สกู๊ปพิเศษ : ผ้าฝ้ายทอมือ ‘ลายราชวัตร’ ราชาแห่งผ้า ของกลุ่มร่มไทรเกาะยอ จ.สงขลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613402

สกู๊ปพิเศษ : ผ้าฝ้ายทอมือ ‘ลายราชวัตร’  ราชาแห่งผ้า ของกลุ่มร่มไทรเกาะยอ จ.สงขลา

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าทอพื้นเมืองของตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ที่มีการสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีมาจนถึงปัจจุบัน

จงกลนี สุวรรณพรรค ประธานกลุ่มทอผ้าร่มไทรเกาะยอ เล่าถึงที่มาว่า กลุ่มทอผ้าร่มไทร ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2545 โดยมีนายกริ้ม สินธุรัตน์ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านผ้าทอเกาะยอ เป็นที่ปรึกษาและผู้ถ่ายทอดเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการทอผ้าให้กับสมาชิกผู้สนใจ จนสามารถยึดเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนได้เป็นอย่างดี โดยยังคงอนุรักษ์ผ้าลายดั้งเดิมของผ้าทอเกาะยอ โดยเฉพาะ “ผ้าทอลายราชวัตร” ที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้กับลายผ้าของเกาะยอแทนลายคอนกเขาที่ชาวบ้านเรียกขาน เมื่อครั้งที่เสด็จนิวัติเมืองสงขลาเมื่อปี 2475 ชาวเกาะยอได้คัดเลือกสุดยอดของลายผ้าที่ถือว่ามีลวดลายที่สวยที่สุดระดับราชาแห่งผ้าของเมืองใต้ ทูลเกล้าฯถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 7 พระราชทานนามว่า “ราชวัตร”

นอกจากนี้ยังมีผ้าทอลายดอกแสงสุริยา ลายดอกรสสุคนธ์ ลายดอกพิกุล ลายดอกจันทร์หอม ลายจันทร์ฉายลายหางกระรอก ลายดอกรัก ไม่เพียงแค่ลายผ้าดั้งเดิมเท่านั้นทางกลุ่มร่มไทรยังได้พัฒนาลายผ้าทอเกาะยอโดยร่วมกับนักวิจัยและนักวิชาการจากสถาบันต่างๆ ออกแบบลายใหม่ๆ เช่น ลายเกล็ดปลาขี้ตัง ซึ่งเป็นปลาในทะเลสาบสงขลา ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผ้าทอเกาะยอของกลุ่มร่มไทร ปัจจุบันผ้าทอเกาะยอได้รับความนิยมทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังมีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาเรียนรู้การทอผ้าเกาะยออย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ว่าลายผ้าของกลุ่มร่มไทรเกาะยอจะมีความสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ก็เกือบจะล้มมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะโดนผ้าโรงงานตีตลาด แต่ก็ผ่านวิกฤตมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากสมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ จังหวังสงขลา เข้ามาช่วยฟื้นฟูอาชีพและสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา เข้ามาช่วยเรื่องการแปรรูปผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ ที่สำคัญสมาชิกกลุ่มก็ร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาลวดลายผ้าใหม่ๆ พยายามปรับรูปแบบทำให้เนื้อผ้าบางนุ่มนวลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มทอผ้าร่มไทร มีทั้งผ้าทั้งผืนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้แก่ กระเป๋า กล่องกระดาษทิชชู่ พวงกุญแจ สมุดไดอารี่ หมวก เสื้อผ้า ผ้าคลุมไหล่ ราคาจำหน่าย 50-2,000 บาท ซึ่งจุดเด่นของผ้าทอจากเกาะยอคือลวดลายที่สวยงามและอ่อนนุ่มการทอที่ประณีต ทำให้ผ้าทอมีเนื้อผ้าแน่นและทนทาน ด้วยสินค้าที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์ทำให้ผ้าทอจากเกาะยอได้รับรางวัลมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย CPOT จังหวัดสงขลา ผ้าทอไทยสไตล์สากล และเป็นสินค้า OTOP สนใจสินค้าผ้าฝ้ายทอมือของชุมชนชาวเกาะยอ สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ เพจ Facebook : ผ้าทอมือร่มไทรเกาะยอ

“ผ้าทอเกาะยอเป็นเอกลักษณ์และภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมา เรียกว่าเป็นอาชีพของบรรพชน เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยต่อยอดและส่งต่ออาชีพของบรรพบุรุษให้แก่ลูกหลานได้รักษาต่อไปตราบนานเท่านาน” ประธานกลุ่มทอผ้าร่มไทรเกาะยอ กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯเร่งจัดการเส้นทางจราจรน้ำลดปัญหาล้นตลิ่งเจ้าพระยา-ท่าจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613394

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายพงศธร ศิริอ่อน ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา กรมชลประทานในฐานะประธานคณะทำงานศูนย์บริหารจัดการอุทกภัยลุ่มน้ำท่าจีน (ส่วนหน้า) เปิดเผยว่า ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน ทำให้เกิดน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำท่าจีน ส่งผลให้มีน้ำเอ่อล้นตลิ่งใน อ.เมือง อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี และ อ.นครชัยศรี อ.สามพราน จ.นครปฐม เพื่อเป็นการแก้ปัญหาจึงใช้ระบบชลประทานสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ลดปริมาณน้ำที่จะเข้าสู่แม่น้ำท่าจีน นอกจากนี้ยังติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำท่าจีนจุดต่างๆ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วที่สุด ตามข้อสั่งการของนายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน

ด้านสถานการณ์น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำที่ไหลผ่าน จ.นครสวรรค์ ก่อนหน้านี้ ลดลงอย่างต่อเนื่องขณะที่แม่น้ำสะแกกรัง ก็ลดลงเช่นกัน ทำให้ปริมาณที่ไหลลงสู่บริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาลดลงตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน ทยอยลดลง อย่างไรก็ดี ฝนที่ตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง ทำให้มีน้ำท่าไหลหลากลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีนในปริมาณมาก ส่งผลให้ยังคงมีน้ำเอ่อล้นตลิ่งในที่ลุ่มต่ำเป็นแห่งๆ จึงใช้ระบบชลประทานพื้นที่ตอนล่าง เร่งระบายน้ำออกสู่ทะเล ส่วนหนึ่งระบายออกทางแม่น้ำนครนายก และแม่น้ำบางปะกง ส่วนด้านฝั่งตะวันตกจะใช้คลองระบายน้ำต่างๆ ระบายน้ำออกสู่ทะเลเช่นกัน นอกจากนี้ ยังใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ระบายน้ำช่วงน้ำทะเลลดด้วย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดช่วยลดผลกระทบของน้ำในเจ้าพระยา และแม่น้ำท่าจีน

ชลบุรีจัดกอล์ฟ ดึงนักท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613400

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา ต้อนรับ น.ส.เฌอมาลย์สันติวิวัฒนพงศ์, น.ส.ภัทราพรศรีภัทร, น.ส.กันยลักษณ์ ปรีดาสุทธิจิตต์,น.ส.โชติกา ศุภภิญโญ, น.ส.พรรณรายณ์มีสมอรรถ และ น.ส.มนัสชยาซีมากร นักกีฬากอล์ฟ ร่วมถ่ายภาพประชาสัมพันธ์การแข่งขัน ณ หุบเขาไดโนเสาร์ สวนนงนุช พัทยา จ.ชลบุรี ในการแข่งขันกอล์ฟอาชีพสตรีรายการ “เอสเอที-ไทยวีเมนส์ทัวร์ โอเพ่น” หรือ “SAT-TWT OPEN” ROAD TO WORLD RANKING สนามที่ 2 ชิงเงินรางวัลรวม 2.5 ล้านบาทณ สนามฟีนิกซ์ โกลด์ กอล์ฟ แอนด์คันทรี่คลับ พัทยา จ.ชลบุรี ระหว่างวันที่ 3-5 พ.ย. นี้ เพื่อร่วมเดินหน้าโครงการ Pattaya Move On รับเปิดประเทศ ต้อนรับนักท่องเที่ยว กระตุ้นการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในพื้นที่ จ.ชลบุรี

โดยสมาคมกีฬากอล์ฟอาชีพสตรีไทย (THAI WPGA) ได้จัดการแข่งขัน เอสเอที-ไทยวีเมนส์ทัวร์ โอเพ่น” (SAT-TWT OPEN)เป็นการแข่งขันแบบ สโตรกเพลย์ 54 หลุม(วันละ 18 หลุม) โดยสนามที่ 2 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-5 พ.ย.2564มีจำนวนนักกอล์ฟเข้าร่วมแข่งขันไม่เกิน 114 คน หลังจากผ่านไปแล้ว 36 หลุมจะตัดตัวนักกอล์ฟเหลือ 60 คน และเสมอ เพื่อเข้าไปแข่งขันในรอบสุดท้าย ผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัลสูงถึง 367,500 บาท การแข่งขันนี้ จัดขึ้นภายใต้การสนับสนุนจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ,ธนาคารไทยพาณิชย์, บริษัท พี โอเวอร์ ซี สตีลจำกัด (มหาชน) กอล์ฟ ไพร์ดและสนามฟีนิกซ์ โกลด์ กอล์ฟ แอนด์คันทรี่คลับ สวนนงนุช พัทยา ทั้งนี้แฟนกอล์ฟโดยสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของการแข่งขันได้ทาง เฟซบุ๊คTHAI WPGA และเว็บไซต์ http://www.thaiwpga.com

เกษตรฯเดินหน้านโยบายFuture Food #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613397

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) กล่าวภายหลังปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ศักยภาพของไข่น้ำสำหรับเกษตรกรไทยและการส่งออก” ว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ กำหนดนโยบายอาหารแห่งอนาคต (Future Food)เป็นหนึ่งในนโยบายหลักเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับประเทศ ตลอดห่วงโซ่เกษตรและอาหาร เป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคทั่วโลกยุคนิว นอร์มอลจึงร่วมกับสภาอุตสาหกรรมฯ ส่งเสริมพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ คือ ผำหรือ ไข่ผำ หรือไข่น้ำ มีฉายาว่า“คาเวียร์เขียว” โดยสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ 1.การวิจัยและพัฒนาโดยศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม 2.การส่งเสริมการผลิต โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมงฯลฯ 3.การแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างแบรนด์ใน 5 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม และ 4.การตลาดออนไลน์และออฟไลน์ทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย ตั้งเป้าเจาะตลาดมูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6 ล้านล้านบาท

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่ากระทรวงเกษตรฯ เร่งส่งเสริมสนับสนุนโดยร่วมมือกับสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม และสภาอุตสาหกรรมฯภายใต้ 5 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่ม2.อุตสาหกรรมอาหารเสริม 3.อุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอาหารเสริม 4.อุตสาหกรรมยาและยาสัตว์ 5.อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและบำรุงผิว ผำนับเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีอนาคต สามารถสร้างอาชีพใหม่ให้เกษตรกรฝ่าวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ

เกษตรฯผนึกสภาอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนโครงการมุ่งสู่ตลาดโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613396

วันพฤหัสบดี ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ประชุมทางไกลคณะอนุกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับ กรกอ.ภาคเหนือ ซึ่งมีนายทวีกิจ จตุรเจริญคุณ ประธานสภาอุตสาหกรรมฯ ภาคเหนือ และคณะกรรมการภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า ได้พิจารณาขับเคลื่อนหลายโครงการโดยเฉพาะโครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม 2 ล้านไร่ ทั้งเฟส 1-2
ปี 2564-2565 มีสินค้าเป้าหมาย 15 ชนิด นอกจากนี้ยังพิจารณาขับเคลื่อนโครงการ1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรมเกษตรอาหาร โครงการพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออกของกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1(พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ตาก) เช่น โครงการศูนย์พัฒนาผลไม้สดเพื่อการส่งออก โครงการพื้นที่เศรษฐกิจนวัตกรรมอาหารภาคเหนือ

ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือ ตามแนวคิดใหม่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 ว่าด้วยทิศทางการพัฒนาภาคเหนือ
ปี 2566–2570 เน้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สานสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ สุขภาวะดี วิถีชีวิตยั่งยืน

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารภาคเหนือ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานของ กรกอ.ภาคเหนือ ภายใต้
5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปภาคเกษตรโดยได้มอบนโยบายต่อ กรกอ.ภาคเหนือ เพิ่มเติม 6 เรื่อง ได้แก่ 1.Product based เพิ่มลำไยในโครงการเกษตรแม่นยำ 2 ล้านไร่ 2.LogisticsAdvantage เพิ่มแผนงานโลจิสติกส์เชื่อมเหนือเชื่อมโลก เปลี่ยน Land Lock เป็นLand Link ด้วยการระบบการขนส่งต่างๆ ด้วยการขนส่งทางรางเชื่อมด่านเชียงของกับด่านรถไฟโมฮ่านสู่จีน เอเชียตะวันออก เอเชียกลาง ตะวันออกกลาง รัสเซีย และยุโรป โดยใช้ท่าเรือบกคอร์คอสของคาซัคสถานเป็นศูนย์พักและกระจายสินค้าเกษตรของไทยและการขนส่งทางอากาศ ด้วยสนามบินนานาชาติในภาคเหนือ เช่น สนามบินเชียงใหม่ และเชียงราย 3.Sustainable Agroindustryโครงการอุตสาหกรรมสีเขียว (GreenIndustry) ในกรอบเกษตรกรรมยั่งยืน

4.งบประมาณการวิจัยและพัฒนาสินค้าเกษตรโดยการสนับสนุนของสวก.องค์การมหาชนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 5.ระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการลงทุนเกษตรอุตสาหกรรมโดยความร่วมมือของ ธ.ก.ส.และกระทรวงเกษตรฯ และ 6.โครงการ Laboratory ภาคเหนือ ระดับจังหวัดและกลุ่มจังหวัด อย่างไรก็ดี นอกจากการประชุม กรกอ.ภาคเหนือ แล้ว ก็ยังมีการประชุมร่วมกับกรกอ.ภาคตะวันออก อีกด้วย

ชาวนาจำใจหอบข้าวเปลือก เกี่ยวหนีน้ำมาขาย โรงสียันไม่กดราคา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613351

ชาวนาจำใจหอบข้าวเปลือก เกี่ยวหนีน้ำมาขาย โรงสียันไม่กดราคา

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 17.43 น.

ชาวนาที่บุรีรัมย์ ทยอยนำข้าวเปลือกสดที่เกี่ยวหนีน้ำ ไปขายตามโรงสีอย่างต่อเนื่อง แม้จะได้ราคาต่ำเพียง ก.ก.ละ 8-9 บาท  เพราะจำเป็นต้องนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวและเป็นค่าเก็บเกี่ยว วอนรัฐบาลพยุงราคาไม่ให้ต่ำกว่า 15 บาท  ด้านผู้ประกอบการโรงสีแนะชาวนาควรรอให้ข้าวแก่เต็มที่และตากให้แห้งก่อนนำมาขาย  หากซื้อข้าวคุณภาพต่ำโรงสีก็เสี่ยงขาดทุนเพราะส่งออกไม่ได้

บรรยากาศที่ โรงสีสหพัฒนาค้าข้าว ต.สตึก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์  ได้มีชาวนาจากหลายอำเภอ เช่น  อ.สตึก  อ.แคนดง และเขตรอยต่อจาก จ.สุรินทร์ บางส่วน ได้ทยอยนำข้าวเปลือกที่เกี่ยวสด และเกี่ยวหนีน้ำท่วมมาขายอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ช่วงนี้จะได้ราคาต่ำ เพียงกิโลกรัมละ 8-9 บาทก็ตาม แต่ชาวนาก็จำเป็นต้องนำมาขาย เพราะต้องนำเงินไปเป็นค่าเก็บเกี่ยวและใช้จ่ายในครอบครัว  โดยชาวนา บอกว่า หากเป็นไปได้ก็อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือพยุงราคาข้าวไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 15 บาท หรือตันละ 15,000 บาท  เพราะปีนี้ประสบปัญหาหลายอย่าง ทั้งช่วงต้นฤดูที่ประสบปัญหาภัยแล้งต้นข้าวแห้งตาย ต้องลงทุนซื้อเมล็ดพันธุ์มาปลูกทดแทนข้าวที่ตาย รวมถึงค่าปุ๋ยก็ราคาแพงขึ้น แต่พอถึงช่วงที่จะเก็บเกี่ยวกลับมาเจอปัญหาน้ำท่วม ทำให้ไม่ได้ผลผลิตเต็มที่เท่าที่ควร

นางวิริยาภรณ์ สุดคนึง  อายุ 38 ปี ชาวนาบ้านซาด ต.สระบัว อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ บอกว่า ที่ต้องนำข้าวเปลือกมาขายช่วงนี้ เพราะจำเป็นต้องนำเงินไปจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและใช้จ่ายในครอบครัว ก็ยอมรับว่าราคาข้าวที่ได้ค่อนข้าวต่ำไม่คุ้มกับต้นทุน เพราะช่วงต้นฤดูประสบปัญหาภัยแล้งข้าวแห้งตาย ต้องลงทุนซื้อพันธุ์ข้าวใหม่มาปลูกทดแทนข้าวที่ตาย  อีกทั้งค่าไถ  ค่าปุ๋ยก็แพงขึ้น  พอมาถึงตอนเก็บเกี่ยวก็มาเจอปัญหาน้ำท่วมอีก  ทำให้ข้าวบางส่วนแช่น้ำเสียหายได้ผลผลิตไม่เต็มที่ จึงอยากฝากให้รัฐบาลช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นการชดเชยเยียวยาหรือพยุงราคาข้าวให้สูงกว่านี้  เพื่อเป็นการแบ่งภาระและช่วยเหลือชาวนาด้วย        

ด้านนายศุภสิทธิ์  อึ้งพัฒนากิจ เจ้าของโรงสีสหพัฒนาค้าข้าว อ.สตึก กล่าวว่า  ช่วงนี้ซึ่งยังเป็นช่วงต้นฤดู   ก็มีชาวนานำข้าวเปลือกมาขายไม่คึกคักเท่าที่ควรเฉลี่ยวันละประมาณ 100 รายเท่านั้น ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นข้าวที่ชาวนาเกี่ยวหนีน้ำท่วมแล้วนำมาขายสด โดยไม่ได้ตากลดความชื้นเลย  อาจเพราะมีความจำเป็นที่ต้องนำเงินไปใช้จ่าย ซึ่งทางโรงสีก็ยืนยันว่ารับซื้อตามสภาพข้าวและกลไกตลาด ไม่ได้มีการกดราคาแต่อย่างใด  แต่หากเป็นไปได้ก็อยากแนะให้ชาวนารอให้ข้าวแก่สุกเต็มที่  หรือตากให้แห้งก่อนแล้วค่อยนำมาขาย  เพราะจะได้ราคาที่สูงขึ้นกว่านี้ ซึ่งก็จะเป็นผลดีกับตัวชาวนาเอง เพราะจริงแล้วหากเป็นข้าวสดโรงสีส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรับซื้อเพราะไม่มีสถานที่ตาก ทั้งเกรงว่าหากรับซื้อที่เปียกชื้นหรือคุณภาพต่ำไว้  ทางโรงสีก็ต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะประสบปัญหาขาดทุนได้ เพราะหากข้าวที่รับซื้อไว้เสื่อมคุณภาพก็จะไม่สามารถส่งออกได้  

.

009

สกู๊ปพิเศษ : ‘สมเกียรติ กอไพศาล’ นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมทอดกฐินและผ้าป่าสามัคคี ณ วัดวังเย็น จังหวัดนครปฐม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613118

สกู๊ปพิเศษ : ‘สมเกียรติ กอไพศาล’ นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ร่วมทอดกฐินและผ้าป่าสามัคคี ณ วัดวังเย็น จังหวัดนครปฐม

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ที่วัดวังเย็น อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม คุณแม่สายใจ กอไพศาล ประธานองค์กฐิน พร้อมบุตรชาย นายสมเกียรติ กอไพศาล ประธานคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครอบครัวกอไพศาล พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อาทิ นายประยูร อินสกุล รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรนายวิศิษฏ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม นายพีรพันธ์ คอทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายชาตรี บุญนาค ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองอธิบดีหลายกรม

รวมถึงคณะเพื่อนนายสมเกียรติ จาก ปปร. รุ่นที่ 24ได้ร่วมทอดกฐินและผ้าป่าสามัคคี ประจำปี 2564 เพื่อจัดสร้างฌาปนสถาน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นมากกว่า 9 ล้านบาท

อนึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้เกียรติเป็นประธานที่ปรึกษาของงานดังกล่าว

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (2) ‘ปรับตัว’ทั้งรอดวิกฤต-เพิ่มโอกาส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/613120

ถึงเวลาพลิกโฉมเกษตรไทย (2)  ‘ปรับตัว’ทั้งรอดวิกฤต-เพิ่มโอกาส

วันพุธ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ยังคงอยู่ที่งานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change : เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” จัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งในตอนที่แล้วกล่าวถึงสารพัดความท้าทายของภาคเกษตรไทย ส่วนในตอนนี้ จะมีตัวอย่างของคนภาคเกษตรที่ปรับตัวใช้เทคโนโลยีสร้างมูลค่า แม้กระทั่งสามารถตั้งเป้าหมายรุกตลาดต่างประเทศได้

ผกากาญจน์ ภู่พุดตาล กรรมการ บริษัท ผกากาญจน์ จำกัด เล่าว่า เป็นชาว จ.พระนครศรีอยุธยา เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นชาวนา และได้เห็นกระทั่งรุ่นปู่ย่าตายายเลี้ยงควายที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นคือการทำเกษตรโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ปลูกข้าวก็ปลูกเพื่อขายโรงสีอย่างเดียว ไม่มีการรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร ไม่เคยขายระหว่างชุมชน แม้แต่การสีข้าวเก็บไว้รับประทานเองก็ไม่อยู่ในความคิดมาก่อน

“เรามาคิดว่าต่อไปพ่อแม่จะอยู่อย่างไร เพราะภาคเกษตรมีแต่ผู้สูงวัย ก็เลยกลับมาเริ่มต้นทำธุรกิจข้าว มองสิ่งที่อยู่ในบ้านเราก่อนว่าแถวบ้านเราเขาปลูกอะไร แล้วของเราเป็นตัวหลักคือข้าวก็ใช้วิธีตรงนี้ทำการเกษตร แต่ทำเกษตรของเราคือเราเป็นเกษตรกร เป็นคนที่พ่อแม่ส่งมาเรียนแล้วมีความรู้ เราไปที่เว็บไซต์ของกรมการข้าว แล้วเดินเข้าไปในห้างว่าเขาต้องการอะไร เขาต้องการอะไรที่เป็นตัวการันตีเรา” ผกากาญจน์ เล่าถึงจุดเริ่มต้น

เมื่อรู้ว่าการผลิตสินค้าสำหรับจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าจำเป็นต้องได้มาตรฐาน ก็เริ่มดำเนินการปรับปรุงการผลิตเพื่อให้ได้รับการรับรอง เช่น มาตรฐานหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี(GAP) โดยหาความรู้ผ่านทางสำนักงานเกษตรอำเภอขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เริ่มหาความรู้ด้านการตลาดออนไลน์ เช่น การสร้างคุณค่าเชิงเรื่องราว (Story Telling) ซึ่งประเทศญี่ปุ่นและจีนมีองค์ความรู้ด้านนี้ พร้อมไปกับการผลักดันให้พ่อแม่หันมาทำเกษตรอินทรีย์

จากการเริ่มต้นที่บ้าน ผกากาญจน์ เริ่มหาแนวร่วมเป็นเครือข่าย เช่น โรงสีชุมชน กลุ่มเพื่อนเกษตรอัจฉริยะรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) รวบรวมผลผลิตบรรจุและกระจายสินค้าไปทั่วประเทศ “สิ่งสำคัญอยู่ที่การสร้างตัวตนให้น่าเชื่อถือและผู้พบเห็นรู้สึกประทับใจ” อีกทั้งต้องทำให้แบรนด์ติดอยู่บนหน้าแรกของการค้นหาในทุกๆ เว็บไซต์ ซึ่งต้องยอมรับว่าหากย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน การแข่งขันด้านสินค้าเกษตรบนพื้นที่ออนไลน์ยังไม่สูงมากเท่าปัจจุบัน

“ถามว่าเราจะอยู่อย่างไรในภาวะเศรษฐกิจที่มีการแข่งขันด้วยการตัดราคาเป็นอันดับหนึ่งเลยในภาคเกษตร เข้ามาถึงคุณถูกตัดราคาเลย อันที่สองเมื่อเราต้องยกระดับผลผลิต เพราะคนที่เข้ามาตัดราคาเราคือคนที่ใช้ผลผลิตทางการเกษตรที่ไม่มีคุณภาพ แล้วอาศัยขายเพื่อยั่วใจกับเกษตรกรหรือผู้บริโภคที่เขาต้องการซื้อแต่ของถูกอย่างเดียว เราก็ยกระดับตัวเราขึ้นมา” ผกากาญจน์ ระบุ

ผลที่ได้จากการปรับตัวต้องบอกว่า “คุ้มค่า” เห็นได้จากวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 แทบไม่มีผลกระทบ ตรงกันข้ามต้องบอกว่า “วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาส” เพราะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ระลอกแรก ยอดขายเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้านั้นถึงร้อยละ 30 ซึ่งหลักๆ มาจากช่องทางออนไลน์เพราะคนไม่ค่อยออกจากบ้าน และต่อมาเมื่อเริ่มมีการคลายมาตรการล็อกดาวน์ พบว่าคนเริ่มกลับไปเดินห้างฯ มากขึ้น ผลจากการทำการตลาดออนไลน์ก็ยังช่วยให้ยอดขายสินค้าในห้างฯ เพิ่มขึ้นด้วย

แม้กระทั่งปัญหาจากสภาพอากาศ เช่น ปัจจุบันที่บ้านเจอน้ำท่วมไม่สามารถปลูกข้าวหรือแม้แต่ผักได้ แต่ด้วยความที่เคยไปร่วมสัมมนาหลายงาน ทำให้มีเครือข่ายเกษตรกรอยู่ในหลายจังหวัด จึงใช้วิธีพูดคุยกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ไม่ถูกน้ำท่วม เพื่อจัดหาผลผลิตมาขายได้ “เครือข่ายมีความสำคัญเพราะเกษตรกรไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว” ซึ่งเกษตรกรต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ ยกระดับขึ้นมา

ด้าน สมิต ทวีเลิศนิธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิธิฟู้ดส์ จำกัด กล่าวว่า นิธิฟู้ดส์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ซึ่งธุรกิจในรุ่นพ่อแม่นั้นเป็นการทำลำไยอบแห้ง และรับหอมหัวใหญ่จากเกษตรกรในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มากระจายสู่ตลาด โดยการทำลำไยอบแห้งนั้นเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในสมัยนั้นเพราะสามารถเก็บได้นานขึ้น แต่ก็สังเกตเห็นว่า ใน 1 ปี จะมีการอบลำไยเพียง 1 เดือนเท่านั้น ส่วนอีก 11 เดือนเตาจะว่าง จึงเริ่มนำสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น กระเทียม พริกไทย มาแปรรูปด้วยการอบแห้งบ้าง ก็พบว่าสามารถขายสินค้าตามความต้องการที่ซับซ้อนสูงขึ้น

จากประสบการณ์ 12 ปีในการเข้ามาช่วยงานในบริษัท พบว่า “นับวันสินค้าเกษตรพื้นฐานจะแข่งขันได้น้อยลงเรื่อยๆ การเพิ่มมูลค่าจึงสำคัญมาก” เช่น เครื่องเทศนำไปทำเครื่องปรุงรสพร้อมใช้ อาทิ ผงปรุงรสรสต้มยำ รสลาบ รสแกงเขียวหวานฯลฯ เริ่มทำแบรนด์เล็กๆ เริ่มมีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ในบริษัทก็จะเริ่มมีวิศวกร มีนักวิทยาศาสตร์อาหาร

“ในช่วงค่าแรง 300 บาท เราเริ่มตกใจเลยว่า ถ้าโรงงานเรามีคนแล้วต้องใช้แรงงานเข้มข้น เป็นภาคเกษตรแล้วค่าแรงมันเพิ่มขึ้น ต้นทุนค่าแรงเราสมมุติจาก 15% เป็น 30% เราอาจจะแข่งขันไม่ได้เลย เผอิญเครื่องเทศเป็นสัดส่วนแรงงานต่อสินค้ามันยังไม่เยอะมาก ก็คิดว่ายังพออยู่ได้ แต่เรากลัวว่าถ้าใช้แรงงานเข้มข้นแล้วเจอสภาพนี้อีกเราคงไปไม่ไหว ผมก็พยายามใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมา ได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศ องค์กรต่างชาติเขาไม่ได้พึ่งพิงแรงงานเข้มข้น เขาใช้ฐานความรู้ ฐานความคิดสร้างสรรค์” สมิต กล่าว

เมื่อองค์กรมีองค์ความรู้และทีมวิจัยมากขึ้น ประกอบกับพบว่า “ปัจจุบันผู้คนมีแนวโน้มสนใจดูแลสุขภาพมากขึ้น หนึ่งในแนวทางเหล่านั้นคือการลดการบริโภคเนื้อสัตว์” ไปจนถึงการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ (มังสวิรัติ-Vegan) แต่วิถีมังสวิรัติแบบเดิมนั้นยุ่งยากมาก จึงเกิดคำถามว่า “มังสวิรัติกับความสุขในการรับประทานอาหารจะไปด้วยกันได้หรือไม่?” จนได้รับรู้เรื่องของ “เนื้อสัตว์จากพืช (Plant Base)” ที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศ

ซึ่งเนื้อสัตว์จากพืชนั้นมีรสชาติและหน้าตาเหมือนเนื้อสัตว์จริงๆ จึงชวนทีมวิจัยในบริษัทมาทดลองทำดู ด้วยเชื่อว่าหากผลิตในประเทศไทยได้ ราคาย่อมถูกกว่านำเข้าจากต่างประเทศซึ่งการลดการรับประทานเนื้อสัตว์นอกจากจะดีต่อสุขภาพ โดยมีผลการศึกษาที่พบอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคมะเร็งกับโรคหัวใจ สัมพันธ์กับการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยลดมลพิษในสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับการเลี้ยงปศุสัตว์ด้วย

“ที่ จ.เชียงใหม่ เรามีเรื่องของฝุ่นควัน เดือนธันวาคมถึงมีนาคมทุกปี ประมาณ 8-9 ปีที่ผ่านมา เรามีฝุ่นควัน PM2.5 400 กว่าซึ่งมันเยอะมาก ทุกคนสูดหายใจอากาศเดียวกันที่ จ.เชียงใหม่ เราพบว่าส่วนหนึ่งมันเกิดจากเกษตรกรเผาพื้นที่เพาะปลูกอาหารสัตว์ ส่งผลต่อมลภาวะทางอากาศ แล้วเราก็ยังบอกคนในเมืองว่าเกษตรกรห้ามเผาสิ แต่คนในมืองเราก็ยังบริโภคเนื้อสัตว์เยอะซึ่งก็เป็น Demand (ความต้องการ) ของอาหารสัตว์ เราจะให้เขาเปลี่ยนไปแล้วทางเลือกที่เป็น Demand มันไม่มีก็รู้สึกว่ามันยาก และทาง Demand ก็แพงด้วย ฉะนั้นถ้าเราวิจัยและผลิตได้ด้วยในประเทศไทย ทำสิ่งที่คนไทยอยากกินในราคาไม่แพงมาก จะเกิดอะไรขึ้น” สมิต ระบุ

ปัจจุบัน Plant Base ที่บริษัททำนั้น เป็นการทำเนื้อสัตว์จากพืชที่ผสมโปรตีน ตามกระแสลดคาร์โบไฮเดรตแต่ต้องการโปรตีนเพราะกลัวอ้วน ผลที่ทำได้คือเนื้อสัตว์จากพืชนั้นแคลอรี่และไขมันน้อยกว่าเนื้อหมูบด ในขณะที่โปรตีนมีปริมาณใกล้เคียงกัน ส่วนธาตุเหล็กและแคลเซียมนั้นสูงกว่าเนื้อหมูบด นวัตกรรมทำให้เห็นว่าโปรตีนไม่จำเป็นต้องมาจากเนื้อ นมและไข่เท่านั้น

ส่วนการสร้างแบรนด์นั้นต้องขอบคุณ SPACE F โครงการโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ร่วมกับบริษัทไทยยูเนี่ยน และมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2562 ส่งเสริมสตาร์ทอัพด้านธุรกิจอาหาร ได้ตั้งแบรนด์เนื้อสัตว์จากพืชที่ผลิตว่า Let’s Plant Meat ซึ่งที่ใช้ชื่อภาษาอังกฤษเพราะอยากเห็นสินค้าไปจำหน่ายทั่วโลก และระยะหลังๆ ก็ผลิตออกมาให้หลากหลายขึ้น เช่น ลูกชิ้น ทงคัตสึ ปัจจุบันส่งออกไปแล้วประมาณ 3-4 ประเทศ

สมิต ทิ้งท้ายถึงคนในภาคเกษตรว่า “ให้ความสำคัญกับการบันทึก” โดยเทียบกับภาคอุตสาหกรรมที่จะมีการทำบันทึกสะสมไว้เมื่อมีการขอตรวจสอบมาตรฐาน ซึ่งมีผลต่อภาพลักษณ์ของเกษตรกรในภาพรวม เพราะการส่งออกผลผลิต การที่มีเกษตรกรบางรายผลิตสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ผลเสียก็จะตกอยู่กับเกษตรกรทั้งหมดที่พลอยไม่ได้รับความเชื่อมั่นไปด้วย จึงอยากให้บันทึก เช่น ใช้สารกำจัดศัตรูพืชวันไหน ปริมาณเท่าไร บันทึกการเพาะปลูกเข้า-ออกวันไหน ต้นทุน-กำไรเป็นอย่างไร เป็นต้น

“ผมพูดเรื่องเกษตรบันทึก พืชเรามีเป็นพันอย่าง จะให้เกษตรกรมานั่งบันทึกเองว่าจะต้องกรอกอะไรบ้าง มันเป็นเรื่องยากมาก ถ้าสถาบันการศึกษาสามารถช่วยทำเป็นแบบ PDF ให้ดาวน์โหลด ปรินท์ออกมาแล้วเข้าไปจดเอา เพราะว่าไม่อยากให้ทุกคนต้องไปสร้างล้อกันเองใหม่ ผมว่าเรามีความรู้ความเข้าใจ เพราะจะให้ทุกคนไปนั่ง บอกว่าปลูกกระเจี๊ยบเขียวต้องบันทึกอะไรบ้าง ทำอะไรบ้าง ผมเห็นเรื่องของเกษตรอาสาหลายอย่าง ผมว่าเรื่องนี้สามารถใช้การ Distribute Form (จำหน่ายแบบฟอร์ม) ผ่านออนไลน์ได้เลย แล้วเข้าไปคุยไปทำตรงนี้”สมิต กล่าวในที่สุด

ร.10พระราชทาน เงินช่วยเหลือรร. จัดตั้งรพ.สนาม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612876

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธัชกร หัตถาธยากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีรับมอบเงินพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ให้แก่สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ปรับสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม หรือสถานที่กักตัวหรือศูนย์พักคอย สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี นายกฤษ ละมูลมอญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1-4 ผู้บริหารสถานศึกษา, คณะครู, เจ้าหน้าที่, บุคลากรทางการศึกษา สพม.บุรีรัมย์ และ สพป.บุรีรัมย์ เขต 1-4 ร่วมรับมอบ ที่ห้องประชุมทิวสน โรงเรียนบุรีรัมย์พิทยาคม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์                   

ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานเงินส่วนพระองค์ เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2564 เพื่อให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ปรับสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม สถานที่กักตัว หรือศูนย์พักคอยให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว เมื่อมีการส่งคืนพื้นที่และอาคารสถานที่ให้แก่สถานศึกษา สถานศึกษาแต่ละแห่งอาจมีภาระต้องชำระค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายซ่อมแซม ปรับปรุงอาคารให้คืนสู่สภาพเดิม เพื่อจัดการเรียนการสอน

โดยในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดจำนวน 5 เขตพื้นที่ได้รับการจัดสรรเงินพระราชทาน จำนวน 65 โรงเรียน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,653,720 บาท

‘ศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ’ติวจนท.รองรับเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/612873

วันอังคาร ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางนิภาวรรณ ใยบัวเทศ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพเป็นประธานเปิดการอบรมและมอบเกียรติบัตรแก่ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรเรื่อง “บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อระบบตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์” ซึ่งจัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากรสำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ โดย นายประสิทธิ์ ดีจงเจริญ ผอ.ศูนย์เอกซเรย์ฯ นายจรัญวัฒน์ใยนิรัตน์ หน.ฝ่ายฯ 1 น.ส.กรกช เทียนส่องแสงหน.ฝ่ายฯ 2 ร่วมกับส่วนเทคโนโลยีการควบคุมทางศุลกากร ศูนย์ประมวลข้อมูลการข่าวทางศุลกากร โดยนายศักรินทร์บวรรุ่งสิริกุล ผอ.ส่วนเทคโนโลยีฯ

นายประสิทธิ์เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ นายพชรอนันตศิลป์ อธิบดีกรมศุลกากร นายกิตติสุทธิสัมพันธ์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี นายพงศ์เทพ บัวทรัพย์ผู้อำนวยการกองสืบสวนและปราบปราม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มศักยภาพในการตรวจสอบตู้สินค้าด้วยเครื่องเอกซเรย์ เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลังรัฐบาลเปิดประเทศอันเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการนำเข้าส่งออก ควบคู่ไปกับการควบคุมทางศุลกากรและการปกป้องสังคมอย่างเต็มประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชนที่มาใช้บริการ