ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (1) หลากปัจจัยผลักดันให้ต้องเปลี่ยน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612878

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (1)  หลากปัจจัยผลักดันให้ต้องเปลี่ยน

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

(ซ้าย) ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา (ขวา) รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช

สมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2564 ที่ผ่านมา

ปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า ในประเทศไทยมีคนร้อยละ 20 อยู่ในภาคเกษตรกรรม ขณะเดียวกันเมื่อมีวิกฤตเกิดขึ้นสังคมไทยก็มักพึ่งพิงภาคเกษตร แต่ในการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของภาคเกษตรนั้นกลับไม่ได้นับรวมอุตสาหกรรมเกษตรเข้ามาด้วย ทำให้งานในภาคเกษตรอาจดูด้อยค่าลง แม้กระทั่งงบประมาณลงทุนภาคเกษตรก็ไม่ค่อยขยายตัวเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

“จริงๆ สิ่งที่เราต้องพยายามแก้ไขก็คือ Mindset (วิธีคิด) ของพวกเราเอง เวลาเริ่มพูดเราก็ไปมองว่าเกษตรกรเป็นคนยากไร้ การที่จะพยายามทำให้งานเกษตรกรรมเป็นงานที่เป็นอาชีพอย่างนักบัญชี วิศวกร นักเศรษฐศาสตร์หรืออื่นๆ ให้มันเป็นอาชีพ แต่เบื้องต้นความคิดของเราบอกว่าเกษตรกรเป็นผู้ยากจน อย่างนี้ก็เสร็จตั้งแต่แรกแล้ว มันกลายเป็นว่าแทนที่เราจะไปส่งเสริมให้เกษตรกรรมดีขึ้น เราไปมองภาพของความช่วยเหลือ ฉะนั้นงบประมาณที่เทไปก็จะมุ่งการช่วยเหลือเป็นหลัก ส่วนเรื่องของการสร้างหรือปรับโครงสร้างเป็นเรื่องรอง” ปีติพงศ์ กล่าว

นายกสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรฯ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาภาคเกษตรของไทยจึงเน้นแต่การผลิตสินค้าเกษตรขั้นพื้นฐานซึ่งราคานั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง นอกจากนี้ยังไม่ค่อยสนใจบริบทใหม่ เช่น ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาถูกคว่ำบาตรสินค้าประมง เนื่องจากประเทศปลายทางมองว่าการทำประมงของไทยมีปัญหาทั้งแรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (IUU) ในความเป็นจริงคือมีสัญญาณเตือนมา 9 ปีแล้ว และเชื่อได้ว่าในอนาคตประเทศที่ซื้อสินค้าเกษตรจากไทย จะยังคงยกประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าต่อไป

อนึ่ง ที่ผ่านมาการแบ่งประเภทเกษตรกรของไทยจะแบ่งตามผลผลิตที่ทำได้ เช่น ปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ทำประมง ซึ่งควรแบ่งตามรูปแบบหรือวิถีการประกอบอาชีพ ประกอบด้วย 1.เกษตรอุตสาหกรรม ผลิตเพื่อป้อนโรงงานแปรรูปโดยเฉพาะ เช่น สับปะรด มันสำปะหลัง อ้อย กลุ่มนี้การดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุนเป็นเรื่องสำคัญ จะทำอย่างไรให้การผลิตมีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรม

2.เกษตรทางเลือก ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งเกษตรพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร กระบวนการส่งเสริมควรเน้นการสร้างเครือข่าย (Networking)และการวางแนวปฏิบัติที่ดี (GoodPractice) และ 3.เกษตรสมัยใหม่ ซึ่งจะมาทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่อายุส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป คำถามคือจะมีแพลตฟอร์มแบบใดมาส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่ ทั้งการใช้เทคโนโลยี การจัดการที่ดิน การซื้อ-ขายผลผลิต ไปจนถึงแนวคิดใหม่ๆ เช่น การทำฟาร์มในเมือง หรือการระดมทุนรูปแบบใหม่ๆ อาทิ ฟินเทค (Fintech) คราวด์ฟันดิง (Crowdfunding) เป็นต้น

ปีติพงศ์ ยังกล่าวถึงปัญหาและความท้าทายในด้านเกษตรกรรมไว้อีกหลายประการ 1.ที่ดิน เช่น มีที่ดินราคาสูงจำนวนไม่น้อยที่เจ้าของนำพืชต่างๆ มาปลูกไว้เพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายภาษีที่ดิน แทนที่จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ ควรเปิดช่องให้รัฐสามารถเข้าไปเช่าที่ดินได้ และรัฐก็นำที่ดินมาให้เกษตรกรที่ตั้งให้เป็นกลุ่มเป้าหมายการพัฒนาเข้ามาใช้ประโยชน์ เหตุที่ต้องให้รัฐเช่าก่อน เพราะเจ้าของที่ดินอาจกลัวกฎหมายเช่านา จึงไม่กล้าให้ประชาชนเช่าเองโดยตรง

2.แหล่งทุน เกษตรกรมักเข้าไม่ถึง จึงเป็นข้อจำกัดในการปรับปรุงหรือพัฒนา 3.ทะเล อุตสาหกรรมประมงจำนวนมากล้มหายตายจากไปด้วยผลกระทบจาก IUU ขณะที่ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะทำฟาร์มในทะเล แม้แบ่งพื้นที่แล้วแต่ก็ยังพบเหตุกระทบกระทั่งกัน 4.แหล่งน้ำ ที่ผ่านมามุ่งแต่การจัดหา (Supply) ซึ่งหากทำแต่ด้านนี้ด้านเดียวอย่างไรก็ไปไม่รอด จะทำอย่างไรจึงลดความต้องการใช้น้ำ (Demand) ลงได้บ้าง นอกจากนี้ ชุมชนที่ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย ควรมีสิทธิเข้าถึงงบประมาณในการพัฒนาแหล่งน้ำของตนเอง

5.หนี้สิน ซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากการลงทุนตามโครงการส่งเสริมของรัฐ ดังนั้นรัฐจะช่วยเหลือเกษตรกรได้อย่างไร เหมือนกับที่เคยช่วยเหลือกิจการธนาคารในวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อกว่า 20 ปีก่อน 6.เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัญหาที่พบคือเมื่อพูดถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมแล้วไม่ได้คำนวณความคุ้มทุน โอกาสในการขยายผล การจัดหาวัตถุดิบ ทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง

7.การสร้างคน เช่น คณะในมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรมีผู้เรียนลดลง อีกทั้งมีคำถามถึงหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวข้อง (Relevance) กับบริบทของเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือไม่ เพราะปัจจุบันไทยต้องแข่งขันกับชาติมหาอำนาจ เช่น จีน ที่มาตั้งฐานการผลิตในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง สปป.ลาว และ 8.กฎระเบียบ เช่น กฎหมายสหกรณ์ที่กำหนดว่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรต้องจัดประชุมใหญ่ อาจไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการประชุมออนไลน์มากขึ้น เป็นต้น

ด้าน รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงความท้าทายของภาคเกษตรไทย 1.เกษตรกรกับข้อจำกัดในการพัฒนา ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัย” โดยเฉพาะแรงงานภาคเกษตรนั้นชัดเจนแบบเร่งตัวเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศ นอกจากเรื่อง “อายุ” แล้ว “การศึกษา” ก็เป็นอีกข้อจำกัด โดยมีข้อค้นพบว่า “ครัวเรือนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาต่ำกว่าครัวเรือนที่อยู่นอกภาคเกษตร” และคนในภาคเกษตรมีระดับการศึกษาเฉลี่ยเพียงประถมศึกษาเท่านั้น

“ปัจจุบันนี้ภาคเกษตรไทย 20% ของเกษตรกรมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ปี 2544 เรามีประมาณ 7% ตอนนี้คนสูงวัยเรามี 20% แล้วคนหนุ่ม-สาว แต่ก่อนอยู่ภาคเกษตร 50% 20 ปีผ่านไปเราหดเหลือ 29% มันหมายถึงอะไร?สังคมสูงวัยไม่ใช่แค่คนสูงวัยอย่างเดียว คนที่เป็นหนุ่ม-สาวก็ออกจากภาคเกษตร โลกแห่งการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เทคโนโลยีก็เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงหมด คนสูงวัยจะปรับตัวได้มาก-น้อยแค่ไหน” อาจารย์วิษณุ ระบุ

2.กำลังคนภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับภารกิจจริง กำลังคนทั้งที่เป็นข้าราชการและอาสาสมัคร กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีเกษตรกรน้อยหรือในสินค้าเกษตรที่มีน้อย แต่ในพื้นที่ที่มีเกษตรกรมากหรือสินค้าเกษตรที่มีจำนวนมากกลับมีกำลังคนภาครัฐไม่เพียงพอ นอกจากนี้ยังมีหลายสาขาวิชาที่ยังขาดแคลน 3.ความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งเกษตรกรนอกเขตพื้นที่ชลประทานนับเป็นกลุ่มเปราะบาง ขณะที่พืชเศรษฐกิจของไทยสุ่มเสี่ยงได้รับความเสียหาย

และ 4.เกษตรกรไทยยังใช้เทคโนโลยีกันน้อย จากการสำรวจพบเกษตรกรไทยใช้เทคโนโลยีเพียงร้อยละ 26.7 และในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพยากรณ์อากาศไปจนถึงการทำตลาดทางออนไลน์ แต่จะใช้เป็นบางอย่างเท่านั้น เช่น ผู้ที่ใช้แอปพลิเคชั่นดูสภาพอากาศก็จะใช้เฉพาะด้านนี้ เป็นต้น ทั้งที่หากใช้อย่างครบวงจร ประสิทธิภาพการผลิตจะสูงขึ้นมาก

อาจารย์วิษณุ ให้ข้อเสนอแนะ 1.การใช้จ่ายงบประมาณควรเป็นไปเพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรปรับตัว เช่น ปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ จากเดิมที่เน้นการให้เปล่าไม่มีเงื่อนไข ที่เป็นการฉุดรั้งการปรับตัวเพราะรู้ว่าปลูกอะไรไปเดี๋ยวมีปัญหารัฐก็จ่ายเยียวยาให้ 2.ส่งเสริมให้เครื่องจักรกลการเกษตรเป็นสิ่งที่เข้าถึงง่าย ซึ่งปัจจุบันก็มีระบบการเช่าอยู่แล้ว เช่น รถแทรกเตอร์ รัฐจะส่งเสริมอย่างไรให้ทั่วถึงมากขึ้นในราคาค่าบริการที่ไม่แพงเกินไป เพราะนอกจากเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตแล้ว ยังลดปัญหาการเผาในภาคเกษตรซึ่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

3.ต้องมีฐานข้อมูลเกษตรกร เพื่อให้สามารถจัดโปรแกรมเพิ่มทักษะได้ตรงกับเป้าหมาย 4.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งไม่ใช่แต่เพียงกับหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน แต่รวมถึงภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาด้วย 5.สถาบันการศึกษาต้องปรับหลักสูตรโดยให้ความสำคัญกับภาคปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งสามารถดึงการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้บัณฑิต (เช่น ภาคเอกชน) 6.โครงสร้างกำลังคนภาครัฐต้องกระจายตัว ให้สอดคล้องกับจำนวนเกษตรกรในพื้นที่ และ 7.รัฐต้องให้ความเชื่อมั่น-มีหลักประกันว่าเปลี่ยนแล้วจะดีขึ้น เพื่อให้เกษตรกรกล้าเปลี่ยน

“งานวิจัยพบว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีรายได้ช่วงก่อนโควิดเทียบกับคนที่ไม่ใช้ ประมาณ 165,000-190,000 บาทต่อปี นี่คือประโยชน์ของการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยี นี่ช่วงก่อนโควิด ช่วงหลังโควิดก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ 60,000-80,000 บาทต่อปี และช่วงที่เกิดโควิดขึ้น เชื่อไหม? ผลการทดลองบอกว่าคนกลุ่มนี้มีภูมิคุ้มกัน รายได้เขาลดลงน้อยมาก นี่คือผลประโยชน์ของเทคโนโลยีที่เราต้องร่วมส่งเสริม” อาจารย์วิษณุ กล่าว

ในตอนแรกนี้กล่าวถึงปัญหาของเกษตรกร รวมถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนโดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีไปแล้ว ส่วนในตอนหน้า จะเป็นตัวอย่างของ 2 ผู้ประกอบการ ที่ใช้เทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ถึงขั้นสร้างแบรนด์พร้อมขยายตลาดสู่ต่างประเทศ..โปรดติดตาม!!!

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’ เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612877

สกู๊ปพิเศษ : ‘เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2021’    เฮรับยูเนสโกเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ฯ

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บ้านสิงหไคล มูลนิธิมชนะภัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายภาสกร บุญญลักษม์ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย รศ.ดร.ชยาพร วัฒนศิริ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ดร.ปรีชา อนุรักษ์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงราย นางจุฑา ธาราไชย ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) ภาคเหนือ ร่วมกันแถลงข่าวการจัดเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืนเชียงราย 2564 โดยกิจกรรมมีการเปิดตัว “เทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021” ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 22-28 พ.ย.นี้

สำหรับเทศกาลออกแบบเพื่อความยั่งยืน เชียงราย 2021 กำหนดให้จัดในหลายสถานที่และหลายกิจกรรม เช่น นิทรรศการนำเสนอผลงาน งานสร้างสรรค์ โดย 3 กลุ่ม คือกลุ่มธุรกิจ กลุ่มนักออกแบบ ศิลปิน นักสร้างสรรค์ กลุ่มองค์กรหน่วยงาน กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนความเห็น กิจกรรมถ่ายทอดความรู้ Workshop กิจกรรมสร้างสรรค์การตลาดที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ได้รับการออกแบบ และกิจกรรมดนตรีและการแสดงบนเวที กิจกรรม Tea and Coffe for future Living โดยสถาบันชาและกาแฟแห่ง มฟล.และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รวมทั้งภาคเอกชนและเครือข่าย ฯลฯ

โดยนายภาสกรกล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวมีแนวคิดคือ “ความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม” ตรงกับนโยบายเร่งด่วนของจังหวัดเชียงราย โดยจะนำร่องเปิดจังหวัดตั้งแต่ ธ.ค.นี้ เมื่อฉีดวัคซีนได้ผลเต็มที่ สำหรับกิจกรรมนี้เป็นความร่วมมือของ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จับมือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบจ.เชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ททท. ฯลฯ  

“จ.เชียงราย ได้รับการเสนอให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกรู้จักเชียงรายมากขึ้น ดังนั้นจึงจะมีการนำการออกแบบไปยังงานกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวและเปิดเมืองดังกล่าวซึ่งผู้ไปเยือนจะได้เห็นถึงความแตกต่างจากเดิมอย่างแน่นอน เช่น งานเชียงรายดอกไม้งาม ของเทศบาลนครเชียงราย งานมหกรรมดอกไม้อาเซียน ของทาง อบจ.เชียงราย ก็จะไม่จัดกระจุกเพียงจุดเดียวแต่จะกระจายไปยัง 4 มุมเมือง การออกแบบอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ต่างๆ ฯลฯ โดยตั้งใจจะเปิดเมืองเพื่อการท่องเที่ยวได้อย่างประทับใจหลังจากต้องประสบเหตุจากไวรัสโควิด-19 มาถึง 3 ปี” นายภาสกร กล่าว

ทางด้าน รศ.ดร.ชยาพรกล่าวว่า สำหรับแนวคิดสำคัญในการจัดกิจกรรม คือความสมดุลของธรรมชาติและวัฒนธรรม ซึ่งสถานที่ ที่จะจัดให้สำเร็จมีเพียงแห่งเดียวคือ จ.เชียงราย โดยเฉพาะเมื่อ จ.เชียงราย ได้รับเลือกให้เข้าเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) เป้าหมายคือพยายามให้เชียงรายเข้าไปอยู่ในปฏิทินของ World Design Week ให้ได้ภายใน 3 ปีซึ่งกิจกรรมจึงจะส่งเสริมสนับสนุนนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ธุรกิจอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ฯลฯ รวมทั้งขยายไปยังภาคอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย

นางอทิตาธรกล่าวว่า ประเทศไทยมี 4 จังหวัด ที่ได้รับเลือกให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ สำหรับ จ.เชียงราย ได้รับการส่งเข้ารับเลือกเป็นเมืองสร้างสรรค์ไปยังยูเนสโกในฐานะเมืองออกแบบหรือดีไซน์ซิตี้ ผลปรากฏว่า จ.เชียงราย ได้รับเลือก โดยอีก 1 จังหวัดที่ได้รับเลือกคือ จ.เพชรบุรี แสดงว่า จ.เชียงราย เป็นเมืองที่เหมาะกับการออกแบบ มีศิลปวัฒนธรรม มีความงดงามโดยเฉพาะผู้คนที่มีอัธยาศัยดี ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมทั้งมีงานกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นมารองรับมากมาย ทำให้เดือน ธ.ค.2564 ที่จะมีการเปิดการท่องเที่ยว จ.เชียงราย  

ดร.ปรีชากล่าวว่า เทศบาลนครเชียงราย ได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อกิจกรรมดังกล่าว โดยมีการเตรียมความสะอาดของเมือง ความปลอดภัยของเมือง การสร้างความเข้าใจแก่ทุกสถานประกอบการเพื่อให้บริการผู้มาเยือนให้ได้รับความประทับใจ ที่สำคัญคือการสร้างเมืองให้มีความสุขเพื่อให้อยากกลับไปเยือนอีกครั้ง ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีการเตรียมความพร้อม เช่น สวนตุงและโคมนครเชียงราย เพื่อจัดงานเทศกาลเชียงรายดอกไม้งาม ซึ่งจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ งดงาม ในระหว่างวันที่ 24 ธ.ค.2564-9 ม.ค.2565 นี้

สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เผยสถานการณ์ราคาและตลาดปุ๋ยเคมี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612889

สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย เผยสถานการณ์ราคาและตลาดปุ๋ยเคมี 2564

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 18.28 น.

1 พฤศจิกายน 2564 ณ Victor Club SamyanMitrtown ห้อง 944, ชั้น 7  ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2563 ต่อเนื่องมายังปี พ.ศ. 2564 ประเทศไทย รวมทั้งประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบกับการแพร่ระบาดของโรคโคโรน่าไวรัส หรือ COVID-19 ในส่วนของภาคการผลิตสินค้าเกษตร ประเทศไทยต้องนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดพันธุ์บางชนิด สารอารักขาพืช และ“ปุ๋ยเคมี” ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงแรกๆ คือการนำเข้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตรและการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ รวมทั้งธุรกิจด้านโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบโดยตรง จากการปิดเมืองสำคัญ รวมถึงการปิดประเทศ

ในภาพรวมของธุรกิจภาคการเกษตรได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจัยการผลิตทางการเกษตร คือ “ปุ๋ยเคมี” ประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศประมาณ 90-95 % มาเพื่อผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ ในช่วงปลาย ปีพ.ศ.2563 จนถึงปัจจุบัน ราคาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมี มีระดับราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอันเนื่องมาจากหลายๆ ปัจจัย จากวิกฤตเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกจากผลกระทบของการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มตระหนักถึงความมั่นคงทางอาหาร(Food Security) ซึ่งส่งผลต่อการผลิตพืชอาหาร ดังนั้นปุ๋ยเคมี จึงเป็นปัจจัยการผลิตที่มีความจำเป็นและมีความต้องการมากขึ้น โดยปัจจัยที่ทำให้ปุ๋ยเคมีมีระดับราคาที่สูงขึ้น ประกอบด้วย

1. สภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการทำการเกษตร

2. ราคาผลผลิตทางการเกษตรในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น

3. การกำหนดนโยบายความมั่นคงทางด้านอาหารของแต่ละประเทศ

4. นโยบายการชะลอการส่งออกปุ๋ยเคมีของประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ตั้งแต่กลางปี พ.ศ. 2564

5. วิกฤตราคาพลังงานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

6. วิกฤตการขนส่ง (Logistic) ระหว่างประเทศส่งผลให้ค่าขนส่งสินค้าทางเรืออยู่ในระดับราคาสูง

7. ความผันผวนของค่าเงินในตลาดโลก

จากปัจจัยดังกล่าวล้วนส่งผลต่อความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีของประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น ประเทศจีน ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย เป็นต้นการนำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยเคมี แบ่งออกเป็นสามชนิด ประกอบด้วย ปุ๋ยไนโตรเจน (Nitrogen) การผลิตปุ๋ยไนโตรเจนจะมีสารตั้งต้นคือสารแอมโมเนียซึ่งมีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนซึ่งส่วนใหญ่ได้จากก๊าซธรรมชาติในกระบวนการปิโตรเคมี หรือกระบวนการผลิตถ่านหิน สารแอมโมเนียนั้นใช้ในการผลิตปุ๋ยไนโตรเจนต่าง ๆ ได้แก่ ยูเรีย (46-0-0) และแอมโมเนียมซัลเฟต (21-0-0) ซึ่งราคาน้ำมัน ถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อการผลิตปุ๋ยไนโตรเจน

วัตถุดิบตัวถัดไป ปุ๋ยฟอสฟอรัส (Phosphorus) ซึ่งทำมาจากหินชนิดหนึ่งเรียกว่า หินฟอสเฟต วิธีการผลิตปุ๋ยฟอสฟอรัสที่นิยมกัน ก็คือนำหินฟอสเฟตมาบดละเอียดและมาทำปฏิกิริยากับกรดกำมะถันก็จะได้กรดฟอสฟอริก กรดฟอสฟอริกนี้ถือเป็นตัวต้นน้ำของปุ๋ยฟอสฟอรัส กรดฟอสฟอริกเป็นของเหลวซึ่งยากต่อการใช้ การเก็บรักษาและการขนส่ง จึงได้นำกรดฟอสฟอริกไปทำปฏิกิริยากับแอมโมเนีย กลายเป็นแม่ปุ๋ย DAP (Diammonium Phosphate) สูตร 18-46-0  แม่ปุ๋ย MAP (Monoammonium Phosphate) สูตร 11-52-0 หรือใช้กระบวนการผลิตเดียวกันนี้ผลิตเป็นปุ๋ย N-P-K สูตรต่าง ๆ สำหรับปุ๋ยฟอสฟอรัสนั้น กรณีที่หินฟอสเฟตแพง ปุ๋ยฟอสฟอรัสก็จะแพงด้วย และถ้ากรดกำมะถัน (sulfuric acid) แพงปุ๋ยฟอสฟอรัสก็จะแพงด้วยเช่นกัน

วัตถุดิบอีกตัวหนึ่งคือ ปุ๋ยโพแทสเซียม (Potassium) เป็นแร่ที่ขุดจากดินได้โดยตรง ที่เรียกกันว่าแร่โพแทช ประเทศไทยมีแหล่งแร่โพแทชขนาดใหญ่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จังหวัดชัยภูมิและจังหวัดอุดรธานี หากโครงการพัฒนาเหมืองดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ก็จะได้แม่ปุ๋ยโพแทสเซียมใช้ในประเทศ ทดแทนการนำเข้าปีละประมาณ 600,000-800,000 ตันต่อปี

ปัจจุบัน ปัญหาราคาปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ปัจจุบันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นที่ภาครัฐบาลและเอกชนร่วมกันช่วยเหลือเกษตรกรคือการขายปุ๋ยเคมีในราคาพิเศษ ผ่านสหกรณ์การเกษตร และกลุ่มสถาบันเกษตรกร โดยเริ่มตั้งแต่ครั้งแรก ในระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม และมีการขยายเป็นครั้งที่สองจนถึงเดือนตุลาคม 2564โดยทางสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ช่วยเหลือปุ๋ยเคมีราคาพิเศษกับเกษตรกร 201,106 ตัน หรือ 4,022,120 กระสอบ 

จากมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดีที่ภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงที่ปุ๋ยมีราคาแพง เนื่องจากปุ๋ยเคมีเป็นตัวแปรสำคัญในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและสร้างรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกรแต่อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือ ควรทำอย่างระมัดระวัง ผู้กำหนดนโยบายควรเข้าใจธุรกิจและอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีอย่างลึกซึ้ง ควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจออก

นโยบาย มิฉะนั้นอาจส่งผลกระทบต่อทั้งเกษตรกรเองและผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตร และผู้เกี่ยวข้องอื่นๆทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแทรกแซงกลไกของตลาด โดยทั่วไปแล้วจะทำให้เกิดสิ่งที่ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “การสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ (Deadweight loss)”  ดังนั้นภาครัฐควรประเมินผลกระทบอย่างรอบคอบก่อนที่จะทำการแทรกแซง มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าต้องการทำไปเพื่ออะไร ตอบโจทย์การช่วยเหลือเกษตรกรจริงหรือไม่ และที่สำคัญ ได้ผลดีมากกว่าผลเสียหรือเปล่า

จากวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID -19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคเกษตรกรของไทย รวมทั้งเศรษฐกิจโลกดังนั้นนโยบายภาคการเกษตรของประเทศไทยจะต้องมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น มีทิศทางและแนวทางที่ปฏิบัติได้จริงและสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดีขึ้นหลายปีที่ผ่านมาภาครัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก และเป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัยเป็นที่ยอมรับต่อประเทศต่างๆ  แต่สิ่งที่จะรองรับนโยบายดังกล่าว คือ ผลผลิตทางการเกษตร ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่ต้องใช้ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรเพื่อปรับแต่งพืชผลตามที่ต้องการ เช่น เร่งการเจริญเติบโตของใบและต้น เร่งการออกดอกออกผล เพิ่มขนาดและคุณภาพผลผลิต ซึ่งส่วนนี้ “ปุ๋ยเคมี” ถือว่าเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญรวมทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพก็ควรใส่ปุ๋ยให้ถูกชนิด ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลาและถูกวิธี และต้องมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญให้คำแนะนำอย่างถูกต้องแก่เกษตรกร การวิเคราะห์ดิน-พืช  ซึ่งเป็นมาตราการที่จะต้องนำมาใช้อย่างจริงจัง รวมทั้งการกำหนดมาตรฐานการเพาะปลูกพืช เช่น GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและเหมาะสมสำหรับพืช (Good Agricultural Practice) เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันและเป็นสิ่งที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

-(016)

ศูนย์พันธุ์ข้าวโคราชใช้เทคโนโลยีช่วยชาวนา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612641

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกฤษฎิน คำตัน ผอ.ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ได้ดูแลโครงการนาแปลงใหญ่ และส่งเสริมเกษตรกร 115 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 58,465 ไร่เศษ เกษตรกรกว่า 4,471 ราย โดยจะเข้าไปส่งเสริมในด้านการบริหารจัดการ ส่งเสริมการผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐาน GAP ผลิตข้าวให้มีคุณภาพ เพื่อไปสู่การบริโภคที่มีคุณภาพไปสู่การส่งออกที่ได้มาตรฐาน

ด้านนางอรุณ อ้วนสันเทียะ ประธาน กลุ่มนาแปลงใหญ่ ต.หลุมข้าว อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า รวมกลุ่มกันได้ประมาณ 5 ปี พันธุ์ข้าวที่ปลูก ได้แก่ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 รองมาก็จะปลูกเป็นข้าว กข43 และข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 100 ราย พื้นที่ 1,250 ไร่ ซึ่งทางกลุ่มได้เข้าร่วมโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด เพื่อนำทุนที่ได้มาจัดซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ทางการเกษตร ซึ่งจุดเด่นของกลุ่มคือ สมาชิกและคณะกรรมการเข้มแข็ง ผลผลิตสามารถจำหน่ายออกท้องตลาดได้

ขณะที่ นายนรภัทร ศีรษะนอก นักวิชาการเกษตรชำนาญการ หัวหน้ากลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กล่าวว่า ได้สนับสนุนปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ข้าวหลัก คือข้าวขาวดอกมะลิ 105 เกษตรกรสามารถผลิตข้าวได้มาตรฐาน GAP และกำลังดำเนินการขอมาตรฐานข้าวอินทรีย์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการสร้างเครือข่ายกลุ่มนาแปลงใหญ่ใน จ.นครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งขณะนี้การแปรรูปของกลุ่มเกษตรกร จะแปรรูปในรูปแบบของข้าวคุณภาพคือข้าวสารแพ็กสุญญากาศ มีทั้งข้าวสารขาว ข้าวกล้อง ข้าวสีคุณภาพมีช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ และทางพัฒนาชุมชนของอำเภอ เข้ามาสนับสนุน ทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานด้วยกัน โดยสิ่งที่สะท้อนกลับสู่นาแปลงใหญ่คือความภูมิใจในอาชีพชาวนา ผลิตข้าวได้ราคาดี มีอาชีพการทำนาที่มั่นคงและยั่งยืน

อำนาจเจริญจัด งานปั่นจักรยาน ดันการท่องเที่ยว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612640

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการปั่นจักรยานท่องเที่ยวเมือง
3 ธรรม อำนาจเจริญ 7 เส้นทาง 7 อำเภอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 กิจกรรมส่งเสริมเทศกาลปั่นจักรยาน เพื่อสุขภาพและประชาสัมพันธ์ เส้นทางท่องเที่ยวชมเมืองยักษ์คุชานุมาน โดยมี นางสาวเพ็ญศิริรัตน์ อาจทวีกุล ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอำนาจเจริญ หัวหน้าส่วนราชการระดับจังหวัดอำนาจเจริญ ระดับอำเภอชานุมาน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนักปั่นจักรยานในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมกิจกรรม

โดยนายธนูสินธ์ ไชยสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ ได้ร่วมปั่นจักรยานกับคณะนักปั่นจักรยาน  เริ่มต้น
ที่บริเวณหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลชานุมาน ไปยังแก่งคันสูง เพื่อร่วมกิจกรรม จิตอาสาพัฒนาทำความสะอาดบริเวณแก่งคันสูง ซึ่งแก่งคันสูง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งของจังหวัดอำนาจเจริญ เมื่อถึงฤดูร้อน จะมีนักท่องเที่ยวไปเล่นน้ำคลายร้อนกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีกระแสน้ำพัดไหลตามโขดหิน ริมแม่น้ำโขง สวยงามมากลมพัดเย็นสบาย แถม ยังมีแพริมน้ำทำเป็นร้านอาหารบริการ บรรดานักท่องเที่ยว ให้นั่งดื่มกินอีกต่างหาก ทำเอานักท่องเที่ยวติดใจไปตามๆ กัน จึงต้องมาเที่ยวเป็นประจำ 

สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จังหวัดอำนาจเจริญ โดยสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดอำนาจเจริญ ร่วมกับ อำเภอชานุมาน ดำเนินการจัดกิจกรรมส่งเสริมเทศกาลปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพและประชาสัมพันธ์เส้นทางท่องเที่ยวชมเมืองยักษ์คุขึ้น โดยใช้เส้นทางปั่นไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญภายในพื้นที่อำเภอชานุมาน ได้แก่ แก่งต่างหล่าง และแก่งคันสูง ระยะทาง รวม 20 กิโลเมตร

ชลประทานเดินหน้า โครงการระบายน้ำป่าสักฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612642

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมปฐมนิเทศ การสำรวจ ออกแบบ โครงการคลองระบายน้ำหลากป่าสัก-อ่าวไทยระยะที่ 1 ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังที่ว่าการ อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มักเกิดปัญหาอุทกภัยหลายครั้ง ส่งผลให้พื้นที่การเกษตร ชุมชน และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศได้รับความเสียหาย กรมชลประทาน จึงได้ดำเนินการศึกษา โครงการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี 2555 เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ฝั่งตะวันออกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไปจนถึงทะเลอ่าวไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากการศึกษาพบว่าโครงการคลองระบายน้ำหลากฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการที่เหมาะสมช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาพรวมของลุ่มน้ำได้ สามารถตัดยอดน้ำหลากที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาได้สูงถึง 1,000 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาที ด้วยการพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับปรุงคลองชัยนาท-ป่าสัก ร่วมกับการก่อสร้างคลองระบายน้ำหลากแนวใหม่แม่น้ำป่าสัก-อ่าวไทย

สำหรับการประชุมปฐมนิเทศโครงการฯ ครั้งต่อไป จะสร้างการรับรู้และความเข้าใจแก่ผู้ได้รับประโยชน์และผู้ได้รับผลกระทบถึงวัตถุประสงค์และรูปแบบของโครงการ ซึ่งหลังจากนี้ จะมีการจัดเวทีประชุมเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาดำเนินการออกแบบโครงการฯให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนมากที่สุด

กรมประมงยืนยัน จับมือทุกภาคส่วน เร่งพัฒนาน้ำโขง ให้สมบูรณ์ยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612644

วันจันทร์ ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า แม่น้ำโขงมีความหลากหลายของชนิดสัตว์น้ำ และปริมาณสัตว์น้ำ มากเป็นอันดับ 3 ของโลก ปัจจุบันประสบปัญหาความแปรปรวนของน้ำที่ลดระดับลงหลายจุด กระทบต่อวิถีความเป็นอยู่ของประชาชน สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศ ซึ่งกรมประมงให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา จัดทำแผนพัฒนาด้านการประมงพื้นที่แม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน 2566-2570 ใน 7 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ใช้ 2 แนวทางพัฒนา คือ 1.พัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกร และ 2.การบริหารจัดการด้านการประมงและทรัพยากรสัตว์น้ำให้ยั่งยืนและหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้บรรจุแผนงานของแม่น้ำโขงไว้ในแผนปฏิบัติงานด้านที่ 4สนับสนุนและสร้างเสริมการบริหารจัดการด้านการประมงในแหล่งน้ำบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำชายแดน

รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยด้วยว่า มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ และวิถีชีวิตชาวประมงในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงให้เร็วที่สุด และขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านการประชุมคณะกรรมการบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบต่อภาคเกษตรจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศของแม่น้ำโขงโดยทุกโครงการจะดำเนินงานอย่างโปร่งใส สร้างความสมบูรณ์และคงความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำ

‘เฉลิมชัย’สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612206

'เฉลิมชัย'สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.40 น.

“เฉลิมชัย”สั่งกรมปศุสัตว์ดันไทยรักษาสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) หนึ่งเดียวในอาเซียน คุมเข้มการเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่าหรือซากสุกร ซากหมูป่าในเขตเฝ้าระวังโรค

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายสร้างวิกฤติในโอกาส โดยสั่งการให้กรมปศุสัตว์ทำงานเชิงรุกป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาสุกร (African Swine Fever: ASF) ในพื้นที่ความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จนทำให้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องในการป้องกันการแพร่ระบาดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ส่งผลให้ประเทศไทยคงสถานะปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคจะกระจายไปกว่า 34 ประเทศทั่วโลกแล้วก็ตาม ทำให้การส่งออกสุกรในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากกว่า 300% คิดเป็นมูลค่ากว่า 22,000 ล้านบาท และเชื่อมั่นว่าการส่งออกในปี 2564 นี้จะเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นคงสถานะปลอดโรค ASF อย่างเข้มงวดต่อเนื่อง กรมปศุสัตว์จึงได้ร่างระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการอนุญาตเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่าหรือซากสุกร ซากหมูป่าเข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พ.ศ.2564 โดยล่าสุดได้ประกาศลงเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 28 ตุลาคม 2564

ระเบียบกรมปศุสัตว์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการอนุญาตเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่าหรือซากสุกร ซากหมูป่าเข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร พ.ศ.2564 มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.การเคลื่อนย้ายสุกรมีชีวิตเพื่อเข้าโรงฆ่าสัตว์และนำไปเลี้ยง มีเงื่อนไขเพิ่มเติม

1.1 กรณีฟาร์มปลายทางเคยพบความเสี่ยงสูงมาก ต้องทำลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องเป็นฟาร์มมาตรฐาน GAP ขึ้นไป มีการใช้ตัวเฝ้าระวังในการทดสอบ (sentinel) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของกำลังการผลิต เลี้ยงเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 สัปดาห์ และก่อนลงเลี้ยงจริงต้องมีการเก็บตัวอย่างพื้นผิวโรงเรือนเลี้ยงสุกร (surface swab) 2 ครั้ง ห่างกัน ครั้งละ 1 สัปดาห์

1.2 กรณีฟาร์มต้นทางเคยพบความเสี่ยงสูงมาก ต้องทำลายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องเก็บตัวอย่างสุกรที่ฟาร์มปลายทางหลังลงเลี้ยงวันที่ 1 และ 7 ครั้งละ 15 ตัวอย่าง

1.3 เฉพาะกรณีเคลื่อนย้ายข้ามเขต ต้องมีหลักฐานการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดหรือสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ อย่างน้อย 1 หน่วยงาน

1.4 กรณีเคลื่อนย้ายเพื่อนำไปเลี้ยง ฟาร์มปลายทางต้องได้รับการรับรอง GFM ขึ้นไปเท่านั้น

2.การเคลื่อนย้ายซากสุกรหรือหมูป่า ในวันที่เคลื่อนย้ายจริงต้องแนบใบ รน. ของซากชุดที่จะเคลื่อนย้ายไปพร้อมหนังสืออนุญาตเคลื่อนย้ายทุกครั้ง สำหรับพื้นที่พิเศษ (พื้นที่ที่มีการออกหนังสืออนุญาตเคลื่อนย้ายสุกรจำนวนมาก เช่น นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น) ต้องแจ้งแผนล่วงหน้า 14 วัน มีใบรับรองโรงฆ่า มีผล surface swab และผลตรวจซาก โดยการเก็บตัวอย่างซากดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทุกๆ 2 เดือน และการเก็บตัวอย่างสิ่งแวดล้อมในโรงฆ่าดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทุกเดือน

3.การเคลื่อนย้ายสุกรหรือหมูป่ามีชีวิตผ่านคอกขายกลาง ให้สัตวแพทย์พื้นที่ต้นทางทำหนังสือแจ้งสถานที่ปลายทางถัดจากคอกกลางแก่สัตวแพทย์พื้นที่ที่คอกกลางตั้งอยู่ โดยแนบไปพร้อมหนังสืออนุญาตเคลื่อนย้าย

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ระเบียบกรมปศุสัตว์ฯ ฉบับนี้ เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนย้ายสุกร หมูป่า หรือซากสุกร ซากหมูป่า เข้า ออก ผ่าน หรือภายในเขตเฝ้าระวังโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อันส่งผลให้การป้องกันและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรมีประสิทธิภาพมากขึ้น และไม่เป็นการสร้างภาระด้านค่าใช้จ่ายในการตรวจโรคแก่เกษตรกรมากเกินความจำเป็น รวมทั้งเป็นการช่วยให้การปฏิบัติงานในการคงสถานะปลอดโรค ASF ของประเทศไทยและรักษาความมั่นคงด้านอาหารของประเทศโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างต่อเนื่อง

กรมปศุสัตว์เร่งถก ป้องกันโรค-ภัยพิบัติ ช่วยเหลือเกษตรกร มอบแนวทางจัดการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612073

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ มอบหมายให้นายสุรเดชสมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านปศุสัตว์ โดยระบบการประชุมทางไกลออนไลน์ เพื่อเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติตลอดจนการติดตามความก้าวหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในห้วงที่ผ่านมาโดยมีคณะกรรมการฯ ประกอบด้วยนายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผอ.กองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ นางเย็นจิต ทองยงค์ผอ.กองคลัง นายไสว นามคุณ ผอ.สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ นายสมพล ไวปัญญา รักษาการ ผอ.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ น.ส.เยาวนิตย์ บุรีรักษา เลขานุการกรมฯนายธีรวิทย์ ขาวบุบผา ผอ.กองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ ผู้แทนกองอาหารและยาสัตว์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้แทนกองแผนงาน และผู้แทนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวาระเพื่อทราบและพิจารณา ได้แก่ 1.แจ้งหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินปี 2564

2.สถานการณ์ภัยพิบัติ(อุทกภัย/โรคระบาด) 3.การเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ (เสบียงอาหารสัตว์/ถุงยังชีพสัตว์/ยานพาหนะ/เวชภัณฑ์/การอพยพสัตว์/หน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่/การดูแลสุขภาพสัตว์) 4.ความก้าวหน้าในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยโรคระบาดชนิดลัมปี สกิน และการแก้ไขปัญหาในการให้ความช่วยเหลือ และ 5.แนวทางการปฏิบัติกรณีหญ้าพระราชทาน

กรมพัฒนาที่ดินลงพื้นที่สงขลาแก้ปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612079

วันศุกร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.เบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน พร้อมด้วย น.ส.ภัทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินร่วมคณะ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่อ่างเก็บน้ำพรุพลีควาย อ.นาหม่อม จ.สงขลา ซึ่งมีความจุ 1.5 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ครอบคลุมพื้นที่ 187 ไร่ เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับอุปโภค-บริโภค ประมาณ 750 ครัวเรือน ช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ500 ไร่ ช่วยบรรเทาอุทกภัย พื้นที่อ.นาหม่อม และพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและนันทนาการ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ซึ่งจะถ่ายโอนภารกิจระบบกระจายน้ำให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป

นอกจากนี้ได้ตรวจเยี่ยมสหกรณ์การเกษตร อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลจะนะ และพบปะประชาชนและเกษตรกร พร้อมกับมอบถุงยังชีพให้อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน 200 ชุด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ มอบสัญญาเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่กลุ่มเกษตรกรทำไร่นาสวนผสมปฏิรูปที่ดินสะพานไม้แก่น ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.)

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในเทศบาลจะนะ โครงการชลประทานสงขลา สำนักงานชลประทานที่ 16 ได้มีแผนการบรรเทาแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง ลุ่มน้ำย่อยคลองนาทวีโดยมีการปรับปรุงคลองส่งน้ำคลองเกาะทาก มีเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 120 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 600 ไร่ การปรับปรุงคลองส่งน้ำคลองปาม มีเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 290 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 1,000 ไร่และโครงการแก้มลิงนาหอยโข่ง มีเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับประโยชน์ จำนวน 400 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรประมาณ 1,200 ไร่