PEA ขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

PEA ขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

PEA ขยายเขตไฟฟ้าให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) ยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 20.17 น.

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรทั่วประเทศผ่านโครงการขยายเขตไฟฟ้า ให้พื้นที่ทำกินทางการเกษตร ระยะที่ 3 (คขก.3) เพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ทำกินทางการเกษตรของเกษตรกร สนับสนุนการใช้ไฟฟ้าในการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนทางการเกษตร โดยมีเงื่อนไขการเข้าโครงการ ดังนี้

– PEA เป็นผู้ลงทุนค่าใช้จ่ายในการขยายเขตไฟฟ้าให้เกษตรกรรายย่อย วงเงินเฉลี่ยไม่เกิน 70,000 บาทต่อราย

– ผู้ขอใช้ไฟต้องขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร โดยนำสมุดทะเบียนเกษตรกรจากหน่วยงานราชการเป็นหลักฐานประกอบการยื่นคำร้อง หากทำการประมงหรือเลี้ยงสัตว์ผู้ยื่นคำร้องต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

– พื้นที่ทำกินทางการเกษตรจะต้องเป็นที่ดินที่ไม่อยู่ในพื้นที่หวงห้ามของทางราชการ ยกเว้นได้รับอนุญาตให้ดำเนินการขยายเขตไฟฟ้าได้

– ต้องมีเอกสาร/หลักฐานสิทธิ์ หรือหนังสือสัญญาเช่าที่ถูกต้องตามกฎหมายและต้องแสดงหลักฐานการได้รับอนุญาตของราชการหรือหน่วยงานรัฐที่ครอบครองในที่ดินมาแสดง ทั้งนี้ต้องไม่ใช่ที่ดินที่ถือครองโดยเอกชนรายใหญ่

– เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ขอติดตั้งมิเตอร์ขนาดไม่เกิน 15(45) แอมป์ต่อราย หรือขอติดตั้งมิเตอร์ขนาด 5(100) แอมป์ต่อรายที่ใช้กับเซอร์กิตเบรกเกอร์พิกัดปรับตั้งสูงสุดไม่เกิน 50 แอมป์ต่อราย

ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ สำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่

เกษตรฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก.

เกษตรฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก.

เกษตรฯ เปิดพื้นที่จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก.

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.27 น.

เกษตรฯ เปิดพื้นที่ จำหน่ายมะพร้าวน้ำหอม ราคาพิเศษ 1 แถม 2 ชวนผู้บริโภคซื้อ เร่งช่วยชาวสวนมะพร้าว ณ ตลาด อ.ต.ก. วันที่ 5-8 กุมภาพันธ์ 2569 หลัง มะพร้าวราคาร่วงหนัก

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาราคาคามะพร้าวตกต่ำอย่างต่อเนื่องล่าสุด กระทรวงเกษตรฯได้เปิดพื้นที่ให้เกษตรกรชาวสวนมะพร้าว ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายโดยตรงสูมือผู้บริโภค โดยองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ และสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดราชบุรี ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เร่งกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ เปิดโอกาสให้เกษตรกรนำมะพร้าวมาจำหน่ายในพื้นที่ ตลาด อ.ต.ก. เริ่มจำหน่ายระหว่างวันที่ 5 – 8 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โซนสันทนาการ (พื้นที่กลางตลาด) ตลาด อ.ต.ก. จตุจักร กรุงเทพฯ และในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 อ.ต.ก.สัญจร เตรียมนำมะพร้าวน้ำหอมไปจำหน่ายที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระหว่างเวลา 09.00 – 13.30 น. โดยประมาณ

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมอุดหนุนมะพร้าวน้ำหอมส่งตรงจากสวน จังหวัดราชบุรี ในราคาลูกละ 15 บาท พร้อมกับโปรโมชั่นพิเศษ ซื้อ 1 แถม 2 และน้ำมะพร้าวบรรจุขวดพร้อมดื่ม มาจำหน่ายในราคาขวดละ 30 บาท พิเศษ  4 ขวดจ่ายเพียง 100 บาท เริ่มจำหน่าย

นายวิณะโรจน์  บอกอีกว่า การจัดจำหน่สยในครั้งนี้ถือว่าได้รับกาีตอบรับดี โดยทันทีที่เริ่มจำหน่ายเพียงแค่ 1 ชั่วโมง (เวลา 09.30 – 10.30 น.) อ.ต.ก.จำหน่ายสินค้าไปแล้วกว่า 3,000 ลูก และมียอดการสั่งซื้อกว่า 50,000 ลูก ซึ่งได้ผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และการดำเนินกาีครั้งนี้ถือเป็นอีก1ช่องทางในการปัญหาให้กับเกษตกรอีกทาง

-(016)

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.15 น.

กรมปศุสัตว์ จับมือสมาคมผู้เลี้ยงสุกร เร่งรักษาเสถียรภาพราคา ชูมาตรการดูแลเกษตรกรรายย่อยควบคู่ผู้บริโภค พร้อมแจ้งข่าวดี! มาเลเซียไฟเขียวนำเข้าเนื้อหมูไทย

4 กุมภาพันธ์ 2569 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางและมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาสุกร ร่วมกับ นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ, นายประพจน์ โชคพิชิตชัย นายกสมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก และนายสัตวแพทย์ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และผู้ที่เกี่ยวข้อง ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรให้เหมาะสม เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรสามารถอยู่ได้ ไม่ขาดทุน ขณะเดียวกันไม่สร้างภาระให้กับผู้บริโภค โดยเน้นการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยเป็นสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมจำหน่ายเนื้อหมูราคาพิเศษ (2 กิโลกรัม 100 บาท) เพื่อบรรเทาภาระประชาชน กิจกรรมกระตุ้นการบริโภค ในรูปแบบต่างๆ เช่น กิจกรรมส่งเสริมการทำหมูหัน การจัดการอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) ในระยะยาวเพื่อสร้างสมดุลตลาด พร้อมทั้งได้ร่วมหารือถึงความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และสมาคมต่างๆ ในการจัดตั้ง “กองทุนช่วยเหลืออุตสาหกรรมสุกร” ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้ เพื่อเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนและดูแลอุตสาหกรรมสุกรในระยะยาว เสริมสร้างความเข้มแข็งด้วยการพึ่งพาตนเองและลดภาระงบประมาณภาครัฐ โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรักษาเสถียรภาพราคาสุกรเพื่อพิจารณาดำเนินการโดยเร่งด่วนต่อไป

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ยังได้แจ้งข่าวดีแก่พี่น้องเกษตรกร ล่าสุด รัฐบาลประเทศมาเลเซียได้ประกาศอนุญาตให้นำเข้าเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์จากโรงงานของประเทศไทย จำนวน 4 แห่ง อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนถึงศักยภาพ มาตรฐานการผลิต และความปลอดภัยทางอาหารของไทยที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากล ช่วยขยายฐานตลาดส่งออกและเพิ่มมูลค่าสินค้าปศุสัตว์ไทยอย่างยั่งยืน

– 006

ชป.รุกคืบ! ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม-ปั้น‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’สู่ตลาดโลก

ชป.รุกคืบ! ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม-ปั้น‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’สู่ตลาดโลก

ชป.รุกคืบ! ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม-ปั้น‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’สู่ตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.11 น.

กรมชลประทานรุกคืบ! เปิดเวที Focus Group ติวเข้มนาเกลือสมุทรสงคราม มุ่งลดต้นทุน-ปั้น ‘เกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น’ สู่ตลาดโลก

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 นายวุฒิชัย บุญผ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 13 พร้อมด้วย นายธนิสร์ ส้มเกลี้ยงเจริญ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรสงคราม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมเวที Focus Group วิเคราะห์ต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกลือทะเลอัตลักษณ์พื้นถิ่น (หารือระบบการผลิตและตลาดเกลือทะเลไทย) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านต้นทุน การผลิต แนวทางการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเกลือทะเล ณ จังหวัดสมุทรสงคราม

กรมชลประทานได้ร่วมขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการรักษาเสถียรภาพราคาและยกระดับมูลค่าเพิ่มเกลือทะเลไทย ปี 2569 ประเด็นที่ 4 การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเกลือคุณภาพ มิติการลดต้นทุนการผลิต โดยกำหนดพื้นที่นาเกลือเพื่อพัฒนาเป็นแปลงต้นแบบในพื้นที่ 4 จังหวัด ประกอบด้วย เพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และปัตตานี จึงบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและจัดทำร่างแนวทางในการสนับสนุนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเกลือคุณภาพให้สอดคล้องตามบริบทในแต่ละพื้นที่ต่อไป

‘ชป.-ปทุมธานี’ผนึกกำลัง! นำนวัตกรรมแก้ปัญหาผักตบชวา-ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

‘ชป.-ปทุมธานี’ผนึกกำลัง! นำนวัตกรรมแก้ปัญหาผักตบชวา-ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

‘ชป.-ปทุมธานี’ผนึกกำลัง! นำนวัตกรรมแก้ปัญหาผักตบชวา-ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.23 น.

‘กรมชลฯ-ปทุมธานี’ผนึกกำลังนำนวัตกรรม‘สวพ.62 (ชป.1)’ แก้ปัญหาผักตบชวา ฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 กรมชลประทาน จับมือจังหวัดปทุมธานี เดินหน้าขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาผักตบชวาในแหล่งน้ำอย่างเป็นระบบ นำนวัตกรรมสารผสมสูตร สวพ.62 (ชป.1) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการผักตบชวา ควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมของหน่วยงานทุกภาคส่วน และได้นำร่องโครงการฯ ในพื้นที่คลองเชียงราก–บางขัน ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ในเขตพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษารังสิตเหนือ มุ่งหวังสู่การฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน โดยมี นายดงพล รุจิธรรมรัช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว

นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 เปิดเผยว่า ปัญหาการแพร่ระบาดของผักตบชวาในแหล่งน้ำถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศ เนื่องจากกีดขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ คุณภาพน้ำ ระบบนิเวศ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำของประชาชนในพื้นที่ กรมชลประทานได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในระยะยาว

จากการศึกษา วิจัย และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน ได้คิดค้นนวัตกรรม สารผสมสูตร สวพ.62 (ชป.1) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของผักตบชวา มีประสิทธิภาพในการกำจัด ต้นทุนต่ำ ไม่ทิ้งสารพิษตกค้าง และไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยได้ผ่านการทดสอบและทดลองใช้ในพื้นที่จริงจนเห็นผลเป็นรูปธรรม

ดังนั้น เพื่อขยายผลและต่อยอดการใช้นวัตกรรมดังกล่าวสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ กรมชลประทาน โดยสำนักงานชลประทานที่ 11 จึงได้จัดกิจกรรม Kick off กำจัดวัชพืชและผักตบชวา โดยใช้สาร สวพ.62 (ชป.1) พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและภาคประชาชนในพื้นที่ โดยกำหนดให้คลองเชียงราก–บางขัน เป็นพื้นที่นำร่อง

ทั้งนี้ กรมชลประทาน จะมีการติดตามและประเมินผลโครงการฯอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปพัฒนารูปแบบการจัดการผักตบชวาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมผลักดันการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาและฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว

/////////-026

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

สมุทรสาครลุย! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม-สกัดราคาตก

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.12 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยสมุทรสาคร! ใช้กลไก ‘สหกรณ์ช่วยสหกรณ์’ ระบายมะพร้าวน้ำหอม 1 ล้านลูก สกัดราคาตกต่ำเหลือลูกละ 2 บาท

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และชี้แจงมาตรการกระจายผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ณ สหกรณ์การเกษตรบ้านแพ้ว จำกัด โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรเข้าร่วมประชุมเพื่อหาทางออกอย่างยั่งยืน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ราคามะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ลูกละ 23-28 บาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงเหลือเพียง ลูกละ 2 บาท ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 7 บาทต่อลูก ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน กรมฯ ได้ใช้กลไกเครือข่ายสหกรณ์เข้ามาช่วยกระจายผลผลิต โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.รวบรวมมะพร้าวจาก จ.สมุทรสาคร และ จ.ราชบุรี จำนวน 1,000,000 ลูก 2.สหกรณ์ต้นทางรับซื้อจากสมาชิกที่ 5 บาท/ลูก (สูงกว่าราคาตลาด) และส่งขายปลายทางที่ 6-7 บาท/ลูก และ 3.ปล่อยรถบรรทุกมะพร้าว 20,000 ลูก สู่เครือข่ายในภาคอีสาน (ร้อยเอ็ด, มหาสารคาม, ยโสธร) และมีออเดอร์จากนครราชสีมาและอุดรธานีตามมาอย่างต่อเนื่อง

จ.สมุทรสาคร มีพื้นที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอมกว่า 50,000 ไร่ ในรอบการผลิตนี้ (ธ.ค. 68 – ก.พ. 69) คาดว่าจะมีผลผลิตออกมาไม่น้อยกว่า 5,000,000 ลูก ซึ่งกรมฯ ได้ให้การสนับสนุนทั้งด้านอุปกรณ์การตลาด โรงคลุม และการส่งเสริมมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ความร่วมมือครั้งนี้พิสูจน์ให้เห็นถึงความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์ เราไม่ได้แค่ระบายผลผลิต แต่เรากำลังสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนให้กับเกษตรกร เพื่อไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางหรือล้งต่างชาติ’ นายนิรันดร์ กล่าวทิ้งท้าย

///////////-026

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

วันอังคาร ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.43 น.

อธิบดีกรมชลประทาน รับรางวัลนิสิตเก่าดีเด่น ปี 69 จากสมาคมนิสิตเก่า ม.เกษตรศาสตร์

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เข้ารับรางวัล “นิสิตเก่าดีเด่น ประจำปี 2569” จากสมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร นายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีและผู้มอบรางวัล ณ ห้องนนทรี เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร โดยมี นายทรงพล สวยสม รองอธิบดีกรมชลประทาน นายชัยยะ พึ่งโพธิ์สภ เลขานุการกรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน และผู้บริหารจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมแสดงความยินดีในครั้งนี้

รางวัลอันทรงเกียรตินี้มอบแก่ศิษย์เก่าผู้ประสบความสำเร็จ มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ และสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของกรมชลประทานในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
 

ชป.เปิดปฏิบัติการ! ‘หยุด เก็บ บ่อย’ ปูพรมกำจัดผักตบชวา-วัชพืชทั่วไทย

ชป.เปิดปฏิบัติการ! ‘หยุด เก็บ บ่อย’ ปูพรมกำจัดผักตบชวา-วัชพืชทั่วไทย

ชป.เปิดปฏิบัติการ! ‘หยุด เก็บ บ่อย’ ปูพรมกำจัดผักตบชวา-วัชพืชทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.08 น.

กรมชลประทานเปิดปฏิบัติการ ‘หยุด เก็บ บ่อย’ ปูพรม 10 จังหวัด กำจัดผักตบชวา-วัชพืชทั่วไทย เสริมประสิทธิภาพส่งน้ำช่วยเกษตรกร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมชลประทานประกาศเดินหน้าปฏิบัติการเชิงรุกภายใต้แนวทาง ‘หยุด เก็บ บ่อย’ เพื่อจัดการกับปัญหาผักตบชวาและวัชพืชที่สะสมหนาแน่นในทางน้ำชลประทาน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือกับเกษตรกรในพื้นที่ในการดูแลคันคลองส่งน้ำ เพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำและส่งน้ำให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

จากการรายงานผลการดำเนินงานล่าสุด พบว่ามีการกระจายกำลังเครื่องจักรลงพื้นที่หลายจุดสำคัญ อาทิ , จ.พิษณุโลก: โครงการแควน้อยบำรุงแดน (อ.วังทอง) และโครงการพลายชุมพล (อ.พรหมพิราม, อ.เมือง) , จ.ชัยนาท-สิงห์บุรี: โครงการพลเทพและบรมธาตุ จัดเก็บวัชพืชบริเวณปากคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง และคลองส่งน้ำสายหลัก , จ.นครปฐม-นนทบุรี-สุพรรณบุรี: ลุยคลองพระยาบรรลือ, คลองลากฆ้อน และคลองบางใหญ่ เพื่อป้องกันผักตบชวาอุดตันประตูระบายน้ำ , จ.ลพบุรี-อยุธยา: สำนักงานชลประทานที่ 10 เร่งจัดเก็บคลองส่งน้ำและคลองระบายใหญ่ในพื้นที่รอยต่อ และ จ.นราธิวาส: สำนักงานชลประทานที่ 17 ลุยคลองศรีพงัน-ปูยู อ.ตากใบ

กรมชลประทานได้วางมาตรการการจัดการที่เป็นระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดดังนี้ ใช้ทุ่นดักหรืออาคารชลประทานสกัดการแพร่กระจายของผักตบชวาไม่ให้ออกสู่ภายนอก , ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ (แบ็คโฮลงโป๊ะ) จัดเก็บวัชพืชที่สะสมหนาแน่นตามแนวคลอง และใช้นวัตกรรมเรือขนาดเล็กที่ประดิษฐ์ขึ้นเอง เข้าจัดเก็บเศษวัชพืชย่อยๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้กลับมาขยายพันธุ์ซ้ำ นอกจากนี ยังมีการนำสาร ‘สวพ.62’ มาฉีดพ่นควบคู่ไปกับการกำจัดทางกายภาพ เพื่อควบคุมการเติบโตของวัชพืชอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ กรมชลประทานจึงขอความร่วมมือประชาชนและเกษตรกร หากพบเห็นผักตบชวาหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำในพื้นที่ สามารถแจ้งได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วน 1460 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าดำเนินการแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

////////////-026

คลายทุกข้อสงสัย! ชป.ชี้แจง ‘แก้มลิงบ้านไร่ใหญ่’ มุ่งแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน

คลายทุกข้อสงสัย! ชป.ชี้แจง ‘แก้มลิงบ้านไร่ใหญ่’ มุ่งแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน

คลายทุกข้อสงสัย! ชป.ชี้แจง ‘แก้มลิงบ้านไร่ใหญ่’ มุ่งแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.00 น.

คลายทุกข้อสงสัย! กรมชลฯชี้แจงแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่‘ตรัง’โปร่งใส มุ่งแก้น้ำท่วม-ภัยแล้งอย่างยั่งยืน

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าว“สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการก่อสร้างแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่ อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง ของกรมชลประทาน” ซึ่งมีการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับการก่อสร้างบนที่ดินเอกชน และข้อสังเกตในประเด็นต่าง ๆ นั้น

กรมชลประทาน โดยสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดกลางที่ 16 ขอชี้แจงว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด โดยในระยะแรกของโครงการ ได้รับหนังสือยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของที่ดินทุกแปลงที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถเข้าดำเนินการก่อสร้างเป็นการชั่วคราว ระหว่างอยู่ในกระบวนการจัดหาที่ดิน ซึ่งมิได้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์หรือกระทบสิทธิของเจ้าของที่ดินแต่อย่างใด

ทั้งนี้ กรมชลประทานได้วางแผนเร่งรัดการจัดซื้อที่ดินและการเวนคืนตามกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่เหมาะสม พร้อมมีมาตรการรองรับในกรณีที่ต้องขยายระยะเวลาหนังสือยินยอม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเงินงบประมาณแผ่นดิน

สำหรับงบประมาณที่เบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 106 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันอุทกภัยและเพิ่มแหล่งน้ำต้นทุน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยรวม และหากเกิดเหตุสุดวิสัย กรมชลประทานจะดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อให้รัฐสามารถใช้ประโยชน์จากการลงทุนได้อย่างคุ้มค่า

ในส่วนของข้อสังเกตเรื่องป้ายโครงการและสำนักงานสนาม กรมชลประทานขอชี้แจงว่า โครงการมีการติดตั้งป้ายและจัดตั้งสำนักงานสนามตั้งแต่เริ่มดำเนินการ แต่เนื่องจากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ป้ายโครงการและสำนักงานสนามได้รับความเสียหาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งป้ายใหม่

กรมชลประทานขอยืนยันว่า การดำเนินโครงการแก้มลิงบ้านไร่ใหญ่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมุ่งหวังประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ

สำนักงบฯไฟเขียว ธนาคารที่ดิน ใช้เงินสะสมลุยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

สำนักงบฯไฟเขียว ธนาคารที่ดิน ใช้เงินสะสมลุยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

สำนักงบฯไฟเขียว ธนาคารที่ดิน ใช้เงินสะสมลุยโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

สำนักงบประมาณไฟเขียว“ธนาคารที่ดิน” ใช้เงินสะสมเพื่อดำเนิน ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ (ต่อเนื่อง) ปีงบประมาณ 2568 เพื่อการจัดหาและพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรผู้ยากจน ชี้ต้องใช้จ่ายให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้รับจัดสรรงบฯ ตามพ.ร.บ.งบประมาณ

วันที่ 30 มกราคม 2569 นายอภิชาติ รัตนราศรี รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ มีหนังสือตอบข้อหารือของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. มายังผู้อำนวยการ “ธนาคารที่ดิน” เรื่องการดำเนิน ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ (ต่อเนื่อง) ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยใช้เงินสะสมของ  “ธนาคารที่ดิน” โดยมีเนื้อหาดังนี้

ตามที่ “ธนาคารที่ดิน” ขอหารือสำนักงบประมาณ ในกรณีบอร์ดธนาคารที่ดิน มีมติเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2568 เห็นชอบให้ใช้เงินสะสมของ “ธนาคารที่ดิน” มาดำเนิน ‘โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ จำนวน 68,827,342 บาท แต่ไม่ได้กันเงินไว้เบิกเหลื่อมปีตามข้อบังคับธนาคารที่ดิน ว่าด้วยการงบประมาณ การเงิน
และการบัญชี พ.ศ.2559 

สำนักงบประมาณ พิจารณาแล้วเห็นว่า “ธนาคารที่ดิน” ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 แผนงานยุทธศาสตร์เพื่อสนับสนุน ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม โครงการ ‘บริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน’ งบเงินอุดหนุนรายการเงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน จำนวน 470,410,000 บาท มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการให้สินเชื่อวิสาหกิจชุมชนเพื่อการจัดหาและพัฒนาที่ดินแก่เกษตรกรผู้ยากจน ผู้ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินองค์กรชุมชน หรือเครือข่ายองค์กรชุมชน ตามพ.ร.ฎ.จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 มาตรา 10 (3) และมาตรา 11กำหนดให้เงินอุดหนุนทั่วไปที่รัฐบาลจัดสรรให้ตามความเหมาะสมเป็นส่วนหนึ่งของ “ทุนและทรัพย์สิน” ในการดำเนินกิจการของ ”ธนาคารที่ดิน“ และไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน 

โดย “ธนาคารที่ดิน” ได้ดำเนินการเบิกเงินงบประมาณจำนวน 470,410,000 บาท ตามที่ได้รับจัดสรร ออกจากคลังเสร็จสิ้นแล้ว เงินงบประมาณจำนวนดังกล่าวจึงเป็นรายได้ของสถาบันฯ ที่ต้องใช้จ่ายให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณตามพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี

ดังนั้น หากการใช้จ่ายเงินสะสมดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ ก็ให้ไปดำเนินการ
ตามอำนาจหน้าที่ของ “ธนาคารที่ดิน”  ตลอดจนปฏิบัติตามระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของสถาบันฯ ให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน