กรมชลฯเร่งมือปิดช่องคันดินอ่างลำเชียงไกรให้เสร็จ ตามคำสั่ง’บิ๊กป้อม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/606208

กรมชลฯเร่งมือปิดช่องคันดินอ่างลำเชียงไกรให้เสร็จ ตามคำสั่ง'บิ๊กป้อม'

วันเสาร์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 21.15 น.

กรมชลประทานเร่งปิดช่องคันดินฯลำเชียงไกรให้แล้วเสร็จภายใน 2 ต.ค.นี้ ตามคำสั่ง”บิ๊กป้อม”หลังเดินทางไปตรวจเยี่ยมเมื่อวานนี้

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการซ่อมแซมทำนบดินชั่วคราวของอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร(ตอนล่าง) ว่า ปัจจุบัน (2 ต.ค. 64) สามารถดำเนินการแล้วเสร็จ 4 งาน คือ ทำนบดินชั่วคราว (ฝั่งขวา spillway) คันดินเชื่อม ปตร. (ฝั่งซ้าย spillway) และพื้นสะพาน ปตร. (ฝั่งซ้าย spillway) การยกบาน stop log 4 ช่อง (ฝั่งซ้าย spillway) แทนทำนบดินที่เสียหายจากกระแสน้ำ เพื่อปิดช่องทางน้ำไหลและสามารถเก็บกักน้ำไว้ในอ่างฯได้

ส่วนการดำเนินงานคันกั้นน้ำ (ฝั่งขวา spillway) สามารถดำเนินการได้แล้ว 80 % ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันนี้ (2 ต.ค. 64) เช่นกัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ให้กรมชลประทานเร่งดำเนินการซ่อมแซมทำนบดินให้เร็วที่สุด เพื่อเก็บกักน้ำในอ่างฯไว้ใช้ในฤดูแล้งหน้าที่กำลังจะมาถึง

ปัจจุบัน (2ต.ค.64) อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ 6.32 ล้าน ลบ.ม. หรือ ประมาณ 23 % ของความจุอ่างฯ เพิ่มขึ้นจากวานนี้(1ตุลาคม)

ขอบคุณข้อมูลเฟชบุ๊ก กรมชลประทาน

เกษตรฯผนึก9หน่วยงาน เพิ่มขีดความสามารถสู้การค้าเสรี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605780

เกษตรฯผนึก9หน่วยงาน  เพิ่มขีดความสามารถสู้การค้าเสรี

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภาคการเกษตรบางภาคของไทย เกษตรกรเผชิญปัญหาหลายประการทั้งการขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานในการประกอบอาชีพ ขาดความรู้และเทคโนโลยีในการผลิต การเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาการค้าระหว่างประเทศ จากการเจรจาการเปิดการค้าเสรี ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบทวิภาคี หรือพหุภาคี ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงปัญหาที่เกษตรกรประสบอยู่ จึงเร่งแก้ปัญหาในหลายมิติ อาทิ สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพสินค้าเกษตร ขยายโอกาสและเพิ่มช่องทางการตลาด เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และที่สำคัญการพัฒนาภาคเกษตรจะขับเคลื่อนให้สำเร็จได้ต้องมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความเข้มแข็งแก่ภาคการเกษตรของไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลก

อย่างไรก็ดี เป็นที่น่ายินดีที่หน่วยงานต่างๆ แสดงเจตนารมณ์ที่จะพัฒนาการเกษตร โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนความรู้ทางวิชาการระหว่างกัน เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันภาคเกษตรทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมถึงการวางแผนและพัฒนาโครงการเพื่อปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ซึ่งจะทำให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับกองทุน FTA เป็นกองทุนหมุนเวียนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน เมื่อมีการลงนามความร่วมมือกัน ก็เป็นการสร้างความร่วมมือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าในทุกๆ กรอบการค้าเสรี ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงแบ่งเป็น 2 ชุดความร่วมมือ ชุดที่ 1 ความร่วมมือทางด้านนโยบายและข้อมูล มี 8 หน่วยงานคือ สศก.โดยกองทุน FTA ลงนามร่วมกับ กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทยสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และชุดที่ 2 ความร่วมมือด้านการปฏิบัติงานกับหน่วยงานต้นแบบที่ประสบความสำเร็จ มี 3 หน่วยงาน คือ สศก.โดยกองทุน FTA ลงนามร่วมกับสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด และบริษัท พรีเมี่ยมบีฟ จำกัด โดยข้อตกลงทั้ง 2 ฉบับ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือและจะสิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน 2565

‘ประภัตร’ลุยขอนแก่น ส่งเสริมใช้เทคโนโลยีผลิตข้าว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605777

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงานส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวคุณภาพ ภายใต้โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ณ ที่ว่าการ อ.แวงน้อย จ.ขอนแก่น โดยมีหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

ทั้งนี้ นายประภัตรกล่าวว่า โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นการดำเนินงานที่เน้นการรวมกลุ่มของเกษตรกรรายย่อยที่อยู่บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงกัน รวมกลุ่มพัฒนาการผลิตและการตลาดร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เน้นการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตามนโยบายการตลาดนำการผลิต นำไปสู่การจัดการ สินค้าเกษตรสู่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน สร้างเสถียรภาพของราคาสินค้าเกษตรได้อย่างมั่นคงในอนาคต

สำหรับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวขอนแก่น ได้ดำเนินงานโครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด จำนวน 208 แปลง และโครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์ ทั้งสิ้น 286 กลุ่ม ครอบคลุมทั้ง 26 อำเภอในพื้นที่ จ.ขอนแก่น ถือเป็นการยกระดับการผลิตข้าวคุณภาพ

นอกจากนี้ นายประภัตร ได้มอบเงินอุดหนุนให้กับกลุ่มเกษตรกรโครงการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์ 50 ราย และมอบปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ข้าว) และเครื่องจักรกล โครงการ
ยกระดับแปลงใหญ่อีกด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด อีกด้วย

ชลประทานที่8 ลุยตรวจติดตาม ซ่อมคันดินรับน้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605773

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องฯ ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขทำนบดินชั่วคราว ในพื้นที่ก่อสร้างอาคารระบายน้ำล้น service spillway อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง)ตำบลบัลลังก์ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเร่งปิดช่องขาดเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้แล้งหน้า เนื่องด้วยผลกระทบจากพายุเตี้ยนหมู่ ทำให้มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกักน้ำล้นสปิลเวย์ (Spillway) และไหลข้ามทำนบดินชั่วคราว บริเวณบ่อก่อสร้างงานปรับปรุงทางระบายน้ำล้น และเกิดการกัดเซาะบริเวณฝั่งขวาของอาคารที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง กว้างประมาณ 15 เมตร

โดยโครงการชลประทานนครราชสีมาร่วมกับส่วนเครื่องจักรกล สำนักงานชลประทานที่ 8 ได้เร่งรัดแก้ไขปัญหาด้วยการถมดินบริเวณฝั่งซ้ายของอาคารระบายน้ำล้น และเครื่องจักรสามารถเข้าไปทำงานบนอาคารได้ ขณะนี้ได้การถอนนั่งร้านและแผ่น Stop lock บริเวณอาคารระบายน้ำล้นออก เพื่อให้น้ำสามารถระบายผ่านอาคารได้สะดวกขึ้น และเร่งดำเนินการลำเลียงกล่อง Gabion ปิดบริเวณฝั่งขวาของอาคารระบายน้ำล้น เพื่อชะลอการไหลของน้ำ ซึ่งจะช่วยให้สามารถขนดินเข้าไปถมปิดช่องที่ถูกกัดเซาะได้สะดวกมากขึ้น โดยเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึง

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร (ตอนล่าง) ปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างฯ 14.980 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 54.08ของความจุอ่างฯ แนวโน้มระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มในพื้นที่ตอนบน จะทำการปิดการระบายน้ำในอ่างฯ เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งปีที่กำลังจะมาถึงต่อไป

คิกออฟ‘พัฒนาเกษตรสู่อุตสาหกรรม’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605774

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดตัวโครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ว่าได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ยกระดับการบริหารจัดการสินค้าเกษตร และสร้างความเชื่อมโยงของเครือข่ายการผลิต การตลาด และโลจิสติกส์สินค้าเกษตร ระหว่างเกษตรกรกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรแม่นยำสู่ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม ระยะที่ 1 สู่ระยะที่ 2มีพื้นที่เป้าหมาย 2 ล้านไร่ ในปี 2566ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบ

ทั้งนี้ สำหรับการดำเนินโครงการฯระยะที่ 1 มีสินค้าเกษตรเป้าหมาย5 ชนิด ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน ข้าวโพดหวาน และมะเขือเทศพื้นที่รวม 298,084 ไร่ เกษตรกร 25,286 ราย ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 32 จังหวัด และมีโรงงานอุตสาหกรรมรับซื้อผลผลิตรวม 7 บริษัท

ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ได้ชี้แจงทำความเข้าใจ และสร้างการรับรู้ในการขับเคลื่อนโครงการฯ ระยะที่ 1 ให้หน่วยงานระดับจังหวัดที่เป็นจังหวัดเป้าหมายแล้ว ซึ่งขณะนี้หน่วยงานในจังหวัดเป้าหมายรับนโยบายและเร่งขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ เชิญชวนเกษตรกรตั้งกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อให้ทันก่อนฤดูการเพาะปลูก

อย่างไรก็ดี ในส่วนของโครงการฯ ระยะที่ 2 มีการประชุมกำหนดพื้นที่และสินค้าเป้าหมายเบื้องต้น 10 ชนิด ในพื้นที่1,762,684.14 ไร่ เกษตรกร 134,310 รายครอบคลุมพื้นที่เป้าหมาย 42 จังหวัด และมีโรงงานอุตสาหกรรมรับซื้อผลผลิตรวม16 บริษัท และการเปิดตัวโครงการฯ ครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับสภาอุตสาหกรรมฯ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ 2 ล้านไร่ ในปี 2566

กรมปศุสัตว์ชี้ปัญหา นมรร.เอกชน17แห่ง มีเพียงแค่จ.ระยอง เผยผลปฏิรูปเข้าเป้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605776

วันศุกร์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงปัญหาการทำสัญญาซื้อขายนมโรงเรียนของโรงเรียนเอกชน 17 แห่ง ใน จ.ระยอง ว่าเป็นปัญหากับผู้ประกอบการเพียง 1 ราย โดยทั่วประเทศมีโรงเรียนทั้งหมด 51,128 โรงเรียน ได้ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว 51,111 โรงเรียน คงเหลือโรงเรียนเอกชนเพียง 17 แห่ง ใน จ.ระยอง เท่านั้น คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน จ.ระยอง ซึ่งมี ผวจ.ระยอง เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน กลุ่มที่ 2กำลังดำเนินการประสานผู้เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมโรงเรียนโดยเร็ว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยด้วยว่า ได้ปฏิรูปการดำเนินงานตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562

ทั้งนี้ จากผลการปฏิรูปชี้ให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า โครงการดังกล่าวบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการคือ เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนที่มีคุณภาพ, เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถขายน้ำนมดิบได้ และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับสิทธิและจำหน่ายนมโรงเรียนอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ยินดีรับฟังและรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์แก่เด็กนักเรียนและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯเร่งระบายน้ำลง‘อ่าวไทย’ ลดปริมาณน้ำหลากในแม่น้ำเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605845

กรมชลฯเร่งระบายน้ำลง‘อ่าวไทย’ ลดปริมาณน้ำหลากในแม่น้ำเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 22.22 น.

กรมชลฯเร่งระบายน้ำลง‘อ่าวไทย’ ลดปริมาณน้ำหลากในแม่น้ำเจ้าพระยา

30 กันยายน 2564 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน (30 กันยายน 2564) ที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านอยู่ในเกณฑ์ 2,683  ลบ.ม./วินาที และมีปริมาณน้ำหลากจากแม่น้ำสะแกกรังไหลผ่านสถานีวัดน้ำ Ct.19 จังหวัดอุทัยธานี ในอัตรา 393 ลบ.ม./วินาที

กรมชลประทาน ได้บริหารจัดการน้ำด้านเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ด้วยการตัดยอดน้ำเข้าระบบคลองชลประทานทั้งสองฝั่งรวม 348 ลบ.ม./วินาที ทำให้ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ในเกณฑ์ 2,775 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกหนักต่อเนื่องในพื้นที่อำเภอลำสนธิ และอำเภอไชยบาดาล จังหวัดลพบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อย่างรวดเร็ว จนเกือบเต็มความจุอ่างฯ จึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ในอัตรา 1,200 ลบ.ม./วินาที ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลผ่านสถานีวัดน้ำอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (C.29A) อยู่ในอัตราประมาณ 2,873 ลบ.ม./วินาที ทำให้ระดับน้ำตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนป่าสักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย กรมชลประทาน ได้ทำการแจ้งเตือนไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบบริเวณท้ายอ่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดปริมาณน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยา  กรมชลประทาน ได้ทำการตัดยอดน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำเจ้าพระยา 2 ฝั่ง แล้วกว่า 133 ล้าน ลบ.ม. พร้อมวางแผนผันน้ำจากแม่น้ำป่าสักส่วนหนึ่งลงคลองระพีพัฒน์ ลงสู่แม่น้ำนครนายก และแม่บางปะกง ก่อนระบายลงสู่อ่าวไทยตามลำดับ อีกส่วนหนึ่งจะรับน้ำผ่านคลอง13 คลองพระองค์ไชยานุชิต จากนั้นจะใช้สถานีสูบน้ำแนวคลองชายทะเล เร่งสูบน้ำลงอ่าวไทยต่อไป

‘บิ๊กป้อม’มั่นใจไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี’54 เร่ง9แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605543

‘บิ๊กป้อม’มั่นใจไม่เกิดมหาอุทกภัยซ้ำรอยปี’54 เร่ง9แผนหลักบรรเทาอุทกภัยลุ่มเจ้าพระยา

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลาก ในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ขณะนี้มีปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีพายุดีเปรสชั่น “เตี้ยนหมู่” พัดผ่านประเทศไทยในช่วงปลายเดือนนี้ ซึ่งกรมชลประทานได้เพิ่มอัตราการระบายของเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,951 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณท้ายเขื่อนบางแห่งที่ได้รับผลกระทบ ประกอบด้วย พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณคลองโผงเผง จ.อ่างทอง คลองบางบาล ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา และแม่น้ำน้อยที่ ต.ลาดชิด ต.ท่าดินแดง อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีราษฎรประมาณ 602 ครัวเรือน อย่างไรก็ตามเหตุการณ์น้ำท่วมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านในพื้นที่รับรู้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลากซึ่ง กอนช. ได้ให้กรมชลประทานเตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ และเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังยังจุดเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมทั้งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หน่วยงานท้องถิ่น เพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

สำหรับความพร้อมของพื้นที่ลุ่มต่ำสำหรับรับน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ได้มอบหมายให้ทุกจังหวัดในพื้นที่โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นด่านหน้าก่อนมวลน้ำจะไหลเข้าสู่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงรับน้ำหลากและเตรียมแผนเผชิญเหตุให้พร้อม และให้จังหวัดร่วมบูรณาการกับกรมชลประทานพิจารณาความเหมาะการรับน้ำหลากเข้าทุ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างทั้ง 10 แห่ง โดยกำหนดให้ดำเนินการหลังวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ประกอบด้วย ทุ่งเชียงราก ทุ่งท่าวุ้ง ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท–ป่าสัก ทุ่งบางกุ่มทุ่งบางกุ้ง ทุ่งบางบาล-บ้านแพน ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ทุ่งเจ้าเจ็ด และทุ่งโครงการฯ โพธิ์พระยา รวมทั้งให้ปรับลดการระบายน้ำจากแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออก พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ำสํารองทุกแหล่งทั้งผิวดินและใต้ดิน ไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้า

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำกรมชลประทานเร่งดำเนินโครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร ซึ่งเป็น 1 ใน 9 แผนหลักของการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2566 ขณะเดียวกัน จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้และรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้การยอมรับและเกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนแผนงานด้านน้ำระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาด้านน้ำในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและยั่งยืนด้วย

ด้านนายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์น้ำใน 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ (ณ 24 ก.ย.2564) มีปริมาณน้ำรวม 10,956 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 44 ของปริมาณความจุหากเปรียบกับปริมาณน้ำในปี 2554 เกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ยังมีปริมาณน้ำน้อยกว่ามาก ในครั้งนั้นปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่ง รวมกันมากกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน ผนวกกับการบูรณาการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ที่ได้กำหนด 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี 2564 พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการรับมืออย่างเข้มงวด ตลอดจนการวางแผนใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในทุ่งเจ้าพระยารวมกับทุ่งบางระกำ เป็นพื้นที่รับน้ำหลาก ซึ่งในปีนี้จะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนในปี 2554 อย่างแน่นอน

ประกอบกับคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้เห็นชอบ 9 แผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีหน่วยงานรับผิดชอบทั้งหมด 10 หน่วยงาน ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี (ปี 2560-2572) ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้ว 1 แผนงาน คือ พื้นที่รับน้ำนองเก็บกักน้ำได้ 1,500 ล้าน ลบ.ม. และแผนงานที่ดำเนินการบางส่วนมี 6 แผนงาน คือ การปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง ปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก การเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ คลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร และการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน ส่วนแผนงานคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3 อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม ซึ่งหากดำเนินการได้ครบทั้ง 9 แผนงาน จะสามารถตัดยอดน้ำหลากบริเวณหน้าเขื่อนเจ้าพระยาได้เพิ่มขึ้น 880 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างสัมฤทธิผลและเกิดประโยชน์สูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืน

ผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล เติมน้ำสร้างความมั่นคงให้ลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605270

ผันน้ำยวม-เขื่อนภูมิพล เติมน้ำสร้างความมั่นคงให้ลุ่มเจ้าพระยา

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ในปัจจุบันทำให้ภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำแล้ง อย่างเช่น สถานการณ์น้ำท่วมในปัจจุบันหลายพื้นที่ประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรง อย่างเช่นลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง แต่ภายใต้สถานการณ์น้ำท่วมนั้นยังซ้อนความกังวลในเรื่องภัยแล้งไว้

ปริมาณไหลลง 4 เขื่อนหลักที่เป็นน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยายังค่อนข้างน้อย ณ วันที่ 27 กันยายน 2564 การเก็บกักรวมอยู่ที่ 11,648 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)หรือ ร้อยละ 47 ของปริมาณความจุ และเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 4,952 ล้านลบ.ม. หรือ ร้อยละ 27 สามารถรองรับน้ำได้อีก 13,233 ล้านลบ.ม. โดยเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำ 6,098 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 45 ของความจุ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำ 4,068 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 43 ของความจุ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำ 777 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 73 ของความจุ และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีปริมาณน้ำ 705 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของความจุ

หลังจากนี้ได้แต่หวังว่า จะมีฝนตกหนักในพื้นที่เหนือเขื่อนและมีน้ำไหลเข้าเขื่อนหลักทั้ง 4 แห่งเพิ่มขึ้นบ้าง มิฉะนั้นแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งปีนี้อาจจะต้องงดทำนาปรังเหมือนปีที่ผ่านมา

เป็นที่ทราบกันดีว่า ขณะที่ลุ่มเจ้าพระยามีน้ำต้นทุนที่จำกัด แต่ความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไ่ม่มีการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในวันนี้ วันข้างหน้าลุ่มเจ้าพระยาอาจจะเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลง….

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 ที่ผ่านมา คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ(กก.วล.) ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้มติผ่านความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล แนวส่งน้ำยวม–อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ของกรมชลประทาน หลังจากก่อนหน้านี้ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) มาแล้ว

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จะสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มเจ้าพระยา ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม และการท่องเที่ยว สอดคล้องกับยุทธศาสตรชาติ 20 ปี และแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ในด้านที่ 2 สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำเพื่อการผลิตของรัฐบาล โดยจะสามารถขยายพื้นที่ปลูกพืชในฤดูแล้งได้เพิ่มขึ้นกว่า 1.6 ล้านไร่ มีน้ำอุปโภค-บริโภคเพิ่มขึ้นปีละ 300 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มพลังงานไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพลได้ปีละ 417 ล้านหน่วย

โดยเฉพาะด้านการเกษตร โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล นอกจะสร้างความมั่นคงให้กับการเกษตรเดิมที่จะมีน้ำเพียงพอสำหรับทำนาได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้งคือ นาปี และนาปรังแล้วยังสามารถขยายพื้นที่ชลประทานใหม่ในลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้เพิ่มขึ้น เช่น โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง จ.กำแพงเพชร ที่กรมชลประทานได้ปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพ ก็จะทำให้มีน้ำเพียงพอที่ส่งน้ำไปหล่อเลี้ยงพื้นที่เกษตรกรรมกว่า 550,000 ไร่ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัด 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอไทรงาม อำเภอพรานกระต่าย อำเภอเมือง อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร และอำเภอคีรีมาศ อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย

ไม่เฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มเจ้าพระยาได้รับประโยชน์เท่านั้น พื้นที่ลุ่มน้ำยวม ที่กรมชลประทานจะสร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำยวม เพื่อใช้เป็นเก็บกักน้ำก่อนที่ผันมายังเขื่อนภูมิพล ก็จะได้รับประโยชน์เช่นกัน จะทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความมั่นคงเรื่องน้ำ รวมทั้งยังจะแหล่งเพาะพันธุ์ปลา และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก อีกด้วย

ทั้งนี้โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ประกอบด้วยงานหลักๆ คือ สร้างอ่างเก็บน้ำในแม่น้ำยวม เป็นอ่างฯขนาดกลาง ที่บ้านแม่ละนาอ.ท่าสองยาง จ.ตาก เหนือจุดบรรจบแม่น้ำเมยขึ้นมาประมาณ 13.8 กม. มีความจุ69 ล้านลบ.ม. สร้างสถานีสูบน้ำที่บ้านสบเงา อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เพื่อสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่ยวมเข้าอุโมงค์ สร้างอุโมงค์ส่งน้ำขนาด 8.1-8.3 เมตร ความยาวประมาณ 62 กิโลเมตรเพื่อรับน้ำจากสถานีสูบน้ำบ้านสบเงาไปเติมอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล และปรับปรุงลำน้ำแม่งูด ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร รวมค่าก่อสร้างประมาณ 71,110 ล้านบาท โดยการลงทุนในการก่อสร้างมี 2 แนวทางคือ ภาครัฐลงทุนทั้งหมด และภาครัฐร่วมลงทุนกับภาคเอกชน

โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล นอกจากจะเป็นโครงการสร้างความมั่นคงด้านน้ำแล้ว ยังเป็นการใช้ประโยชน์จากเขื่อนภูมิพลได้เต็มศักยภาพอีกด้วย ซึ่งในปัจจุบันเขื่อนภูมิพลมีความจุทั้งสิ้น 13,462 ล้านลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 9,662 ล้านลบ.ม. แต่จากข้อมูลปริมาณน้ำที่ไหลลงเขื่อนภูมิพล ตั้งแต่ปี 2507-ปัจจุบัน เฉลี่ยปีละประมาณ 5,900 ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ โดยตั้งแต่ปี 2547เป็นต้นมาเขื่อนภูมิพลมีปริมาณน้ำใช้งานได้เฉลี่ยอยู่เพียงร้อยละ 45 ของปริมาณความจุที่ใช้งานได้เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขื่อนภูมิพลยังมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณร้อยละ 55

สาเหตุที่ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนภูมิพลมีแนวโน้มลดลง นอกจากเหนือธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ยังมีจากความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงเหนือเขื่อนภูมิพล ในเขตจ.เชียงใหม่และลำพูน มีแนวโน้มการใช้น้ำเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ปริมาณที่จะไหลลงเขื่อนภูมิพลถูกนำไปใช้รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวจึงทำให้ปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาเติมเขื่อนภูมิพลลดลง ดังนั้นนำน้ำจากแม่น้ำยวม ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำเมยที่ไหลลงแม่น้ำสาละวิน ผันมาเติมเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กับเขื่อนภูมิพลให้ใช้งานได้เต็มศักยภาพ จึงเป็นการใช้น้ำจากแหล่งน้ำในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดีกว่าปล่อยให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลไหลลงสู่ทะเลโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ใดๆ

การศึกษาความเหมาะสมและรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลนั้น กรมชลประทานได้มีการศึกษาครอบคลุมในทุกๆด้าน ทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สังคม ตลอดจนผลกระทบที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไข โดยเฉพาะแนวทางในการผันน้ำมาเติมในเขื่อนภูมิพลนั้นได้มีการศึกษาไว้หลายแนวทาง แต่ได้ข้อสรุปว่า แนวผันน้ำยวม–อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดแม้จะใช้เงินลงทุนสูงก็ตาม แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็คุ้มค่า และการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำยังจะช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมอีกด้วย

สำหรับปริมาณน้ำที่จะผันมาเติมเขื่อนภูมิพลนั้น จะผันน้ำเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำหลาก ประมาณปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. ซึ่งจะไม่กระทบต่อการใช้น้ำในแม่น้ำยวม โดยยังจะทำการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่ยวม เท่ากับปริมาณน้ำตามสภาพธรรมชาติในแม่น้ำยวมมีในแต่ละช่วง เพื่อรักษาระบบนิเวศด้านท้ายน้ำให้คงความอุดมสมบูรณ์

การขับเคลื่อนโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล ใกล้เป็นจริง ความมั่นคงเรื่องน้ำในลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำเจ้าพระยากำลังจะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน รอเพียงการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบเท่านั้น

รมช.มนัญญาตรวจเยี่ยมสหกรณ์แห่งแรกของไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605269

วันพุธ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและรับฟังการดำเนินของสหกรณ์วัดจันทร์ เพื่อรับทราบปัญหาอุปสรรคต่างๆ สำหรับสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2459 เป็นสหกรณ์ประเภทการเกษตร มีสมาชิก 59 กลุ่ม ครอบคลุม 20 ตำบล ดำเนินการดูแลสมาชิกสหกรณ์ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันมีสมาชิกสามัญ 4,538 คน สมาชิกสมทบ 2,789 คน รวมทั้งสิ้น 7,327 คน และได้ดำเนินธุรกิจเพื่อให้บริการแก่สมาชิกมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เพื่อให้สมาชิกมีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีทุนดำเนินงานทั้งสิ้น จำนวน 123,499,745 บาท เป็นสหกรณ์ชั้น 1 มาตรฐานสหกรณ์ระดับดีเลิศ

โดยมีรูปแบบธุรกิจที่ให้บริการสมาชิก ดังนี้ 1.ธุรกิจสินเชื่อ 2.ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายให้กับสมาชิก 3.ธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก และ 4.ธุรกิจแปรรูป (น้ำดื่ม) โดยแต่ละธุรกิจเป็นการบริการเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกสหกรณ์ พร้อมส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือสมาชิก ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ทั้งในด้านเงินทุน/วัสดุที่ใช้ในการทำเกษตรกรรม เป็นตลาดในการรวบรวมผลผลิตให้กับสมาชิก ทั้งยังมีสินค้าอุปโภค-บริโภคที่สมาชิกสหกรณ์จำเป็นใช้งานในชีวิตประจำวันอีกด้วย

“การก่อตั้งสหกรณ์ต้องมีการบูรณาการร่วมกัน ซื่อสัตย์ ตั้งใจ เพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็ง ขอให้ช่วยกันขับเคลื่อนงานเพื่อให้สมาชิกสหกรณ์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความมั่นคงในอาชีพ ผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เพิ่มมูลค่าผลผลิตให้กับสมาชิกสหกรณ์ และนำไปสู่การพึ่งพาตนเองของเกษตรกรและการช่วยเหลือกันในหมู่สมาชิกสหกรณ์ โดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยยกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น และขอชื่นชมสหกรณ์วัดจันทร์ที่เป็นต้นแบบที่ดีให้กับสหกรณ์บริหารจัดการมุ่งเน้นประโยชน์ของสมาชิก ขอให้ยึดมั่นแนวทางการบริหารเช่นนี้ต่อไป และให้ช่วยกันเผยแพร่สหกรณ์แห่งแรกให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น” รมช.มนัญญา กล่าว