ปศุสัตว์โร่ป้องกันโรคลัมปีสกินระบาด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607945

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สำนักงานปศุสัตว์ จ.เพชรบุรี โดยปศุสัตว์ อ.บ้านแหลม ร่วมกับอาสาปศุสัตว์ ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.ท่าแร้ง 6 ราย โค 50 ตัว หมู่ 3 ต.ท่าแร้ง 3 ราย โค 50 ตัว รวม 9 ราย สัตว์ได้รับการฉีดวัคซีน100 ตัว ปศุสัตว์ อ.ชะอำ ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรเจ้าของสัตว์ หมู่ 4 ต.ดอนขุนห้วยสัตว์ได้รับการฉีดวัคซีน 200 ตัว ปศุสัตว์ อ.เขาย้อย ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคลัมปี สกิน ให้กับเกษตรกรเจ้าของสัตว์ หมู่ 2 ต.หนองชุมพล สัตว์ได้รับการฉีดวัคซีน 50 ตัว ปศุสัตว์ อ.เมืองเพชรบุรี ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้คำแนะนำวิธีการดูแล ป้องกัน การกำจัดแมลงที่เป็นพาหะ ในพื้นที่ อ.เมืองเพชรบุรีเกษตรกร 2 ราย โค 18 ตัว และจากการติดตามให้คำแนะนะพบโคหายเป็นปกติ ในพื้นที่หมู่ 5 ต.นาพันสาม อ.เมืองเพชรบุรี โคร่วมฝูง 8 ตัว และในพื้นที่หมู่ 9 ต.ดอนยาง อ.เมืองเพชรบุรี โคร่วมฝูง10 ตัว สำนักงานปศุสัตว์อ.หนองหญ้าปล้อง ร่วมกับอาสาปศุสัตว์ ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคลัมปี สกิน ให้เกษตรกรหมู่ 6 ต.หนองหญ้าปล้อง 5 ราย โค 50 ตัว

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลเจ้าของสัตว์ ข้อมูลทะเบียนฟาร์ม รายละเอียดการฉีดวัคซีนโรคลัมปี สกิน ตามแบบรายงานการฉีดวัคซีนป้องกัน โรคระบาดสัตว์ (แบบ กคร.4) แนะนำเจ้าของสัตว์ติดตามอาการผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนถ้าพบให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทันที พร้อมทั้งแนะนำให้เกษตรกรกำจัดและป้องกันแมลงดูดเลือดภายในฟาร์ม ระยะสร้างภูมิในช่วง 10 วันถึง 3 สัปดาห์ สถานการณ์โรคลัมปี สกินจ.เพชรบุรี โดยในวันที่ 4 ตุลาคม 2564 พบโคป่วยใน 8 อำเภอ 83 ตำบล 374 หมู่บ้าน77 อปท.จำนวนเกษตรกร 1,170 รายโคเนื้อป่วย 5,408 ตัว โคนมป่วย 266 ตัวรวม 5,674 ตัว อัตราป่วย (attack rate16.71%) ตาย 782 ตัว (2.30%) อัตราป่วยตาย (case fatality rate) 13.78%

ถกมาตรฐานสินค้าเกษตร ให้สอดรับ‘ASEAN GAP’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607946

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2564 ว่าได้เห็นชอบให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำมาตรฐานเพิ่มเติมตามที่
ผู้ผลิตและผู้ประกอบการขอมา ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่รุ่น และ 2.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุทุเรียน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการเพื่อจัดทำร่างมาตรฐานดังกล่าว 2 คณะ นอกจากนี้ ยังพิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์ : การผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์2.สตรอว์เบอร์รี 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ 4.แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร เพื่อดำเนินการประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไป

ทั้งนี้ ร่างมาตรฐานฯ นี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชเพื่อเป็นอาหารทุกขั้นตอนการผลิตและการจัดการหลังจากเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีคุณภาพ คำนึกถึงสิ่งแวดล้อม สุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพของการปฏิบัติงาน พร้อมกับปรับแก้ข้อกำหนดให้สอดคล้องมาตรฐาน ASEAN GAP เช่น การไม่เก็บสารเคมีชนิดเหลวอยู่บนชั้นที่เหนือกว่าสารเคมีชนิดผง ให้มีมาตรการเพื่อลดผลกระทบหากพบสิ่งไม่พึงประสงค์ และปรับแก้ข้อกำหนดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

1ตำบล1กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ฟื้นฟูศก.-แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607948

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยความ คืบหน้าโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรทั่วประเทศฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยน้อมนำหลักปรัชญาเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทาง ในขณะนี้เกษตรกรได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพในพื้นที่ 2,159 ตำบล 508 อำเภอ 70 จังหวัดทั่วประเทศ โดยนายสำราญสาราบรรณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โครงการนี้ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บรรเทาปัญหาการว่างงาน ลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานภาคการเกษตรกรรมไปสู่ภาคอื่นๆ สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นเป็นแหล่งผลิตอาหาร มีทางเลือก มีอาชีพ มีความอุดมสมบูรณ์ มีความสุขตามวิถีชีวิตพอเพียง

จากการดำเนินงานโครงการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2564 เกษตรกรได้รับการพัฒนาให้มีความมั่นคงในอาชีพทำเกษตรกรรมยั่งยืนและมีแปลงต้นแบบเพื่อการเรียนรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ ในพื้นที่ 2,159 ตำบล 508 อำเภอ 70 จังหวัดทั่วประเทศ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีพื้นที่กักเก็บน้ำเพิ่มขึ้น มีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น และส่งเสริมการผลิตภาคการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจ และเรียนรู้แนวคิด หลักการ และรูปแบบของเกษตรทฤษฎีใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ เรียนรู้การจัดทำแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยคำนึงถึงการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ที่สามารถสร้างแหล่งอาหารของครัวเรือน ผลผลิตที่สามารถจำหน่ายสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรและพึ่งตนเองด้านปัจจัยการผลิตให้มากที่สุด โดยกระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนธันวาคม 2564 ซึ่งจะสรุปผลสำเร็จและประโยชน์ที่เกิดขึ้น

ด้านการสนับสนุนปัจจัยการผลิตก็ได้มีการสนับสนุนวัสดุปรับปรุงบำรุงดินแก่เกษตรกร เช่น น้ำหมักชีวภาพ พืชปุ๋ยสด
ฯลฯ สนับสนุนพันธุ์ปลาและอาหารสัตว์น้ำ สนับสนุนพันธุ์พืช ทั้งไม้ผล เมล็ดพันธุ์ผัก สมุนไพร ฯลฯ สนับสนุนพันธุ์สัตว์ เช่น ไก่ไข่ไก่พื้นเมือง และปัจจัยการผลิตเพื่อทำอาหารสัตว์ นอกจากนั้น ยังมีการให้ความรู้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ

“เราติดตามและประเมินผล ในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อติดตามความสำเร็จของงาน และหาโอกาสในการปรับปรุงเพื่อให้การปฏิบัติงานของโครงการดีขึ้น กระทรวงเกษตรฯ มั่นใจว่าโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ นอกจากจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นแล้ว ยังช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว” นายสำราญ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ผลิตเตาเผาขยะเคลื่อนที่ พร้อมจำหน่าย แก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607949

สกู๊ปพิเศษ : มทร.อีสาน ผลิตเตาเผาขยะเคลื่อนที่ พร้อมจำหน่าย  แก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น (เทคนิคไทย-เยอรมัน ขอนแก่น) ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท วินด์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น คอนซัลแตนท์ จำกัด ให้จัดสร้างเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ ต้นแบบและพร้อมจัดทำเพื่อจำหน่ายต่อไป เพื่อเร่งแก้ปัญหาการกำจัดขยะติดเชื้อในสถานการณ์การระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 

หม่อมเจ้าอุทัยกัญญา ภาณุพันธุ์ ทรงพระกรุณาให้ นายจักรฐะพงษ์ บวรบุญเรือง ผู้แทนพร้อมคณะเดินทางลงพื้นที่ วิทยาเขตขอนแก่น เพื่อรับมอบเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ และชมการสาธิตการใช้เตาเผาขยะฯ จากคณาจารย์นักวิจัย และนำส่งมอบให้กระทรวงสาธารณสุขได้ใช้ประโยชน์ต่อไป โดยมี ผศ.ดร.อาดา รัยมธุรพงษ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น อาจารย์บุญกิจ อุ่นพิกุล ผู้ช่วยอธิการบดี อาจารย์ประพันธ์ ยาวระ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม อาจารย์ ดร.ศุภฤกษ์ ชามงคลประดิษฐ รักษาราชการแทนคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณาจารย์นักวิจัยร่วมให้การต้อนรับ 

อาจารย์เขมวัตร อินทรวิเศษ ผู้แทนคณาจารย์นักวิจัย เปิดเผยว่า ตนพร้อมคณาจารย์นักวิจัยได้ร่วมมือกันผลิตเครื่องมือ อุปกรณ์ ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ มาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งปัจจุบันการแพร่ระบาดขยายวงกว้าง ปัญหาที่ตามมาคือขยะติดเชื้อ จากโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และศูนย์พักคอย คณาจารย์จึงระดมกำลังมาช่วยกันจัดสร้างเตาเผา จากเตาเล็กที่เคยสร้าง เผาขยะได้ประมาณ 8-10 กิโลกรัม ต่อครั้ง ก็พัฒนามาเป็นเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ เผาขยะได้ครั้งละประมาณ 50 กิโลกรัม ห้องเผาขยะมีอุณหภูมิอยู่ที่ 800 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิในห้องเผาควันอยู่ที่ 1000 องศาเซลเซียส ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงในการเผาขยะและเผาควัน มีการควบคุมปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ที่ห้องเผาขยะด้วย Blower ขนาด 2.5 กิโลวัตต์ 
380 โวลต์ 2,800 รอบ/นาที ใช้ Burner ขนาด 90 กิโลวัตต์ จำนวน 2 ตัว ให้กับห้องเผาไหม้ทั้ง 2 ห้อง และใช้ชุดรถลากจูงเป็นฐานรองรับเตาเผาและอุปกรณ์เพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายได้สะดวก 

นายครรชิต ทองป้อง กรรมการผู้จัดการ บริษัท วินด์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น คอนซัลแตนท์ จำกัด กล่าวว่า ตนเองเป็นศิษย์เก่าสถาบันแห่งนี้ และมีความมั่นใจในความรู้ความสามารถ คณาจารย์นักวิจัยทุกท่านอยู่แล้ว จึงได้ประสานความร่วมมือและนำมาสู่การผลิตเตาเผาขยะติดเชื้อแบบเคลื่อนที่ชุดต้นแบบ ที่ได้ส่งมอบ โดยข้อเด่นของเตาเผาขยะเคลื่อนที่ ที่คณาจารย์ได้ช่วยกันดำเนินการในครั้งนี้ คือมีการควบคุมปริมาณอากาศในห้องเผาไหม้ที่ห้องเผาขยะ สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก เตาเผาขยะให้อุณหภูมิการเผาไหม้สูง สามารถสลายสารพิษที่เกิดจากเตาเผาขยะติดเชื้อได้ มีระบบผลิตกระแสไฟฟ้า สามารถใช้งานในสถานที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง หน่วยงานหรือชุมชนใดมีความสนใจสามารถติดต่ได้ที่ WIND POWER GENERATION CONSULTANT CO.,LTD  โทร. 099-3819482

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนส่งออกยางพารา วางกลยุทธ์รุกตลาดน้ำยาง 5 หมื่นล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607913

เกษตรฯเดินหน้าขับเคลื่อนส่งออกยางพารา วางกลยุทธ์รุกตลาดน้ำยาง 5 หมื่นล้าน

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 22.04 น.

เกษตรฯเดินหน้า ขับเคลื่อน การส่งออกยางพาราไทย วางกลยุทธ์รุกตลาดน้ำยาง 5 หมื่นล้าน เพิ่มรายได้เกษตรกร อัพเกรด กยท.เป็นองค์กรระดับโลก ดึงศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและสภาอุตสาหกรรมร่วมขับเคลื่อน

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางและรักษาเสถียรภาพราคายาง เปิดเผยว่าล่าสุดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินนโยบายบริหารจัดการยางพาราเพราะถือสินค้าเกษตรที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งมีเกษตรกรผู้ปลูกยางจำนวน 1.83 ล้านราย ครอบคลุมพื้นที่ 24.76 ล้านไร่ โดยใช้นโยบาย 5 ยุทธศาสตร์การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมมาเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนหลักโดยได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยาง โดยมีการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนนโยบายพิจารณาแก้ไขปัญหาและส่งเสริมการตลาดยางพารา

ทั้งนี้ ได้มีการเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย ประกอบด้วย ตลาดกลางยางพารา การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) 8 แห่ง ตลาดซื้อขายออนไลน์ และตลาดยางพาราท้องถิ่น รวมทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางด้านรายได้ในภาวะช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการลดผลกระทบจากวิกฤติโควิด19 ด้วยการขับเคลื่อนโครงการประกันรายได้ชาวสวนยางตลอดจนการสร้างกลไกและกลยุทธ์ใหม่ๆ ในการรักษาเสถียรภาพราคา และเพิ่มรายได้ชาวสวนยาง เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายตลาดเชิงรุกโดยการให้สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ทูตเกษตรประจำอยู่ต่างประเทศ เช่น จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (EU) ร่วมกับทูตพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ตามโมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตได้ผนึกกำลังกันส่งเสริมการตลาดยางพาราในประเทศคู่ค้าสำคัญๆ พร้อมกับติดตามและรายงานข้อมูลสถานการณ์การนำเข้าและส่งออก สินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพาราไทย และสภาวะแวดล้อมด้านการค้าการแข่งขัน รวมทั้งการวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะโอกาสทางการค้าและการลงทุนโดยตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาด (Market Share) และขยายการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางทุกชนิด

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ ดำเนินการเร่งดำเนินการจัดตั้ง “ตลาดซื้อขายล่วงหน้าส่งมอบจริงของยางพารา “โดย กยท.เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต.พร้อมกันนั้นก็เร่งส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยส่งเสริมการลงทุนโรงงานผลิตถุงมือยาง รวมทั้งผลิตภัณฑ์อื่น ๆเพื่อ ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ในยุคนิวนอร์มอล จากผลกระทบของโควิด-19 รวมถึงการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการผลิตการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ยางพาราโดยร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) ในงานด้านวิจัยและพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเน้นเทคโนโลยีเมดอินไทยแลนด์ (made in Thailand) พร้อมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชนเช่นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยภายใต้คณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมยางพารา เช่น “โครงการ 1 กลุ่มจังหวัด 1 นิคมอุตสาหกรรม” และโครงการเกษตรแม่นยำ 2 ล้านไร่สู่ธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรยุคใหม่ (Big Brothers) ด้วย

รมว.กษ.ลุยอุบลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ-สั่งกรมชลฯติดตามใกล้ชิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607852

รมว.กษ.ลุยอุบลฯ ติดตามสถานการณ์น้ำ-สั่งกรมชลฯติดตามใกล้ชิด

วันอาทิตย์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 14.43 น.

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินงานตามนโยบายเกษตรในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมกับรับฟังการรายงานสรุปสถานการณ์น้ำ ณ บริเวณเขื่อนธาตุน้อย การบริหารจัดการน้ำและความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านแก้งโพธิ์ ต.ค้อทอง อ.เขื่อนใน จ.อุบลราชธานี

โดย นายเฉลิมชัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์น้ำ ณ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 2 (เขื่อนธาตุน้อย) จ.อุบลราชธานี และรับฟังการรายงานสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทาน และแนวโน้มสถานการณ์น้ำ คาดว่ามวลน้ำจากทางตอนบน ซึ่งยอดน้ำอยู่ที่ จ.มหาสารคาม จะเดินทางมาถึงเขื่อนยโสธร-พนมไพร ในวันที่ 15 ตุลาคม 2564 นี้ ซึ่งพนังกั้นแม่น้ำชีของเขื่อนยโสธร-พนมไพร สามารถรองรับน้ำได้ถึง 1,700 ลบ.ม./วินาที และระดับน้ำปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าคันพนัง 2.00 ม.จึงสามารถรองรับน้ำปริมาณดังกล่าวได้ โดยจะมีผลกระทบในพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมซ้ำซาก และมวลน้ำจะเดินทางมาถึงเขื่อนธาตุน้อยในวันที่ 18 ตุลาคม 2564 ทั้งนี้ ได้สั่งการกรมชลประทานให้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ พร้อมเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อมสำหรับเข้าช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนแก่ประชาชนด้วย

“การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับทราบถึงปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกรเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมน้ำล้นตลิ่งในหลายแห่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเร่งรัดงบประมาณในเรื่องจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบของกรมบัญชีกลางให้แล้วเสร็จใน 60 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยธรรมชาติจากสถานการณ์น้ำเอ่อล้นตลิ่งและน้ำท่วม ซึ่งส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย นอกจากนี้ จะเร่งรัดงบประมาณตามแผนการขอสร้างสถานีสูบน้ำ ให้ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ กรมชลประทานมีความพร้อมในเรื่องของเครื่องจักรอุปกรณ์ สถานีสูบน้ำ และยังมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง จึงขอให้ประชาชนและเกษตรกรลดความวิตกกังวล” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ รมว.เกษตรฯ ยังได้ถือโอกาสมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่ตัวแทนเกษตรกร อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี และได้มอบถุงยังชีพและอาหารสัตว์พระราชทานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ด้วย

– 006

อว.เร่งดัน BCG แจ้งเกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เชื่อเป็นผลดีเกษตรกร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607538

อว.เร่งดัน BCG แจ้งเกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ เชื่อเป็นผลดีเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 15.10 น.

อว.เร่งดัน BCG แจ้งเกิดโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หนึ่งในของดีกระทรวงอว.”12เดือน12 ดี” ผอ.สวทช.ชี้ข้อดีไทยมีความหลากหลายทางพันธ์ุพืช แต่ต้องรู้ใช้วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีเข้าช่วย เชื่อเกษตรกรได้ประโยชน์

8 ต.ค.64 ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ( อว.) กล่าวถึงกรณีที่อว.ผลักดันให้เกิด BCG เพื่อเป็นโมเดลเศรษฐกิจใหม่ และถือเป็นหนึ่งในนโยบายภายใต้โครงการ “12 เดือน 12 ดี กับ รัฐมนตรีเอนก”ตอนหนึ่งว่า  การพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจหมุนเวียน คือ สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด (Eco-design & Zero-Waste)  ส่งเสริมการใช้ซ้ำ (Reuse, Refurbish, Sharing) และให้ความสำคัญกับการจัดการของเสียจากการผลิตและบริโภค ด้วยการนำวัตถุดิบที่ผ่านการผลิตและบริโภคแล้วเข้าสู่กระบวนการแปรสภาพเพื่อกลับมาใช้ใหม่ (Recycle, Upcycle)

ทุกวันนี้สิ่งที่เราใช้ประโยชน์จริงๆจากภาคเกษตรเหลือแค่ประมาณ 70% อีก 30% คือทิ้งระหว่างทาง สิ่งที่หายคือเราใส่แรงงานคนเข้าไป ใส่ต้นทุนการผลิตเราใช้พื้นที่ประเทศไทยทั้งหมดเราทำเพื่อไปโยนทิ้ง สิ่งที่แย่ขึ้นคือ30%กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เราจึงกลับมาดูทั้งระบบว่าเราจะจัดการอย่างไรตั้งแต่ต้นทางให้มีเมล็ดพันธุ์ที่ดี ข้อดีของประเทศไทยคือมีความหลากหลายสูงมาก มีพ่อแม่พันธ์ุเยอะมาก เราก็นำมาผสมผสานกันเกิดเป็นพันธุ์ใหม่ นี่คือ BCG ในระดับต้นทาง หากเรามีการปรับปรุงพันธุ์ที่ดี พันธุ์มีความเหมาะสม พี่น้องเกษตรกรก็จะมีจุดเริ่มต้นที่ดี เข้าถึงพันธุ์ที่มีคุณภาพ สามารถลดต้นทุนได้อีกด้วย แต่เราต้องใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งกระบวนการในการปรับปรุงให้เหมาะสม มีการผลิตพันธุ์เพียงพอสำหรับเกษตรกร เข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ดีมีคุณภาพได้รับการรับรองมาตรฐาน จะทำให้พี่น้องเกษตรกรที่เข้าถึงปัจจัยการผลิตที่ดีจะได้ผลผลิตที่ดี และการบริการจัดการที่ดี ถ้าเราสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ พี่น้องเกษตรกรจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่ดีขึ้น โดยสามารถลดต้นทุนเกษตรกร 172.5 ล้านบาท ลดการนำเข้าสารเคมีเกษตร 241.5 ล้านบาท

ทั้งนี้หากเราเป็นประเทศเกษตรก็ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรมากกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นในส่วนของทางด้านอาหารที่มีการแปรรูต่อ หรือ อาหารสตรีทฟู๊ด อาหารริมทาง สิ่งเหล่านี้อยู่กับคนไทยมาโดยตลอดปัญหาคือคุณภาพ ในแง่ความสะอาด การปนเปื้อน เชื้อที่ก่อโรค เพราะฉะนั้นถ้าเราบริหารจัดการที่ร้านอาหารอย่างถูกต้องเหมาะสม มีร้านสะอาดเพียงพอ ถ้าเราจัดการทั้งระบบก็จะส่งผลที่ดีต่อทุกคนที่เป็นพี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภค ก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การลงทุนแบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาของการจ่ายเพื่อชดเชย หรือการจ่ายเพื่อการรักษา เพราะเชื่อว่าด้วยเม็ดเงินเท่ากันหากมีการบริหารจัดการที่ดีจะเกิดความยั่งยืนประโยชน์ก็จะเกิดกับทุกคน ขณะเดียวกันด้านการแพทย์สาธารณสุข มิติอื่นๆ ทำอย่างไรให้พี่น้องคนไทยเข้าถึงยารักษาโรคกลุ่มชีวภาพ ขณะที่เรามียารักษาโรคที่มาจากกลุ่มชีวภาพ ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เป๋นรากฐานจากสิ่งที่มี เรามีความสามารถในการใช้สมุนไพรหลายมิติ รวมไปถึงในเรื่องของอโลมา น้ำหอม สปา การจับการนวดเส้น รวมไปถึงใช้ในเรื่องสมุนไพรเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้เป็นศาสตร์ เป็นรากฐาน ที่เราสามารถทำได้ เราก็จะมีสินค้าใหม่ๆ นวัตกรรม สิ่งเหล่านั้นก็มาทำเป็นสี สีผสมอาหาร เราสามารถสิ่งที่เราเรียกว่า Flavour หรือวัตถุปรุงแต่ง เช่น กลิ่น รสสัมผัส  ฯลฯ ประเทศไทยมีความหลากหลายทางวัตถุดิบเยอะมากๆ แต่เราไม่หยิบขึ้นมาทำเป็นธุรกิจ

ดร.ณรงค์ กล่าวด้วยว่า ถ้าถามว่าความพร้อมของเราเป็นอย่างไร การให้การศึกษา การควบคุมคุณภาพ กฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร ดังนั้นภาครัฐต้องช่วยกันส่งเสริม  เอกชนต้องลงทุน และทำด้วยความสร้างสรรค์ จะเกิดประโยชน์นี่คือเป้าหมายหลักของ BCG คือต้องการให้เกิดความร่วมมือแบบจตุภาคี  ทุกภาคส่วนมีบริบท มีภารกิจที่ต้องทำงานร่วมกัน ทุกคนในประเทศสามารถช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิด BCG ได้ สร้างคุณภาพชีวิต สร้างGDP ให้กับประเทศได้ และเชื่อว่าหลังโควิด-19 เราจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ฟื้นตัวได้เร็ว เพราะเราใช้สิ่งที่เรามี ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ แรงงานภาคเกษตร  อาหาร ความหลากหลาย วัฒนธรรม ฯลฯ เพียงแต่เราต้องงรู้จักบริหารจัดการ คิดใช้ประโยชน์ และสร้างนวัตกรรมจากสิ่งเหล่านี้ คำตอบง่ายๆของBCG คือ ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมเป็นจุดเริ่มต้น เทรนด์ของโลกมันเปลี่ยนนำไปสู่พื้นฐานชีวภาพ ซึ่งไทยมีความได้เปรียบอย่างเต็มที่ เราเชื่อว่าทุกคนจะได้ประโยชน์จาก BCG ในแง่ประโยชน์ทางด้านการท่องเที่ยว  คือ 1.พัฒนากลไกการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ 2. พัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว 3.พัฒนาบุคลากรด้านการจัดการ การท่องเที่ยว

“ถ้าเรารู้จักใช้ความคิดสร้างสรรค์ และใส่ความหลากหลายทางวัฒนธรรม เรายังบริหารจีดการไม่ดีพอ เรามีทรัพย์ ขาดความสามารถในการใช้ทรัพย์สิน แต่เรากลับใช้จ่ายเพื่อการชดเชย  เราต้องเปลี่ยนจากการชดเชย เป็นการลงทุนหวังผลจากการลงทุนโดยใช้องค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้วยเหตุนี้ BCG จึงดูแลโดยกระทรวงอว.”ดร.ณรงค์ กล่าว. -008

ป้องกันเชื้อดื้อยาในสัตว์ หนุนสุขภาพสัตว์ดี-บริโภคปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607367

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์ดำเนิน จตุรวิธวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านวิชาการธุรกิจสุกร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เผยว่า กระบวนการเลี้ยงสุกรของซีพีเอฟดำเนินการภายใต้ความปลอดภัยทางอาหาร มาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ และการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพ ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อให้สัตว์ที่เลี้ยงมีสุขภาพที่ดี แข็งแรงผู้บริโภคได้รับอาหารที่ดี ปลอดภัย รวมถึงสิ่งแวดล้อมปลอดภัย

“ซีพีเอฟจะเน้น “การป้องกัน” ไม่ให้เกิดโรค หรือผลกระทบใดๆ ต่อสุกร โดยฟาร์มสุกรทั้ง 100% ของบริษัทเป็นฟาร์มระบบปิดตามมาตรฐานกรมปศุสัตว์ และวางระบบการบริหารจัดการฟาร์มในระดับไบโอซีเคียวริตี้พร้อมทั้งมีการให้วัคซีนแก่ลูกสุกรตามระยะเวลาที่สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มเป็นผู้กำหนดส่งผลให้ปัญหาเจ็บป่วยเกิดขึ้นน้อยมาก”นายสัตวแพทย์ดำเนิน กล่าว

สำหรับหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) นั้น หากพบสัตว์ป่วยต้องให้การรักษา ดังนั้น ในกรณีที่พบการเจ็บป่วยแล้วเท่านั้นจึงจะมีการให้ยา โดยอยู่ภายใต้การควบคุมของสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มอย่างเข้มงวด และมีการเว้นระยะหยุดยาที่เหนือกว่ามาตรฐานทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้มีการตกค้างหรือส่งผลกระทบใดๆ ต่อผู้บริโภค ขณะเดียวกัน เมื่อถึงโรงชำแหละ สุกรจะถูกตรวจสอบซ้ำอีกครั้งว่าปราศจากสารตกค้างจริงๆ จึงจะได้รับอนุญาตให้เข้ารับการชำแหละ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคได้อีกขั้นตอนหนึ่ง

ด้านความมุ่งมั่นในการป้องกันเชื้อดื้อยานั้น ซีพีเอฟ ได้ยกเลิกรายการยารักษาสัตว์ ที่อยู่ในกลุ่มยาต้านจุลชีพที่ใช้ได้ทั้งในคนและสัตว์ (share-class antimicrobials) ที่อาจส่งผลกระทบและเป็นยาหลักตัวสุดท้ายที่ใช้รักษาโรคในคน เช่น โคลิสติน ออกจากระบบการจัดซื้อทั้งหมด ตั้งแต่ปี 2559 เพื่อกันยาต้านจุลชีพที่สำคัญไว้ใช้กับคน โดยในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะมุ่งเน้นวิธีป้องกันต่อไป ซึ่งจะช่วยลดปัญหาเชื้อดื้อยาได้ทั้งในสัตว์และในคนไปพร้อมกัน

จากการดำเนินการด้านการป้องกันผลกระทบใดๆ ต่อสัตว์และดูแลสุขภาพสัตว์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เมื่อปีที่แล้ว ซีพีเอฟเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการปรับเลื่อนชั้นมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์-Animal Welfareขึ้นจาก Tier 4 สู่ Tier 3 ในรายงานเกณฑ์มาตรฐานทางธุรกิจตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (The Business Benchmark on FarmAnimal Welfare Report : BBFAW)

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคิดค้นนวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างสุขภาพแข็งแรงให้สุกรอย่างต่อเนื่อง เช่น การใช้โปรไบโอติกช่วยจัดสมดุลลำไส้ ให้สัตว์มีสุขภาพดี ไม่ป่วย เมื่อไม่ป่วยก็ไม่มีการใช้ยาใดๆ ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมเป็นสุขภาพหนึ่งเดียวของทั้งสัตว์ คน และสิ่งแวดล้อม

บูรณาการแก้ปัญหา ให้แนวทางเยียวยา ปมช้างป่าบุกรุกที่ดิน ชาวบ้านเดือดร้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607368

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาและแก้ไขปัญหาช้างป่า สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาช้างป่าบุกรุกส่งผลกระทบทั้งร่างกายและผลผลิตเสียหาย อนุกรรมาธิการมีการหารือถึงหลักเกณฑ์ในการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้มีความเหมาะสม เบื้องต้นกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีหลักเกณฑ์เยียวยา 1,690 บาทต่อไร่ แต่กรรมาธิการฯ มองว่าไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จึงเห็นว่าควรใช้หลักเกณฑ์การเยียวยาของกรมชลประทาน เป็นแนวทาง ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาและเยียวยาผลกระทบให้ประชาชน ส่วนกรณีที่มีข่าวช้างป่าทำลายบ้านเรือนของประชาชนเสียหาย เข้าเกณฑ์การเยียวยาของ ปภ.และการเยียวยาของจังหวัด ซึ่งมีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว

น.ส.ญาณธิชากล่าวย้ำว่า การทำงานของกรรมาธิการฯ มุ่งหวังในการแก้ปัญหาช้างป่าบุกรุกให้กับประชาชนให้ได้มากที่สุด ทั้งในเรื่องของการจัดโซนนิ่งป้องกันคนออกจากช้าง แนวทางการกำหนดหลักเกณฑ์เยียวยา ทั้งกรณีการเสียชีวิตและกรณีผลิตผลได้รับความเสียหาย ส่วนเรื่องของการดำเนินการอาสาผลักดันช้าง ซึ่งอยากให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย โดยจากการศึกษาพบว่าปัญหาหลัก คือการขาดหน่วยงานในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบที่ชัดเจน รวมทั้งในเรื่องของงบประมาณในการบริหารจัดการ แล้วสุดท้ายก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายที่จะต้องปรับปรุง จึงจำเป็นที่ทุกหน่วยงานต้องมีการบูรณาการในการทำงานร่วมกันเนื่องจากผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชนในพื้นที่นั่นเอง

ผญบ.ลองปลูกข้าวกข.87 เก็บเมล็ดพันธุ์ใช้ปีถัดไป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/607364

วันศุกร์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ใหญ่บ้านดอนหัน หมู่ 4 ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม ได้ใช้พื้นที่นาข้าว จำนวน 80 ตารางวา ทำการหว่านพันธุ์ข้าวเจ้า กข.87 ซึ่งเป็นข้าวที่หุงสุกนุ่ม ให้ผลผลิตได้สูงสุดถึงไร่ละ 1.5 ตัน และขณะนี้ข้าวกำลังออกรวง ต้นข้าวเจริญเติบโต แตกกอได้ดี และให้ผลผลิตสูง เนื่องจากมีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา เป็นการทดลองปลูกพันธุ์ข้าวเจ้าดังกล่าว

นายสังวาร สมบัติมี เจ้าของนาข้าว เปิดเผยว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” ขนาดพื้นที่ 3 ไร่ และได้ขุดบ่อน้ำ 2 บ่อ ปัจจุบันมีน้ำปริมาณร้อยละ 80 ของความจุ ซึ่งประโยชน์จากบ่อน้ำแห่งนี้จะมีน้ำซึมจากบ่อน้ำที่มีความสูงสู่พื้นที่นาติดกับบ่อน้ำที่ตนได้หว่านพันธุ์ข้าวเจ้า กข.87 ไว้ โดยก่อนหน้านี้ได้ซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมา 2 กิโลกรัม ในราคา 400 บาท นำมาทดลองหว่าน ขณะนี้ผลผลิตกำลังออกรวง คาดว่าพื้นที่นาข้าว 80 ตารางวา ที่ได้หว่านข้าว จะมีผลผลิตมากกว่า 200 กิโลกรัม ซึ่งตนจะนำไปเป็นพันธุ์ข้าวในปีถัดไป

อย่างไรก็ดี ในขณะนี้ได้มีชาวบ้านในหมู่บ้านมาขอซื้อเพื่อไว้เพาะพันธุ์ โดยคิดว่าจะแบ่งขายให้ในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกัน ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19