‘ธรรมนัส’จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

'ธรรมนัส'จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

‘ธรรมนัส’จัดให้!!! ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 20.36 น.

“รมว.ธรรมนัส“ฝ่าพายุ ลุยพบเกษตรกรชัยภูมิ สั่งอนุมัติงบ 40 ล้าน ขยายอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก เพิ่มความจุกว่า 2 หมื่น เป็น 150,000 ลบ.ม.ใช้ประโยชน์ทันที ภายในปีนี้

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อตรวจราชการและติดตามสถานการณ์อุทกภัย รวมถึงโครงการพัฒนาเกษตรกรรม และเยี่ยมเยียนพี่น้องเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยมี นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สส.ชัยภูมิ พรรคกล้าธรรม ,นายศิวะ พงศ์ธีระดุลย์  สส.ชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย,นายปรีดา บุญเพลิง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคกล้าธรรม ให้การต้อนรับ 

โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปพบปะประชาชนที่โรงเรียนคอนสวรรค์ อ.คอนสวรรค์ พร้อมกล่าวช่วงหนึ่งว่า ในวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลงพื้นที่ชายแดน ที่จังหวัดสุรินทร์ เพราะฉะนั้นใน ครม.ชุดนี้ เราต้องมาฟังเสียงความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน นำกลับไปทำเป็นโจทย์ เพื่อเอาไปแก้ปัญหา เราจะไม่ทำงานในห้องแอร์แล้วนั่งเขียนโครงการ รัฐมนตรีของพรรคกล้าธรรมทั้ง 4 กระทรวงต่างเป็นผู้ที่มีความรู้ และมีใจให้ชาวบ้าน ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญในการทำงาน

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้ตรวจติดตามการพัฒนาแหล่งน้ำ การขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก บ้านหนองแดง หมู่ที่ 5 และบ้านกุดจิก หมู่ที่ 8 ต.หนองข่า อ.เกษตรสมบูรณ์ พร้อมกล่าวว่า เนื่องจากบริเวณดังกล่าวสภาพพื้นที่เป็นภูเขา น้ำฝนที่ตกลงมาจะไหลลงสองฝั่ง ทำให้ไม่สามารถกักเก็บได้เต็มที่ อ่างเก็บน้ำมีความจุเพียง 20,000 ลูกบาศก์เมตร และไม่เพียงพอต่อการเก็บกักน้ำสำหรับภาคการเกษตรและอุปโภคบริโภคในพื้นที่

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ตนจึงได้หารือร่วมกับผู้แทนจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และอำเภอเกษตรสมบูรณ์ พบว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นที่สาธารณะ และมีบางส่วนอยู่ในเขต ส.ป.ก.สามารถดำเนินได้ ไม่กระทบพื้นที่อนุรักษ์สัตว์ป่า โดยจะต้องขยายพื้นที่กักเก็บจาก 5 ไร่ เป็น 30 ไร่ เพิ่มความจุเป็น 150,000 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกว่า 200 ไร่ที่จะได้รับประโยชน์

“อ่างเก็บน้ำหนองกลางโคก ถือเป็นแหล่งน้ำสำคัญของชาวชัยภูมิ ขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสำรวจ ออกแบบ และผมพร้อมอนุมัติงบประมาณ 40 ล้านบาทสำหรับการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ ไม่ต้องรอให้ยืดเยื้อ เพราะคือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตรและการดำรงชีพให้ชาวชัยภูมิระยะยาว“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้มีการมอบโฉนดเพื่อการเกษตร และมอบโฉนดต้นยาง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ข้าว 1,000 กิโลกรัม ปุ๋ยอินทรีย์ 1,000 ถุง สัตว์เลี้ยง อาทิ สุกร-ไก่พันธุ์ และพันธุ์ปลา รวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น ๆ แก่เกษตรกร นอกจากนี้ ยังมีโครงการทำหมัน สุนัข – แมว ฟรี ไปให้บริการประชาชนในพื้นที่ด้วย

‘ดร.เอกภาพ’เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

'ดร.เอกภาพ'เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

‘ดร.เอกภาพ’เป็น ปธ.พิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ดร.เอกภาพ พลซื่อ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ดร.รัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด เขต 3 รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม และ นายนีโอ พลซื่อ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.เป็นประธานในพิธีมอบโค-กระบือ ตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ จำนวน 159 ตัว ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบิตร ทรงมีพระราชดำริให้กรมปศุสัตว์จัดตั้ง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีโค-กระบือ ไว้ใช้แรงงาน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และเพื่อให้มีโค-กระบือเป็นของตนเอง โดยวิธีให้ยืมเพื่อการผลิต

ทั้งนี้ ในวันนี้ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ได้จัดพิธีมอบโค-กระบือ ให้แก่พี่น้องเกษตรกร ในพื้นที่ อ.จังหาร รับมอบกระบือ จำนวน 6 ตัว ในพื้นที่ อ.เชียงขวัญ รับมอบกระบือ จำนวน 9 ตัว ในพื้นที่ อ.หนองพอก รับมอบโค จำนวน 39 ตัว และในพื้นที่ อ.โพนทอง รับมอบโค จำนวน 30 ตัว และกระบือ จำนวน 75 ตัว โดยมี นายอำนาจ มะธิปิไข ปศุสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรและสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด เกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ประมงจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีทางการเกษตร ด้านวิศวกรรมเกษตรจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนปฏิรูปที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ด ผู้แทนผู้อำนวยการสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์จังหวัดร้อยเอ็ด ผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์แทนปศุสัตว์เขต 4 พันจ่าโท คนึง พูลพิพิธ นายอำเภอโพนทอง และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมโครงการ ณ วัดอุทกวราราม ต.สระนกแก้ว อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด

โดย อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด มีเกษตรกรได้รับโคและกระบือ ดังนี้ ต.สระนกแก้ว รับมอบกระบือ 35 ตัว , ต.แวง รับมอบกระบือ 40 ตัว , ต.คำนาดี รับมอบวัว 30 ตัว และ ต.ท่าสีดา อ.หนองพอก เกษตรกรได้รับวัวตามโครงการธนาคารโค-กระบือ เพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ อีก 39 ตัว

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ชัยภูมิติดตามการดำเนินงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

วันศุกร์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 15.27 น.

3 ตุลาคม 2568  นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียน และประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ โดยมีเกษตรจังหวัด (นางสาวกังสดาล ชาตกุล) พร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่ม/ฝ่าย เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งในการลงพื้นที่ครั้งนี้ มีว่าที่ ร.ต.อาณัติ หุ่นหลา ผู้อำนวยการกองแผนงาน ร่วมลงพื้นที่ด้วย

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตามแผนและความก้าวหน้าผลการดำเนินงานโครงการสำคัญต่างๆ ซึ่งกลุ่ม/ฝ่าย ได้รายงานผลการดำเนินงานที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและน่าชื่นชม โดยเฉพาะการนำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ (อุทกภัย) รับมือ รู้ทัน ฟื้นฟู ตามหลักคิดและแนวทาง 453 มาแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรได้ รวมทั้งในเรื่องของ ASP (Agri Service Provider) ที่สามารถนำมาส่งเสริมให้เกิดการให้บริการในพื้นที่ได้  นอกจากนี้ ยังได้ให้แนวทางในการป้องกันการระบาดของโรค-แมลงศัตรูพืช ซึ่งจะต้องสอดคล้องกันระหว่างเป้าหมายการผลิตปัจจัยในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชกับการส่งเสริมผลิตพันธุ์พืชในพื้นที่

มีการเน้นย้ำให้เกษตรตำบล เกษตรอำเภอ ต้องรู้ทุกเรื่อง ทุกโครงการ เพื่อให้เกิดความรู้ เข้าใจ อย่างต่อเนื่องเมื่อมีการโยกย้ายหรือได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวเจ้าหน้าที่เอง และเกษตรกรด้วย รวมทั้งให้ศึกษาข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ ทั้งในเรื่องของภัยพิบัติ โรคระบาด ราคาสินค้าเกษตร โดยขอให้จังหวัดสนับสนุนข้อมูล และควรจะเรียนรู้จากปัญหา เป็นเพื่อนผู้ร่วมออกแบบให้กับเกษตรกรเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ อธิบดีฯ ยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนและให้แนวคิดในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีจากการเรียนรู้จากปัญหาในการทำนาอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยยกตัวอย่าง 11 เทคโนโลยีจากการส่งเสริมการทำนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของโครงการที่ GIZ ร่วมกับหน่วยงานภาคีต่าง ๆ ริเริ่มขึ้น เพื่อให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มผลผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในที่สุด

-(016)

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

ปลดล็อกตลาด! ศธ.-เกษตรฯ-ททท.-พม.เซ็นMOUใหญ่! ลุยใช้ยางพาราในโรงเรียน-โครงการรัฐ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

‘รมว.นฤมล’ นำ ศธ.เซ็น MOU ร่วมมือ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ สร้างรายได้มั่นคงให้เกษตรกรไทย 

2 ต.ค.68 ที่อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

โดย ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้มีตลาดรองรับอย่างมั่นคง โดยเฉพาะการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่าง ๆไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์การเรียน เฟอร์นิเจอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษา ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับรายได้ของเกษตรกรแล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนของรัฐบาล
 

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

4กระทรวงร่วมทำMOUหนุนใช้ยางพารา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

กระทรวงเกษตรฯ จับมือ 3 กระทรวง ลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในประเทศ เตรียมนำร่องใช้ยางเพื่องานชลประทาน เป็นอันดับแรก

วันนี้ (2 ต.ค.) ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรฯ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรฯ โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์  รมว.ศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ ระหว่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการยางแห่งประเทศไทย ที่ห้องประชุมธารทิพย์ 01 อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ การสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชน ผ่านการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่างๆ 

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ยางพาราไทยนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นรูปธรรม และมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่ประสานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศให้ได้มากที่สุดและต้องมีความยั่งยืน ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านเกษตร การศึกษา กีฬา การท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทย

นอกจากนี้กระทรวงเกษตรฯ ยังวางนโยบายขยายตลาดยางพาราไทย ไปยังเป้าหมายหลักในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างประเทศจีน ควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ ทั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานภายใต้ MOU จะมีการรับซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์ที่จะให้ใช้ยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เท่านั้น โดยลำดับแรกจะเร่งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีกระบวนการอื่นๆ ที่ต้องดำเนินการให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ยางพาราจากของ กยท. เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

“ความร่วมมือ 4 กระทรวง ครั้งนี้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายาง ลดพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่พี่น้องชาวสวนยาง ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานยางพาราทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของไทยให้มีความยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังลงนาม MOU แล้ว การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมรับซื้อน้ำยางสดทันที เพื่อส่งไปยังโรงงานในกำกับใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมยางล้อ และใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตท่อ และทุ่นลอยน้ำเพื่อใช้ในงานระบบระบายน้ำชลประทาน ซึ่งจะเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางพาราในตลาดและทำให้ราคายางขยับสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน ในส่วนความร่วมมือจากกระทรวง พม. เตรียมแผนนำยางไปใช้ผลิตเป็นไม้เท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ นำยางไปผลิตเป็นอุปกรณ์กีฬา และของชำร่วยสำหรับนักท่องเที่ยว ขณะที่กระทรวงศึกษาฯ เตรียมแผนนำไปผลิตเป็นหมอนยางพาราเพื่อใช้ในโรงเรียนประจำ รวมถึงผลิตเป็นอุปกรณ์ใช้ในการศึกษาอีกด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายทันที โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการเครือข่ายงานวิจัย ทดสอบและวิเคราะห์คุณภาพ ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย กับกรมชลประทาน เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานวิจัย และบูรณาการงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งเน้นการศึกษาคุณสมบัติ วิเคราะห์ และพัฒนาวัสดุที่มีส่วนผสมของยางเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านชลประทาน

015

‘ธรรมนัส’ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

'ธรรมนัส'ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

‘ธรรมนัส’ควง2รมช.เกษตรฯสางปัญหาสินค้าเกษตรราคาตกต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.01 น.

“รมว.ธรรมนัส” พร้อมด้วย 2 รมช.เกษตรฯ จับมือเดินหน้านโยบายควิกวิน เร่งสางปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

วันนี้ (2 ต.ค). ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและมอบนโยบายการบริหารราชการแก่ข้าราชการและผู้บริหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ และ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรฯ ร่วมในพิธี ทั้งนี้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ได้กล่าวต้อนรับ และนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรฯ (ฝ่ายประจำ) ได้นำเสนอภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ

สำหรับการมอบนโยบายดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ซึ่งเป็นไปตามแนวทางและนโยบายของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดยรัฐบาลได้กำหนดนโยบายภาคเกษตรที่สำคัญ มุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจาก ปริมาณ ไปสู่การสร้าง มูลค่า อาทิ การบริหารจัดการและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและการแก้ไขปัญหาหนี้สิน การยกระดับสู่ เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และส่งเสริมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (เช่น Food for the Future และ Bio-industry) การจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม (PM2.5) และการขยายโอกาสทางการตลาดด้วยการจัดตั้งทีมไทยแลนด์

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเน้นย้ำถึงหลักการทำงานสำคัญ คือ การยึดมั่นพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมุ่งเน้นการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธาน พร้อมกำหนดเป้าหมายหลัก คือ การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล ด้านการเกษตรและวิสัยทัศน์ Ignite Thailand เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub) การบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จำเป็นต้องยกระดับการขับเคลื่อนใน 2 มิติสำคัญ คือ ด้านการผลิต และด้านการตลาด โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ การขับเคลื่อนด้านการผลิต (Supply-side) ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญ (Engine) และเป็นหัวใจของภาคการผลิต โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. การยกระดับศักยภาพสินค้าเกษตรเพื่อการเพิ่มรายได้ โดยกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมายหลักออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ผลิตได้เกินกว่าความต้องการของตลาด (ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา โคเนื้อ ไก่เนื้อ และกุ้ง) และกลุ่มสินค้าที่ยังผลิตได้น้อยกว่าความต้องการ (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ทุเรียน และถั่วเหลือง) ซึ่งสินค้าแต่ละชนิดจะได้รับการบริหารจัดการที่หลากหลายและแตกต่างกันตามมิติของผลิตภัณฑ์

2. การเสริมสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกรและบุคลากรภาคการเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะดำเนินการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น (อาทิ พันธุ์ ดิน ปุ๋ย) รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ตลอดจนสนับสนุนการผลิตแบบมีเงื่อนไข เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม

สำหรับภารกิจสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อจากนี้ไป คือความมุ่งมั่นที่จะดูแลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้อยู่ดีมีสุข มีรายได้ที่มั่นคง เพื่อเสริมสร้างให้ภาคเกษตรไทยแข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศอื่น ๆ จึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยการสานต่อนโยบายเดิมที่เคยได้เดินหน้าไว้ต่อเนื่องและมุ่งเน้น รวม 6 ด้านสำคัญ ดังนี้ 1.เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินและสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ มุ่งเน้นการจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พร้อมเร่งรัดการยกระดับเอกสารสิทธิ์ให้เป็น โฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงด้านกรรมสิทธิ์ที่ดิน ควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน เช่น ระบบชลประทาน ถนน และไฟฟ้า รวมถึงสนับสนุนการใช้ที่ดินดังกล่าวเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อเข้าถึงแหล่งทุนจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการลงทุนและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

2.บริหารจัดการน้ำทั้งระบบเชิงรุก เน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างมีระบบและต่อเนื่อง โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมพัฒนาที่ดิน ร่วมกันจัดทำ แผนบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เน้นการดำเนินงานเชิงรุก ทั้งการป้องกันน้ำท่วม การแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และการเติมน้ำในเขื่อน เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอตลอดฤดูการผลิตพร้อมเน้นย้ำให้รายงานอุปสรรคด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขและผลักดันให้เกิดผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม

3.ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง มุ่งเน้นการผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมส่งเสริมการสร้าง ตราสินค้า (Brand) และ เรื่องราว (Story) ในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และมูลค่าเพิ่ม ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริม (เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน) เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่หลากหลาย และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้ทางเดียว

4.เสริมสร้างศักยภาพเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง สนับสนุนการเป็น ผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร ของเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกร พร้อมจัดหา สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เพื่อการจัดหาเครื่องจักรกลทางการเกษตรและอุปกรณ์ที่จำเป็น และมอบหมายให้เกษตรจังหวัดทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์และขึ้นทะเบียนเครื่องจักรกลเพื่อให้บริการในพื้นที่อย่างทั่วถึง นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาสหกรณ์การเกษตร โดยสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนและต่อยอดธุรกิจ รวมถึงกำหนดระบบการประเมินผลและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ เพื่อสร้างความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความเชื่อมั่นต่อสมาชิกและสังคม

5.จัดการทรัพยากรทางการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน (Go Green) ส่งเสริมการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Go Green) ตามแนวทาง BCG / Carbon Credit เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการลดการเผาซังข้าว/ตอซัง และลดการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงเกินความจำเป็น พร้อมผลักดันการใช้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อผลิต พลังงานทดแทน ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมตาม Agri-Map และฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมถึงการจัดทำมาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันและรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และภัยพิบัติอื่น ๆ ให้สามารถดำเนินการได้ทันท่วงที และเร่งสร้าง อาชีพทดแทน ให้แก่เกษตรกรในช่วงเกิดภัยพิบัติ

6.ปราบปรามสินค้าเกษตรผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด ดำเนินมาตรการอย่างเข้มงวดในการ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อระบบการผลิตและเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ พร้อมตรวจสอบและติดตาม สต็อกสินค้าเกษตร ภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงควบคุมการนำเข้าสินค้าเกษตรในช่วงก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรไทย

015

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’รับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.45 น.

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์โสภัชย์ ชวาลกุล , นายพงษ์พันธ์ ธรรมมา , นายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ , นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้าร่วมรับมอบนโยบายขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวต้อนรับ และมีผู้บริหารทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วมรับมอบนโยบายฯ โดยพร้อมเพรียงกัน ณ ห้องประชุมธารทิพย์ 01 ชั้น 4 อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน กรุงเทพฯ

พร้อมนี้ได้ประชุมผ่านระบบ Video conference เพื่อให้มีการรับฟังอย่างทั่วถึง นโยบายรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยยึดหลักการทำงาน คือ มุ่งมั่นจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์ และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง และจะสานต่อนโยบายเดิม ได้แก่

– เร่งรัดการจัดที่ดินทำกินให้กับเกษตรกร

– ยกระดับศักยภาพของเกษตรกร/สถาบันเกษตรกรให้เข้มแข็ง

– บริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

– จัดการทรัพยากรทางการเกษตร

– ยกระดับสินค้าเกษตรและบริการมูลค่าสูง

– การทำสงครามสินค้าเกษตรเถื่อน

การขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน คือ

– สร้างรายได้ โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์/พืชตระกูลถั่ว และสร้างรายได้จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

– สร้างตลาด โดยขยายตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์กับการท่องเที่ยว

– สร้างโอกาส โดยยกระดับทักษะทั้ง Reskill และ Upskill ของเกษตรกรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานมุ่งขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างผลงานได้อย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม ร่วมกันผลักดันและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืนต่อไป

‘ธรรมนัส’นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

'ธรรมนัส'นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

‘ธรรมนัส’นำทีมปลุกชีพยางพาราไทย ยกระดับรายได้ชาวสวนสู้ราคาตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มุ่งสนับสนุนการใช้ยางพาราภายในประเทศ สู่การยกระดับรายได้เกษตรกร และสร้างเสถียรภาพยางพาราไทยอย่างยืนยืน

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ และนายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ

โดยมีนายอามินทร์ มะยูโซะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายองอาจ ปานประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 4 กระทรวง เข้าร่วม ณ กรมชลประทาน เขตสามเสน กรุงเทพฯ โดยร้อยเอกธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นกระทรวงที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งในระยะเวลาที่จำกัดในการบริหารราชการของรัฐบาล ที่ต้องมุ่งเน้นการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จึงเป็นโอกาสอันดีในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางพารา ด้วยการนำยางพารามาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางและเป็นรูปธรรมมีความต่อเนื่องโดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศอย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายางพาราลดการพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบและสร้างความมั่นคงด้านรายได้และยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมกล่าวด้วยว่า นอกจากการส่งเสริมการใช้ยางล้อรถยนต์ที่ผลิตจากยางพาราไทยของหน่วยงานราชการที่ได้ลงนามร่วมกันแล้ว ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน ร่วมพัฒนางานวิจัยทางวิชาการเพื่อทดสอบ และวิเคราะห์คุณภาพคุณสมบัติวัสดุที่มีส่วนผสมของยางพาราเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านชลประทานในทันทีอีกด้วย 

ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า  สำหรับในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ จะมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดในการนำผลิตยางพาราไทยเข้ามาใช้ในการทำสื่อการเรียนการสอน หรืออุปกรณ์การกีฬาในโรงเรียน รวมไปถึงการศึกษาวิจัยร่วมกันเพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนทเพื่อพัฒนาอาชีพอีกด้วย

ด้านนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ระบุว่า ยางพาราไทยจะเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตกายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย ได้เป็นอย่างดี

ด้านนายอรรถกร ศิริลัทยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวด้วยว่า
ในส่วนของกระทรวงฯ จะนำยางพาราเข้ามาเป็นอุปกรณ์การกีฬา ที่จะเป็นการพัฒนามาตรฐานอุปกรณ์การกีฬาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสามารถ รวมไปถึงการส่งเสริมการผลิตผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกที่ทำจากยากพารา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวได้อีกทางหนึ่งด้วย

ทั้งนี้ ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือสำคัญในการสร้างเสถียรภาพยางพาราของไทยทั้งในด้านราคาและปริมาณในตลาด เพิ่มโอกาสและรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางภายในประเทศผ่านการใช้ประโยชน์ของหน่วยงานภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ
 

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

1 ตุลาคม 2568 นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร  และนายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมแสดงความยินดีกับปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข) ในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกฯ และ รมว.เกษตรฯ

วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.30 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำผู้แทนจากสมาคมด้านปศุสัตว์ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เพื่อหารือแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย

1 ตุลาคม 2568 นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้บริหารกรมปศุสัตว์ นำคณะผู้แทนจากสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สหกรณ์การเกษตรผู้เลี้ยงไก่ไข่สุพรรณบุรี จำกัด สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกลุ่มเกษตรกร เข้าพบหารือเพื่อวางแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทย และร่วมแสดงความยินดีกับ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ชั้น 2 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ