เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับ ‘ปลูกแตงกวา’ ไร้สารเคมี-สร้างรายได้หลักหมื่น

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับ ‘ปลูกแตงกวา’ ไร้สารเคมี-สร้างรายได้หลักหมื่น

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับ ‘ปลูกแตงกวา’ ไร้สารเคมี-สร้างรายได้หลักหมื่น

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.10 น.

เกษตรกรสทิงพระ-โชว์เคล็ดลับปลูก ‘แตงกวาจังโก้’ ไร้สารเคมี-ใช้ปุ๋ยชีวภาพ สร้างรายได้หลักหมื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบัณฑิต สมาชิกสหกรณ์การเกษตรสทิงพระ จำกัด อ.สทิงพระ จ.สงขลา ประสบความสำเร็จในการปลูกแตงกวาพันธุ์ จังโก้ โดยใช้พื้นที่ 2 งาน ปลูกแตงกวา 850 ต้น ใช้วิธีการดูแลแบบปลอดสารพิษตั้งแต่เริ่มต้น ด้วยการใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพและให้น้ำจากคลองส่งน้ำผ่านระบบสายยาง

นายบัณฑิต เปิดเผยว่า ใช้เวลาปลูกเพียง 35 วัน ต้นแตงกวาก็เติบโตได้ดี ไม่มีศัตรูพืชมารบกวน และสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกได้ถึง 50 กิโลกรัม โดยมีแม่ค้ามารับซื้อในราคา กิโลกรัมละ 15 บาท และจะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทุกวันต่อเนื่องนานถึง 1 เดือน

สำหรับการลงทุนในครั้งนี้ นายบัณฑิตใช้เงินเพียง 2,000 บาท ซึ่งเป็นค่าปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์ เนื่องจากอุปกรณ์สำคัญอย่างไม้ค้าง ตาข่าย และเชือกนั้นสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำจากการปลูกครั้งที่ผ่านมาได้ ทำให้ลดต้นทุนไปได้กว่าครึ่ง คาดว่าผลผลิตในรอบนี้จะทำรายได้รวมได้ประมาณ 20,000-25,000 บาท เลยทีเดียว ///-026

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เฝ้ารับเสด็จฯ

'อธิบดีกรมปศุสัตว์'เฝ้ารับเสด็จฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’เฝ้ารับเสด็จฯ

วันอังคาร ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.21 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเปิดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม 2568 เวลา 17.30 น. สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ มาทรงเปิดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ครั้งที่ 17 ภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ณ สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร และทรงไถ่ชีวิตโค – กระบือ แทนพระองค์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 93 พรรษา (12 สิงหาคม 2568) โดยทรงพระราชทานโค กระบือแก่เกษตรกร เพื่อนำไปเลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์และนำลูกที่ได้ไปส่งเสริมอาชีพต่อไป ตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีนายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และคณะผู้บริหารกรมปศุสัตว์ เฝ้ารับเสด็จฯ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมหน่วยงานในสังกัดทั้ง 17 หน่วยงาน ได้ร่วมจัดนิทรรศการ นำเสนอผลการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 8 – 13 สิงหาคม 2568 ภายใต้แนวคิด “พฤกษาเฉลิมราชย์ 93 พรรษา สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธาน เทิดไท้พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” โดยน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการที่มีชีวิต สำหรับการจัดนิทรรศการดังกล่าวจะนำเสนอการพัฒนาที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง

โดยในส่วนของกรมปศุสัตว์ได้นำ “ห่านหัวสิงโต” มาจัดแสดงให้ชม พร้อมกับนำเสนอผลงานการศึกษาแปรรูปเนื้อห่านหัวสิงโตเป็นอาหาร เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในโครงการพระราชดำริต่อไป
 

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025

วันจันทร์ ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.02 น.

‘ฟาร์มหมอต้น’คว้า 3 รางวัล SME National Awards 2025 ‘ซีพีเอฟ’เสริมแกร่งคู่ค้า ร่วมคิด พัฒนา เติบโตไปด้วยกัน

“ฟาร์มหมอต้น”  ผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงสุกร ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี ที่วันนี้ดำเนินงานมาแล้ว 11 ปี  และสามารถพาธุรกิจขึ้นแท่นผู้ประกอบการยอดเยี่ยมระดับชาติ คว้า 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 SME National Awards 2025 และอีก 2 รางวัลพิเศษ คือ รางวัล SME แห่งชาติยอดเยี่ยม และรางวัล SME Sustainability & ESG Excellence ภายใต้โครงการ MSME National Awards 2025 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปีนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 17

สะท้อนความสำเร็จในการบริหารจัดการ ที่ปฏิบัติตามแนวทาง TQA และได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผ่านกระบวนการ “คิดและเติบโตไปด้วยกัน” ส่งต่อองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบการบริหารจัดการแบบมืออาชีพอย่างเป็นระบบ

น.สพ.วรวุฒิ ศิริปุณย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟาร์มหมอต้น จำกัด กล่าวว่า “ฟาร์มหมอต้น” มุ่งมั่นผลิตสุกรครบวงจรที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ตามมาตรฐานสากล ใส่ใจความยั่งยืนระดับโลก การผลิตอยู่ภายใต้มาตรฐานทั้งด้านสุขอนามัย สวัสดิภาพสัตว์ และกระบวนการผลิต โดยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในทุกมิติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความยั่งยืนระยะยาว ควบคู่กับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อยู่ร่วมกับชุมชน สังคมได้ จากจุดเด่นในการนำหลักการจัดการฟาร์มแบบบูรณาการมาประยุกต์ใช้จริง ทำให้ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลนี้

“ความสำเร็จที่เกิดขึ้นยังได้แรงผลักดันจากซีพีเอฟ พันธมิตรที่ช่วยคิด พัฒนา และเติบโตไปด้วยกัน ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และระบบต่างๆ จากการที่ซีพีเอฟมีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรอุตสาหกรรมอยู่แล้ว เช่น ไบโอแก๊ส  โซลาร์ รูฟท็อป รวมทั้งการสนับสนุนจากหน่วยงานพัฒนาศักยภาพลูกค้าและทีมขายอาหารสัตว์ภาคตะวันออก ทีมผู้เชี่ยวชาญบริการวิชาการ ทีมการตลาด ทีมสนับสนุน ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดแนวทางการบริหารองค์กรสู่ความเป็นเลิศ (CP Excellence) จนฟาร์มสามารถยกระดับการจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้ง Supply Chain  สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล รวมถึงการใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามหลัก ESG” น.สพ.วรวุฒิ กล่าว 

บจ.ฟาร์มหมอต้น ผ่านการประเมินจากผู้สมัครกว่า 200 รายทั่วประเทศ สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการ SME ไทย ที่สามารถยกระดับธุรกิจเทียบเท่ามาตรฐานสากลได้ด้วยตนเอง โดยมีซีพีเอฟเป็นพันธมิตรร่วมทางสู่เป้าหมายการเติบโตที่ยั่งยืน แบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวทางการบริหารจัดการที่ทันสมัย

สำหรับรางวัล SME National Awards มีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานธุรกิจ MSME ให้ก้าวสู่ระดับสากล โดยการปรับใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (TQA) เป็นฐานการพิจารณาให้เข้ากับบริบทของ MSME ครอบคลุมการบริหารจัดการ 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ บทบาทของผู้บริหารในการนำองค์กร การวางแผนการดำเนินธุรกิจ การมุ่งเน้นลูกค้าและตลาด การวัด วิเคราะห์และจัดการความรู้ การบริหารทรัพยากรบุคคล  การจัดการกระบวนการ และผลลัพธ์ทางธุรกิจ

ปีนี้ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลฯ ร่วมกับ นางสาวปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. โดยมี นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ และทีมงานฯ ร่วมแสดงความยินดี

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวน’หญ้า-อาหารสัตว์พระราชทาน’ ช่วยเกษตรกรเดือนร้อนจากการสู้รบ

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวน'หญ้า-อาหารสัตว์พระราชทาน' ช่วยเกษตรกรเดือนร้อนจากการสู้รบ

รมว.เกษตรฯปล่อยขบวน’หญ้า-อาหารสัตว์พระราชทาน’ ช่วยเกษตรกรเดือนร้อนจากการสู้รบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.11 น.

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปล่อยขบวนหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา นำไปมอบช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์

10 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ นายอรรถกร ศิริลัทธิยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ หัวหน้าส่วนราชการ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 

ได้ร่วมพิธีปล่อยขบวนหญ้าอาหารสัตว์พระราชทานแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 5 ตัน หรือ 5,000 กิโลกรัม นำออกไปมอบแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกร เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแก่ทั้งเกษตรกร ประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฎิบัติงานในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนจากเหตุการณ์สู้รบกันของทหารไทยกัมพูชา ในระหว่างวันที่ 24-28ก.ค.68 ที่ผ่านมา

โดยในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีข้อมูลพื้นที่และสัตว์ที่ได้รับผลกระทบ ใน 3 อำเภอ คือ อ.บ้านกรวด 118 หมู่บ้าน 9 ตำบล เกษตรกร 220 ครัวเรือน , อ.ละหานทราย 27 หมู่บ้าน 6 ตำบล เกษตรกร 359 ครัวเรือน และ อ.เฉลิมพระเกียรติ 27 หมู่บ้าน 2 ตำบล เกษตรกร 11 ครัวเรือน

โดยการนำหญ้าอหารสัตว์มามอบช่วยเหลือในครั้งนี้ จะมีสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นโค 3,510 ตัว , กระบือ 161 ตัว , สุกร 694 ตัว , สุนัข-แมว 307 ตัว รวมทั้งสิ้น 4,672 ตัว ซึ่งในเหตุการณ์สู้รบกันดังกล่าวได้ส่งผลให้มีสัตว์เลี้ยงของเกษตรเสียชีวิต ได้แก่ โค 3 ตัว ของเกษตรกร 3 ราย , สุกรตาย 5 ตัว ของเกษตรกร 2 ราย ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ จะได้มีการมอบเงินช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบรวมเป็นเงิน 120,000 บาท

อย่างไรก็ตาม สนง.ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ โดยนายอภิชาติ สุวรรณชัยรบ  ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์  พร้อมเจ้าหน้าที่ ได้ดำเนินการดูแลและมอบเสบียงอาหารสัตว์ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบกันบริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชาเกิดขึ้น โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์บุรีรัมย์ ศูนย์วิจัยและดำเนินการช่วยบำรุงพันธุ์สัตว์บุรีรัมย์ และด่านกักกันสัตว์บุรีรัมย์ ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที ทั้งการจัดเตรียมและส่งเสบียงอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์อุปกรณ์ในการดูแลสัตว์ในระหว่างเผชิญเหตุปะทะ เป็น หญ้าแห้งอัดฟ่อน 38,600 กิโลกรัม ,หญ้าหมัก (TMR) 12,000 กิโลกรัม, อาหารสุกร 1,500 กิโลกรัม , อาหารโค-กระบือ 480 กิโลกรัม และอาหารสุนัข-แมว 520 กิโลกรัม

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

‘เกษตรฯ’ประกาศตนเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ใช้‘แมลงผสมเกสร’สร้างความมั่นคงทางอาหาร

9 สิงหาคม 2568 นางณมาณิตา กลับบ้านเกาะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน เปิดกิจกรรมวันผึ้งโลก ภายใต้กิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายการผลิตการตลาดแมลงเศรษฐกิจและประชาสัมพันธ์สินค้าแมลงเศรษฐกิจ ณ จริงใจ มาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตอกย้ำบทบาท “นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” สู่โลกการเกษตรอย่างยั่งยืน  ที่ปัจจุบันความมั่นคงทางอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้แมลงผสมเกสร เช่น ผึ้ง ช่วยเพิ่มผลผลิตพืชไร่และผลไม้หลากหลายชนิดได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจการเกษตร และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม และมีแนวโน้มเติบโตในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง และยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อผึ้งและแมลงช่วยผสมเกสร ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศ และความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์

ด้านนายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า แนวคิดในการส่งเสริมการเลี้ยงแมลงผสมเกสร เป็นหนึ่งในวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมของไทยและโลก การส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบัน จึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้ง เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเกษตรแบบยั่งยืน และส่งเสริมการเลี้ยงให้ได้รับมาตรฐาน GAP ซึ่งการเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเข้าใจปัญหา และเข้าใจวงจรชีวิตของแมลงอย่างแท้จริง กิจกรรมสำคัญภายในงานกิจกรรมหนึ่งคือ การเสวนา การรับมือเท่าทันภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ จากผู้เชี่ยวชาญด้านแมลงเศรษฐกิจ ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้ข้อสรุปที่สำคัญ ดังนี้

#ภูมิอากาศป่วน วงจรชีวิตผึ้งสะเทือน

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมและการอยู่รอดของผึ้ง อุณหภูมิสูงกว่าปกติทำให้รังร้อนเกิน 35 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจทำให้ผึ้งต้องใช้พลังงานมากขึ้นในการระบาย  สความร้อน ส่งผลให้หาอาหารได้น้อยลง

รวมถึงภาวะฤดูกาลเลื่อนจากโลกร้อน ทำให้เวลาการออกดอกของพืชไม่ตรงกับช่วงผึ้งออกหาน้ำหวาน ส่งผลต่อการผสมเกสรและลดปริมาณน้ำผึ้ง ขณะเดียวกัน ความเครียดจากสภาพอากาศยังทำให้ผึ้งอ่อนแอ ติดโรคง่าย และไวต่อพาหะนำโรค ผลรวมของปัจจัยเหล่านี้กำลังคุกคามความอยู่รอดของผึ้ง แมลงเศรษฐกิจสำคัญที่มีบทบาทต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของมนุษย์ ส่งผลความสามารถหาอาหารของผึ้ง ลดความสามารถในการผสมเกสร

ทั้งนี้ผึ้งยุคโลกร้อนถือเป็นความท้าทายของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม โดยสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือ ต้นทุนการจัดการที่สูงขึ้น ทางออกคือ เกษตรกรต้องลงทุนในวิธีเลี้ยงผึ้งที่ปลอดภัย เช่น การติดตั้งรังผึ้งในพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ การใช้เซ็นเซอร์ตรวจสภาพรัง หรือการเคลื่อนย้ายรังตามฤดูกาล ไปยนหาอาหารแหล่งใหม่ให้กับผึ้ง รวมถึงความเสี่ยงจากโรคและศัตรูผึ้ง อากาศแปรปรวนทำให้แมลงพาหะและโรคผึ้งระบาดบ่อยขึ้น เกษตรกรต้องใช้ความรู้และเทคโนโลยีเพื่อควบคุมโดยไม่ทำลายระบบนิเวศ นอกจากนี้การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งผึ้งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของระบบนิเวศ หากผึ้งลดลงจะกระทบต่อการผสมเกสรของพืชป่า ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลงและระบบนิเวศเสียสมดุล เมื่อผลผลิตพืชลดลง อาจกระทบต่อปริมาณและคุณภาพอาหารในตลาด ซึ่งเชื่อมโยงถึงผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเกษตรแม่นยำปกป้องผึ้งเมื่อเทคโนโลยีจับมือสิ่งแวดล้อมส่งเสริมให้เกษตรกรมีองค์ความรู้เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture)

ใช้ข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อวางแผนปลูกพืชและจัดรอบการปล่อยผึ้งผสมเกสรให้สอดคล้องกับช่วงออกดอกของพืชมากที่สุด ใช้การตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณผึ้ง พร้อมส่งข้อมูลผ่านระบบ IoT และแอปพลิเคชัน แจ้งเตือนเมื่อสภาพรังเสี่ยงต่อความร้อนสูงหรือความชื้นไม่เหมาะสม รวมถึงการฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร โดยเชื่อมความร่วมมือระหว่าง ผู้วิจัย และหน่วยงานรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลโรคผึ้ง ผลผลิต และสภาพอากาศ ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและลดความสูญเสีย การผลิตที่ควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตร

ขณะเดียวกันจะต้องมีความเชื่อมความร่วมมือระหว่าง ภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตร เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผลผลิต และสภาพอากาศ ช่วยให้การตัดสินใจแม่นยำและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ส่งเสริมการเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP รวมถึงการจัดทำฐานข้อมูลผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ โดยสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เปิดรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ผ่านช่องทางต่างๆ  ได้แก่ 1. มาแจ้งด้วยตนเอง ณ สถานที่รับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ได้แก่ ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ (ตามที่ตั้งแปลง) หรือจุดนัดหมายที่สำนักงานเกษตรอำเภอกำหนด 2. แจ้งขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ด้วยตนเองผ่าน e-Form ทบก. (https://efarmer.doae.go.th) และ 3. Farmbook Application (สำหรับเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม)

ส.ป.ก.ออกแถลงการณ์ยืนหยัดหลักการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่เคยมีนโยบายเอื้อนายทุน

ส.ป.ก.ออกแถลงการณ์ยืนหยัดหลักการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่เคยมีนโยบายเอื้อนายทุน

ส.ป.ก.ออกแถลงการณ์ยืนหยัดหลักการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกร ย้ำไม่เคยมีนโยบายเอื้อนายทุน

วันเสาร์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.52 น.

ตามที่มีข่าวปรากฏกรณีการเข้าจับกุมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี (ส.ป.ก.สระบุรี) บางราย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดที่ดินในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดสระบุรี เนื้อที่ประมาณ 600 ไร่ และมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้นายทุน   

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ขอเรียนชี้แจงให้ทราบ ดังนี้ 1.) ส.ป.ก.ยึดมั่นในเจตนารมณ์และภารกิจหลัก คือ “การจัดที่ดินทำกินให้แก่เกษตรกร”  ผู้ยากจน/ผู้ไร้ที่ดินทำกิน หรือผู้มีที่ดินเพียงเล็กน้อยไม่เพียงพอแก่การครองชีพ ให้สามารถมีที่ดินเป็นของตนเองเพื่อใช้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น  ส.ป.ก. ขอยืนยันว่า…ส.ป.ก.ไม่เคยมีนโยบายหรือการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนหรือกลุ่มบุคคลอื่นใดที่ไม่ใช่เกษตรกร 2.) การกระทำที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำส่วนบุคคล ไม่สะท้อนถึงนโนบายของ ส.ป.ก.ทั้งองค์กร ซึ่ง ส.ป.ก. รู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด 3.) การดำเนินการทางกฎหมาย่และวินัยของ ส.ป.ก.   พร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ได้บังคับใช้กฎหมายในการสืบสวนสอบสวนอย่างเต็มที่และโปร่งใส เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดเจน และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ควบคู่กันนี้  ส.ป.ก.ได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยตามขั้นตอนกับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ก่อนแล้ว และพร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แต่หากพบว่ามีความผิดจริง จะดำเนินการลงโทษต่อไป 4 .) ส.ป.ก. ได้ทบทวนและยกระดับมาตรการป้องกัน โดยจะนำกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นมาทบทวน และปรับปรุงกระบวนการทำงาน การตรวจสอบและกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้มีความรัดกุมอย่างเข้มงวดยิ่งขึ้น

-(016)

ประมงอำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ เนื่องในโอกาส ‘วันแม่แห่งชาติ’

ประมงอำนาจเจริญ 'ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ' เนื่องในโอกาส 'วันแม่แห่งชาติ'

ประมงอำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ เนื่องในโอกาส ‘วันแม่แห่งชาติ’

วันศุกร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.28 น.

ประมงอำนาจเจริญ ‘ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ’ เนื่องในโอกาส ‘วันแม่แห่งชาติ’ เพื่อเพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเสนีย์ ส้มเขียวหวาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประจำปี พ.ศ.2568 โดยมี นางทิพย์สุดา ต่างประโคน ประมงจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น ท้องที่ ภาคเอกชน คณะครู นักเรียน ประชาชน ในพื้นที่เข้าร่วมพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในครั้งนี้

ด้วยวันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กรมประมงจึงมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกับส่วนราชการในสังกัดและองค์การบริหารส่วนตำบลจานลาน จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม พ.ศ.2568

อีกทั้ง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป มีส่วนร่วมในการปล่อยสัตว์น้ำ ซึ่งการจัดพิธีปล่อยสัตว์น้ำในครั้งนี้ จัดขึ้น ณ แหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ องค์การบริหารส่วนตำบลจานลาน อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ โดยได้รับการสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดอำนาจเจริญ เป็นปลากินพืช จำนวน 200,000 ตัว ซึ่งส่วนหนึ่งมอบให้กับผู้นำชุมชนนำไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะภายในชุมชนต่อไป ///-026

ถกคกก.เทคโนโลยีฯกำกับดูแลข้อมูลก.เกษตรฯ

ถกคกก.เทคโนโลยีฯกำกับดูแลข้อมูลก.เกษตรฯ

ถกคกก.เทคโนโลยีฯกำกับดูแลข้อมูลก.เกษตรฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.18 น.

รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลและกำกับดูแลข้อมูล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568

วันนี้ (7 ส.ค.) นางอัญชลี สุวจิตตานทน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเทคโนโลยีดิจิทัลและกำกับดูแลข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 1/2568 โดยมี ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (134 – 135) ว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการฯ ในครั้งนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการจัดทำแผนการปฏิบัติงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลประจำปี งบประมาณ 2569 โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการยกร่างแผนงาน / โครงการประจำปี เพื่อวางแผนและกำหนดทิศทางในการขับเคลื่อนภารกิจด้านในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้มีความทันสมัย เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลอย่างเป็นระบบ และมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อเป็นฐานข้อมูลภาคการเกษตรหลักสำหรับการวางแผนในเชิงยุทธศาสตร์และนโยบาย ตลอดจนเพื่ออำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ผู้ใช้งานในระดับปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานออกเป็น 4 คณะทำงาน ได้แก่ 1) คณะทำงานบูรณาการด้านการใช้ศูนย์ข้อมูลกลาง ระบบคลาวด์ และข้อมูลการเกษตร 2) คณะทำงานบูรณาการมาตรฐานระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ MOAC One Map 3) คณะทำงานบูรณาการด้าน E-Service เพื่อให้บริการด้านการเกษตรพื้นฐานครบวงจร และ 4) คณะทำงานบูรณาการด้านการักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อให้เกิดความครอบคลุมในภารกิจด้านการพัฒนาระบบฐานข้อมูลภาคการเกษตรในภาพรวม และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต

นอกจากนี้ที่ประชุมได้หารือการเตรียมความพร้อมการจัดทำ “โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับติดตามและส่งเสริมสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า ภายใต้มาตรฐาน EUDR” เพื่อยกระดับการกำกับดูแลและการรับรองสินค้าเกษตรไทยตามมาตรฐาน EUDR โดยการเพิ่มความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับในกระบวนการผลิตได้อย่างโปร่งใส ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษา ทบทวนรายละเอียดโครงการเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและประโยชน์อย่างสูงสุดต่อไป

015

รมช.เกษตรฯรับฟังความเห็นด้านสินค้าประมงรับมือภาษีสหรัฐฯ

รมช.เกษตรฯรับฟังความเห็นด้านสินค้าประมงรับมือภาษีสหรัฐฯ

รมช.เกษตรฯรับฟังความเห็นด้านสินค้าประมงรับมือภาษีสหรัฐฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

รมช.เกษตรฯ ประชุมรับฟังความคิดเห็นสถานการณ์ด้านภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ด้านการค้าสินค้าประมงของสหรัฐอเมริกา

วันนี้ (7 ส.ค.) นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือและการรับฟังความคิดเห็นต่อสถานการณ์ด้านภาษีกับสหรัฐอเมริกา ด้านการค้าสินค้าประมง โดยมี นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง พร้อมด้วย นายมานพ หนูสอน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ และนายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดี และคณะผู้บริหารกรมประมงผู้แทนสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานการเกษตรต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนจากองค์กรภาคการประมง ผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าร่วม ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาและวิเคราะห์ผลกระทบ กรณีที่สหรัฐอเมริกาได้ประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) กับประเทศไทยในอัตราใหม่ที่ระดับ 19% เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 (จากอัตราเดิมที่ 36%) และอัตราภาษีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้กับประเทศคู่ค้าในอัตราต่าง ๆ กัน รวมถึงรับทราบผลการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการค้าสินค้าประมงที่คาดว่าจะส่งผลต่อภาคการประมงของไทย โดยที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนด 9 มาตรการรองรับ อาทิ การเปิดตลาดส่งออกใหม่ เน้นการเปิดโอกาสทางด้านการตลาดในประเทศแถบตะวันออกกลาง เพิ่มความหลากหลายในชนิดสินค้า การปรับโครงสร้างการผลิตทั้งระบบ มุ่งเน้นการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การจัดทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำให้ใช้วัตถุดิบประมงภายในประเทศเป็นอันดับแรก เพื่อลดผลกระทบจากการเลือกใช้วัตถุดิบราคาถูกจากต่างประเทศที่คาดว่าจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น เป็นต้น ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องให้ควรมีการกำหนดแหล่งงบประมาณเพื่อการขับเคลื่อนทั้ง 9 มาตรการให้เป็นรูปธรรม โดยให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการในการติดตามการดำเนินการเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และมีการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดส่งออกสินค้าประมงอันดับที่ 1 ของไทย สร้างรายได้กว่า 46,000 ล้านบาทต่อปี โดยไทยมีสัดส่วนการส่งออกสินค้าประมง 5.17% ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าประมงทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา อยู่ในอันดับที่ 9 รองจากแคนนาดา ชิลี อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม เอกวาดอร์ จีนและนอร์เวย์ ซึ่งมีอัตราภาษีนำเข้าต่ำไม่แตกต่างกันมากนัก การขึ้นภาษีจึงส่งผลให้สินค้าที่สหรัฐอเมริกานำเข้ามีราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าสินค้าด้านประมงจากต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง

นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมง ได้เตรียมแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ครอบคลุมในทุกมิติ เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อสินค้าไทยให้มากที่สุด โดยพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพต่อไป

015

‘ธนาคารที่ดิน’ติดตามผลการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล

'ธนาคารที่ดิน'ติดตามผลการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล

‘ธนาคารที่ดิน’ติดตามผลการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.04 น.

“ธนาคารที่ดิน” ติดตามผลดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ตามนโยบายของรัฐบาล ด้านประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง ชี้ ที่ดินทำกินเป็นฐานรากของประเทศเป็นฐานรากของประชาชน วอนให้ “ธนาคารที่ดิน” คงอยู่ต่อไป

วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายกุลภัทร ภูมิใจอวด ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการ ธนาคารที่ดิน เปิดเผยว่า ตามที่นโยบายรัฐบาล แถลงต่อรัฐสภา ในประเด็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความยากจนและส่งเสริมความเป็นธรรมในสังคม มุ่งเน้นที่การทำให้ประชาชนมีที่ดินทำกินและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี มอบหมายนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) นั้น

ผู้อำนวยการธนาคารที่ดิน จึงมอบหมายให้นายสุทธิรักษ์ อุฒมนตรี ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองประชาสัมพันธ์ฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามผลการดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ยากจน ให้มีที่ทำกิน ณ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 

ด้าน น.ส.คะติมะ หลี่จ๊ะ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในเขตปฏิรูปที่ดินและการท่องเที่ยวบ้านสันป่าเหียง กล่าวว่า ต้องขอบคุณ “ธนาคารที่ดิน” ปัจจุบัน วิถีชีวิตของพวกเรามีความมั่นคง ตัวอย่างเช่นช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา เราแทบไม่เดือดร้อนอะไรเลย หากเปรียบเทียบหลายพื้นที่ หรือคนที่อยู่ในเมืองลำบากมาก แต่เราอยู่ได้เป็นเดือน ๆ ไม่เดือดร้อน เพราะเราแบ่งปันซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นธนาคารที่ดินจึงตอบโจทย์ของการมีที่อยู่อาศัย มีที่ดินทำกิน เพราะเป็นความมั่นคงของประเทศ ถ้าชาวบ้านหรือประชาชนมีความมั่นคงในด้านที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน จะต่อยอดในเรื่องต่าง ๆ อีกหลาย ๆ เรื่อง สามารถพัฒนาหลายอย่างได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเขาไม่มีความมั่นคง ก็จะทำให้ประชาชนอ่อนแอ และประเทศชาติก็จะอ่อนแอไปด้วย ดังนั้น การที่ประเทศจะอ่อนแอหรือเข้มแข็งจึงขึ้นอยู่กับฐานรากของประเทศ หมายความว่า ”ธนาคารที่ดิน“ ต้องอยู่ต่อไป เพื่อให้เป็นธนาคารที่ชาวบ้านพึ่งได้ ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ดอกเบี้ยต่ำ เพราะชาวบ้านถือว่าเรื่องที่ดินทำกินเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นมาก เป็นฐานรากของประเทศเป็นฐานรากของประชาชน ถ้าไม่มีที่อยู่ที่มั่นคงไม่มีที่ทำกินจะไม่สามารถไปต่ออะไรได้เลยจะล้มเหลวทั้งชุมชนจะล้มเหลวกระทบกันไปหมดเลย เราจึงอยากให้มีธนาคารที่ดินเป็นที่พึ่ง 

”ตอนแรก ๆ เราเครียดมากเครียดเพราะไม่รู้จะไปตรงไหน นอนไม่หลับกังวลว่าเราจะแก้ปัญหาเรื่องที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอย่างไร เราไม่เห็นตัวตนกระทั่งวันหนึ่งเรามี ‘ธนาคารที่ดิน’ ที่จะมาคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ ตอนนี้เราเห็นแสงสว่างมาก ความเครียดมันหายหมดเลย ต่อให้เรารู้ว่าไม่มีเงินซื้อที่ดินเราก็สามารถขอความช่วยเหลือจาก ‘ธนาคารที่ดิน’ ได้ มันเป็นทางออกที่ดีทำให้ชาวบ้านมีความสุขมีความหวัง และคิดต่อยอดว่าจะพัฒนาพื้นที่แห่งนี้เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต อยากรักษาหมู่บ้านนี้ไว้ให้เติบโตยิ่งยิ่งขึ้นไป“น.ส.คะติมะ กล่าว

นายสุทธิรักษ์ กล่าวว่า “ธนาคารที่ดิน”  เป็นหน่วยงานรัฐ การช่วยเหลือประชาชน 8 ครัวเรือน พื้นที่กว่า 27 ไร่ อยู่ภายใต้โครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน สนองนโยบายรัฐบาล มุ่งให้ประชาชน เข้าถึงสิทธิที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย เพิ่มขึ้น โดยให้ประชาชนมีที่ทำกิน มีกินมีใช้ รายได้ยั่งยืน