กรมชลฯเร่งพัฒนาหนองเล็งทราย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชาว จ.พะเยา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643847

กรมชลฯเร่งพัฒนาหนองเล็งทราย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชาว จ.พะเยา

วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2565, 15.27 น.

กรมชลฯเร่งพัฒนาหนองเล็งทราย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นชาว จ.พะเยา 

26 มี.ค.2565 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงแนวทางในการพัฒนาหนองเล็งทราย จังหวัดพะเยา ว่า หนองเล็งทราย เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ เนื้อที่ประมาณ 5,563 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 ตำบล ในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ราษฎรได้อาศัยแหล่งน้ำนี้ ในการประกอบอาชีพประมง และเลี้ยงสัตว์  แต่เนื่องจากมีตะกอนดินที่ไหลมาจากลำห้วยต่างๆ ลงสู่หนอง ทำให้เกิดความตื้นเขินไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มศักยภาพในฤดูฝน  ประกอบกับมีการบุกรุกพื้นที่บริเวณรอบหนอง  จึงทำให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติถูกทำลาย  ส่งผลต่อคุณภาพน้ำในการผลิตน้ำประปาและการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ สร้างความเดือดร้อนให้แก่ชาวบ้านที่ใช้แหล่งน้ำนี้ในการอุปโภคบริโภค  และการเกษตร รวมทั้งอาชีพประมง 

กรมชลประทาน จึงได้วางแนวทางการพัฒนาหนองเล็งทรายออกเป็น 6 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ทำการปรับปรุงและฟื้นฟูร่องน้ำเดิม สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 3.256 ล้านลูกบาศก์เมตร พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำ 2 แห่งและทางระบายน้ำล้น  ระยะที่ 2 ก่อสร้างฝายพับได้ พร้อมฟื้นฟูพื้นที่แก้มลิงและอาคารประกอบ พื้นที่กว่า 300 ไร่ สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 8.997 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะที่ 3 ฟื้นฟูแหล่งน้ำรอบหนองเล็งทรายเขตน้ำตื้นบริเวณด้านในและเขตน้ำลึกบริเวณอาคารบังคับน้ำ สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 1.682 ล้านลูกบาศก์เมตร ระยะที่ 4 ปรับปรุงและฟื้นฟูบริเวณหน้าฝายหนองเล็งทราย สามารถเพิ่มปริมาณกักเก็บน้ำได้ 0.98 ล้านลูกบาศก์เมตร  ระยะที่5 ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบกระจายน้ำ 5 แห่ง รอบหนองเล็งทราบ ระยะที่6 ก่อสร้างระบบระบายน้ำและทำนบดินรอบหนองเล็งทราบ เพื่อการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ  ซึ่งหากดำเนินโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้มากขึ้น จากเดิมเก็บกักได้ 9.00 ล้านลูกบาศก์เมตร เป็น 23.972 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มขึ้น 14.972 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ได้ถึง 10,000 ไร่ ให้แก่เกษตรกรและผู้ใช้น้ำในอำเภอแม่ใจ อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้อีกทางหนี่งด้วย

‘มนัญญา’สร้างคนรุ่นใหม่ สานต่ออาชีพทำการเกษตร ผลักดันให้เกิดความมั่นคง มุ่งใช้เทคโนโลยีช่วยพัฒนา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643462

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงโครงการลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร ว่านับแต่เริ่มโครงการมากว่า 2 ปีมีเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการแล้ว 3,670 คน โดยปี 2565 ตั้งเป้าจะพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่อีกประมาณ 850 คน แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่พบว่ากลุ่มเกษตรกรเหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่กลับไปสร้างความเข้มแข็งให้บ้านเกิด และเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่ง มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งการผลิตและการตลาด เป็นแรงงานทดแทนเกษตรกรที่เริ่มสูงวัย ซึ่งแต่ละปีจะมีการสำรวจผลสัมฤทธิ์โครงการ โดยปี 2564 สำรวจแปลงเกษตร 500 ราย พบว่ามีรายได้จากภาคเกษตรเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยพบว่าก่อนเข้าร่วมโครงการมีรายได้ 7,451 บาทต่อคนต่อปี หลังจากเข้าร่วมโครงการมีรายได้เฉลี่ย 10,098 บาทต่อคนต่อปี

“โครงการนี้ไม่ได้ใช้เงินเป็นหลักแต่ใช้การสนับสนุนสร้างแรงจูงใจให้เยาวชน คนรุ่นใหม่มองเห็นว่าการเกษตรเป็นอาชีพที่มั่นคงได้หากมุ่งมั่นตั้งใจ และย้ำในเรื่องการทำน้อยได้มาก” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า เกษตรกรที่เข้าโครงการนี้ ทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ จะช่วยเป็นพี่เลี้ยงประสานหน่วยงานเข้ามาให้ความรู้แนะนำการทำการเกษตร ตามความถนัดและความสนใจ พร้อมทั้งมีสหกรณ์สนับสนุนหาตลาดรับซื้อผลผลิตและจัดหาเงินจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่พร้อมสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรที่เข้าโครงการ

‘ประภัตร’นำทีมฟื้นฟูผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643465

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายศรายุทธ ยิ้มยวนที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายวิวัฒน์ไชยชะอุ่ม ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมหารือเกี่ยวกับสถานการณ์การผลิตสุกร จ.เชียงราย ที่ห้องประชุม อบจ.เชียงราย โดยมีนายพินิจ แก้วจิตคงทอง รอง ผวจ.เชียงรายนายกฤต โพธสุธน รองนายก อบจ.เชียงราย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนงานข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และบริษัทเอกชน ร่วมต้อนรับ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีการรับฟังปัญหาในการเลี้ยงสุกร และหารือถึงการหาแนวทางเพื่อร่วมแก้ปัญหาของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อย-เล็ก เพื่อให้มีการกลับเข้ามาเลี้ยงในระบบ และเลี้ยงในฟาร์มที่มีมาตรฐาน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรคระบาดในสุกร

นายวิวัฒน์ และนายสัตวแพทย์สุขุม สนธิพันธุ์ ผู้แทนจากสำนักงานควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ ได้เสนอแนวทางการจัดทำ “พื้นที่นำร่องในการเลี้ยงสุกร” หรือ “Pig Sandbox” โดยกรมปศุสัตว์ ได้จัดทำโครงการส่งเสริมและฟื้นฟูการเลี้ยงสุกรรายย่อย-เล็ก ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญ และเร่งด่วน ของ พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม โดยมีการอบรมให้ความรู้ เพื่อยกระดับฟาร์มมาตรฐาน “ฟาร์มที่มีระบบการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม”(Good Farming Management; GFM) การเพิ่มแม่พันธุ์และสุกรขุน การผลิตน้ำเชื้อสุกรพันธุ์ดี การลดต้นทุนอาหาร โดยการใช้ต้นอ่อนธัญพืชในการเลี้ยงสัตว์ การจ้างอาสาปศุสัตว์เพื่อช่วยเหลือสัตวแพทย์ และการติดตามงาน

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้กล่าวถึงความห่วงใยของนายกฯ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จึงได้จัดทำโครงการสานฝันสร้างอาชีพ และยกระดับรายได้เกษตรกร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เพื่อส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรให้มีความมั่นคง

กรมชลฯโร่แจงชาวบ้าน ปล่อยน้ำท่วมทางหลวงชนบท

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643464

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ ผอ.กองพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีน้ำท่วม 2 อำเภอ ใน จ.ตรัง โดยน้ำล้นทางหลวงชนบท ซึ่งมีงานก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบโครงการคลองระบายน้ำคลองลำเลียง (ระยะที่ 2) เพื่อป้องกันและบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ 7 ตำบล3 อำเภอของ จ.ตรัง โดยจะผันน้ำจากคลองนางน้อย ให้ระบายลงสู่ทะเลอันดามันได้เร็วยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำไว้ในคลองได้ประมาณ 400,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้ในการอุปโภค-บริโภคและการเกษตร พื้นที่รับประโยชน์ประมาณ 8,000 ไร่ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนขุดขยายคลองระบายน้ำและก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองนางน้อย ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกหนักหลายวัน ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองนางน้อยและคลองระบายน้ำคลองลำเลียงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังประกอบกับบริเวณ กม.ที่ 15+345 ของคลองระบายน้ำคลองลำเลียง ซึ่งตัดผ่านถนนทางหลวงชนบท สายนาหมื่นราษฎร์-เกาะปุด มีท่อลอดถนนขนาด 1.30×1.30 เมตร ซึ่งไม่สามารถรองรับการระบายน้ำของคลองได้ กรมชลประทานได้ประสานกับกรมทางหลวงชนบท ทราบว่า ได้ดำเนินการออกแบบอาคารเป็นสะพานรถยนต์ ขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 38 เมตร เพื่อรองรับการระบายน้ำดังกล่าว ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาผู้รับจ้าง คาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2565

อย่างไรก็ดี สำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 ได้ประสานงานกับแขวงทางหลวงชนบทตรัง เพื่อเร่งรัดการก่อสร้างสะพานให้แล้วเสร็จตามแผนงาน เพื่อรองรับการระบายน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก

‘เฉลิมชัย’ปล่อยน้ำทุ่งบางระกำ ปลูกข้าวเร็วขึ้นลดเสี่ยงนาเสียหาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643467

วันศุกร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดการรับน้ำเข้าระบบส่งน้ำ พื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ตามแผนการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อลดผลกระทบผลผลิตข้าวเสียหายในช่วงฤดูน้ำหลากที่ท่อระบายน้ำคลองแยงมุม ต.ท่าช้าง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ว่า ได้ร่วมกับจังหวัดพิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บริหารจัดการน้ำในพื้นที่ดังกล่าวตามโครงการบางระกำโมเดล รูปแบบประชารัฐ แก้ปัญหาให้เกษตรกรระหว่างลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำน่าน ที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยเฉพาะการแก้ปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

โครงการบางระกำโมเดล เป็นการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตชลประทานที่อยู่ระหว่างแม่น้ำยมกับแม่น้ำน่าน ที่เกิดผลกระทบจากอุทกภัยช่วงฤดูน้ำหลากในทุกปี ครอบคลุมพื้นที่ 265,000 ไร่ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2560 ถึงปัจจุบัน โดยการเลื่อนเวลาการเพาะปลูกข้าวฤดูนาปีในพื้นที่ลุ่มต่ำเร็วขึ้น ส่งน้ำให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกข้าวนาปีในพื้นที่โครงการ จากเดิมที่เริ่มในเดือนพฤษภาคม มาทำการเพาะปลูกเร็วขึ้นเริ่มเดือนเมษายน ลดผลกระทบจากอุทกภัยทั้งในพื้นที่การเกษตร และพื้นที่ชุมชนเมืองของ จ.สุโขทัย ชะลอการระบายน้ำลงสู่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ได้สูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

สำหรับการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ปี 2565 กรมชลประทาน จะเริ่มส่งน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์ให้ทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ครอบคลุม 2 จังหวัด 5 อำเภอ ได้แก่ อ.พรหมพิราม อ.บางระกำ อ.เมือง อ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลก และ อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย รวม 21 ตำบล 97 หมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีนโยบายในการให้ความ
ช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีประสบภัย และโครงการสร้างอาชีพเสริมในช่วงฤดูน้ำหลากให้เกษตรกรในเขตพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ โดยการบูรณาการหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ทั้งในด้านประมงและปศุสัตว์ อาทิ การส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา การนำปลาและกุ้งมาปล่อย เพื่อเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำ ให้เกษตรกรมีรายได้เสริมเพิ่มมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปจากผลผลิตจากข้าวและสัตว์น้ำ เป็นต้น

“ขอขอบคุณทุกหน่วยงานโดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่ที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการดำเนินโครงการดังกล่าว ที่ผ่านมาได้รับความพึงพอใจและการตอบรับที่ดีจากประชาชนในพื้นที่และเกษตรกรผู้ใช้น้ำ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังว่าจะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก แก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ตลอดจนสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับผู้ใช้น้ำได้ทั้งลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยา และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวด้วย” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

ปศุสัตว์ออกมาตรการรองรับ วัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643258

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์พร้อมคณะ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมประมง สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และสมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ ประชุมหารือถึงผลกระทบและแนวทางแก้ไขเพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกอบด้วยกัน 2 ส่วน ได้แก่ 1.สถานการณ์ราคาวัตถุดิบในตลาดโลก รวมถึงค่าบริหารจัดการและการขนส่ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ และ 2.นโยบายภาครัฐที่ต้องการดูแลราคาพืชอาหารสัตว์ในประเทศ เช่น มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลีโดยจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ 3 ส่วนก่อนนำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน การจำกัดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงมาตรการด้านภาษี

ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ซึ่งเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญต่อประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวสาลีสำหรับเลี้ยงสัตว์ ทำให้การส่งออกวัตถุดิบอาหารสัตว์หยุดชะงักไป เกิดการขาดแคลนวัตถุดิบอาหารสัตว์และทำให้มีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ มีความเห็นและมีข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงทางอาหาร ที่จำเป็นต้องมีมาตรการในการหาแหล่งวัตถุดิบทดแทน ซึ่งมีแหล่งที่มาจากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

‘เฉลิมชัย’จี้กรมชลฯจัดการน้ำภาพรวม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643261

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทาน พร้อมมอบนโยบายการบริหารจัดการน้ำที่สำนักงานชลประทานที่ 3 จ.พิษณุโลก โดยมีแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปี 2564/65 (ทั้งประเทศ) ซึ่งมีน้ำต้นทุนฤดูแล้ง 37,857 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แบ่งเป็นแผนจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 (พฤศจิกายน 2564–เมษายน 2565) รวม 22,280 ล้านลบ.ม. และการสำรองน้ำต้นฤดูฝนปี 2565 (พฤษภาคม-กรกฎาคม 2565) รวม 15,577 ล้านลบ.ม. ซึ่งการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 2564/65 มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 51,054 ล้านลบ.ม. (67%) และมีปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก รวม 26,961 ล้านลบ.ม. (51%) โดยจะบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน ตามลำดับความสำคัญของกิจกรรมการใช้น้ำ ได้แก่ 1.จัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในช่วงฤดูแล้ง 2.จัดสรรน้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง 3.การสำรองน้ำไว้สำหรับการใช้น้ำในช่วงต้นฤดูฝน (เพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม) 4.จัดสรรน้ำเพื่อการเกษตร และ 5.จัดสรรน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้ง ปี 2564/65 ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในช่วงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 – 30 เมษายน 2565 มีแผนจัดสรรน้ำรวม 7,744 ล้าน ลบ.ม.ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยฯ เขื่อนป่าสักฯ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 11,840 ล้าน ลบ.ม.(48%) และมีปริมาณน้ำใช้การ 5,144 ล้าน ลบ.ม.(28%)

ทั้งนี้ รมว.เกษตรฯ เน้นย้ำให้กรมชลประทาน บริหารจัดการน้ำให้มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และสำรวจ ตรวจสอบ พื้นที่ซึ่งมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำรองได้

เกษตรฯแก้หนี้เกษตรกร ชะลอดำเนินคดีกับสมาชิกกฟก.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643262

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงกรณีเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ในนามกลุ่มสมาชิกเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) ที่เดินทางมาปักหลักชุมนุมเพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตร ลูกหนี้ธนาคารของรัฐ 4 แห่ง ว่าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรสมาชิก กรณีเป็นหนี้กับ 4 ธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME BANK) อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ กฟก.โดยมีคณะกรรมการ กฟก.ซึ่งมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เป็นประธานฯ ได้เห็นชอบโครงการปรับโครงสร้างหนี้กับ 4 ธนาคารของรัฐดังกล่าว และมีมติให้ กฟก.นำเสนอให้กระทรวงการคลัง พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีข้อสังเกตเกี่ยวกับโครงการ 5 ข้อ โดยปัจจุบัน กฟก.เตรียมทำคำชี้แจงตามข้อสังเกตดังกล่าว จึงยังไม่เสนอโครงการมาที่ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม ครม.ทั้งนี้ หาก กฟก.เสนอโครงการมาแล้ว รมว.เกษตรฯ ก็พร้อมจะนำโครงการฯ เสนอครม.ต่อไป

สำหรับข้อกังวลของตัวแทนชาวนาภาคกลาง สมาชิกเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย (คนท.) กรณีภาครัฐเอื้อประโยชน์นายทุน ทำให้เกษตรกรรายย่อยเป็นหนี้นั้น ขอชี้แจงว่าการขอให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ ชะลอการฟ้องบังคับคดี ยึดทรัพย์ขายทอดตลาดทรัพย์สินของสมาชิก และเร่งดำเนินการโอนหนี้สินเข้าสู่กระบวนการการจัดการหนี้สินของ กฟก.นั้น เบื้องต้น กฟก.กับสถาบันเจ้าหนี้ ได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะชะลอการดำเนินการทางกฎหมายกับเกษตรกรสมาชิก กฟก.ทุกราย เว้นแต่จะขาดอายุความ

กรณีการขอลดหนี้และปลดหนี้ให้กับเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ กรณีที่ตาย พิการ ทุพพลภาพ ชราภาพและเจ็บป่วย ให้เหลือไม่เกินร้อยละ 25 ตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่ได้บัญญัติไว้ช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิกกองทุนฯ นั้น ตามกฎหมาย กฟก.กำหนดเรื่องการ ลด ปลดหนี้ให้เกษตรกรได้ ต้องเสนอ ครม.และตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่ได้ระบุว่าต้องให้เหลือหนี้ร้อยละ 25 ในส่วนของการขอให้ตรวจสอบปัญหาการทุจริตพร้อมกับปฏิรูปการบริหารงานของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ การบริหารงานภาพรวม มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ตรวจสอบการทำงานและความโปร่งใสอยู่แล้ว

ทั้งนี้ ขอให้มั่นใจได้ว่ากระทรวงเกษตรฯ มุ่งเน้นการบริหารงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยพิจารณาเสนอให้ตั้งคณะทำงาน กำกับ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานและการปฏิรูปองค์กรของ กฟก.เข้าพิจารณาในคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาการเกษตรตามข้อเสนอของกลุ่มเกษตรกร

กรมฝนหลวงเร่งงาน ปฏิบัติการช่วยยับยั้ง มีพายุลูกเห็บรุนแรง เกิดในพื้นที่เชียงใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643259

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ระยะนี้ทางตอนบนของประเทศมีอากาศค่อนข้างร้อนอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีโอกาสในการเกิดฝนฟ้าคะนองและพายุลูกเห็บบริเวณ จ.แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และตากซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อผลิตผลทางการเกษตรของพี่น้องประชาชนที่อาจเกิดความเสียหายได้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ จึงปฏิบัติการฝนหลวงโดยเครื่องบินกองทัพอากาศอัลฟ่าเจ็ท เพื่อช่วยยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บใน อ.อมก๋อย และ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ โดยผลปฏิบัติการฝนหลวง ไม่พบรายงานลูกเห็บตกในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ นอกจากนี้ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ตาก ได้ขึ้นบินปฏิบัติการช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก โดยเครื่องบิน Caravan ซึ่งทำให้มีฝนตกปานกลางพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.กาญจนบุรี ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ จ.กาญจนบุรี โดยเครื่องบิน Caravan ทำให้มีฝนตกเล็กน้อยบริเวณพื้นที่ป่าไม้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

อย่างไรก็ดี การติดตามสภาพอากาศเพื่อวางแผนการปฏิบัติการฝนหลวง สถานีเรดาร์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ พบว่า สภาพอากาศยังไม่เข้าเงื่อนไขในการปฏิบัติการฝนหลวง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงทั่วประเทศขอติดตามสภาพอากาศระหว่างวัน หากเข้าเงื่อนไขการปฏิบัติการฝนหลวง จะขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมายทันที

กรมชลประทานเร่งเจาะอุโมงค์ผันน้ำเขื่อนแม่กวง มั่นใจสร้างเสถียรภาพน้ำช่วยเชียงใหม่-ลำพูน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/643260

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณนํ้าในอ่างเก็บนํ้าเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ ว่า กรมชลประทานได้เร่งดำเนินโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยขณะนี้มีความคืบหน้าสะสมทั้งโครงการคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 66 คาดว่างานก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2567 ซึ่งจะสามารถบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วม ให้ประชาชนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ตอนล่าง และ จ.ลำพูน ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอนโดยใช้งบประมาณในการลงทุนทั้งสิ้นกว่า 15,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ด้วยสภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและท่องเที่ยวใน จ.ชียงใหม่ และลำพูน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำสูงจนบางปีปริมาณน้ำที่ต้องการใช้เกินกว่าปริมาณน้ำที่เก็บกักได้ในเขื่อนแม่กวงอุดมธารา อ.ดอยสะเก็ด แหล่งน้ำต้นทุนของพื้นที่จากผลการศึกษาของกรมชลประทานพบว่า สภาวะการขาดแคลนน้ำและภัยแล้งเริ่มปรากฏมาตั้งแต่ช่วงปี 2540 ซึ่งพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน มีความต้องการใช้น้ำสูงกว่าปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯ

กรมชลประทานจึงได้น้อมนำแนวพระราชดำริเครือข่ายอ่างเก็บน้ำ (อ่างพวง) ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นแนวทางในการดำเนินโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้หลักการบริหารจัดการน้ำจากแหล่งน้ำที่มีปริมาณมาก ผันมาเติมแหล่งน้ำที่ขาดแคลนเพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จ.เชียงใหม่ นอกจากการสร้างอุโมงค์ผันน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 2 ช่วงดังกล่าวแล้ว ยังจะมีการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่ตะมาน ใช้สำหรับยกระดับและควบคุมการผันน้ำจากลำน้ำแม่แตง ให้มีการส่งน้ำส่วนเกินเข้าสู่อุโมงค์ส่งน้ำเฉพาะในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนพฤศจิกายน โดยผันน้ำไปยังอาคารระบายน้ำที่เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล ผ่านอุโมงค์ผันน้ำช่วงที่ 1 และก่อสร้างอาคารรับน้ำจากเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลเพื่อส่งน้ำไปยังอาคารจ่ายน้ำที่เขื่อนแม่กวงฯ ผ่านอุโมงค์ผันน้ำช่วงที่ 2 เพื่อรักษาสมดุลน้ำและบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด