‘วราวุธ’ถกผ่านออนไลน์ ชูลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606837

‘วราวุธ’ถกผ่านออนไลน์  ชูลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวปาฐกถาพิเศษ “ยุทธศาสตร์ไทยลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ผ่านการสัมมนาออนไลน์GO GREEN เมกะเทรนด์เพื่อโลกสีเขียว ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติหลากหลายรูปแบบทั่วโลก จากรายงานพิเศษว่าด้วยภาวะโลกร้อน 1.5°C ของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (International Panel on Climate Change : IPCC) ระบุ หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น เพียง 2 องศาเซลเซียส จะทำให้น้ำท่วมขึ้นอีก 170% ประชาชนทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากน้ำทะเลที่ยกระดับสูงขึ้นใน ค.ศ.2100 ตลอดจนWorld Economic Forum ยังได้จัดให้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความล้มเหลวของโลกในการแก้ไขปัญหา เป็นความเสี่ยงในลำดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย

นายวราวุธกล่าวต่อว่า ไทยมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็น 1% ของทั้งโลก คิดเป็น 354 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ในเวทีการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNCCC) ที่จัดการประชุม COP26 เพื่อควบคุมการเพิ่มอุณหภูมิของโลกไม่เกิน 2 องศา หรือข้อตกลงปารีส โดยไทยร่วมมือดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมาย จากเดิมตั้งเป้าก่อนปี ค.ศ.2020จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง7-20% ของภาวะปกติ ปรากฏว่าสามารถลดได้ 65 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 17% หรือลดลงได้มากกว่าเป้าหมายขั้นต่ำถึงสองเท่ากว่า และเป้าหมายระยะถัดไป คือต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลงให้ได้ 20-25%ภายในปี ค.ศ. 2073

ทั้งนี้ ในที่ประชุม COP26 ที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ประเทศไทยจะประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกตามแผนที่ได้วางไว้ ซึ่งในเวที COP26 ท้าทายให้ทุกชาติประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ประเทศใหญ่ๆ ได้พัฒนาแล้ว และทยอยประกาศเป้าหมาย เป็นแรงกดดันต่อทุกประเทศ ที่ต้องใส่ใจ อาทิ การนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านประเทศต่างๆ ต้องมีรายงานกำกับด้วยว่ากระบวนการผลิต ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอย่างไร ซึ่งสหภาพยุโรป (EU) บังคับใช้แล้วสำหรับกลุ่มสินค้าซีเมนต์ ปุ๋ย เหล็ก เหล็กกล้า เป็นต้น โดยข้อกำหนดนี้จะถูกนำไปใช้มากขึ้น เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยกระทรวงฯได้ประสานทุกหน่วยงาน จัดทำยุทธศาสตร์ระยะยาวเพื่อรองรับการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งในสาขาพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร และป่าไม้ อีกทั้งต้องขอความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในการเรียนรู้ ตื่นตัว และขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อส่งต่อโลกที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์ให้ลูกหลาน

กรมฝนหลวงฯเติมน้ำเขื่อนรับฤดูแล้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606838

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางนรีลักษณ์ วรรณสาย รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่าหลายพื้นที่ของประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำล้นตลิ่งจากอิทธิพลพายุที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือรวม 31 จังหวัด หลายหน่วยงานกำลังเร่งให้การช่วยเหลือ ในส่วนของกรมฝนหลวงฯ ได้วิเคราะห์และวางแผนช่วยเหลือพื้นที่ซึ่งมีความต้องการน้ำ โดยไม่ให้มีผลกระทบต่อพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมและปรับแผนในการเปิดหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง แต่ยังคงตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 5 หน่วยปฏิบัติการ ได้แก่ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่ จ.ตาก จ.พิษณุโลกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนคือ จ.อุดรธานี และ จ.ขอนแก่น โดยมีเป้าหมายหลักในการเติมน้ำให้กับเขื่อนและอ่างเก็บน้ำที่ยังคงมีความต้องการน้ำและมีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ซึ่งน้ำในเขื่อนจะเป็นน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภคและเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

สำหรับผลการปฏิบัติการฝนหลวงกรมฝนหลวงฯ ได้ขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงเพื่อเติมน้ำให้กับเขื่อนที่ยังคงมีปริมาณน้ำน้อย ทำให้มีฝนตกบริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลมจ.ลำปาง เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนสิริกิติ์จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนน้ำอูน และอ่างเก็บน้ำห้วยกระเฌอ อ่างเก็บน้ำโคกภูใหม่ จ.สกลนคร โดยวันที่ 3 ตุลาคม สภาพอากาศเข้าเงื่อนไขปฏิบัติการฝนหลวงที่หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่จึงมีการขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวง โดยมีเป้าหมายคือพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธาราเขื่อนกิ่วลม เขื่อนกิ่วคอหมา และอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ที่มีการขอรับบริการ อย่างไรก็ดี หน่วยปฏิบัติการในพื้นที่อื่นๆ จะติดตามสภาพอากาศก่อนขึ้นบินปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่เป้าหมาย โดยระมัดระวังไม่ให้มีผลกระทบพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วม

ทส.ย้ำเครือข่ายฯผลักดันนโยบาย สู่คุณภาพชีวิตที่ดีตามแนววิถีใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606839

วันพุธ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมและสนับสนุนเครือข่ายด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำความสำคัญของภาคประชาชนและเครือข่ายอาสาสมัครร่วมกันอนุรักษ์ ดูแล ฟื้นฟู ป้องกันทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มุ่งสู่เป้าหมายประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามแนววิถีใหม่ ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน กระทรวงฯ มีเครือข่ายอาสาสมัครด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ทั่วประเทศกว่า 677,150 คน ทั้งเครือข่าย ทสม.เครือข่ายรสทป.เครือข่ายป่าชุมชน เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์อุทยานฯ เครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนธรณีพิบัติภัย เครือข่ายผู้ใช้น้ำ และเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ทั้งหมดถือเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือภาคประชาชนที่มีความสำคัญ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เครือข่าย ตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อให้คงอยู่ถึงลูกหลานในอนาคต โดยร่วมมือกันดำเนินงานภายใต้นโยบาย “ทส. หนึ่งเดียว”ที่เชื่อมโยงและบูรณาการขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ รวมทั้งนโยบาย ทส. ยกกำลัง 2 + 4 ที่ต้องยกระดับคุณภาพการทำงานเป็น 2 เท่า เพิ่มศักยภาพในการปฏิบัติงาน เพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย การทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามแนววิถีใหม่ ภายใต้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน

มนัญญามุ่งหน้าพัฒนาสหกรณ์/สร้างประโยชน์-แก้ปัญหาให้สมาชิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606609

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังมอบนโยบายเพื่อพัฒนาสหกรณ์และขับเคลื่อนงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ปีที่ 49 โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมคณะ ต้อนรับ ผ่านระบบซูม ว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ สามารถสนองงานเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลในหลายเรื่องสำคัญๆ และนับเป็นเรื่องที่ดีที่นำสหกรณ์มาเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ และกลไกพัฒนาภาคการเกษตรไทย ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ มุ่งสนับสนุนสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้และช่วยบรรเทาปัญหาต่างๆ แก่สมาชิก

ทั้งนี้ น.ส.มนัญญา ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินการหลายโครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ พัฒนาร้านค้าสหกรณ์จำหน่ายสินค้ากลุ่มเกษตรกร เป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรสมาชิกปลูกพืช/ผัก สร้างทางเลือกที่มีศักยภาพและตลาดรองรับ สร้างรายได้เสริมอาชีพหลัก รวมถึงโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร สนับสนุนการกลับมาทำเกษตรที่บ้านเกิด โดยมีสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยง ตลอดจนการจัดหาตลาดรองรับ

นอกจากนี้ อีกโครงการที่เริ่มขับเคลื่อนแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564 คือโครงการส่งเสริมการผลิตฟ้าทะลายโจรให้เป็นพืชเศรษฐกิจ ป้อนเป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปเข้าสู่ตลาด สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ โดยบูรณาการร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ผลักดันและส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรเพิ่มขึ้น

“ในปีงบประมาณ 2565 นี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันทำงาน เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการทำงานเชิงการพัฒนา การส่งเสริมด้านธุรกิจและกำกับดูแลตรวจการสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เน้นย้ำเรื่องการดำเนินงานของสหกรณ์ให้แบ่งปันกำไรคืนสู่สมาชิก” น.ส.มนัญญา กล่าวและว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน แนะนำ กำกับ และดูแลระบบสหกรณ์ของประเทศไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ “การสหกรณ์มั่นคง สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เศรษฐกิจและสังคมของชุมชนยั่งยืน”

ปัจจุบันประเทศไทย มีสหกรณ์ 7 ประเภท ได้แก่สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์นิคม สหกรณ์ประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์บริการ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และสหกรณ์ออมทรัพย์ รวม 7,873 แห่งทั่วประเทศ สมาชิกรวม 11.43 ล้านคน แบ่งเป็น สหกรณ์ในภาคเกษตร 4,329 แห่งสมาชิก 6.3 ล้านคน สหกรณ์นอกภาคเกษตร 3,544 แห่ง สมาชิก 5.037 ล้านคน มีปริมาณธุรกิจในระบบสหกรณ์รวมกว่า 2.23 ล้านล้านบาท และมีกลุ่มเกษตรกรที่อยู่ในการกำกับดูแลอีก 4,503 แห่ง สมาชิก 4.2 แสนคนปริมาณธุรกิจกว่า 5,207 ล้านบาท ทั้งนี้ สหกรณ์ถือเป็นหนึ่งในสถาบันเกษตรกรที่มีบทบาทในการช่วยแก้ปัญหาให้สมาชิกอย่างแท้จริง

ทส.ช่วยเมืองปากน้ำแก้ปัญหามลพิษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606610

วันอังคาร ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเปิดเผยว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มอบหมายให้ คพ.สนับสนุน จ.สมุทรปราการแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหามลพิษให้ทันสถานการณ์ โดยรับทราบความประสงค์จาก อบจ.สมุทรปราการ ที่ขอใช้ท่อรวบรวมระบบน้ำเสียจากโครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียในเขตควบคุมมลพิษ จ.สมุทรปราการ มาใช้ในการระบายน้ำออกสู่ทะเล เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม

ทั้งนี้ จ.สมุทรปราการ มีการเจริญเติบโตทั้งอุตสาหกรรม เศรษฐกิจและสังคม ซึ่ง คพ.มีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศใน จ.สมุทรปราการ รวม 6 สถานี และยังมีสถานีตรวจและเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ความร่วมมือกันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหามลพิษอย่างยั่งยืน

นายวันชัย คงเกษม ผวจ.สมุทรปราการ กล่าวว่า สำหรับบันทึกความร่วมมือมีวัตถุประสงค์ในการร่วมส่งเสริมการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม และการบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาของประชาชนอันเกิดจากมลพิษและภัยพิบัติ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในเชิงรุกได้อย่างถูกต้อง รวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ สอดรับกับสภาพปัญหาและบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในการดำเนินการแรกจากการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ คือแนวคิดการนำระบบรวบรวมน้ำเสียของโครงการคลองด่าน มาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน จ.สมุทรปราการ

ด้าน น.ส.นันทิดา แก้วบัวสาย นายก อบจ.สมุทรปราการเผยว่า พร้อมให้การสนับสนุนในการแก้ปัญหาน้ำท่วมและปัญหามลพิษในพื้นที่ ซึ่งการใช้ประโยชน์จากท่อระบบรวบรวมน้ำเสียของโครงการคลองด่านที่มีอยู่แล้ว มาใช้แก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะทำให้รัฐไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณในการสร้างใหม่

‘มนัญญา’เยี่ยมสำนักวิจัย เน้นศักยภาพเมล็ดพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606333

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 พิษณุโลก โดยรับฟังบรรยายสรุปภารกิจ และเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการวิเคราะห์สารพิษตกค้าง โดยมี นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสมบัติ ตงเต๊า รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร น.ส.ฉันทนา คงนคร ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 2 เข้าร่วม ว่ากระทรวงเกษตรฯ โดยกรมวิชาการเกษตร ขับเคลื่อนนโยบายสำคัญในการพัฒนาภาคเกษตร ด้านวิจัย พัฒนาการผลิตพืช รวมถึงทดสอบเทคโนโลยีการเกษตร และการแก้ปัญหาของเกษตรกร งานด้านพัฒนาสินค้าเกษตรสู่มาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์ และเป็นหน่วยรับรองแหล่งผลิต GAP พืช เกษตรอินทรีย์ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน

นอกจากนี้ รมช.เกษตรฯ ยังกล่าวถึงคุณสมบัติของเมล็ดพันธุ์ ว่าเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตพืช เป็นต้นน้ำของการผลิตที่ทำให้ผลผลิตสูง และมีคุณภาพดี จึงได้มอบแนวทางการดำเนินงานโดยให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 แสดงศักยภาพของการผลิตเมล็ดพันธุ์ หรือพันธุ์ที่โดดเด่นตามภูมิภาค เนื่องจากเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยกรมวิชาการเกษตร เป็นปัจจัยที่สำคัญเพราะเป็นลูกผสมเปิด สามารถเก็บพันธุ์ไว้ขยายพันธุ์ต่อได้อีก พร้อมทั้งให้ความรู้แก่เกษตรกรในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืชด้วย

‘ประภัตร’เซ็นMOU หนุนสินค้าเกษตร ใช้ในตลาดกลาง ก้าวสู่ระดับสากล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606334

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการส่งเสริมและสนับสนุนการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร (มกษ.) ไปใช้สำหรับตลาดกลาง ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) และสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย (TAWMA) โดยมีนายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯและนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ นายกสมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย เป็นผู้ลงนาม ที่สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรฯ

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีซึ่งการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตและจัดการการค้าสินค้าเกษตรของประเทศ ให้มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้รับความเชื่อถือ และนำพาประเทศให้ก้าวสู่การเป็นตลาดชั้นนำที่มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล” นายประภัตรกล่าวและว่า มีแผนดำเนินงานระยะ Quick win คือแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วน มีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานและพัฒนาต้นแบบการจัดการสินค้าเกษตรตามมาตรฐาน นำร่องที่ตลาดไท ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งมีความสำคัญต่อห่วงโซ่ของสินค้าเกษตรและอาหาร ระยะที่ 2 เป็นการจัดทำมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยและคุณภาพตลาดกลางสินค้าเกษตร และระยะที่ 3 เป็นการเตรียมความพร้อมระบบการตรวจสอบรับรองมาตรฐานและจัดทำระบบ Supply Chain จากนั้นจะนำต้นแบบตลาดไท ขยายผลไปยังตลาดกลางสินค้าเกษตรแห่งอื่นในปีถัดไป

‘บิ๊กป้อม’เห็นชอบลดก๊าซเรือนกระจก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606335

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนการพัฒนากลไกเครดิตร่วม (JCM) เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งประเทศไทยได้ทำความตกลงทวิภาคีความร่วมมือกับประเทศญี่ปุ่นในการพัฒนากลไกเครดิตร่วมเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิต โดยมีโครงการที่ได้รับการรับรองคาร์บอนเครดิต แล้ว 5 โครงการ มีปริมาณคาร์บอนเครดิต 4,032 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และรับทราบมาตรการปรับ คาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่ง EU จะเริ่มบังคับใช้ในปี 2566 กับสินค้า 5 ประเภท ได้แก่ ซีเมนต์ ไฟฟ้า ปุ๋ยเหล็ก และเหล็กกล้ารวมทั้งอะลูมิเนียม

จากนั้นที่ประชุมได้มีการพิจารณาเห็นชอบร่างยุทธศาสตร์ระยะยาว การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ตามที่สำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งกำหนดให้ทุกประเทศจัดทำและเห็นชอบ รายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรการภาคพลังงาน และขนส่ง ปี 2562 ซึ่งประเทศไทย ลดก๊าซเรือนกระจกได้ 64.2 ล้านตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็นร้อยละ 17.49 อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม(ร้อยละ 7-20) ภายในปี 2563

พล.อ.ประวิตร กล่าวแสดงความห่วงใยต่อสภาวะโลกร้อนที่ยังมีแนวโน้มสูงมากขึ้น จากสภาพภูมิอากาศของโลกโดยรวม ซึ่งรัฐบาลไทยพยายามผลักดันและปฏิบัติตามมาตรการของ UN อย่างจริงจัง พร้อมทั้งขอบคุณ ทส.และทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนที่ร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งด้านภาคพลังงานและขนส่งรวมทั้งการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกในสาขาป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ผ่านมาด้วยดี พร้อมกับขอให้ทุกภาคส่วน
ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมกันรณรงค์ลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ส่งฟ้าทะลายโจรถึงบ้าน หนุนเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606337

วันจันทร์ ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายอับดุลนัสเซอร์ หะมิ พัฒนาการอำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่านายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เป็นประธานเปิดกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ในรูปแบบผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน ตามโครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวบ้านเจาะบากง หมู่ที่ 3 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส โดยมีนางดาเรศ จิตรัตน์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนราธิวาส และคณะเข้าร่วมกิจกรรม

ในวันนี้  ผู้ว่าราชการจังหวัด กราบนมัสการหัวหน้าที่พักสงฆ์เจาะบากง พบปะและเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนในชุมชนเจาะบากงที่รวมตัวกันพัฒนาหมู่บ้าน และร่วมพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ฯ พัฒนาเส้นทางการ
ท่องเที่ยวของชุมชนร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำศาสนา และประชาชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ณ สะพานบ้านเจาะบากง
ต.ปูโยะ  อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส”  ซึ่งเป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ ของอำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส  ซึ่ง สะพายบ้านเจาะบากงแห่งนี้ เป็นภาพที่ปรากฏในพระราชกรณียกิจ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงประทับบนสะพานไม้กับราษฎรข้างรถพระที่นั่ง เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2524 ซึ่งเผยแพร่ไปทั่วประเทศ  เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่หมู่ 3 บ้านเจาะบากง อ.สุไหงโก-ลก ซึ่งทำให้พสกนิกรในพื้นที่ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

นายอนันต์  แสงชาตรี  พัฒนาการจังหวัดนราธิวาส  กล่าวว่า  กิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ในรูปแบบผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน  เป็น 1 ใน 6 กิจกรรม ตามโครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวบ้านเจาะบากง หมู่ที่ 3 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส  โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณ จากกรมการพัฒนาชุมชน เป็นเงิน 500,000 บาท  (ห้าแสนบาทถ้วน) เพื่อดำเนินโครงการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาผู้จัดโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Champ) ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน และพัฒนาศักยภาพของผู้จัดโปรแกรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Champ) ในการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน พัฒนาทักษะความรู้ของผู้ประกอบการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนสู่ผลิตภัณฑ์ของฝากของที่ระลึกของชุมชนท่องเที่ยว สนับสนุนการจัดทำโปรแกรมเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) และมีการ
ประชาสัมพันธ์ผู้ประกอบการชุมชน และชุมชนท่องเที่ยวเป้าหมายให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยวและบุคคลทั่วไป 

นายอนันต์ แสงชาตรี พัฒนาการจังหวัดนราธิวาส  กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยวบ้านเจาะบากง หมู่ที่ 3 ตำบลปูโยะ อำเภอสุไหงโก-ลกจังหวัดนราธิวาส มีกิจกรรมสำคัญในการดำเนินงาน 6 กิจกรรม  ประกอบด้วย 1.การประชุมเชิงปฏิบัติการค้นหาผู้ประกอบการ (Champ) 2. การพัฒนาพื้นที่ประวัติศาสตร์ในรูปแบบผู้นำจิตอาสาพัฒนาชุมชน 3. พัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพในชุมชนท่องเที่ยว จำนวน 3 รายการ อย่างน้อย 6 ผลิตภัณฑ์ และ 1 สำรับอาหาร  4. ทดสอบโปรแกรมตามแนวทาง D – HOPE จำนวน 1 ครั้ง  5. จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่นักท่องเที่ยวลงมือปฏิบัติ (D-HOPE) ด้วยการสนับสนุนการจัดทำโปรแกรมการท่องเที่ยวโดยชุมชนสำหรับบริการนักท่องเที่ยวของชุมชนท่องเที่ยวเป้าหมาย 6. ถ่ายทอดองค์ความรู้ข้อมูลชุมชนท่องเที่ยวสู่นักเล่าเรื่องชุมชนรุ่นเยาว์ จำนวน 2 รุ่น รุ่นละ 30 คน รวม 60 คน ดำเนินการรุ่นละ 5 วัน

ชป.เร่งระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ช่วยลดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606311

ชป.เร่งระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ช่วยลดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา

วันอาทิตย์ ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 17.52 น.

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน และคณะ ลงพื้นที่ไปติดตามการบริหารจัดการน้ำแม่น้ำท่าจีน ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อเตรียมรองรับปริมาณน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่มีปริมาณน้ำมาก บรรเทาความเดือดร้อนพื้นที่ตอนล่าง

ทั้งนี้ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าจากปัญหาที่เกิดขึ้น กรมชลประทานได้บริหารจัดการน้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก เพื่อลดปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา โดยการเร่งระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีน และบริหารจัดการน้ำแม่น้ำท่าจีน ในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร ด้วยการใช้คลองที่มีในพื้นที่เป็นคลองรับน้ำเพื่อการระบายน้ำ เร่งระบายน้ำในพื้นที่ผ่านประตูระบายน้ำและเครื่องสูบน้ำถาวรบริเวณริมแม่น้ำท่าจีน

ขณะเดียวกันยังได้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่แก้มลิงผ่านประตูระบายน้ำ และสถานีสูบน้ำคลองมหาชัยลงสู่ทะเล เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำ จะทำการพร่องน้ำในคลองมหาชัย ให้ต่ำกว่าตลิ่ง 0.3 – 0.5 เมตร และเดินเครื่องสูบน้ำที่สถานีสูบน้ำคลองมหาชัย และประตูระบายน้ำคลองหวายลิงใหญ่ เสริมในช่วงน้ำทะเลหนุน พร้อมกับเร่งระบายน้ำในคลองสายหลัก เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นชุมชนด้วย พร้อมทั้งยังได้กำชับให้โครงการชลประทานในพื้นที่บริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบให้น้อยที่สุดด้วย – 006