นักวิชาการชี้ควรเลือก เนื้อแปรรูปมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนหลังได้ ปลอดภัยในการบริโภค

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634765

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ผศ.ดร.สุทัศน์ สุระวัง รองคณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงกรณีพบเด็กป่วยด้วยภาวะเมทฮีโมโกลบิน เนื่องจากการรับประทานไส้กรอกไม่มี อย.ไม่มีฉลากระบุที่มา หรือผู้ผลิต โดยมีอาการขาดออกซิเจน มึนเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หายใจเร็ว ปาก ลิ้น นิ้วมือ หรืออวัยวะอื่นๆ มีสีเขียว ซึ่งหากรุนแรงจะมีอาการหอบเหนื่อยมาก เลือดเป็นกรด ความดันโลหิตต่ำ จนถึงขั้นเสียชีวิตโดยสาเหตุมาจากการใช้สารประกอบไนเตรท ไนไตรท์ ปริมาณสูงเกินมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพและปริมาณการผลิตไม่เข้มงวดพอ ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 281 ปี 2547 กำหนดปริมาณที่อนุญาตให้ใช้ไนไตรท์และไนเตรทในอาหารได้ไม่เกิน 125 และ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ตามลำดับ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ผศ.ดร.สุทัศน์ เปิดเผยด้วยว่า เพื่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มาจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานโดยสังเกตจากฉลาก หรือสัญลักษณ์ที่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์นั้นผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย อย่างไรก็ดี การบริโภคอาหารแปรรูปควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม สลับกับการรับประทานอาหารที่หลากหลายให้ครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อความปลอดภัย และได้สารอาหารที่ครบถ้วนเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

กลุ่มบริหารฯบ้านชำตาเรือง คว้ารางวัลผู้ใช้น้ำดีเด่นปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634771

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานกล่าวถึงผลการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ปี 2565 ว่า ตามที่ได้ส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมของเกษตรกรกลุ่มผู้ใช้น้ำ ในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำชลประทานร่วมกันระหว่างสมาชิก เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเกษตรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม จึงคัดเลือกสถาบันเกษตรกรฯ ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ อันดับที่ 1 กลุ่มบริหารการใช้น้ำระบบท่อบ้านชำตาเรือง จ.จันทบุรี โครงการชลประทานจันทบุรี สำนักงานชลประทานที่ 9

อันดับที่ 2 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานอ่างเก็บน้ำห้วยแฮต จ.น่านโครงการชลประทานน่าน สำนักงานชลประทานที่ 2 อันดับที่ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานฝายวังยาง โซน 2 จ.ร้อยเอ็ด โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาชีกลาง สำนักงานชลประทานที่ 6 และอันดับที่ 4กลุ่มบริหารการใช้น้ำคลองด้วน จ.สุพรรณบุรี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว สำนักงานชลประทานที่ 12

ขณะที่ ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพลรองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการคัดเลือกสถาบันเกษตรกรฯปี 2565 กล่าวว่า โครงการอ่างเก็บน้ำศาลทราย จ.จันทบุรี เป็น 1 ในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำจันทบุรีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่มีความสำคัญ เนื่องจากเป็นแหล่งเก็บกักน้ำขนาดกลางเพียงแห่งเดียว ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตอนบนของ จ.จันทบุรี ในช่วงฤดูแล้งเกษตรกรได้รับน้ำไม่ทั่วถึง จึงเร่งสร้างการรับรู้ถึงวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการระบบท่อส่งน้ำบ้านชำตาเรือง เพื่อทำหน้าที่สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำศาลทราย ส่งให้พื้นที่ชลประทานตอนบนของอ่างฯ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่สำคัญคือเกษตรกรในพื้นที่มีบทบาทในการบริหารจัดการน้ำด้วย ทำให้ได้รับน้ำอย่างเต็มที่ ส่งผลให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพ

เกษตรฯพัฒนาบุคลากร เป็นมืออาชีพแก้ปัญหาภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634768

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมหารือแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคล กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ.ดร.นิคม แหลมสัก รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและกิจการเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สำหรับประเด็นหารือเป็นการพัฒนาบุคลากรในภาคการเกษตรให้สอดรับกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านเทคโนโลยี สิ่งแวดล้อมและสภาพการณ์ของโรคระบาด โดยมุ่งเน้นให้มีการวางแผนพัฒนาร่วมกัน เพื่อรองรับ BCG Economy Model ของรัฐบาลที่มุ่งผลสำเร็จในปี 2579

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนด้านการพัฒนาบุคคล โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาตินโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ให้บรรลุเป้าหมายการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เกษตรกรสามารถวางรากฐานการทำงานในยุคชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และสร้างเอกภาพในการขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งแนวทางการพัฒนาทรัพยากรบุคคล มีแนวทางในการดำเนินงานการขับเคลื่อน 3 ด้าน ได้แก่ 1.ภารกิจเร่งด่วนเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจะเร่งพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมแบบ On line ที่มีประสิทธิภาพ และทั่วถึงสู่บุคลากรส่วนภูมิภาค พัฒนาบุคลากรให้มีทักษะการคิด การแก้ไขปัญหา การให้คำปรึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมการจัดการความรู้โดยวิธีการถ่ายทอดความรู้ระหว่างบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม

2.การขับเคลื่อนงานด้าน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (HumanResource Development : HRD) โดยจะขยายเครือข่ายความร่วมมือทางด้านวิชาการการเกษตรและสหกรณ์ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะด้านภาษา ที่สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจได้ และ 3.วางรากฐานการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาบุคลากร สร้างและพัฒนาบุคลากรกระทรวงเกษตรฯ ให้เป็น Smart Officersได้อย่างทั่วถึง ทบทวนการจัดทำแผนปฏิบัติการ การพัฒนาทรัพยากรบุคคล กระทรวงเกษตรฯ ในปี พ.ศ. 2566-2570 จัดทำระบบบริหารทรัพยากร (Career Path, Succession Plan, IDP, KM) ที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส ทันสมัย และเป็นที่ยอมรับ ทั้งผลักดันการเชื่อมโยงการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้สอดรับกับเป้าหมาย

กรมส่งเสริมเกษตรลดการเผาแก้ฝุ่น-ควัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634769

วันศุกร์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท ได้จัดงานรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่การเกษตรภาคกลาง ที่แปลงใหญ่ข้าว ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรีเพื่อรณรงค์ให้เห็นถึงข้อดีและข้อเสียของการเผาในพื้นที่การเกษตร และนำเสนอทางเลือกที่เหมาะสมในการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งมีจังหวัดในความรับผิดชอบ 9 จังหวัด พื้นที่การเกษตรประมาณ 7.62 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว 3.8 ล้านไร่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 5.7 แสนไร่ มันสำปะหลัง 4.8 แสนไร่ และอ้อย 3.1 แสนไร่ โดยฐานข้อมูลของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ในปี 2564 พบว่ามีจุด Hotspotในพื้นที่การเกษตรภาพรวม ระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคม 2564 จำนวน 360 จุดคิดเป็นพื้นที่ 18,031 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ปลูกข้าว

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จ.ชัยนาท ได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผาในชุมชนต้นแบบ 12 ชุมชน และพบว่าหลายพื้นที่ประสบความสำเร็จทั้งลดการเผาและสร้างรายได้แก่ชุมชนจากการผลิตและจำหน่ายฟางก้อน ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลจากใบอ้อย การเพาะเห็ดจากฟางข้าว ผลิตปุ๋ยหมักและจำหน่ายน้ำหมักย่อยสลายตอซังคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3.5 ล้านบาทต่อปี

นางอัญชลีเปิดเผยอีกว่า สำหรับผลการดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร ปี 2564 ภาพรวมทั้งประเทศ จากการสำรวจจากดาวเทียม TERRA และ AQUA ระบบ MODIS ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 พฤษภาคม 2564 พบจุดความร้อน (Hotspot)ในประเทศไทย 12,705 จุด ลดลงจากเดิมในปี 2563 ซึ่งพบจุดความร้อน 26,310 จุด คิดเป็นร้อยละ 51.71 โดยอยู่ในพื้นที่การเกษตร 3,320 จุด ลดลงจากเดิมในปี 2563 จำนวน 6,285 จุด คิดเป็นร้อยละ 47.17

เกษตรฯรุดสร้างความเชื่อมั่น เน้นสินค้าคุณภาพมีมาตรฐาน-ปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634409

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กำหนดวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรไทยไปสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก โดยคณะกรรมการร่วมเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต                 ทั้งนี้ มกอช.ได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ในคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ โดยมีเลขาธิการ มกอช.และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานอนุกรรมการร่วม และมี ผอ.กองส่งเสริมมาตรฐาน มกอช. และ ผอ.กองมาตรฐานสินค้านำเข้าส่งออก กรมการค้าต่างประเทศ เป็นเลขานุการร่วม โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ประชุมหารือร่วมกันและเห็นชอบการขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพสินค้านำร่อง 2 ชนิด ได้แก่ ข้าว และทุเรียน มุ่งเน้นการผลักดันสินค้าเกษตรที่มีมาตรฐานให้มีมูลค่าสูง โดยพัฒนาและเชื่อมโยงเกษตรกรที่ได้มาตรฐานการผลิต (GAP, Organic) และมาตรฐานสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ไปใช้ รวมไปถึงการส่งเสริมการนำระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ (QR Traces on Cloud) ไปใช้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และส่งเสริมการเชื่อมโยงสินค้ามาตรฐานกับตลาด

สำหรับปีงบประมาณ 2564 มีผลการดำเนินงาน ได้แก่ 1.การคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่ได้มาตรฐาน GAP หรือ Organic และมาตรฐาน GI สำหรับสินค้านำร่องข้าวและทุเรียน ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ (GAP) ทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ร้อยเอ็ดและสุรินทร์ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ 2.การอบรมระบบตามสอบย้อนกลับในสินค้าเกษตร (QR Traces on Cloud) ให้ความรู้แก่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกร 192 ราย แบ่งออกเป็นสินค้าข้าว 94 ราย และทุเรียน 98 ราย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคถึงแหล่งที่มาของสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน และ 3.การผลิตสื่อวิดีทัศน์ เรื่อง สินค้าเกษตรกับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อสร้างการรับรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้ที่สนใจสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างถูกต้อง

ส่วนในปีงบประมาณ 2565 มีแผนการดำเนินการจัดทำโครงการเพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรต้นแบบ โดยขยายผลเพิ่มเติมไปยังกลุ่มเป้าหมายที่กำลังดำเนินการต่อเนื่องในสินค้าข้าว ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวสินเหล็กและข้าวอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ จ.ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด และสุรินทร์ รวมทั้งสินค้าทุเรียน กลุ่มผู้ปลูกทุเรียนป่าละอู จ.ประจวบคีรีขันธ์ และกลุ่มผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ จ.ศรีสะเกษ

‘หม่อนไหม’เซ็นMOUรุกตลาดนำผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634408

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ได้ดำเนินงานตามนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในอาชีพ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและการตลาด ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากภาคเอกชน เพื่อวางแผนการผลิตร่วมกัน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ใน จ.น่าน เชียงราย และพะเยา หันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นการสร้างอาชีพใหม่ ทดแทนการทำเกษตรกรรมแบบเดิมที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ที่มีความเสี่ยงด้านผลผลิตและราคา ส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม และขยายผลสู่ระบบเกษตรพันธสัญญา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน เป็นการบูรณาการระหว่างภาครัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกร ที่นอกจากจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงด้านการตลาด การแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรแล้ว ยังเป็นการสร้างความยั่งยืนในอาชีพให้เกษตรกรด้วย

 ทั้งนี้ ในปี 2564 มีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม 3 จังหวัดดังกล่าว รวม 307 ราย เลี้ยงไหม 9 รุ่น ผลผลิตรังไหม รวม 55.77 ตัน รายได้ 8.67 ล้านบาท ส่วนปี 2565 มีแผนการเลี้ยงไหม 10 รุ่น คาดว่าจะได้ผลผลิตรังไหม 75 ตัน และสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้มากกว่า 12 ล้านบาท

 “กรมหม่อนไหมยังเดินหน้าส่งเสริมการทำเกษตรพันธสัญญาในการซื้อขายรังไหมอุตสาหกรรม เป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทั้งด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกร ลดการนำเข้าเส้นไหมจากต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน อันจะเป็นการร่วมกันพัฒนาวงการหม่อนไหมไทย ให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้นำในการผลิตเส้นไหม ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับโลก” นายปราโมทย์ กล่าว

หนุนประมงพื้นบ้านเพชรบุรี รวมกลุ่มแปรรูปสร้างมูลค่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634407

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ติดตามโครงการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้าน คลองบางอินทร์ ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยมี นายสมบุญ ธัญญาผล ประมงจังหวัดเพชรบุรี นายสมพงษ์ เพชรนาค ผอ.สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาเพชรบุรี น.ส.ศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน เข้าร่วมต้อนรับ

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ ได้รับฟังปัญหาของชาวประมงในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และร่วมกันหาแนวทางแก้ไขการพัฒนาท่าเทียบเรือประมงพื้นบ้านคลองบางอินทร์ พื้นที่หมู่ 8 ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม โดยที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ได้ให้คำแนะนำกับชาวประมงพื้นบ้านในการรวมกลุ่ม

นอกจากนี้ยังจัดตั้งเป็นกลุ่มองค์กรประมงชุมชนท้องถิ่น เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ประมง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งออกทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ โดยให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และสร้างรายได้ให้กับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านให้มีความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

‘มนัญญา’รุดมอบวัคซีน ใช้ป้องกันโรคลัมปีสกิน ให้เกษตรกรที่อุทัยธานี เยียวยาไปแล้ว7.16แสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634406

วันพฤหัสบดี ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีมอบวัคซีนป้องกันโรคลัมปีสกิน  ให้กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ใน จ.อุทัยธานี โดยมี นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผวจ.อุทัยธานี นายสมพล ไวปัญญา ปศุสัตว์ จ.อุทัยธานี และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่ อบต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ทั้งนี้ มีรายงานว่า จ.อุทัยธานี พบการระบาดของโรคดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2564 มีสัตว์ป่วย 290 ตัว (โค 289 กระบือ 1 ตัว) สัตว์ตาย 48 ตัว (โค 47 ตัว กระบือ 1 ตัว) และสัตว์หายป่วย 242 ตัว ขณะนี้สถานการณ์อยู่ในภาวะโรคสงบแล้ว ซึ่งปศุสัตว์ จ.อุทัยธานี ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังป้องกันโรค การควบคุมโรคตามมาตรการของกรมปศุสัตว์ และให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ โดยจ่ายเงินเยียวยา 28 ราย เป็นเงินเยียวยาสัตว์ 38 ตัว ใช้เงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ทั้งสิ้น 716,000 บาท ซึ่งได้จ่ายเงินถึงมือเกษตรกรเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนนั้นนับว่าเป็นวิธีการป้องกัน ควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด จึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนกระตุ้นซ้ำ ปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ 50 กิโลเมตร จากแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งช่วยเหลือเกษตรกร และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกภาคส่วน จะร่วมมือกันดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคระบาดลัมปีสกิน ในโค กระบือ ให้สำเร็จ เพื่อลดความสูญเสียให้กับเกษตรกร

เกษตรฯเผยส่งออกสินค้า ข้าว-ทุเรียน-มังคุดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634179

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วย รมต.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมคณะกรรมการพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ ครั้งที่ 1/2565 โดยมี ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) พร้อมด้วยผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม เพื่อรับทราบผลการดำเนินงานและพิจารณาถึงร่างแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ 2566-2570  สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปีงบประมาณ 2560–2564) พบว่า มีโครงการเพื่อขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ ทั้งสิ้น 342 โครงการ มุ่งสู่การเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 1.3 ล้านไร่ และมีเกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 80,000 ราย รวมถึงมูลค่าสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3 ต่อปี ด้วยวิสัยทัศน์ประเทศไทยเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายในปี 2565

ทั้งนี้ ในปี 2564 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อยู่ที่ 1.51 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ 95,752 ราย เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ด้านมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย ปี 2560–2563 ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าส่งออกเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าว ทุเรียน มังคุด มะพร้าวอ่อน น้ำกะทิ และชาเขียว โดยปริมาณการส่งออกมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 31.58 ต่อปี มูลค่าการส่งออกมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 44.46 ต่อปี ตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง อิตาลี และเวียดนาม สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยในปี 2564 (มกราคม–พฤศจิกายน 2564) มีมูลค่า 1,238.97 ล้านบาท สินค้าเกษตรอินทรีย์ส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวอินทรีย์ มีมูลค่าอยู่ที่ 878.64 ล้านบาท ผลไม้อินทรีย์สดและแช่แข็ง และสินค้าเกษตรอินทรีย์อื่นๆ มีมูลค่าอยู่ที่ 360.33 ล้านบาท และตลาดส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐฯ อิตาลี จีน  และสวิสเซอร์แลนด์

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการร่างแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ 2566-2570 ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนา ได้แก่ 1.ส่งเสริมการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และฐานข้อมูลเกษตรอินทรีย์ 2.พัฒนาศักยภาพการผลิต และการบริหารจัดการตลอดโซ่อุปทานเกษตรอินทรีย์ 3.ยกระดับมาตรฐานและระบบการตรวจสอบรับรองเกษตรอินทรีย์ และ 4.พัฒนาการตลาด และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ พร้อมกันนั้น ได้แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ 2566–2570 โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานคณะทำงาน เพื่อดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านเกษตรอินทรีย์ 2566-2570 รวมถึงรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

‘เฉลิมชัย’ตั้งFeedCenterกระจายอาหารสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/634178

วันพุธ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการตั้งศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) ที่โครงการเลี้ยงโคนมในระบบชีวภาพ (วัวหลุม) ต.ศิลาลอย อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ภายใต้โครงการปรับโครงสร้างการผลิต การรวบรวมและแปรรูป สถาบันเกษตรกร (พ.ร.ก. เงินกู้โควิด พ.ศ.2563) งบประมาณทั้งสิ้น 8,455,000.00 บาท แบ่งเป็น เงินอุดหนุนจากภาครัฐ 7,609,500 บาท และเป็นเงินที่ชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด สมทบ 845,000 บาท เพื่อใช้เป็นทุนดำเนินการก่อสร้างและจัดซื้อครุภัณฑ์พร้อมติดตั้งอุปกรณ์กระบวนการผลิตอาหารสัตว์ TMR ประกอบด้วย โรงเรือนเก็บและผสมอาหาร TMR บ่อหมักอาหารหยาบ ลานคอนกรีต รถบรรทุก 6 ล้อ แบบดั้ม รถตัดล้อยาง ขนาด 100 แรงม้า เครื่องผสมอาหาร TMR และเครื่องบรรจุอาหารสุญญากาศแบบ 2 หัว

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมความตั้งใจของชุมนุมสหกรณ์โคนมภาคใต้และตะวันตก จำกัด ในการจัดตั้งศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ได้เสนอโครงการขึ้นไป และทราบว่านอกเหนือจากศูนย์แห่งนี้แล้ว ยังมีอีกศูนย์หนึ่งที่จัดตั้งได้สำเร็จ คือ สหกรณ์โคนมไทย – เดนมาร์คประจวบคีรีขันธ์ จำกัด ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงฯ ที่มีเป้าหมายให้มีการจัดตั้งศูนย์กลางการผลิตอาหารสัตว์ (Feed Center) กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่มีการเลี้ยงโคนม เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต ในขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรรายย่อยให้สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี โครงการดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จในการลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพน้ำนมได้มากน้อยเพียงใดอยู่ที่การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหากการดำเนินงานประสบผลสำเร็จ จะเป็นการนำร่องให้กับสหกรณ์อื่นๆ โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนการดำเนินงาน