อำเภอเบตงจัดกิจกรรมจิตอาสา น้อมรำลึกในหลวงรัชกาลที่ 9 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608644

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา นายอำเภอเบตง นางมุกดา ยังอภัย ณ สงขลา นายกกิ่งกาชาด อำเภอเบตง นายสกุล เล็งลัคน์กุล นายกเทศมนตรีเมืองเบตง พร้อมคณะผู้บริหาร และสมาชิกสภาเทศบาลได้เดินทางมาบ้านนายทวีป ลาแซ อายุ 59 ปี ซึ่งอำเภอเบตง  ร่วมกับ เทศบาลเมืองเบตง ได้จัดกิจกรรมปรับปรุงซ่อมแซมพร้อมจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทำห้องน้ำเพื่อมอบให้กับผู้ยากไร้เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตรัชกาลที่ 9

นายเอก ยังอภัย ณ สงขลาเปิดเผยว่า ทางอำเภอเบตง ได้คัดเลือกประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ด้อยโอกาส แต่มีความขยันในการประกอบสัมมาชีพ แต่ขาดการช่วยเหลือจากทางภาครัฐไม่มีที่อยู่อาศัยและห้องน้ำที่มีสภาพที่ไม่ถูกลักษณะและให้ดำเนินการสร้างหรือปรับปรุงซ่อมแซมพร้อมจัดหาวัสดุอุปกรณ์ให้เป็นไปอย่างประหยัดคุ้มค่าและใช้แรงงานจากชุมชนและการร่วมแรงร่วมใจของ กำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และประชาชนในพื้นที่เป็นหลักเพื่อความสมานฉันท์สามัคคีในชุมชน ณ บ้านเลขที่ 50/1 ถนนกาแป๊ะกอตอ 1 ต.เบตง อ.เบตง จ.ยะลา และได้เดินทางไปบ้านนายศักดาเดช ลาแซ อายุ 36 ปี และนางสาวฟาตีเมาะ อาบู อายุ 34 ปี เพื่อเยี่ยมเยียนให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนางสาวฟาตีเมาะ โดนคนร้ายลอบยิงเข้าที่บริเวณต้นขาทะลุ ตัดเส้นประสาท ขณะขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงานในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เมื่อ ปี 2552 ที่ผ่านมาและได้ย้ายมาอยู่บ้านสามีที่อำเภอเบตง เพื่อรักษาอาการ ขาไม่มีแรง และต้องให้สามีคอยช่วยเหลือในการไปไหนมาไหน ทางอำเภอเบตง จึงได้มอบเครื่องอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นกำลังใจในการต่อสู้ชีวิตต่อไปและได้เดินทางไปมอบแท็งก์น้ำขนาด 3.000 ลิตรให้กับโรงเรียนเบตงจูเนียร์คอลีฟะศึกษา ในพื้นที่ ต.ธารน้ำทิพย์ เพื่อให้เด็กเล็กในโรงเรียนได้ดื่มน้ำสะอาด

อธิบดีฝนหลวงฯย้ำชัด เติมให้พื้นที่มีปริมาณน้ำน้อย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608648

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสำเริง แสงภู่วงค์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวถึงการประเมินผลการปฏิบัติการฝนหลวง จากสถานการณ์ที่หลายพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ว่าปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยังคงมีปริมาณน้ำน้อยอยู่ และการปฏิบัติการฝนหลวงช่วงนี้จะเน้นขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำต้นทุนให้กับพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนและแหล่งน้ำในบริเวณดังกล่าว หลีกเลี่ยงบริเวณพื้นที่เสี่ยงและพื้นที่ประสบปัญหาอุทกภัย ซึ่งการปฏิบัติการฝนหลวงได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่บูรณาการเรื่องน้ำได้แก่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติกรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่ดูแลในเรื่องของเขื่อน อ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่

นายสำเริงกล่าวอีกว่า ขณะนี้หลายๆ เขื่อนยังมีความกังวลถึงปริมาณต้นทุนของน้ำในเขื่อน สำหรับช่วงฤดูแล้งที่จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เนื่องจากมีปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนหลักๆ ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ น้อยกว่าปีที่ผ่านมา โดยทางกรมฝนหลวงฯ ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วางแผนการปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนก่อนหมดฤดูฝน ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อให้มีน้ำในเขื่อนไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

ส่วนผลการตรวจสภาพอากาศจากสถานีเรดาร์ฝนหลวงทั่วประเทศ พบว่าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่ สามารถขึ้นบินปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วคอหมาเขื่อนกิ่วลม รวมถึงอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กใน จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ ส่วนหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงอื่นๆ ขอติดตามสภาพอากาศก่อน หากเข้าเงื่อนไขก็พร้อมขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง

กมธ.ถกปัญหาปาล์มน้ำมัน หวั่นราคาตกกระทบเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608645

วันพฤหัสบดี ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสาคร เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ และน.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการบริหารจัดการปาล์มน้ำมันอย่างเป็นระบบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงกรณีการปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซลน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 6% โดยนายสาคร กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้ปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซลน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว ให้มีสัดส่วนจาก บี 10 และบี 7 เหลือสัดส่วนเดียว คือบี 6 ตั้งแต่วันที่ 17-31 ตุลาคมนี้ เพื่อที่จะลดน้ำมันฐานให้การผสมเหลือ 6% เพื่อที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้ามาช่วยเหลือราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร

นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้ลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ จากปัจจุบันที่เก็บจากบี 7 จำนวน 1 บาท เพื่อเข้ากองทุนน้ำมันฯ เหลือ 1 สตางค์ รวมถึงลดค่าการตลาดของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา จากเดิมมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 1.80 บาท หรือ 1.40 บาท หรือลดลง 40 สตางค์ เห็นว่าเป็นความต้องการของกลุ่มผู้ค้าน้ำมันบางส่วน ที่ต้องการยกระดับน้ำมันดีเซลให้สูงกว่าลิตรละ 30 บาท ซึ่งจะก่อให้เกิดขบวนการเขมือบเงินกองทุนน้ำมัน และเป็นผลร้ายต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม เพราะปาล์มกำลังมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเข้ามาดูแลในส่วนนี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อระบบโดยรวม

ด้าน น.ส.พิมพ์รพีกล่าวว่า การปรับลดสัดส่วนไบโอดีเซลน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งประเทศไทยผลิตปาล์มน้ำมันปีละ 3 ล้านตัน การยกเลิก บี 10และ บี 7 จะทำให้การใช้น้ำมันปาล์มลดลงส่งผลให้ราคาปาล์มตกอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมารายได้หลักของเกษตรกรภาคใต้คือ ปาล์มน้ำมัน จึงขอให้รัฐบาลยับยั้งการใช้น้ำมันบี 6 เพียงสัดส่วนเดียว

น.ส.พิมพ์รพีกล่าวต่อว่า คณะกมธ.ฯ ยังไม่เห็นด้วยกับผลการศึกษาโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม ตามที่กรมการค้าภายในได้ทำสัญญาว่าจ้างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้ศึกษาโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม โดยคณะกมธ.ฯ มีเหตุผลสนับสนุนข้อชี้แจง ดังนี้ 1.ตัวแทนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะอนุกรรมการพิจารณาโครงสร้างราคาผลปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์ม ก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับสูตรโครงสร้างดังกล่าว รวมถึงการพิจารณาโดยเร่งรัดของกรมการค้าภายใน ทำให้เกษตรกรไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบข้อมูลก่อน 2.มีต้นทุนการผลิตในโรงงานที่สูงเกินกว่าปกติ และ
3.ปัจจัยที่นำไปใช้ในการสร้างสูตรการคำนวณโครงสร้างราคาไม่มีความยืดหยุ่น และไม่สะท้อนราคาของตลาดโลก คณะกมธ.ฯจึงเสนอให้ทำการวิจัยอีกครั้ง

เช็คที่นี่! กรมชลฯเปิดรายชื่อจังหวัดเสี่ยง เตรียมรับมือพายุ’คมปาซุ’13-14ตุลาฯ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608579

เช็คที่นี่! กรมชลฯเปิดรายชื่อจังหวัดเสี่ยง เตรียมรับมือพายุ'คมปาซุ'13-14ตุลาฯ

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.54 น.

กรมชลประทาน เฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำหลาก ดินถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง หลังพายุโซนร้อน “คมปาซุ” เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2564 นี้

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องพายุโซนร้อนกำลังแรง “คมปาซุ” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ในช่วงวันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2564 จะอ่อนกำลังลง และทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง ประกอบกับในช่วงวันที่ 12 – 16 ตุลาคม 2564 ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรง ทำให้ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ นั้น

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ได้ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำจากฝนคาดการณ์ (ONE MAP) แล้วพบว่า มีพื้นที่เสี่ยงเฝ้าระวังระดับน้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในช่วงวันที่ 13 – 20 ตุลาคม 2564 ดังนี้
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณ แม่น้ำมูล ได้แก่
– จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอประโคนชัย อำเภอสตึก และอำเภอคูเมือง
– จังหวัดสุรินทร์ อำเภอชุมพลบุรี และอำเภอท่าตูม
– จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอเมืองศรีสะเกษ และอำเภอราษีไศล
ภาคกลาง บริเวณ แม่น้ำป่าสัก ได้แก่
– จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อำเภอท่าเรือ
– จังหวัดสระบุรี อำเภอเมืองสระบุรี
แม่น้ำลพบุรี ได้แก่
– จังหวัดลพบุรี อำเภอเมืองลพบุรี
แม่น้ำท่าจีน ได้แก่
– จังหวัดสุพรรณบุรี อำเภอสองพี่น้อง

ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด
ภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี ภาคใต้ จังหวัดระนอง และพังงา
และเฝ้าระวังระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เสี่ยงน้ำล้น กระทบบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างฯ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จังหวัดนครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสกลนคร
ภาคตะวันออก ที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
ภาคกลาง ที่จังหวัดนครสวรรค์ ลพบุรี และสระบุรี
ภาคตะวันตก จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และเพชรบุรี

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำที่เพิ่มขึ้น จึงได้สั่งการโครงการชลประทานในพื้นที่เสี่ยง ให้เฝ้าระวังและติดตามสภาพอากาศรวมทั้งสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำในแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 หรือเกณฑ์ควบคุมสูงสุด (Upper Rule Curve) ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ พิจารณาปรับการระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้น และเร่งระบายน้ำในลำน้ำ แม่น้ำ รวมทั้งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิงหน่วงน้ำและรองรับน้ำหลาก ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของอาคารชลประทานให้พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อให้การระบายน้ำทำได้ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ รวมถึงความพร้อมของระบบสื่อสารสำรอง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยได้ทันที ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ทำการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนถึงสถานการณ์น้ำ ล่วงหน้า ให้ประชาชนได้รับรู้รับทราบอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์

ปศุสัตว์ยโสธร ช่วยเกษตรกรน้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608462

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ชาติชาย ยิ้มเครือ ปศุสัตว์ จ.ยโสธร พร้อมด้วย นายดำรงศักดิ์ หงษ์ทะนี ผอ.ศูนย์วิจัยและ พัฒนาอาหารสัตว์ยโสธร นายสมศักดิ์ ธรรมบุตร ปศุสัตว์อ.เมืองยโสธร นายศักดิ์สิทธิ์ ผกาหวล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 10 และนายสำภาส เนาวราช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 12 ลงพื้นที่ศาลาคุ้มดงรัก บ้านแจ้งน้อย ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร จัดตั้งคลังเสบียงหญ้าอาหารสัตว์ประจำตำบล เป็นหญ้าแพงโกลาแห้ง 200 ฟ่อน หรือ 4,000 กิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ ในพื้นที่ ต.ค้อเหนือ อ.เมือง จ.ยโสธร ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำชี เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย มีเกษตรกร 30 ราย เลี้ยงโค กระบือ ประมาณ 130 ตัว ได้นำหญ้าแห้งไปเลี้ยงสัตว์บรรเทาความเดือดร้อนหากเกิดสถานการณ์อุทกภัย

นอกจากนี้ปศุสัตว์จังหวัด ได้จัดตั้งคลังเสบียงอาหารสัตว์ไว้ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านสะแนน หมู่ 2 ต.ขุมเงิน อ.เมือง จ.ยโสธร 400 ฟ่อนหรือ 8,000 กิโลกรัม และที่ศาลาอเนกประสงค์บ้านเชียงเพ็ง หมู่ 1 ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว 200 ฟ่อน หรือ 4,000 กิโลกรัม รวมทั้งเตรียมเสบียงหญ้าอาหารสัตว์สำรองไว้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ยโสธร พร้อมสนับสนุนเพิ่มเติมอีก 1,880 ฟ่อน หรือ 37,600 กิโลกรัม ถุงยังชีพสำหรับสัตว์ 100 ชุด โดยปศุสัตว์อำเภอทุกแห่ง ได้เตรียมจุดอพยพสัตว์ไว้ 31 แห่ง รวมเนื้อที่ 3,552 ไร่ในพื้นที่ 29 ตำบล 44 หมู่บ้าน รองรับโค กระบือ ได้ 41,350 ตัวเตรียมหน่วยปศุสัตว์เคลื่อนที่พร้อมเวชภัณฑ์ เพื่อดูแลสุขภาพโค กระบือ10 หน่วย

ทั้งนี้ ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกรายให้ติดตามสถานการณ์น้ำ จากข่าวสารของหน่วยงานทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากเกษตรกรประสบอุทกภัยสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้จากปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ได้ทันที

กลุ่มแปลงใหญ่แพะฯ รุกสานต่อเจตนารมณ์ ส่งมอบผู้ด้อยโอกาส ช่วยให้มีงาน-รายได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608463

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายธนยศ นงบาง หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศการปศุสัตว์สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดชัยนาทพร้อมด้วยปศุสัตว์ อ.สรรคบุรี น.ส.รัชดานุ่มหอม ประธานกลุ่มแปลงใหญ่แพะเนื้อเมืองสรรค์ และสมาชิก นำแม่พันธุ์แพะ 5 ตัว มามอบให้กับ นายป๊อก เจียมพลับอายุ 66 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ 11 ต.บางขุด อ.สรรคบุรี จ.ชัยนาท ซึ่งเป็นอดีตขอทาน ซึ่ง น.ส.วันเพ็ญ ขำสมอายุ 54 ปี เจ้าของบ้านดังกล่าวอุปการะแต่ประสบปัญหาด้านความเป็นอยู่ ขาดรายได้จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

น.ส.รัชดา เปิดเผยว่า การมอบแพะช่วยเหลือนายป๊อก ในครั้งนี้ เป็นไปตามโครงการ “เพื่อนช่วยเพื่อน” สานต่อเจตนารมณ์ของหมอพยับ บุญปลูก อดีตปศุสัตว์ อ.สรรคบุรี ซึ่งได้ตั้งไว้ก่อนจะเสียชีวิต ที่กลุ่มแปลงใหญ่แพะเนื้อเมืองสรรค์ โดยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะนำแพะไปมอบให้กับผู้ด้อยโอกาสที่สนใจจะเลี้ยงแต่ไม่มีทุน จึงร่วมกันสานต่อโครงการนี้ของ อ.สรรคบุรี โดยดำเนินการไปแล้ว 1 รุ่น

“พอดีว่านายป๊อก ต้องการเลี้ยงแพะซึ่งได้รับการประสานผ่านมาทางสำนักงานปศุสัตว์ จ.ชัยนาท กลุ่มแปลงใหญ่แพะเนื้อเมืองสรรค์ จึงจัดหาแพะมาให้ โดยมีการทำสัญญากันในการคืนลูกตัวเมีย ให้กับทางกลุ่มแปลงใหญ่ฯในปีที่ 2 เท่ากับจำนวนแม่แพะที่จัดหามาให้ เพื่อจะได้เป็นธนาคารแพะของกลุ่มแปลงใหญ่ ในการนำไปส่งต่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือขาดแคลนทุนทรัพย์ต่อไป สำหรับแพะ 5 ตัว ที่นำมาให้รวมมูลค่ากว่า 20,000 บาท” น.ส.รัชดา กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ‘ซูเปอร์บั๊ก’มหันตภัยร้ายด้านสุขภาพจากฟาร์มสัตว์สู่คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608467

สกู๊ปพิเศษ : ‘ซูเปอร์บั๊ก’มหันตภัยร้ายด้านสุขภาพจากฟาร์มสัตว์สู่คน

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

โรคที่เมื่อเป็นแล้ว ยาที่มีอยู่รักษาไม่ได้ จนอาการป่วยแค่เล็กน้อยลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งถ้ากินยาที่รักษาได้ผล อาการเหล่านี้จะดีขึ้นและหายได้ในแค่ไม่กี่วัน โดยไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

นี่คือความหมายของ “เชื้อดื้อยา” หรือ “ซูเปอร์บั๊ก”

ถ้ายังจำกันได้ ตัวอย่างที่ชัดเจน กรณีผู้ว่าฯสมุทรสาคร ที่ติดเชื้อโควิด-19 ทีมแพทย์ได้ออกมาแถลงข่าวถึงสาเหตุ
ที่ทำให้ผู้ว่าฯ วีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี อาการทรุดหนัก ยังถอดเครื่องช่วยหายใจไม่ได้ทั้งที่ให้ยากำจัดเชื้อโควิด-19 ไปจนหมดสิ้นแล้ว ก็เพราะเกิดการติดเชื้อดื้อยาในปอด แพทย์ต้องให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มอีก 1-2 ตัว เวลาที่พบเชื้อดื้อยา แพทย์ต้องเปลี่ยนยาปฏิชีวนะไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอยาที่เจ้าซูเปอร์บั๊กสยบยอม นั่นหมายถึงการรักษาที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตมากขึ้น

ในแต่ละปี “เชื้อดื้อยา” หรือ Superbug ทำให้คนไทยเสียชีวิตราว 38,000 คน ถือว่าพิษภัยไม่ด้อยไปกว่าโควิด-19 ยาที่ใช้รักษาเชื้อดื้อยาคิดเป็นมูลค่า 2,539-6,084 ล้านบาท นั่นหมายถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท หรือ
ร้อยละ 0.6 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า เชื้อดื้อยามาจากฟาร์มสัตว์ได้ด้วย

ซูเปอร์บั๊ก ปะทะ โควิด-19 วิกฤต x 2

เชื้อดื้อยา เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ถูกต้อง ทำให้เชื้อแบคทีเรียพัฒนาตัวเองจนคงทนต่อยา ปัญหาเชื้อดื้อยาในฟาร์มสัตว์สาเหตุสำคัญ เช่น ใช้ยาไม่ตรงโรค ใช้ผิดขนาดผิดช่วงเวลา ไม่หยุดยาตามกำหนด พอใช้ผิดวิธีก็ไม่ได้ผล จึงต้องเพิ่มขนาดยา หรือเปลี่ยนเป็นยาที่แรงขึ้น หมูในฟาร์มยังได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันโรคที่เกิดจากการเลี้ยงแบบไร้สวัสดิภาพ เช่น คอกแคบ การตัดตอนอวัยวะ การหย่านมเร็วเกินไป การใช้สายพันธุ์ที่ตัดแต่งให้ตัวใหญ่และโตไวผิดธรรมชาติ เหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของสัตว์ ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่ายฟาร์มจึงใช้ยาปฏิชีวนะจำนวนมหาศาล

คนเลี้ยงยังเข้าใจว่ายาปฏิชีวนะเป็น “วิตามินบำรุง” ช่วยให้หมูโตไว ได้น้ำหนัก จึงให้ยาแบบรวมหมู่ โดยผสมลงในอาหารหรือน้ำในปริมาณต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน และนั่นเป็นสาเหตุให้เชื้อดื้อยา ที่สำคัญ ยาที่สัตว์กิน ส่วนใหญ่เป็นยากลุ่มเดียวกับที่เราใช้กัน เมื่อเราป่วย ยาตัวเดียวจึงรักษาไม่ได้

เราติดเชื้อดื้อยาได้จากคนที่มีเชื้อ และจากฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรม ในรูปแบบของการสัมผัสโดยตรง การกินอาหารที่ปนเปื้อนไปจนถึงเชื้อดื้อยาที่เล็ดลอดจากฟาร์มสู่พื้นดินหรือแหล่งน้ำโดยรอบ

ยุทธศาสตร์ สุขภาพดี หนึ่งเดียว

ประเทศไทยมี แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564 ภายใต้แนวคิด “สุขภาพ
หนึ่งเดียว” เป้าหมายหลักคือลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 ลดการใช้ยาต้านจุลชีพในคนร้อยละ 20 และในสัตว์ร้อยละ 30 รวมทั้งการสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องเชื้อดื้อยาแก่ประชาชน

ในส่วนของการใช้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ เน้นควบคุมการผลิตและใช้ยาผ่านมาตรการทางกฎหมาย รวมถึงการ “ให้รางวัล” แก่ผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์ที่ไม่ใช้ยา “แบบสมัครใจ” สิ่งที่หายไปคือมาตรการดูแลสวัสดิภาพสัตว์ เพราะถ้ายังเลี้ยงสัตว์แบบเดิม สัตว์ก็ยังป่วย การใช้ยาจึงจำเป็น รวมทั้งไม่มีการพูดถึงการรายงานผลการใช้ยาที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับรู้ และเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์เชื้อดื้อยา หลังยุทธศาสตร์ชาติประกาศใช้

ต้นปีนี้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของแผนยุทธศาสตร์ฯ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก จัดทำรายงานสรุปสาระสำคัญการค้นพบเชื้อดื้อยารอบฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยทดลองเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนจากแหล่งน้ำสาธารณะที่มีการปล่อยของเสียจากฟาร์มหมูจำนวน 6-10 แห่ง พบว่า 6 ใน 9 ฟาร์มตัวอย่าง มีการปนเปื้อนของเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะในสิ่งแวดล้อม

นักวิจัยและอาสาสมัครยังได้สัมภาษณ์ผู้อยู่อาศัยในชุมชนและเกษตรกรรอบบริเวณฟาร์ม ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังมีฟาร์มมาตั้งในเขตชุมชนส่วนใหญ่ยินดีให้ข้อมูลแต่ขอไม่เปิดเผยชื่อ

ชาวบ้านที่อาศัยใกล้ฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรม – “ผมเชื่อว่าต้องมียาหรือมีเชื้อโรคในคลองนี้ เราไม่อยากให้ฟาร์มมาตั้งใกล้ชุมชนแบบนี้ เพราะมันส่งผลต่อการเกษตรและความเป็นอยู่ของเรา”

เกษตรกรรายย่อย – “เวลาที่ฟาร์มปล่อยน้ำลงแปลงข้าว ข้าวไม่โต บางต้นเสียหาย บางต้นตาย ปลาอาศัยในแหล่งน้ำ
แบบนี้ไม่ได้ จริงๆ มันกระทบทั้งระบบนิเวศนี่แหละ เคยร้องเรียนไปแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“ปัญหาเชื้อดื้อยาจากฟาร์มสัตว์อุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก หลายคนไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน แม้แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงส่วนใหญ่ก็ไม่รู้ว่าการใช้ยาปฏิชีวนะสร้างผลกระทบมหาศาล ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน” โชคดี สมิทธิ์กิตติผลผู้จัดการแคมเปญ องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกกล่าว

ข้อเสนอจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้แก่ การมีนโยบายห้ามใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องโรคแบบรวมกลุ่มในฟาร์ม และการพัฒนาสวัสดิภาพการเลี้ยงสัตว์ให้สูงขึ้นตามมาตรฐาน FARMS (Farm Animals Responsible Minimum Standard) ทั้งเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้สัตว์ได้แสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ การใช้สายพันธุ์ธรรมชาติและไม่เร่งโต ซึ่งจะช่วยให้สัตว์มีสุขภาพกายใจที่ดี ไม่เจ็บป่วยง่าย ความจำเป็นในการใช้ยาก็จะลดลง ความเสี่ยงในการก่อซูเปอร์บั๊ก
ที่จะลดลงตามไปด้วย

กรมหม่อนไหมขับเคลื่อน นโยบายเกษตรผลิต-พาณิชย์ตลาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608466

วันพุธ ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ร่วมกับ นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมคณะ เพื่อตรวจราชการในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ โดยได้เดินทางไปยังเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อำนาจเจริญ ต.ห้วยไร่ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตของสินค้าเกษตรอินทรีย์ จ.อำนาจเจริญ และมอบปัจจัยการผลิตตามโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่ และเชื่อมโยงตลาดให้แก่กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ใน จ.อำนาจเจริญ

จากนั้น จึงเดินทางไปยังอ่างเก็บน้ำพุทธอุทยาน ต.บุ่ง อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามการบริหารจัดการน้ำ จ.อำนาจเจริญ และแผนโครงการปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำของจังหวัด นอกจากนี้ คณะของ รมว.เกษตรฯ ยังได้เดินทางไปที่กลุ่มแปลงใหญ่แพะ หมู่ 7 ต.นาป่าแซง อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตของสินค้าปศุสัตว์ จ.อำนาจเจริญ

ในโอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้ตรวจเยี่ยมนิทรรศการแปลงใหญ่ไหมหัตถกรรม ต.คึมใหญ่ และเครือข่าย อ.เมือง และกลุ่มแปลงใหญ่ไหมหัตถกรรมเปือยหัวดง ต.เปือย อ.ลืออำนาจ ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้าผ่านทางตลาดออนไลน์ และศูนย์จำหน่ายสินค้ากลุ่มต่างๆ รวมทั้งจำหน่ายรังไหม ให้แก่เครือข่ายเกษตรกรสำหรับนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความ
หลากหลาย นอกจากนี้ยังมีตลาดต่างประเทศ โดยจำหน่ายรังไหมพันธุ์ดอกบัว ซึ่งเป็นไหมพันธุ์ไทยลูกผสมที่ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จ.อุบลราชธานี ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเพื่อจำหน่ายให้แก่บริษัทประเทศญี่ปุ่น นำไปผลิตเป็นวามาตะและผ้าห่มใยไหม (Omazz) ส่งจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้ นายเฉลิมชัย ได้ให้แนวนโยบายในการส่งเสริมวิจัยและพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม ซึ่งสามารถนำมาแปรรูปได้ทุกส่วน ทั้งกระบวนการผลิต ส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมตามนโยบายตลาดนำการผลิต ซึ่งทำให้เกษตรกรมีตลาดรับซื้อผลผลิตที่แน่นอน และสร้างรายได้เพิ่มเป็นอย่างดี ตลอดจนส่งเสริมการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นอาชีพที่สร้างความผาสุกและความเข้มแข็งให้กับครอบครัวและชุมชน ทั้งสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคงได้อย่างยั่งยืนด้วย

ใช้7กลยุทธ์ตลาดค้าน้ำยาง ดึงภาครัฐ-เอกชนขับเคลื่อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608208

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายาง กล่าวว่า ได้ดำเนินนโยบายบริหารจัดการยางพาราสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีเกษตรกรผู้ปลูกยางจำนวน 1.83 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 24.76 ล้านไร่ ภายใต้ 5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมของนายเฉลิมชัยศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมีการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ขับเคลื่อนนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการตลาดยางพารา

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายตลาดเชิงรุกโดยการให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ทูตเกษตรประจำอยู่ต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซียสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ร่วมกับทูตพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ตามโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตได้ผนึกกำลังกันส่งเสริมการตลาดยางพาราในประเทศคู่ค้าสำคัญๆ พร้อมกับติดตามและรายงานข้อมูลสถานการณ์การนำเข้าและส่งออก สินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย และสภาวะแวดล้อมด้านการค้าการแข่งขัน

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการจัดตั้งตลาดซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบจริงของยางพารา โดย กยท.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ
ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พร้อมเร่งส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในงานด้านวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เน้นเทคโนโลยีเมดอินไทยแลนด์ ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การพัฒนายางพาราไทย และการสร้างเสถียรภาพราคายางเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้วางกรอบเป็นแนวทางและกลยุทธ์ด้วยมุมมองและกลไกใหม่ๆ เพื่อยกระดับอัพเกรดจากฐานศักยภาพเดิม มี 6 แนวทางการพัฒนาน้ำยางพาราสู่ศักยภาพใหม่ พร้อมกับการวางระบบการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ด้วย 7 กลยุทธ์สู่ศักยภาพใหม่ยางพาราไทย

“เรากำลังสร้างการเปลี่ยนแปลงในทิศทางการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆตอบสนองตลาดยุคโควิดแทนการส่งออกน้ำยางข้นเพื่อสร้างรายได้เพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะชาวสวนยาง 1.83 ล้านราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องบนฐานการเป็นประเทศผู้ส่งออกยางอันดับ 1 ของโลก” นายอลงกรณ์ กล่าว

วช.หนุนม.ขอนแก่นยกระดับเลี้ยงแพะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/608206

วันอังคาร ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า ได้สนับสนุนทุนวิจัยโครงการประยุกต์เทคโนโลยีชีวภาพและการสร้างเครือข่ายเกษตรกรเพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์แพะในประเทศไทย โดยมี รศ.ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่ง รศ.ดร.ไชยณรงค์ กล่าวว่า การเลี้ยงแพะ ใช้ระยะเวลาสั้น เพียง 1 ปี ก็ให้ผลตอบแทน แต่เนื่องจากผู้เลี้ยงยังคงใช้รูปแบบเดิม จึงเน้นการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาช่วยยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงให้ปลอดโรค ได้มาตรฐานกรมปศุสัตว์ เพิ่มมูลค่าเนื้อแพะด้วยการแปรรูปเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีการอบรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการจากภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ กว่า 200 คน จะให้การสนับสนุนเพื่อสร้างเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (สตาร์ทอัพ) ผลิตแพะเชิงพาณิชย์ แยกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มเกษตรกรที่สนใจการเลี้ยงพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้การผสมเทียมแทนการผสมพันธุ์โดยพ่อพันธุ์แพะ เพื่อจำหน่ายพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และกลุ่มเกษตรกรที่สนใจด้านการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น เนื้อสเต็กแพะ ลูกชิ้น ไส้อั่ว แกงมัสหมั่นน่องแพะ แจ่วฮ้อนเนื้อแพะ (สุกี้อีสาน) แต่ละกลุ่มจะมีผู้เชี่ยวชาญลงไปให้ความรู้และคำปรึกษา

นอกจากนี้ มีการตั้งธนาคารน้ำเชื้อแพะขึ้นที่มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็งและการผสมเทียมแพะ การวิจัยพัฒนาคุณภาพน้ำเชื้อให้มีความแม่นยำในการผสมเทียม เน้น 3 สายพันธุ์ คือ พันธุ์บอร์ พันธุ์แองโกลนูเบียน และพันธุ์พื้นเมือง โดยเปิดบริการเกษตรกร 2 รูปแบบ คือ 1.บริการผสมเทียม และ 2.จำหน่ายน้ำเชื้อแพะให้เกษตรกรนำไปผสมเทียมเอง คาดว่าในระยะเวลา3 ปี จะสามารถให้บริการเกษตรกรได้เต็มรูปแบบ