เกษตรฯส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ แจ้งแหล่งผลิตผลไม้-โรงงานก่อนส่งขาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635538

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากหน่วยงานบริการตรวจสอบสุขอนามัยพืชและสัตว์ (APHIS) ว่าสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้นำเข้าส้มโอจากประเทศไทยภายใต้เงื่อนไขการนำเข้าที่กำหนดแล้ว ผู้ประสงค์จะส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ ต้องลงทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร เพื่อร่วมโครงการตรวจสอบผลไม้ฉายรังสีก่อนการส่งออก นับเป็นข่าวดีที่รอมานาน 15 ปี หลังจากขอเปิดตลาดส้มโอเมื่อปี 2549 พร้อมกับผลไม้หลายชนิด ซึ่งปัจจุบันได้รับอนุญาตเพียง 7 ชนิด คือ มะม่วง มังคุด เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ สับปะรด และแก้วมังกร เนื่องจากจะต้องผ่านขั้นตอนการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชจากประเทศผู้นำเข้า เพื่อป้องกันมิให้มีแมลงศัตรูพืชกักกันที่ไม่มีในประเทศผู้นำเข้า ติดปนเปื้อนไปกับผลผลิต ซึ่งประเทศไทยใช้เงื่อนไขการวิเคราะห์ความเสี่ยงศัตรูพืชก่อนที่จะอนุญาตให้นำเข้าผลไม้เช่นกัน

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีส้มโอมากกว่า 30 พันธุ์ที่มีลักษณะเด่น ได้แก่ พันธุ์ทับทิมสยาม พันธุ์ขาวแตงกวา หรือพันธุ์ทองดี เป็นต้น ซึ่งส้มโอไทยแต่ละพันธุ์มีรสชาติและสีสันที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากส้มโอประเทศอื่น ทำให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังเป็นผลไม้ที่สามารถเก็บรักษาได้ระยะเวลานาน เหมาะแก่การขนส่งทั้งทางเครื่องบินและทางเรือ ปัจจุบันประเทศไทยสามารถส่งออกส้มโอไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ 29 ประเทศ มีตลาดที่สำคัญ ได้แก่ จีน และมาเลเซีย ในปี 2564 ประเทศไทยส่งออกส้มโอ 29,782 ตัน คิดเป็น
มูลค่ากว่า 903 ล้านบาท

ขณะที่ น.ส.ชลธิชา รักใคร่ ผอ.กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า
ได้รับหนังสือจากหน่วยงาน APHIS แจ้งให้ทราบถึงการอนุญาตการนำเข้าส้มโอจากประเทศไทยโดยให้เพิ่มส้มโอเข้าอยู่ภายใต้โครงการฉายรังสีที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และให้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับส้มโอเพื่อประกอบการประเมินจากคณะที่ปรึกษาโครงการฉายรังสี เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตให้นำเข้า ซึ่งการดำเนินการมาถึงขั้นตอนนี้คาดว่าในฤดูกาลผลิตส้มโอเดือนสิงหาคม 2565 จะสามารถส่งออกส้มโอลอตแรกไปจำหน่ายที่สหรัฐฯ ได้

ส่วนเงื่อนไขการส่งออกส้มโอไปสหรัฐฯ นั้น ผลผลิตต้องมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรอง GAP โรงคัดบรรจุได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP ก่อนการส่งออกต้อง ล้าง ขัด ฆ่าเชื้อ และจุ่มสารเคมีเพื่อกำจัดเชื้อราตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

กรมข้าวชูผลิต‘ข้าวสาลี’ตลาดต้องการ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635535

วันอังคาร ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ รองอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลี ครั้งที่ 3
โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุมที่ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดย นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เนื่องจากข้าวสาลีเป็นธัญพืชเมืองหนาวที่มีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของคนไทยมากยิ่งขึ้น ส่วนผู้ประกอบการก็มีความต้องการข้าวสาลีที่ปลูกในประเทศไทยในปริมาณมาก เพื่อนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ จึงเป็นโอกาสดีในการพัฒนาการผลิตข้าวสาลีในประเทศไทย และเชื่อว่าตลาดข้าวสาลีในประเทศจะมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้น

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวต่อว่า ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) จัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวสาลี ครั้งที่ 3 ขึ้น ในวันที่15 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานของโครงการวิจัย “การพัฒนาการผลิตธัญพืชเมืองหนาวเป็นพืชหลังนาเพื่อการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรภาคเหนือตอนบน” อีกทั้งเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและการแปรรูปธัญพืชเมืองหนาวสู่การนำไปใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มมูลค่าและนำไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่ตาม BCG model

นอกจากนี้ ภายในงานจะมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาข้าวสาลีและธัญพืชเมืองหนาว เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการด้านพันธุ์และแปลงแสดงพันธุ์ นิทรรศการด้านเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมสำหรับการปลูกในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน นิทรรศการด้านการแปรรูปและผลิตภัณฑ์ และนิทรรศการด้านเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น อีกทั้งภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม “กาดมั่ว คัวฮอม” ซึ่งเป็นการสาธิต/แสดง/ชิม/จำหน่ายข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์แปรรูปจากธัญพืชเมืองหนาว พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมเก็บภาพเป็นที่ระลึกด้วย

หม่อนไหมลงพื้นที่น่าน หนุนทอผ้าลายน้ำไทยลื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635245

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมคณะผู้บริหารในกรมหม่อนไหม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและดูงานกลุ่มทอผ้าบ้านทุ่งหล่าย ต.ปอน อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทยลื้อ ที่ได้มีการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหมแกมฝ้ายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ คือ ผ้าลายน้ำไหลไทยลื้อ โดยได้รับการพัฒนาจนสามารถได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน จากกรมหม่อนไหม และมีร้านจำหน่ายที่ได้มาตรฐาน (Certified Thai Silk Shop) สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นและชุมชนอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี กลุ่มดังกล่าวยังขาดการพัฒนาและออกแบบลวดลายผ้าเชิงประยุกต์ เพื่อให้เกิดความหลากหลาย และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ยังขาดผู้สืบสานการทอผ้าดังกล่าว เนื่องจากลูกหลานส่วนใหญ่เข้าไปทำงานในภาคบริการและอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น ซึ่งทางกรมหม่อนไหม จะได้ส่งเสริมและพัฒนากลุ่มเกษตรกร เพื่ออนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยลื้อ ให้คงอยู่ และจะพัฒนาให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่อไป

‘เฉลิมชัย’เร่งแก้ปัญหาเครือข่ายหนี้สินฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635247

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้อนุญาตให้กลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดยนายชรินทร์ ดวงดารา ที่ปรึกษากลุ่มเครือข่ายหนี้สินชาวนาแห่งประเทศไทย เข้าพบที่ กระทรวงเกษตรฯ เพื่อขอรับทราบความคืบหน้าโครงการปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรสมาชิก โดยเป็นกรณีที่เป็นหนี้อยู่กับ 4 ธนาคารของรัฐ ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME BANK) โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้นำเสนอโครงการดังกล่าว เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของกระทรวงการคลัง และทางกระทรวงการคลัง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับภาระงบประมาณและวินัยการเงินการคลัง

 ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดเตรียมข้อมูลในการตอบข้อคิดเห็นของกระทรวงการคลัง และจะได้นำโครงการดังกล่าว เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในโอกาสต่อไป

นอกจากนี้ ทางกลุ่มเครือข่ายหนี้สินฯ ได้ขอเสนอแนวทางบริหารจัดการ โดยเสนอขอตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามผลการดำเนินงานของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตร (กฟก.) เพื่อรับทราบปัญหา และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ซึ่ง รมว.เกษตรฯ ได้รับข้อเสนอ สำหรับองค์ประกอบของคณะทำงานนี้ ได้มอบหมายให้ ผอ.สำนักบริหารกองทุนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องร้องเรียน พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้แทนเกษตรกรต่อไป

กรมชลฯรับฟังความเห็น ลงทุนรัฐ-เอกชนเติมน้ำเขื่อนภูมิพล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635248

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวภายหลังประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโครงการศึกษาวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ว่าโครงการนี้เป็นการสานต่อความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยา ที่อาจจะเกิดขึ้นในอีก 20 ปีข้างหน้า สอดคล้องกับนโยบายการแก้ไขปัญหาภัยแล้งของรัฐบาล อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรด้านต่างๆ ทำให้เขื่อนภูมิพล มีพื้นที่ว่างเพียงพอที่จะรับน้ำผันจากลุ่มน้ำยวม มาเติมได้เฉลี่ยปีละ 1,834 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพื่อเป็นน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ชลประทานแม่ปิงตอนล่างในเขต จ.กำแพงเพชร และพื้นที่โครงการเจ้าพระยาอีก 26 โครงการ

อย่างไรก็ดี คาดว่าจะทำให้มีพื้นที่การเกษตรฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 1.61 ล้านไร่ อีกทั้งลำน้ำยวม ถือว่าเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่ดีและเหมาะสมที่จะนำไปเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนภูมิพลได้ โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ลุ่มน้ำยวมเอง เนื่องจากเป็นการนำน้ำส่วนเกินไปใช้ ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน และประเทศเมียนมา ตามลำดับต่อไป

ทั้งนี้ ผลการศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม-อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ปี 2561 ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ปี 2564 ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการก่อสร้างสูง จึงต้องศึกษาวิเคราะห์ให้ครอบคลุมรอบด้าน เพื่อพิจารณารูปแบบทางเลือกการลงทุนที่เหมาะสม การประชุมครั้งนี้จึงเป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย ผู้แทนภาครัฐ เอกชน ประชาชนและกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้น้ำจาก จ.เชียงใหม่ ลำพูน ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และพิจิตร เพื่อวิเคราะห์รูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมของการร่วมลงทุน โดยพิจารณาถึงความคุ้มค่าและผลประโยชน์ที่ภาครัฐและประชาชนส่วนใหญ่ จะได้รับจากการดำเนินแนวทางดังกล่าวให้มากที่สุดเป็นสำคัญ

สำหรับการศึกษาจะเป็นไปตาม พ.ร.บ.การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน 2562 ระบุว่าต้องจ้างที่ปรึกษามาดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ ซึ่งผลการศึกษานี้จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐบาลจะใช้ในการพิจารณาแนวทางการลงทุนที่เหมาะสมของโครงการต่อไป

กรมข้าวเปิดอบรม เกษตรกรรุ่นใหม่ สร้างกลยุทธ์ธุรกิจ มุ่งการค้าออนไลน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635246

วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเกษตรกร Young Smart Farmer ปี 2565 หลักสูตรพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ด้านการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ โดยมีนายโอวาท ยิ่งลาภ ผอ.สำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์การฝึกอบรม

ทั้งนี้ เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านการตลาดในยุคดิจิทัล ให้เกษตรกรรุ่นใหม่สามารถนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพ ผ่านการฝึกปฏิบัติในหัวข้อที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการพื้นฐานการสร้างกลยุทธ์ธุรกิจออนไลน์ การสร้างร้านค้า E-Commerce การวางแผนธุรกิจเกษตรแนวใหม่ด้วย Business Model Canvas การทำคอนเทนต์เพื่อเพิ่มการรับรู้สินค้าและบริการผ่านโซเชียลมีเดีย รู้จักฟีเจอร์ต่างๆ ของเฟซบุ๊ก การสร้างแบรนด์และโฆษณาสินค้าและบริการให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย กลยุทธ์การขายของออนไลน์ผ่าน Lazada/Shopee และการใช้งาน LINE Official Account อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากการเพิ่มพูนทักษะที่จำเป็นเหล่านี้แล้ว Young Smart Farmer ด้านข้าว ยังมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และสร้างเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ระหว่างกันอีกด้วย ซึ่งทางสำนักส่งเสริมการผลิตข้าวได้ปรับรูปแบบการฝึกอบรมเป็นแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นไปตามมาตรการลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค

เกษตรเดินหน้าภารกิจ‘ปิดอ่าวไทย’ จัดการสัตว์น้ำวางไข่เพิ่มปริมาณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/635006

เกษตรเดินหน้าภารกิจ‘ปิดอ่าวไทย’  จัดการสัตว์น้ำวางไข่เพิ่มปริมาณ

วันเสาร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.30 น.

“เฉลิมชัย” รมว.เกษตรฯ เป็นประธาน“ปิดอ่าวไทย” บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำเพิ่มปริมาณปี 2565 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพรสุราษฎร์ธานี ระหว่าง 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม นี้ พร้อมกำหนดพื้นที่ควบคุมต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม–14 มิถุนายน บริเวณพื้นที่อ่าวประจวบฯ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพัธ์ 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย ปี2565(ปิดอ่าวไทย) และ ร่วมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยขบวนเรือเจ้าหน้าที่เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงประกาศใช้มาตรการดังกล่าวโดยมีเรือตรวจประมงทะเลเข้าร่วมขบวนทั้งสิ้น 8 ลำ ณ บริเวณชายทะเลอ่าวประจวบคีรีขันธ์ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้นานเฉลิมชัยกล่าวว่าระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี พื้นที่ทะเลอ่าวไทยบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะปลาทู ได้อาศัยเป็นแหล่งวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงได้กำหนดมาตรการเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ ให้มีความสมดุลกับศักยภาพการผลิตของธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และกำหนดพื้นที่ควบคุมต่อเนื่องจากมาตรการปิดอ่าวฯ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี บริเวณพื้นที่อ่าวประจวบฯ

“การจัดพิธีประกาศปิดอ่าวในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมง ประชาชน สมาคมประมง โรงเรียน หน่วยงานราชการในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนประมงต้นแบบ และกลุ่มเครือข่ายอาสาเฝ้าระวังการทำการประมงที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของกรมประมง ในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งจากการประกาศใช้มาตรการในปีที่ผ่านมา พบว่า มีพ่อ – แม่พันธุ์ปลาทู มีความสมบูรณ์เพศและมีการแพร่กระจายของลูกปลาทูและสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ที่ประกาศใช้มาตรการ และในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบของลูกปลาทูและสัตว์น้ำชนิดอื่นพบว่า ระยะเวลาและพื้นที่บังคับใช้มาตรการ สอดคล้องกับการเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปลาเริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก เป็นแหล่งเลี้ยงตัวอ่อนที่สำคัญ”นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการดังกล่าว เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2496 จนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาเป็นระยะ ๆ โดยปัจจุบันเป็นมาตรการที่อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 70 และได้กำหนดระยะเวลาและพื้นที่ เป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึง อ.ดอนสัก จ.สุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 27,000 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาห้ามทำการประมง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี และ ระยะที่ 2 พื้นที่อ่าวไทยตามระยะที่ 1 ปรับลดลงมาให้คงห้ามทำการประมงในระยะใกล้ฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งสัตว์น้ำวัยอ่อนอพยพไปยังพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนในอ่าวไทยตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ 5,300 ตารางกิโลเมตร และกำหนดห้ามทำการประมงเพิ่มเติมในพื้นที่ตั้งแต่เขาม่องไล่ ไปทางทิศเหนือ จรด อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ 2,900 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ในพื้นที่และห้วงเวลาที่กำหนดห้ามมิให้ทำการประมง เว้นแต่เป็นการใช้เครื่องมือบางชนิด ตามที่ระบุไว้ในประกาศเท่านั้น ที่จะใช้ทำการประมงได้

การจัดงานครั้งนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหนังสือรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 8 ราย มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และมอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 700,000 ตัว ให้แก่ผู้นำชุมชน นำไปปล่อยเพื่อเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ณ แม่น้ำปราณบุรี อ.ปราณบุรี จ.ดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 220,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 100,000 ตัว กุ้งแชบ๊วย 100,000 ตัว และปลากะพงขาว 20,000 ตัว ลงในอ่าวประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตลงในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งด้วย

จากนั้นได้เปิดโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค (Fisherman Market) ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้าน และชาวประมงในพื้นที่จังหวัดชายทะเลทั้ง 23 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการ “กระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค” โดยเปิดช่องทางการตลาดสำหรับกระจายผลผลิต จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวต่อไป โดยในส่วนกลาง กรมประมงได้เปิดตลาด Fisherman Market ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ คุณภาพดี มีมาตรฐาน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ร่วมอุดหนุนในราคาสุดพิเศษ ซึ่งมีสินค้ามาวางจำหน่ายมากมายหลายรายการ หมุนเวียนกันไปแต่ละสัปดาห์ด้วย

เกษตร’ปิดอ่าวไทย’ บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เพิ่มปริมาณประจำปี 2565

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634851

เกษตร'ปิดอ่าวไทย' บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เพิ่มปริมาณประจำปี 2565

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 15.23 น.

เกษตร”ปิดอ่าวไทย” บริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่เพิ่มปริมาณประจำปี 2565 ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี 15 ก.พ. – 15 พ.ค.นี้ และกำหนดพื้นที่ควบคุมต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 พ.ค. – 14 มิ.ย.บริเวณพื้นที่อ่าวประจวบฯ

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย ปี 2565 (ปิดอ่าวไทย) และร่วมประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยขบวนเรือเจ้าหน้าที่เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ในช่วงประกาศใช้มาตรการดังกล่าว โดยมีเรือตรวจประมงทะเลเข้าร่วมขบวนทั้งสิ้น 8 ลำ ณ บริเวณชายทะเลอ่าวประจวบคีรีขันธ์ สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี พื้นที่ทะเลอ่าวไทยบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ของสัตว์น้ำที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะปลาทู ได้อาศัยเป็นแหล่งวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง จึงได้กำหนดมาตรการเพื่อให้การใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำ ให้มีความสมดุลกับศักยภาพการผลิตของธรรมชาติ และมีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยได้กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในพื้นที่ทะเลอ่าวไทยบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และกำหนดพื้นที่ควบคุมต่อเนื่องจากมาตรการปิดอ่าวฯ ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี บริเวณพื้นที่อ่าวประจวบฯ

“การจัดพิธีประกาศปิดอ่าวในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากพี่น้องชาวประมง ประชาชน สมาคมประมง โรงเรียน หน่วยงานราชการในพื้นที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะชุมชนประมงต้นแบบ และกลุ่มเครือข่ายอาสาเฝ้าระวังการทำการประมงที่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของกรมประมง ในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งจากการประกาศใช้มาตรการในปีที่ผ่านมา พบว่า มีพ่อ – แม่พันธุ์ปลาทู มีความสมบูรณ์เพศและมีการแพร่กระจายของลูกปลาทูและสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นในพื้นที่ที่ประกาศใช้มาตรการ และในพื้นที่อ่าวไทยบริเวณบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบของลูกปลาทูและสัตว์น้ำชนิดอื่นพบว่า ระยะเวลาและพื้นที่บังคับใช้มาตรการ สอดคล้องกับการเลี้ยงตัวของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ปลาเริ่มเคลื่อนย้ายเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก เป็นแหล่งเลี้ยงตัวอ่อนที่สำคัญ” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการดังกล่าว เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2496 จนถึงปัจจุบัน โดยได้มีการปรับปรุงแก้ไขมาเป็นระยะๆ โดยปัจจุบันเป็นมาตรการที่อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 70 และได้กำหนดระยะเวลาและพื้นที่ เป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 พื้นที่ทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 27,000 ตารางกิโลเมตร ระยะเวลาห้ามทำการประมง ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม ของทุกปี และ ระยะที่ 2 พื้นที่อ่าวไทยตามระยะที่ 1 ปรับลดลงมาให้คงห้ามทำการประมงในระยะใกล้ฝั่ง ซึ่งเป็นแหล่งสัตว์น้ำวัยอ่อนอพยพไปยังพื้นที่เลี้ยงตัวอ่อนในอ่าวไทยตอนใน ครอบคลุมพื้นที่ 5,300 ตารางกิโลเมตร และกำหนดห้ามทำการประมงเพิ่มเติมในพื้นที่ตั้งแต่เขาม่องไล่ ไปทางทิศเหนือ จรดอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ครอบคลุมพื้นที่ 2,900 ตารางกิโลเมตร ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ในพื้นที่และห้วงเวลาที่กำหนดห้ามมิให้ทำการประมง เว้นแต่เป็นการใช้เครื่องมือบางชนิด ตามที่ระบุไว้ในประกาศเท่านั้น ที่จะใช้ทำการประมงได้

อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหนังสือรับรองมาตรฐานการทำประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืนให้แก่ชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 8 ราย มอบแผ่นป้ายเงินอุดหนุนโครงการพัฒนาอาชีพและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และมอบพันธุ์กุ้งก้ามกราม จำนวน 700,000 ตัว ให้แก่ผู้นำชุมชน นำไปปล่อยเพื่อเพิ่มผลผลิตในแหล่งน้ำธรรมชาติ และสร้างรายได้ให้กับชุมชน ณ แม่น้ำปราณบุรี อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ตลอดจนร่วมกันปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 220,000 ตัว ประกอบด้วย กุ้งกุลาดำ 100,000 ตัว กุ้งแชบ๊วย 100,000 ตัว และปลากะพงขาว 20,000 ตัว ลงในอ่าวประจวบคีรีขันธ์ เพื่อเพิ่มผลผลิตลงในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งด้วย

จากนั้นได้เปิดโครงการกระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค (Fisherman Market) ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยเหลือชาวประมงพื้นบ้าน และชาวประมงในพื้นที่จังหวัดชายทะเลทั้ง 23 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วยการ “กระจายสินค้าประมงพื้นบ้านสู่ผู้บริโภค” โดยเปิดช่องทางการตลาดสำหรับกระจายผลผลิต จำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำเพื่อให้มีรายได้ที่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ รวมถึงสนับสนุนพัฒนาทักษะการขาย การแปรรูป และการบรรจุภัณฑ์ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงในระยะยาวต่อไป โดยในส่วนกลาง กรมประมงได้เปิดตลาด Fisherman Market ในทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านได้นำสินค้าและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ คุณภาพดี มีมาตรฐาน มาวางจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ร่วมอุดหนุนในราคาสุดพิเศษ ซึ่งมีสินค้ามาวางจำหน่ายมากมายหลายรายการ หมุนเวียนกันไปแต่ละสัปดาห์ด้วย

– 006

ไม่ไหวแล้ว!ผู้เลี้ยงไก่วอนรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวโพด กระทบต้นทุน สวนทางตรึงราคาไข่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634851

ไม่ไหวแล้ว!ผู้เลี้ยงไก่วอนรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวโพด กระทบต้นทุน สวนทางตรึงราคาไข่

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 12.06 น.

ไม่ไหวแล้ว!ผู้เลี้ยงไก่วอนรัฐแก้ปัญหาราคาข้าวโพด กระทบต้นทุน สวนทางตรึงราคาไข่

11 กุมภาพันธ์ 2565 นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ กำลังเผชิญปัญหาราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และราคากากถั่วเหลืองมีราคาสูง กระทบต้นทุนการผลิตอย่างมาก ขณะที่ราคาขายไข่ไก่หน้าฟาร์มถูกตรึงอยู่ที่ฟองละ 2.90 บาท แต่ต้นทุนพุ่งไปที่ฟองละ 2.92 บาทแล้ว หากยังปล่อยราคาข้าวโพดสูงไปกว่านี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จะอยู่ไม่ได้

“ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐจัดการปัญหาราคาข้าวโพดไม่ได้ ทั้งๆที่ขณะนี้เป็นช่วงปลายฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ข้าวโพดทั้งหมดขายออกจากไร่เกษตรกรไปอยู่ในสต็อกของพ่อค้าพืชไร่หมดแล้ว ซึ่งเท่ากับมีผลผลิตที่พร้อมจำหน่ายเต็มที่ แต่กลับพบว่ามีของออกมาในตลาดน้อยและดันให้ราคาสูงขึ้นมาก หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คนเลี้ยงไก่ไข่ต้องขาดทุนมากขึ้น จากการถูกตรึงราคาไข่แต่ไม่มีใครช่วยตรึงราคาข้าวโพดซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญ” นางพเยาว์ กล่าว

นางพเยาว์ ระบุว่า ขณะนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีราคาสูงถึง กก.ละ 10.90 บาท และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก คาดว่าราคาจะขึ้นไปแตะถึงกก.ละ 11.50 บาท ส่วนราคากากถั่วเหลืองจากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า มีราคาเพิ่มขึ้นจาก กก.ละ 20.10 บาท เป็นกก.ละ 20.50 บาท อันเนื่องจากสภาวะอากาศที่แห้งแล้งของประเทศผู้ผลิตถั่วเหลือง ที่คาดว่าผลผลิตจะลดลงต่อเนื่อง ผนวกกับการขนส่งของสหรัฐฯที่มีความล่าช้าจากปัญหาอากาศหนาวเย็น ทำให้ราคามีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ทั้งสองวัตถุดิบนี้เป็นส่วนผสมสำคัญของอาหารสัตว์ และเป็นสินค้าที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้มาตรการรัฐ กล่าวคือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีการประกันรายได้เกษตรกรพืชไร่ ขณะที่กากถั่วเหลืองก็มีภาษีนำเข้า 2% ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนให้เกษตรกรคนเลี้ยงสัตว์ 

“เกษตรกรคนเลี้ยงไก่ไข่ไม่มีรัฐมาช่วยปกป้อง พอรัฐขอให้ช่วยตรึงราคาขายไข่เราก็ตรึงให้  แต่โปรดช่วยตรึงราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้เราด้วย ขอแค่ให้พออยู่ได้ ถ้ารัฐทำไม่ได้ก็ไม่ควรตรึงราคาขาย อย่าลืมว่า มันไม่มีคนทำมาหากินที่ไหนที่จะอยู่ได้ ถ้าถูกควบคุมราคาขายปลายทาง แต่ต้นทุนผลิตพุ่งไม่หยุดแบบนี้” นางพเยาว์ กล่าว

ช็อก‘พิเชษฐ์’อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเสียชีวิต หลังเข้าผ่าตัดหัวใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634830

ช็อก‘พิเชษฐ์’อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเสียชีวิต หลังเข้าผ่าตัดหัวใจ

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 10.41 น.

ช็อก‘พิเชษฐ์’อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเสียชีวิต หลังเข้าผ่าตัดหัวใจ

11 กุมภาพันธ์ 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ได้เสียชีวิตลงแล้วในเวลาประมาณ 03.00 น.ที่ผ่านมา หลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจรอบที่ 2 ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยการผ่าตัดรอบที่ 2 มีขึ้นเมื่อวัน ที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้นายพิเชษฐ์ เตรียมพร้อมรับการผ่าตัวหัวใจเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ผ่านมา และเข้ารับการผ่านตัด ครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และพักฟื้นตามปกติ จนพบว่ามีอาการผิดปกติ จึงมีการผ่าตัดรอบ 2 ดังกล่าว และเสียชีวิตลงเมื่อช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเสียเสียชีวิตดังกล่าวสร้างความโศกเศร้าเสียใจต่อข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่รู้จัก โดยเฉพาะนายบุญมี จันทรวงค์ อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของนายพิเชษฐ์ ที่ได้โพสต์แสดงความเสียใจกับการจากไปในครั้งนี้ และมีหลายคนเข้าไปแสดงความอาลัยต่อการจากไป รวมทั้งในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายพิเชษฐ์ด้วย

สำหรับประวัติ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ จบการศึกษาระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (ประชากรและการพัฒนา) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปริญญาตรีเกษตรศาสตรบัณฑิต สาขาส่งเสริมการเกษตร สาขาส่งเสริมการเกษตรและสหกรณ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

ประวัติการทำงานก่อนดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เคยตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์, รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ,ผู้ตรวจราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์, สหกรณ์จังหวัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครราชสีมา กรมส่งเสริมสหกรณ์, สหกรณ์จังหวัด สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด กรมส่งเสริมสหกรณ์