‘ปลัดกระทรวงแรงงาน’ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี 2568

'ปลัดกระทรวงแรงงาน'ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี 2568

‘ปลัดกระทรวงแรงงาน’ร่วมพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี 2568

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดการประชุมวิชาการสารเสพติดนานาชาติ ปี พ.ศ.2568 ภายใต้ชื่อโครงการ “2025 International Conference on Drug Policy (ICDP) Yaba, Methamphetamine, and Synthetic Drugs” โดยมี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พล.ต.ท.ภาณุรัตน์ หลักบุญ เลขาธิการ ป.ป.ส.กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ ณ ห้องแกรนด์บอลรูม พญาไท โรงแรมอีสติน แกรนด์ ถนนพญาไท กรุงเทพมหานคร

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อพบปะแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์การทำงานในการแก้ไขปัญหายาบ้าของประเทศไทยและต่างประเทศ นำองค์ความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในเชิงนโยบายและทางปฏิบัติ รวมทั้งผลักดันให้นานาประเทศตระหนักถึงปัญหาการแพร่ระบาดยาบ้า และให้ความร่วมมือในการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสมาชิกคณะผู้แทนทางการทูตในประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนระดับสูงจากองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญ เช่น UNODC สหประชาชาติ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรม WHO องค์การอนามัยโลก และ INCB คณะกรรมการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศ การประชุมครั้งนี้ จะเป็นเวทีสำคัญสำหรับการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ และการพัฒนาวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด

– 006

กรมชลฯผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ยกระดับการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สร้างต้นแบบการบริหารน้ำที่ยั่งยืน

กรมชลฯผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ยกระดับการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สร้างต้นแบบการบริหารน้ำที่ยั่งยืน

กรมชลฯผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ยกระดับการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ สร้างต้นแบบการบริหารน้ำที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ที่กรมชลประทาน สามเสน กรุงเทพฯ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วยผู้แทนจาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ รศ.ดร.อักษรา พฤทธิวิทยา ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU Signing Caremony) ว่าด้วยการยกระดับขีดความสามารถด้านการจัดการคุณภาพน้ำและการปนเปื้อนในแหล่งน้ำของประเทศไทย โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูง ผู้แทนของหน่วยงานพันธมิตรทางวิชาการนานาชาติจากประเทศออสเตรเลียและเนเธอร์แลนด์ ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามในครั้งนี้

สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ดังกล่าว สืบเนื่องจากการตรวจพบปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนัก อาทิ ทองแดง สังกะสี และตะกั่ว เกินค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินและคุณภาพตะกอนดินในแหล่งน้ำผิวดินน้ำ ในอ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำโจนแห่งที่ 16 จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ประชุมคณะอำนวยการและคณะทำงานขับเคลื่อนในการศึกษา Nature Based Solution (Nbs) และการพัฒนาแหล่งน้ำเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จึงมีมติให้เร่งรัดการจัดทำ MOU ระหว่าง 4 หน่วยงาน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ ยกระดับการจัดการคุณภาพน้ำ นำไปสู่แนวปฏิบัติด้านการตรวจวัด ติดตาม และประเมินผลตามหลักวิชาการ ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ตลอดจนแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ EEC ที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นอย่างมากอีกด้วย

ในส่วนของกรมชลประทาน ที่มีหน้าที่ในการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ จะร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือทางวิชาการนี้ ให้เป็นต้นแบบของการบริหารทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืนในอนาคต

– 006

‘สุชาติ’ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย

‘สุชาติ’ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย

‘สุชาติ’ Kick Off ธงเขียว by DIT ขายปุ๋ยถูก ยาดี ลดสูงสุด 60% ส่งตรงถึงมือเกษตรกรทั่วไทย

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.47 น.

รมช.สุชาติ Kick Off ธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งจัดโดย DIT นำสินค้าปัจจัยเกษตรมาจำหน่าย เช่น ปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และอุปกรณ์การเกษตร ลดสูงสุด 60% โดยเฉพาะปุ๋ยลดราคาพิเศษกระสอบละ 200 บาท เพื่อช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และเพิ่มช่องทางการซื้อปัจจัยการเกษตร

5 สิงหาคม 2568 ณ สหกรณ์การเกษตรแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา นายสุชาติ  ชมกลิ่น  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด “ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” โดยเปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในทุกมิติ โดยเฉพาะการลดค่าครองชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก กระทรวงพาณิชย์ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ได้ขับเคลื่อนนโยบาย ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย’ โดยมุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนและเกษตรกร การจัดงานธงเขียวราคาประหยัดในวันนี้ นับเป็นโอกาสใหม่ในการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกร และเพิ่มช่องทางในการซื้อสินค้าปัจจัยเกษตรได้โดยตรงในราคาที่เหมาะสม”

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า “โครงการ “ธงเขียว” ได้ริเริ่มขึ้นจากข้อเสนอของพี่น้องเกษตรกร จากที่ DIT ได้ดำเนินโครงการธงฟ้าเพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด จึงขอให้มีการจัดโครงการช่วยเหลือสินค้าเกษตรโดยเฉพาะด้วย  เพื่อลดต้นทุนสำหรับสินค้าเกษตรที่เป็นพืชและสัตว์มีชีวิต จึงได้จัดทำโครงการนี้จำหน่ายปุ๋ยถูกยาดี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการโรงงานผลิตปุ๋ยให้การสนับสนุน

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดพัฒนาระบบสิทธิการเข้าถึงปัจจัยการผลิตอย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น เกษตรกรที่มีพื้นที่ 100 ไร่ ควรได้รับสิทธิมากกว่าผู้ที่มี 10-20 ไร่ ไม่ใช่ได้รับปุ๋ยในปริมาณเท่ากัน พร้อมกันนี้แนะนำให้เกษตรกรเลือกปลูกข้าวสายพันธุ์ที่ตลาดยอมรับ เช่น ข้าวหอมมะลิหรือข้าวหอมปทุม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดโลก พร้อมผลักดันให้เกิดการจัดโซนนิ่งการผลิตที่ชัดเจน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”

โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร สมาคมการค้านวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย ผู้ผลิตปุ๋ยเคมี เคมีเกษตร และห้างสรรพสินค้า อาทิ บิ๊กซี ไทวัสดุ เมกาโฮม โฮมโปร ภายในงานยังมีการจำหน่ายปุ๋ยเคมี ลดราคาพิเศษกระสอบละ 200 บาท ปุ๋ย 6 สูตร ได้แก่ 46-0-0 , 16-20-0 , 15-15-15 , 16-16-16 , 16-8-8 และ 18-8-8 (เกษตรกรซื้อได้ไม่เกินคนละ 5 กระสอบสำหรับเคมีเกษตร เกษตรกรจะได้รับคูปองส่วนลด 50 บาท สำหรับซื้อเคมีเกษตรในงาน นอกจากการจัดงานในวันนี้ DIT กรมการค้าภายใน ได้ตั้งเป้าขยายผลการจัดงานธงเขียวราคาประหยัดไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถเข้าถึงสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และลดต้นทุนได้อย่างยั่งยืน

“โครงการธงเขียว จะมีทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ยทุกชนิด โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ทำงานร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากเกษตรกรมีต้นทุนผลผลิตลดลง จะทำให้เกษตรกรได้กำไรมากขึ้น โดยหลังจากนี้ DIT จะนำ “ธงเขียว” ไปจำหน่ายทุกที่ในพื้นที่ที่มีการทำการเกษตร รวมถึงปศุสัตว์ด้วย ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ประกอบการ โรงงานผลิตปุ๋ยทุกภาคส่วน ที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดำเนินโครงการนี้อย่างเต็มที่ นี่คือส่วนหนึ่งที่สะท้อนถึงความร่วมมือกันในการช่วยเหลือภาคการเกษตรของไทย” นายสุชาติ กล่าวทิ้งท้าย

-(016)

รมว.อรรถกรฯ จับมือจิตอาสา ลุยฟื้นฟูเมืองน่านหลังน้ำลด บรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวเมืองน่าน

รมว.อรรถกรฯ จับมือจิตอาสา ลุยฟื้นฟูเมืองน่านหลังน้ำลด บรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวเมืองน่าน

รมว.อรรถกรฯ จับมือจิตอาสา ลุยฟื้นฟูเมืองน่านหลังน้ำลด บรรเทาทุกข์ให้กับพี่น้องชาวเมืองน่าน

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.41 น.

5 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสาปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่หลังประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน และปล่อยคาราวาน “คืนความสะอาด เก็บกวาดขยะ ล้างถนน” โดยมี นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายนพดล น้อยไพโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมบริเวณวัดภูมินทร์ ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า อุทกภัยที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของพายุ “วิภา” ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ของจังหวัดน่าน ทำให้ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานและการเกษตร ได้รับความเสียหาย กรมชลประทานได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงภาคีเครือข่ายจิตอาสา จัดกิจกรรมจิตอาสาปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสนับสนุนให้ภาคการเกษตรสามารถกลับมาทำการเพาะปลูกได้ในเร็ววัน

สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ประกอบด้วยการขุดลอกและปรับปรุงระบบส่งน้ำที่ตื้นเขินหรือได้รับความเสียหาย การซ่อมแซมอาคารชลประทานที่สำคัญ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือประชาชนในรูปแบบของแรงงาน เครื่องจักรกล และเวชภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวเมืองน่านที่ประสบภัยน้ำท่วม เร่งฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานด้านชลประทานให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน หน่วยงานภาครัฐ และจิตอาสาในการฟื้นฟูบ้านเรือน สถานที่ราชการ และพื้นที่ต่างๆ หลังประสบอุทกภัยภัย รวมทั้งแสดงออกถึงความห่วงใยของภาครัฐที่มีต่อประชาชน และความมุ่งมั่นในการดำเนินงานภายใต้หลักการ “ประชาชนต้องมาก่อน”

ภายหลังเสร็จสิ้นกิจกรรมจิตอาสา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยคณะ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนสตรีศรีน่าน เพื่อมอบเครื่องขัดทำความสะอาดพื้นให้กับทางโรงเรียน สนับสนุนการฟื้นฟูและทำความสะอาดอาคารเรียนที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม อุปกรณ์ดังกล่าวจะช่วยให้การทำความสะอาดเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ และช่วยอำนวยความสะดวกแก่บุคลากรของโรงเรียนในการดูแลสถานที่ด้วย

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเร่งฟื้นฟูระบบชลประทานและพื้นที่การเกษตรให้สามารถกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เพื่อให้พี่น้องชาวเมืองน่าน สามารถกลับมาดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติในเร็ววัน

-(016)

แม่บ้านหัวใจเกษตร! ผันตัวจากกรีดยาง ‘เพาะด้วงสาคู’ ครองแชมป์ฟาร์มใหญ่สุดในตรัง

แม่บ้านหัวใจเกษตร! ผันตัวจากกรีดยาง 'เพาะด้วงสาคู' ครองแชมป์ฟาร์มใหญ่สุดในตรัง

แม่บ้านหัวใจเกษตร! ผันตัวจากกรีดยาง ‘เพาะด้วงสาคู’ ครองแชมป์ฟาร์มใหญ่สุดในตรัง

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

แม่บ้านหัวใสวัย 46 ปี ชาวตำบลปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เริ่มจากการเพาะเลี้ยงด้วงสาคูขาย ต่อมามีการต่อยอดเพาะพ่อแม่พันธุ์ในกะละมัง โดยวางเรียงซ้อนกันแบบคอนโด ทำประหยัดพื้นที่ ขายสร้างรายได้ 2 ทาง จนได้กำไรงามสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 20,000-30,000 บาทหรือกว่า 100,000 บาทต่อเดือน  และเป็นฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูที่ใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง

วันที่ 5 ส.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ฟาร์มเพาะเลี้ยงด้วงสาคู หมู่ที่ 5 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง น.ส.ลัดดาวัลย์ หรือเทศ อายุ 46 ปี ผันตัวจากเกษตรกรชาวสวนยางพารา หันมาเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูหรือแมงหวัง (ตัวด้วงสาคูที่โตเต็มวัย) จนกลายเป็นฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูแบบคอนโดในกะละมังรายใหญ่ที่สุดใน จ.ตรัง โดยมีทั้งหมดกว่า 1,000 กะละมัง ขายตัวละ 4-5 บาทหรือคู่ละ 8-10 บาท แต่ละสัปดาห์จะส่งพ่อแม่พันธุ์หรือแมงหวังขายได้ 4,000-5,000 คู่หรือกว่า 10,000 ตัว สร้างรายได้ 20,000-30,000 บาทต่อสัปดาห์ หรือกว่า 100,000 บาทต่อเดือนเลยทีเดียว

โดย น.ส.ลัดดาวัลย์ เกษตรกรเจ้าของฟาร์มเพาะพ่อแม่พันธุ์ด้วงสาคูรายใหญ่ใน จ.ตรัง เล่าว่า เมื่อว่างจากการกรีดยางพาราจึงคิดหารายได้เสริม เนื่องจากมีภาระครอบครัวและส่งลูกเรียนหนังสือ ต่อมาได้เห็นคนรู้จักเลี้ยงด้วงสาคูขาย โดยมีขั้นตอนการเลี้ยงไม่ยุ่งยาก ใช้พื้นที่น้อย จึงศึกษาค้นคว้าเรื่อยมา จนกระทั่งมาเริ่มทดลองเลี้ยงด้วงสาคู 10 กะละมังแรก เมื่อขายดีจึงขยายออกเป็น 20-30 กะละมัง แต่ติดปัญหาที่ต้องซื้อพ่อแม่พันธุ์ในราคาแพง จึงคิดทำพ่อแม่พันธุ์เอง โดยปล่อยให้ตัวด้วงมีอายุประมาณ 40-45 วัน ก็จะได้พ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์

จากนั้น จึงคัดแยกเพศ ซึ่งตัวผู้จะมีหนวด งวงสั้น ตัวเมียงวงเรียงยาว ไม่มีหนวด โดยการนำตัวผู้ 2 ตัวต่อตัวเมีย 4 ตัวให้อยู่กะละมังเดียวกัน ให้อาหารประเภทรำข้าว กากน้ำตาล อาหารหมูและแป้งสาคูที่ได้จากต้นสาคูหรือกากมะพร้าวสับ ผสมกับน้ำเปล่าจนชุ่มชื้น ปิดฝากะละมัง ปล่อยทิ้งไว้จนวางไข่โดยใช้เวลา 10 วัน และกลายเป็นตัวด้วงพร้อมขายใช้เวลา 30-35 วัน ราคากิโลละ 200 บาท หากทิ้งไว้จนครบ 45 วันก็จะกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์พร้อมบรรจุขวดน้ำพลาสติกขาย โดย 1 ขวดจะมี 100 ตัวเป็นตัวผู้ 20 ตัวและตัวเมีย 80 ตัว

น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่ออีกว่า พ่อแม่พันธุ์จะจำหน่ายอยู่ที่คู่ละ 10 บาท ไซส์รองลงมาขายคู่ละ 8 บาทมี 2 ราคา แต่ละสัปดาห์จะได้ 4,000-5,000 คู่ต่อสัปดาห์ รายได้ 20,000-30,000 บาท ลูกค้าส่วนมากเป็นเจ้าประจำและเจ้าใหม่ที่มีการบอกต่อกันมา ส่งไกลที่สุดคือเชียงราย และทั่วประเทศ ผลตอบรับดีมาก เป็นอาชีพที่สร้างอาชีพให้กับเราได้ ไม่ว่าฝนตกแดดออกก็เลี้ยงได้ เป็นงานที่อยู่กับบ้าน เป็นอาชีพอิสระ

ซึ่งมีตลาดออนไลน์ส่งขายทั่วประเทศ แต่ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ทำให้ตอนนี้กลายเป็นรายได้หลักเลี้ยงครอบครัว โดยมีเกษตรกรจากหลายจังหวัดเดินทางมาศึกษาดูงานอย่างต่อเนื่อง  ทำให้ด้วงสาคูที่เคยถูกมองว่าเป็นแมลงศัตรูพืชในตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ต้นลาน ต้นสาคู  กลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ให้โปรตีนสูง สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายเมนู แต่เกษตรกรเลือกที่จะเพาะพ่อแม่พันธุ์ขายเป็นหลัก เพราะสร้างรายได้ดีกว่า และทำขายได้ตลอดทั้งปี ไม่เสี่ยงต่อฝนฟ้าอากาศเหมือนพืชหรือสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่น ส่วนใครสนใจติดต่อได้ทางเฟสบุ๊ก ฟาร์มด้วงลัดดา (ลัดดาวัลย์ ชนะศรี) และที่หมายเลขโทรศัพท์ 087-4685684 ///-026

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมฯ และวันสัตวแพทย์ไทย 2568

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมฯ และวันสัตวแพทย์ไทย 2568

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมฯ และวันสัตวแพทย์ไทย 2568

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.24 น.

4 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ศ.ดร.นายแพทย์ประกิตพันธุ์ ทมทิตชงค์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แพทย์หญิงณัฐินี อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคติดต่อ และนายสัตวแพทย์ ศิษฐพล เอี่ยมวิสูตร ผู้อำนวยอำนวยการสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ร่วมเป็นประธานเปิดงาน Kick Off ก้าวสู่ปีที่ 78 สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และวันสัตวแพทย์ไทย พ.ศ. 2568 โดยมีนายสัตวแพทย์บุญญกฤช ปิ่นประสงค์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์รักไทย งามภักดิ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้บริหารกรมปศุสัตว์  และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานฯ ณ ลานหน้ากรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ โดยภายในงานมีกิจกรรมประกอบด้วย การให้บริการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมว การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า การฝังไมโครชิพสัตว์ การกำจัดเห็บหมัด และการแจกอาหารสัตว์เลี้ยง (สุนัขและแมว) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

-(016)

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

ฝนซา ชป.เร่งระบาย ควบคู่จัดการน้ำด้านบน ลดผลกระทบด้านท้าย เตรียมรับฝนใหม่สัปดาห์หน้า

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.29 น.

4 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) อาคาร 99ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน ถนนสามเสน นายเดช เล็กวิชัย รองอธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมี นายฐนันดร์  สุทธิพิศาล รองอธิบดีกรมชลประทาน  พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ตลอดจนสำนักงานชลประทานที่ 1 -17 และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุม  เพื่อติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ แม่น้ำสายหลักต่างๆ สำหรับเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ปัจจุบัน (4 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 50,275 ล้าน ลบ.ม. (66% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้อีก 26,228 ล้าน ลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,049 ล้าน ลบ.ม. (69% ของความจุอ่างฯ รวมกัน) สามารถรับน้ำได้รวมกันอีก 7,822 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมามีปริมาณน้ำจากฝนที่ตก ไหลลงอ่างฯอย่างต่อเนื่อง  ส่งผลให้เขื่อนสิริกิติ์มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุ สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 1,511 ล้าน ลบ.ม. กรมชลประทาน จึงได้ร่วมบูรณาการกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย  พิจารณาปรับเพิ่มการระบายน้ำในอัตรา 45-50 ล้าน ลบ.ม./วัน ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้าย เนื่องจากปัจจุบันปริมาณฝนเริ่มลดลงส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านด้านท้ายเขื่อนสิริกิติ์ลดลงและสามารถระบายได้ดี  โดยจะเริ่มปรับการระบายน้ำตั้งแต่วันที่ 4-10 ส.ค.นี้ เพื่อรักษาระดับน้ำในอ่างฯ  ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดและเพิ่มช่องว่างในการรองรับน้ำจากฝนที่ตกเพิ่มในช่วงสัปดาห์หน้า

สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่สถานีวัดระดับน้ำ C2 จังหวัดนครสวรรค์  ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้ปรับลดการรับน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยาเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อรักษาระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ช่วยลดผลกระทบต่อกระชังปลาในลำน้ำสะแกกรัง และยกระดับน้ำเข้าพื้นที่การเกษตรเหนือเขื่อนที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยว  พร้อมควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนให้อยู่ในเกณฑ์ต่ำสุด  โดยจะพิจารณาปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณฝนและปริมาณน้ำทางตอนบน เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ ได้กำชับไปยังโครงการชลประทานทุกพื้นที่ ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาวิเคราะห์วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ รวมทั้งพิจารณาปรับการระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อท้ายเขื่อน ตามข้อสั่งการของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) เพื่อรองรับปริมาณฝนที่จะเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 5-7 และ 11-18 ส.ค.นี้ ตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา   ที่สำคัญให้ปฏิบัติตาม 9 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 68 อย่างเคร่งครัด  รวมทั้งหมั่นตรวจสอบอาคารชลศาสตร์และกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนกำหนดพื้นที่เสี่ยง และมอบหมายเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องจักรเครื่องมือประจำจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที   สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด ตามข้องสั่งการของ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

-(016)

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

ปธ.สภาเกษตรกรเพชรบูรณ์ห่วง! ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ กลัวกระทบเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.33 น.

ประธานสภาเกษตรกร จ.เพชรบูรณ์ ห่วง ‘นำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ’ เผย!กลัวกระทบเกษตรกรและห่วงโซ่การผลิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเทพ เพียมะลัง ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นปัญหาการผลิตข้าวโพดในประเทศ และกรณีรัฐบาลมีแผนจะนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม (จีเอ็มโอ) ว่า อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิตการเกษตรของไทย

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้รับ รองนายกรัฐมนตรี พิชัย ได้ชี้แจงว่าผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 4.7–5 ล้านตันต่อปี ขณะที่ความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อยู่ที่ 10 ล้านตัน ทำให้จำเป็นต้องนำเข้า อย่างไรก็ตาม ประธานสภาเกษตรกรฯ เห็นว่า การนำเข้าอาจส่งผลให้เกษตรกรลดพื้นที่เพาะปลูก กระทบต่ออุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง อาทิ ปุ๋ย ยา สารเคมี เมล็ดพันธุ์ รถแทรกเตอร์ น้ำมัน และแรงงาน ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่ทั้งหมด

นายเทพ ระบุว่า ประเด็นที่กังวลมากที่สุด คือ การนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ เนื่องจากประเทศไทยไม่ส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม และปัจจุบันไม่มีการปลูกในประเทศ หากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อาจเกิดการปนเปื้อนในอาหาร ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในตลาดยุโรป อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่เมล็ดข้าวโพดนำเข้าซึ่งยังมีชีวิตอาจหลุดรอดสู่สิ่งแวดล้อม และปนเปื้อนกับสายพันธุ์ข้าวโพดพื้นเมืองของไทย

นอกจากนี้ การนำเข้าข้าวโพดปริมาณมากอาจกระทบต่อพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ข้าวและมันสำปะหลัง เนื่องจากรำข้าวและปลายข้าวซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการสีข้าว ถูกใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารสัตว์ หากความต้องการลดลง ราคาข้าวย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย เช่นเดียวกับมันสำปะหลังซึ่งอยู่ในกลุ่มคาร์โบไฮเดรตที่ใช้ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์ เสนอว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องนำเข้าข้าวโพด ควรกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน ระบุปริมาณที่จะนำเข้า และมีมาตรการรองรับผลกระทบ โดยต้องซื้อผลผลิตภายในประเทศก่อน พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม และนำส่วนต่างจากการนำเข้าไปเยียวยาเกษตรกร รวมถึงปรับโครงการภาคเกษตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

“จังหวัดเพชรบูรณ์ถือเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดสำคัญของประเทศ มีสัดส่วนการปลูกสูงถึงร้อยละ 20 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งประเทศ จึงขอคัดค้านการนำเข้าข้าวโพดจีเอ็มโอ เพราะจะกระทบต่อรายได้เกษตรกรและโครงสร้างการผลิตในภาพรวมของประเทศ” นายเทพกล่าว

พร้อมกันนี้ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับโซนนิ่งพื้นที่เพาะปลูก การใช้พืชชนิดอื่นชดเชยส่วนที่ขาด และการจัดตั้งศูนย์ข้าวโพดแห่งชาติหรือศูนย์ข้าวโพดชุมชน เพื่อบริหารปัจจัยการผลิตและควบคุมปริมาณในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการและรักษาเสถียรภาพราคาผลผลิตทางการเกษตร ///-026

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

รมว.เกษตรฯลุยติดตามแผนจัดการน้ำบางระกำโมเดล ปี 2568 เตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.27 น.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำยม และการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่บางระกำโมเดล ณ ประตูระบายน้ำบางแก้ว อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือฝนระลอกใหม่ในช่วงปลายฤดู โดยมี นายทวี เสริมภักดีกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายสมจิตฐิพงศ์ อำนาจศาล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 3 , นายทวีวัฒน์ สืบสุขมั่นสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 4 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่และบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน

ปัจจุบันเกษตรกรในพื้นที่ทุ่งบางระกำได้เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้วประมาณร้อยละ 50 ของพื้นที่ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 สิงหาคมนี้ เพื่อเปิดพื้นที่รับน้ำหลากตามแผนงานโครงการบางระกำโมเดล ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้สูงสุดถึง 400 ล้านลูกบาศก์เมตร

ต่อจากนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางต่อไปยังประตูระบายน้ำ DR.2.8 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบางกระทุ่ม ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการผันน้ำจากแม่น้ำยม ลงสู่แม่น้ำน่าน เพื่อเร่งพร่องน้ำจากพื้นที่ตอนบน ลดความเสี่ยงต่อพื้นที่ลุ่มต่ำในอำเภอบางกระทุ่มและพื้นที่ท้ายน้ำอื่นๆ

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้ดำเนินมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการระบายน้ำจากเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอย่างรอบคอบ พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเปราะบาง รวมทั้งเสริมคันกั้นน้ำชั่วคราว และเตรียมความพร้อมพื้นที่รับน้ำในโครงการบางระกำโมเดลหลังเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ พร้อมกันนี้ ยังได้บูรณาการร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานในพื้นที่ ในการเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงการตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวในจุดเสี่ยงที่อาจได้รับผลกระทบ และยังคงติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำยมอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำร่วมกับจังหวัดต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อให้การรับมือฤดูฝนปีนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดผลกระทบ ที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุดตามข้อสั่งการของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

– 006

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่จ.พิษณุโลกจัดการน้ำตามแผนฯ

วันอาทิตย์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.34 น.

“อรรถกร” ลุย ทุ่งบางระกำ มั่นใจ เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จภายใน ส.ค. ตามแผนบางระกำโมเดล 68 เตรียมพื้นที่รับน้ำหลากช่วงฤดูฝน

วันนี้ (3 ส.ค.) นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดล และพบปะเกษตรเกษตรกรเพื่อรับฟังปัญหาด้านการเกษตรในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม ณ ประตูระบายน้ำคลองบางแก้ว ต.บางระกำ จ.พิษณุโลก

นายอรรถกร กล่าวว่า โครงการบางระกำโมเดล ทุ่งบางระกำเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่ประสบปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญความเสี่ยงด้านการเกษตร โครงการบางระกำโมเดลจึงเกิดจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูกข้าวนาปีให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลาก และใช้พื้นที่หลังเก็บเกี่ยวเป็นทุ่งหน่วงน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งตามแผนดำเนินงานปี 2568 ได้กำหนดให้เกษตรกรเก็บเกี่ยวข้าวให้แล้วเสร็จภายใน 15 สิงหาคม เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับน้ำหลากในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึงจากการที่มีฝนตกหนักในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ที่ตกเร็วกว่าปกติ มีผลทำให้น้ำหลากเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำยมเร็วกว่าปกติ การเก็บเกี่ยวให้ทันจึงช่วยลดความเสียหายของผลผลิต และเปิดทางให้พื้นที่ทำหน้าที่หน่วงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน กรมชลประทาน ได้มีการแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำที่ทะลักจาก จ.สุโขทัย เข้าท่วมสองฝั่งแม่น้ำยมตอนบนบางจุดแล้ว สาเหตุมาจากปริมาณน้ำจาก จ.แพร่ มีมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ได้ไหลมาสู่ประตูระบายน้ำ (ปตร.) บ้านหาดสะพานจันทร์ จ.สุโขทัย ประมาณ 1,400 ลบ.ม.ต่อวินาที ซึ่งเกินความจุของแม่น้ำยม กรมชลประทานจึงใช้มาตราการรับมือโดยการผันน้ำไปทางแม่น้ำยมสายเก่า หรือผ่านคลองเมม-คลองบางแก้ว เข้าสู่ อ.บางระกำ

ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ ได้มีการระบายน้ำที่ ปตร.บางแก้ว จำนวน 91 ลบ.ม. ต่อวินาที ซึ่งจะสามารถควบคุมการระบายในอัตราที่ไม่ล้นตลิ่งหรืออัตราที่ไม่กระทบชุมชน พืชผลทางการเกษตร และจะยังไม่มีการผันเข้าสู่ทุ่งบางระกำโมเดล เพราะข้าวของเกษตรกรยังเก็บเกี่ยวไม่แล้วเสร็จ โดยขณะนี้ข้าวของเกษตรกรกำลังเจริญเติบโต แต่ยังไม่ครบอายุกำหนดเก็บเกี่ยวได้ คาดว่าต้องรออีกประมาณกลางเดือนสิงหาคมถึงจะเก็บเกี่ยวได้ มีพื้นที่ 327,000 ไร่ ครอบคลุมจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย ปัจจุบันเกษตรกรเริ่มทยอยเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว ประมาณ 160,000 ไร่ หรือกว่า 49% และคาดว่าจะแล้วเสร็จเต็มพื้นที่ภายในเดือน ส.ค.

“ช่วงที่ทุ่งบางระกำถูกใช้เป็นทุ่งหน่วงน้ำ กรมชลประทานร่วมกับกรมประมงได้ปล่อยพันธุ์ปลา เพื่อส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับเกษตรกร ให้สามารถจับปลาและแปรรูปจำหน่าย รวมถึงบริโภคในครัวเรือน อีกทั้งยังมอบกรมส่งเสริมการเกษตรจัดหาอาชีพเสริมด้านการเกษตร เพื่อช่วยสร้างรายได้และเพิ่มความมั่นคงทางเศรษฐกิจในช่วงที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ” นายอรรถกร กล่าว

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังขยายพื้นที่โครงการจาก 265,000 ไร่ เป็น 327,000 ไร่ ครอบคลุมพิษณุโลกและสุโขทัย ภายใต้การดูแลของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน พลายชุมพล และนเรศวร โดยหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ จะใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำรองรับได้สูงสุด 400 ล้านลูกบาศก์เมตร ช่วยลดผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้เกษตรกรกลับมาทำการเกษตรรอบใหม่ได้ในปลายปี

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ และคณะ ลงพื้นที่มอบถุงยังชีพและให้กำลังใจแก่ประชาชนที่อาศัยบริเวณชุมชนคุ้มแม่ย่า ณ หมู่ที่ 15 ต.บางระกำ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก และติดตามแผนการรับมือน้ำหลากในการช่วยผันน้ำจากยมลงน่าน ที่ประตูระบายน้ำ DR 2.8 ด้วย

015