประมงต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงที่มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อความอุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืน และเกิดความมั่นคงในการประกอบอาชีพประมงต่อไป

กรมชลฯบริหารน้ำให้สอดรับกับพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644658

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีสำนักงานชลประทานที่ 1-17 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำ และแม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องและเหมาะสมในแต่ละพื้นที่

ดร.ทวีศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 50,905 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 67 ของความจุอ่างฯ รวมกัน มีน้ำใช้การได้ประมาณ 26,967 ล้าน ลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 14,814 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ 66 ของแผนฯ เฉพาะ 4เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 11,905 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 48 ของความจุอ่างฯ มีน้ำใช้การได้ 5,209 ล้านลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 4,163 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 73 ของแผนฯ ส่วนผลการทำนาปรังในช่วงฤดูแล้งปี 2564/65 ทั้งประเทศมีการทำนาปรังไปแล้วกว่า 7.40 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 115 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้วประมาณ 4.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 156 ของแผน

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าช่วงเดือนกรกฎาคม 2565 ปริมาณฝนอาจจะลดน้อยลง จึงกำชับให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เร่งเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองไว้ใช้ช่วงฝนทิ้งช่วง พร้อมติดตามสภาพอากาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์และบริหารจัดการน้ำอย่างประณีต สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งตรวจสอบอาคารชลประทาน ให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ เตรียมพร้อมด้านเครื่องจักรเครื่องมือให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งได้ทันที

ปศุสัตว์ขอร้องผู้เลี้ยง รับผิดชอบฉีดยากันพิษสุนัขบ้า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644659

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ได้ควบคุม ป้องกันและกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เนื่องจากโรคดังกล่าวอันตรายติดต่อได้ทั้งสัตว์และคน เป็นแล้วไม่มีทางรักษา ทางที่ดีที่สุดคือการควบคุมและป้องกัน จึงขอความร่วมมือผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคนเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบรักไม่ทอดทิ้ง และพาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ในประเทศไทยสัตว์ที่พบว่ามีการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าสูงสุดคือ สุนัข โดยในปี 2564 ข้อมูลจากระบบฐานข้อมูล Thai Rabies Net พบว่าสุนัขพบผลบวกต่อโรคพิษสุนัขบ้าสูงถึงร้อยละ 86ติดต่อได้จากการสัมผัสกับน้ำลายจากการถูกกัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีบาดแผล รอยถลอก รอยขีดข่วน หรือถูกเลียบริเวณเยื่อบุตา หรือปาก

นอกจากนี้ การชำแหละซากสัตว์หรือรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าก็สามารถติดโรคได้ ซึ่งอาการของโรคที่พบในสัตว์มี 3 ระยะ ได้แก่ ระยะเริ่มแรก มีอาการประมาณ 2-3 วัน โดยสุนัขจะมีอารมณ์ และอุปนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม เริ่มมีไข้เล็กน้อยม่านตาขยายกว้างกว่าปกติ กินข้าวกินน้ำ ลดลง ระยะที่ 2 เป็นระยะตื่นเต้น จะเริ่มมีอาการทางระบบประสาท สุนัขจะกระวนกระวาย ตื่นเต้น ไม่อยู่นิ่ง กัดแทะสิ่งของ สิ่งแปลกปลอม กัดทุกสิ่งไม่เลือก โดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด เสียงเห่าหอนเปลี่ยนไป ตัวแข็ง บางตัวล้มชัก และระยะสุดท้าย เป็นระยะอัมพาต สุนัขจะมีคางห้อยตก ลิ้นมีสีแดงคล้ำห้อยออกนอกปาก น้ำลายไหล และไม่สามารถใช้ลิ้นได้ สุนัขบางตัวอาจแสดงอาการขยอกหรือขย้อน คล้ายมีของติดลำคอ ทรงตัวไม่ได้ เริ่มเป็นอัมพาต โดยอาการอัมพาตจะเริ่มจากขาหลัง และตายในที่สุด ซึ่งโดยส่วนใหญ่สัตว์จะตายภายใน 10 วัน นอกจากนี้ พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า ยังระบุถึงอาการของโรคว่า ได้ทั้งดุร้ายหรือเซื่องซึม

นาแปลงใหญ่ทุ่งขวาง ชูผลสำเร็จที่น่าภูมิใจ ผลิตข้าว-เมล็ดพันธุ์ดี จำหน่ายสร้างรายได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644656

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอุบล เพชรแอง ประธานกลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เปิดเผยว่าทางกลุ่มฯ มีสมาชิกทั้งหมด 32 ราย เนื้อที่ 425 ไร่ เกษตรกรปลูกข้าวหอมมะลิ 105 และไรซ์เบอร์รี่ เพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เอง รวมทั้งแปรรูปจำหน่าย ได้รับรางวัลชนะเลิศ 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลการจัดการดินในชุมชนทุ่งขวางระดับจังหวัด และรางวัลการคัดเลือกแปลงใหญ่ ดีเด่นระดับจังหวัด ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรเข้าร่วมระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ ทำให้มีอำนาจต่อรองในเรื่องของการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว ปุ๋ยเคมี ที่เป็นปัจจัยการผลิต โดยกลุ่มสามารถซื้อปัจจัยการผลิตในราคาถูก เพราะต้องใช้ปุ๋ยในการทำนาไม่ต่ำกว่า 6 ตัน และเคมีภัณฑ์อื่นๆ ในกระบวนการผลิต โดยกลุ่มจะซื้อแล้วนำมาสำรองใช้ให้กับสมาชิกภายในกลุ่ม

ด้านนายกริชชา จึงเจริญนักวิชาการเกษตรชำนาญการ กล่าวว่า การเริ่มต้นก่อนทำแปลงใหญ่ กลุ่มเริ่มทำจากศูนย์ข้าวชุมชนมาก่อน โดยส่งเสริมให้มีการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ช่วงแรกของการรวมกลุ่มจะค่อนข้างยาก การส่งเสริมให้จัดตั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่ขึ้นมา ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวราชบุรี จึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ข้าว)ทำให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มกัน และมีดำเนินการแปรรูปเป็นข้าวสารและจำหน่ายด้วยตนเอง ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่าการขายข้าวให้โรงสีเพียงช่องทางเดียว ซึ่งต่อไปเกษตรกรจะพัฒนาต่อยอด อย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อให้เกิดความยั่งยืน

‘มนัญญา’หารือปัญหานมรร. ช่วยสหกรณ์ผู้เลี้ยงอย่างเป็นธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644657

วันพฤหัสบดี ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมหารือการแก้ไขปัญหาโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน และรับมอบหนังสือพิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนจากตัวแทนชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด ว่าภายหลังได้รับหนังสือดังกล่าวได้นำข้อร้องเรียนของตัวแทนชุมนุมสหกรณ์ฯ มาตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาแนวทางแก้ไขปัญหา เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะเสนอต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนมโรงเรียนได้

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณจากรัฐบาลที่จัดสรรให้ดำเนินการปีละกว่า 14,000 ล้านบาท สำหรับผลิตนมโรงเรียนที่มีคุณภาพให้แก่เด็กนักเรียนของไทยได้ดื่มนม และยังช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้ความสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ดี จากข้อร้องเรียนของชุมนุมสหกรณ์ฯ พบว่ามีหลายประเด็นที่จะต้องตรวจสอบความถูกต้องให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม อาทิ 1.การจัดสรรโควตานมโรงเรียนให้กับองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ปีการศึกษาละ 96 ตัน เป็นจำนวนที่เหมาะสมหรือไม่ หากเทียบกับจำนวนเกษตรกรที่ อ.ส.ค.จะต้องรับซื้อน้ำนมดิบวันละประมาณ 700 ตัน หรือร้อยละ 9 ของโครงการนมโรงเรียนที่จะใช้นมดิบทั้งระบบประมาณ 1,200 ตันต่อวันจากผลผลิตนมทั้งประเทศ 3,500 ตันต่อวัน

2. คุณภาพนมดิบที่เข้าโครงการเป็นไปตามมาตรฐานที่มีการกำหนดหรือไม่เนื่องจากเกษตรกรระบุว่า ในบางพื้นที่ยังพบปัญหาคุณภาพน้ำนมยังไม่ได้มาตรฐาน แต่บางโรงงานนำไปผลิตเข้าโครงการได้ ซึ่งเรื่องนี้เห็นควรต้องมีการมาวางระบบตรวจสอบให้ถูกต้อง และชัดเจน และ 3.การที่มีผู้ประกอบการไปจัดตั้งโรงงานผลิตนมขนาดเล็ก 3–5 ตัน เพื่อขอรับสิทธิเข้าโครงการนมโรงเรียน โดยไม่มีที่มาของฟาร์มโคนมที่นำมาผลิตเป็นวัตถุดิบ กรณีนี้จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นจริงตามข้อร้องเรียนหรือไม่ เป็นต้น

ด้านนายสมาน เหล็งหวาน ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์นมไทย-เดนมาร์ค จำกัด มีข้อเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณารวม 6 ข้อ ซึ่งขณะนี้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนจากการจัดสรรโควตานมโรงเรียน ซึ่งมองว่าไม่เป็นธรรมกับภาคเกษตรกร จึงต้องเข้าร้องขอความเป็นธรรมจากรัฐบาล เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว

มกอช. นำร่อง บ.ศรีเชียงใหม่ฯ ต้นแบบประยุกต์ระบบ Supplier Audit

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644636

มกอช. นำร่อง บ.ศรีเชียงใหม่ฯ ต้นแบบประยุกต์ระบบ Supplier Audit

วันพุธ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2565, 17.27 น.

‘มกอช.’นำร่อง บ.ศรีเชียงใหม่ฯ ต้นแบบประยุกต์ใช้ระบบ Supplier Audit เดินหน้าพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตเข้าสู่ระบบรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย 

30 มี.ค.2565 นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช. ดำเนินการโครงการพัฒนาระบบการรับรองผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ โดยการประยุกต์ใช้ระบบการประเมินผู้ส่งมอบ (Supplier Audit) เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตเข้าสู่ระบบรับรองผลิตภัณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยจัดทำคู่มือตรวจประเมินผู้ผลิตเพื่อขึ้นทะเบียนเป็น Approved Supplier List (ASL) ของโรงงาน/สถานประกอบการ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานให้มีความสอดคล้องกับระบบ Supplier Audit และเหมาะสมต่อโรงงาน/สถานประกอบการ ที่จะนำไปใช้ รวมทั้งพัฒนาผู้ประกอบการให้มีศักยภาพเป็นผู้ตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP พืชอาหาร และพัฒนาเป็นผู้ส่งเสริมและเป็นที่ปรึกษาให้แก่เกษตรกร/กลุ่มเกษตรกรให้ปฏิบัติตามมาตรฐาน GAP และพัฒนาผลิตผล ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอาหารให้มีคุณภาพ และปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ โดยได้คัดเลือก บริษัท ศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด เป็นพื้นที่นำร่อง และชนิดสินค้าผลิตภัณฑ์นำร่อง ได้แก่ มะเขือเทศ ปี 2564 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมหลักสูตรต่างๆ ในรูปแบบออนไลน์ ได้แก่ 1.การอบรมสำหรับเจ้าหน้าที่บริษัทฯ ได้แก่ การชี้แจงร่างคู่มือตรวจประเมินเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น Approved Supplier List: ASL ของโรงงาน/สถานประกอบการของหน่วยงาน การจัดทำระบบ Supplier Audit  หลักสูตรที่ปรึกษาเกษตรกรด้านมาตรฐาน GAP พืชอาหาร 2.การอบรมสำหรับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ในหลักสูตร การปฏิบัติตามหลักการ GAP และระบบ ICS เพื่อการประยุกต์ใช้กับระบบ Supplier Audit

นายกฤษ  กล่าวต่อว่า สำหรับใน ปี 2565 ได้ดำเนินการ 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.อบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรแนวทางและเทคนิคการตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP และระบบการควบคุมภายใน (Internal Control System : ICS) เพื่อการประยุกต์ใช้กับระบบ Supplier Audit ซึ่งดำเนินการไปแล้วเมื่อเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา  และ 2.กิจกรรมจัดทำระบบ ICS กลุ่มเกษตรกรและการประยุกต์ใช้คู่มือ Supplier audit สำหรับโรงงาน/สถานประกอบการ ซึ่งดำเนินการโดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการจัดทำระบบการจัดการ  ความปลอดภัยอาหาร ได้แก่ สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ (MASCI) 

ทั้งนี้ บริษัท ศรีเชียงใหม่อุตสาหกรรม จำกัด ดำเนินธุรกิจแปรรูปมะเขือเทศ เป็นน้ำมะเขือเทศเข้มข้นและเป็นโรงงานแปรรูป มะเขือเทศแห่งแรกในประเทศไทย ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานการผลิตและการประกันคุณภาพตามมาตรฐานสากล HACCP, GMP , HALAL และได้รับการรับรอง Certificate of Registration of Premises as an Export Organization โรงงานผลิตสินค้าเกษตรกรเพื่อการส่งออก จากกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย บริษัทฯ ถือเป็นพื้นที่ต้นแบบในการจัดทำระบบ Supplier Audit ที่ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนเจ้าหน้าที่ตรวจประเมินตามมาตรฐาน GAP อีกทั้งช่วยเกษตรกร รายย่อยในการลดต้นทุน กรณีมีการถ่ายโอนงานตรวจสอบรับรองให้กับภาคเอกชน และสามารถขยายผลการนำระบบ Supplier Audit ไปใช้อย่างแพร่หลาย โดยหน่วยงานภายใต้ ส.อ.ท. อื่นๆ สามารถนำต้นแบบของบริษัทฯ ไปประยุกต์ใช้ 

“อย่างไรก็ดี มกอช. วางเป้าหมายจะขยายพื้นที่นำร่อง และชนิดผลิตภัณฑ์เพื่อให้การรับรองผลิตภัณฑ์ในระบบ Supplier Audit ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร พร้อมทั้งดำเนินการการศึกษาและวิเคราะห์ความพร้อมของหน่วยงานเป้าหมาย สำหรับการเป็นหน่วยตรวจ (Inspection Body: IB) ตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17020 ในการตรวจประเมิน ตามมาตรฐาน มกษ. หรือมาตรฐานอื่นที่เทียบเท่า การพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานเป้าหมายที่จะทำหน้าที่ในระบบคุณภาพของหน่วยตรวจ และการพัฒนาเอกสารระบบคุณภาพสำหรับใช้ในหน่วยตรวจเป้าหมาย ให้สอดคล้องตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17020 : 2012”รองเลขาธิการ มกอช. กล่าว
 

‘มนัญญา’เร่งสร้างความเข้มแข็ง 70ปีกรมบัญชีสหกรณ์มุ่งคุณภาพ-เชื่อถือได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/644214

วันอังคาร ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ครบรอบ 70 ปี พร้อมมอบโล่รางวัลและประกาศเกียรติคุณบุคลากรดีเด่นกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ 36 รางวัล โดยเป็นรางวัลผลงานนวัตกรรมดีเด่น 11 รางวัล และรางวัลการประกวดออกแบบตราสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายอำพันธุ์ เวฬุตันติ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

น.ส.มนัญญากล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เกษตรกรและประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกสหกรณ์ ว่าจะได้รับผลประโยชน์ที่พึงได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม อันเป็นหลักการและอุดมการณ์แห่งสหกรณ์ ซึ่งปัจจุบันสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีทุนดำเนินงานกว่า 3.58 ล้านล้านบาท และมีมูลค่าดำเนินธุรกิจ 2.17 ล้านล้านบาท มีผลกำไร 99,509.04 ล้านบาทจึงนับเป็นกลไกในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีส่วนสำคัญในการรักษาเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานราก

ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ดำเนินงานตามภารกิจ ใน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ตรวจสอบบัญชีอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส มีการให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ ที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ในอนาคต มีความเจริญก้าวหน้าและเป็นที่พึ่งให้แก่สมาชิกได้ ปัจจุบันมีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ที่ต้องให้คำแนะนำและตรวจสอบบัญชี ทั้งสิ้น 12,054 แห่ง แยกเป็น สหกรณ์ 7,781 แห่ง และกลุ่มเกษตรกร 4,273 ราย โดยปี 2565 มีเป้าหมายในการเข้าตรวจสอบบัญชีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร รวม 9,828 แห่ง แยกเป็นสหกรณ์ 6,331 สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกร 3,498 กลุ่ม

2.ด้านการสอนบัญชี ให้ความสำคัญกับการสอนบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนประกอบอาชีพให้กับเกษตรกร เพื่อวางแผนการใช้จ่ายเงินในอนาคต ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการประกอบอาชีพเกษตรกรรมให้เกษตรกรได้อย่างมั่นคงและเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

3.ด้านการกำกับดูแล สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร มอบหมายให้กรมฯ ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยให้คำแนะนำให้สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร จัดทำบัญชีให้ถูกต้อง ครบถ้วน หากสหกรณ์ใดยังไม่สามารถดำเนินการจัดทำบัญชีด้วยตนเองได้ จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยดูแลสอนแนะอย่างใกล้ชิด รวมถึงแนะนำให้มีการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่กรมฯได้พัฒนาขึ้น สำหรับสหกรณ์ที่ตั้งใหม่และมีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้กำกับ ควบคุมผู้สอบบัญชีรับอนุญาตให้ทำการตรวจบัญชีอย่างโปร่งใส เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันปัญหาการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต