‘อธิบดีปศุสัตว์’ชี้จัดซื้อนมโรงเรียนเอกชน 17 แห่ง เป็นปัญหาเฉพาะราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605183

'อธิบดีปศุสัตว์'ชี้จัดซื้อนมโรงเรียนเอกชน 17 แห่ง เป็นปัญหาเฉพาะราย

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 15.10 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”ชี้การจัดซื้อนมโรงเรียนเอกชน 17 แห่ง ที่ระยอง เป็นปัญหาเฉพาะราย ปฏิรูปนมโรงเรียนเข้าเป้า

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2564 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงปัญหาการทำสัญญาซื้อขายนมโรงเรียนของโรงเรียนเอกชน 17 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดระยองเป็นปัญหาเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดระยองกับผู้ประกอบเพียง 1 ราย โดยทั่วประเทศมีโรงเรียนทั้งหมด 51,128 โรงเรียน ได้ทำสัญญาเรียบร้อยแล้ว จำนวน 51,111 โรงเรียน คงเหลือโรงเรียนเอกชนจำนวนเพียง 17 แห่ง ในจังหวัดระยองเท่านั้น คณะทำงานขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนจังหวัดระยอง ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดระยองเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน กลุ่มที่ 2 กำลังดำเนินการประสานผู้เกี่ยวข้องและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน เพื่อให้เด็กได้ดื่มนมโรงเรียนโดยเร็ว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงผลการปฏิรูปการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 ดังนี้

1. สามารถจัดส่งนมโรงเรียนให้แก่เด็กนักเรียนได้อย่างรวดเร็วกว่าในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะวันแรกของการเปิดภาคเรียน โดยสามารถจัดส่งให้เด็กนักเรียนได้ดื่มครบถ้วนในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น

2. พบปัญหานมเสีย/นมขาดคุณภาพ น้อยลงมาก เนื่องจากการจัดสรรสิทธิและพื้นที่จำหน่ายนมโรงเรียน ตั้งแต่ ปีการศึกษา 2562 มีการแบ่งกลุ่มพื้นที่เป็น 5 กลุ่มพื้นที่ และยึดหลักโลจิสติกส์ในการจัดสรรสิทธิและพื้นที่จำหน่าย ทำให้ไม่มีการขนส่งนมโรงเรียนข้ามกลุ่มพื้นที่ โดยมีเจ้าหน้าที่/คณะทำงาน ตรวจสอบ ติดตามและกำกับดูแล ตั้งแต่คุณภาพน้ำนมดิบจากฟาร์มเกษตร คุณภาพน้ำนมที่โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม การขนส่งนม ตลอดจนถึงการเก็บรักษานม ทำให้ลดปัญหานมเสีย/นมขาดคุณภาพ

3. มีการประกันภัยผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน เพื่อคุ้มครองเด็กนักเรียนที่ดื่มนม ตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินงานโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้ระบุให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนทุกราย จะต้องทำประกันภัยความรับผิดชอบจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภค (เด็กนักเรียน) มีมาตรฐานเทียบเท่าสากล

4. สามารถบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม โดยแต่งตั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ซึ่งไม่มีผู้ประกอบการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนร่วมเป็นกรรมการ (ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เพื่อป้องกันปัญหาขัดแย้งทางผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน

5. กระจายอำนาจสู่ส่วนภูมิภาค โดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนระดับกลุ่มพื้นที่ (5 กลุ่ม) โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ซึ่งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนฯเป็นผู้ดำเนินการจัดสรรสิทธิและพื้นที่จำหน่าย และตรวจสอบ ติดตาม และกำกับดูแลโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน นั้น หน่วยงานในส่วนภูมิภาคซึ่งมีความใกล้ชิดกับพื้นที่ ซึ่งจะมีความเข้าใจในลักษณะเฉพาะของกลุ่มพื้นที่ ทำให้สามารถบริหารจัดการได้คล่องตัวและเข้ากับกลุ่มพื้นที่ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลโครงการ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จากผลการปฏิรูปชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมว่า โครงการดังกล่าวบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ เด็กนักเรียนได้ดื่มนมโรงเรียนที่มีคุณภาพ , เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมสามารถขายน้ำนมดิบได้ และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมได้รับสิทธิ และการจำหน่ายนมโรงเรียนอย่างเป็นธรรม อย่างไรก็ตามหากท่านใดพบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น กรมปศุสัตว์ในฐานะฝ่ายเลขานุการ คณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน ยินดีรับและรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อเสนอคณะกรรมการฯ พิจารณาปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์แก่เด็กนักเรียนและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอย่างยั่งยืนต่อไป อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวในท้ายที่สุด – 006

‘ปริญญ์’ชี้สมุนไพรไทยคือทางรอดใหม่เกษตรกร แนะรัฐเร่งจับมือเอกชนสร้างโอกาสในวิกฤต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605148

'ปริญญ์'ชี้สมุนไพรไทยคือทางรอดใหม่เกษตรกร แนะรัฐเร่งจับมือเอกชนสร้างโอกาสในวิกฤต

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 12.42 น.

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) และประธานคณะกรรมการธุรกิจเกษตร กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โอกาสและอนาคตเกษตรสมุนไพร สร้างรายได้และเศรษฐกิจ” ในงานประชุมเชิงปฎิบัติการ สมุนไพรทางรอดใหม่เกษตรกรไทย ที่จัดขึ้นโดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข โดยได้แนะให้ภาครัฐปรับความคิด เร่งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และประชาสังคม เพื่อสร้างโอกาสและอนาคตให้เกษตรสมุนไพรเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือวิกฤติ ส่วนอีกด้านคือโอกาส อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นและใช้ประโยชน์จากด้านไหน วันนี้จะเห็นได้ว่าหลายธุรกิจได้รับผลกระทบหนัก แต่ในขณะเดียวกันอีกหลายธุรกิจกลับทำรายได้สูงขึ้น นั่นก็เพราะโลกของเราเปลี่ยนไปเร็วมากตั้งแต่ก่อนเกิดโควิดแล้ว จากการที่มีเทคโนโลยีทันสมัยถาโถมเข้ามา หรือที่เรียกว่า ดิจิทัล ดิสรัปชั่น (Digital Disruption) คนที่ปรับตัวทันย่อมจะเดินหน้าไปได้เร็วกว่าเป็นธรรมดา

ซึ่งสมุนไพรเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศไทยที่กำลังกลายเป็นสินค้าเกษตรตัวใหม่และทางรอดใหม่ของเกษตรกร เพราะมีช่องทางให้เติบโตได้มากในช่วงนี้ เนื่องจากคนไทยและชาวต่างชาติยอมรับกันอย่างกว้างขวางขึ้นว่าช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ดีต่อสุขภาพสำหรับช่วงวิกฤติและช่วงที่หลายประเทศกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่วันนี้ยังไม่สามารถพัฒนามาตรฐาน สร้างแบรนด์หรือโกอินเตอร์ได้เท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุสำคัญคือพี่น้องเกษตรกรไทยและอุตสาหกรรมการแพทย์ไทยยังไม่ได้ใช้เทคโนโลยีทันสมัยเพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน และต่อยอดธุรกิจกันอย่างเต็มที่ สมุนไพรบางอย่างยังไม่ได้รับการแปรรูปให้บริโภคง่ายขึ้น อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยยังไม่ได้รับการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการเกษตรและการวิจัยสายพันธุ์ที่มากเพียงพอ การพัฒนาและลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำยังไม่ได้มาตรฐานระดับสากล รวมถึงต้องปรับมาใช้ยุทธศาสตร์ “การตลาดนำการผลิต” ของรองนายกฯ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ในการดำเนินงาน การขายสินค้าในวันนี้ไม่เหมือนอดีตแล้ว เราจำเป็นต้องตระหนักถึงความต้องการของตลาดเป็นหลัก ทั้งความต้องการของผู้บริโภคและมาตรฐานการนำเข้าสินค้าของแต่ละประเทศ เพื่อให้ผลิตสินค้าได้ตอบโจทย์มากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครจะทำได้เพียงลำพัง ต้องอาศัยการร่วมมือกันจากหลากฝ่าย

ดังนั้นหากต้องการสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้สมุนไพรไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ต้องบูรณาการความร่วมมือและข้อมูลกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ที่มีข้อมูลสินค้าศักยภาพอยู่เป็นจำนวนมากและมีทูตพาณิชย์อยู่ในหลายประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ทำงานใกล้ชิดเกษตรกรในหลายพื้นที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศผู้มีความเชี่ยวชาญด้านทำตลาดต่างประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สวทช. ที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี รวมถึงภาคเอกชนที่มีงบประมาณสูง วิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) สตาร์ทอัพมากความสามารถ และภาคประชาสังคมที่สนใจในเรื่องนี้ด้วย โดยมุ่งเน้นที่สูตรสร้างความสำเร็จ “ก-ข-ค”

ก คือ กฎหมายหรือกฎระเบียบของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่มีมากเกินไป กฎหมายเยอะไม่ได้นำมาซึ่งความยุติธรรม แต่จะนำมาซึ่งความอยุติธรรม และทำให้เราตามเทรนด์โลกไม่ทัน ถ้าปรับเรื่องนี้ได้ก็จะช่วยให้การทำธุรกิจทันโลก ทันเหตุการณ์มากขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำลงได้ เช่น การลดขั้นตอนการขออนุญาตขึ้นทะเบียนยา การปรับลดภาษีการระดมทุนแบบ Crowdfunding และการลดกฎเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ P2P เพื่อเปิดโอกาสให้พี่น้องเกษตรกรที่ทำเกี่ยวกับสมุนไพรไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ถูกและเป็นธรรมได้ง่ายยิ่งขึ้น

ข คือ แข่งขัน เมื่อปรับกฎหมายแล้วภาครัฐต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันระหว่างธุรกิจในประเทศด้วย เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการตัวเล็ก ๆ ได้มีโอกาสเติบโต สามารถก้าวเข้าสู่ระบบการแข่งขันที่เป็นธรรม ทั้งในด้านการวิจัย พัฒนา ตลอดจนถึงการขายสินค้า โดยภาครัฐต้องช่วยต่อยอดการวิจัยและพัฒนาสินค้าเหล่านั้นให้ “ขึ้นห้าง” ไม่ใช่แค่ “ขึ้นหิ้ง” ทิ้งไว้เท่านั้น ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยได้เข้าถึงงานวิจัยดี ๆ เพื่อช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เกษตรสมุนไพรไปถึงระดับโลก

ค คือ ความคิด หน่วยงานราชการต้องคิดใหม่ มองเอกชนเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู วันนี้บ้านเรายังไม่มีแพลตฟอร์มขายสินค้าออนไลน์ยักษ์ใหญ่ ถึงแม้หลายกระทรวงจะพยายามทำกันอยู่ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลาย ในขณะเดียวกันมีเอกชนที่มีความพร้อมอยู่มาก แต่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้นหากไม่อยากพลาดโอกาสมหาศาล ภาครัฐควรสนับสนุนเอกชนในการทำแพลตฟอร์มนี้ให้สำเร็จ เพื่อให้ต่างชาติเข้าถึงสินค้าในประเทศได้มากขึ้น เป็นการร่วมกันขับเคลื่อนสมุนไพรไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนและโกอินเตอร์ไปพร้อมกัน เราควรนําศาสตร์พระราชามาใช้พร้อมกับยุทธศาสตร์ด้าน BCG ที่จะสร้างความสมดุลในการพัฒนามาตรฐานของไทยเราเองเช่น “Earth Safe” หรือ “PGS” ที่รองรับคุณภาพความปลอดภัยปลอดสารและรักษ์โลก 

“การสร้างโอกาสและอนาคตให้อุตสาหกรรมสมุนไพรไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต้องขจัดอุปสรรคเหล่านี้ให้หมดไป เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการวิจัยสายพันธุ์ กระบวนการรับรองคุณภาพ การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป ออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น การทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการจับคู่ทางธุรกิจ (Business matching) เพื่อทำให้สินค้าเกษตรกลายเป็นสินค้าอุตสาหกรรม นำรายได้เข้าสู่ประเทศได้อย่างยั่งยืน” นายปริญญ์กล่าว

รายงานพิเศษ : ประมูลโละสต๊อกยาง…ได้มากกว่าเสีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605057

รายงานพิเศษ : ประมูลโละสต๊อกยาง...ได้มากกว่าเสีย

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

ทิศทางสถานการณ์ราคายางพาราจะเป็นอย่างไรในไตรมาสสุดท้าย หลังจากทิศทางราคายางเริ่มค่อยๆลดลงตั้งแต่กรกฎาคม 2564 เป็นต้นมา ราคายางเฉลี่ยในเดือนกันยายน 2564 ยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 52.29 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 50.12 บาท/กก. และน้ำยางสด ราคา 47.92 บาท/กก.

อย่างไรก็ตามทิศทางราคายางยังไม่แน่นอนในปัจจุบัน มีการจับไปโยงกับกรณีที่ การยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ประมูลระบายสต๊อกยางจำนวน 104,763.35 ตัน ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยางมีแนวโน้มลดลง และยังกล่าวหาว่ามีความไม่โปร่งใส ทำให้ประเทศชาติเสียหายอีกด้วย

เรื่องนี้จริงหรือไม่ จะเอาหลักฐานความเป็นจริงมาพิจารณาวิเคราะห์กัน?

ราคายางในเดือนเมษายน 2564 ก่อนที่จะเปิดประมูลยาง ราคาเฉลี่ยยางแผ่นรมควันชั้น 3 ราคา 62.80 บาท/กก. ยางแผ่นดิบ ราคา 60.13 บาท/กก. และน้ำยางสดราคา 59.52 บาท/กก.

สำหรับยางที่ กยท.เปิดประมูลในลอตดังกล่าว เป็นยางเก่าค้างสต๊อกจากโครงการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกรเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2555 และโครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เมื่อปี 2557 ที่รับซื้อเข้ามาเพื่อตัดปริมาณยางในตลาดรักษาสถานภาพราคายาง รวมกันประมาณ 278,000 ตัน โดยในปีเดียวกันคือปี 2557 ก็ได้มีการเปิดประมูลเพื่อระบายยางจำนวนดังกล่าวเป็นครั้งแรก แต่บริษัทที่ชนะการประมูลไม่ทำตามสัญญารับซื้อไปเพียงแค่ 37,602 ตัน เพราะราคายางตกลงมาอย่างมากจึงรับซื้อไม่ครบ ทำให้ยางยังคงค้างสต๊อกจำนวนมาก

ต่อมาระหว่างปี 2559-2560 ได้เปิดประมูลครั้งที่ 2 เป็นการประมูลแบบคละเหมาคุณภาพแยกโกดัง ให้พ่อค้าเข้าไปตรวจสอบคุณภาพ
หากพอใจโกดังไหนที่ประมูลโกดังนั้น พ่อค้าก็เลือกยางที่คุณภาพดีไปหมด เหลือเฉพาะที่ยางเก่าคุณภาพไม่ดี จำนวน 104,763.35 ตัน และมีพ่อค้าบางกลุ่มนำยางในสต๊อกดังกล่าวไปอ้างว่า “ยางไม่ขาดมีในสต๊อกเป็นแสนๆตัน” เพื่อกดราคารับซื้อยางจากเกษตรกร ทั้งๆที่ยางดังกล่าวเป็นยางเสื่อมสภาพ ซึ่งได้มีการตรวจสอบคุณภาพและการประเมินมูลค่าสต๊อกยางแล้วจาก คณะกรรมการบริหารสต๊อกยาง บริษัทผู้ประเมินอิสระ ผู้แทนของเกษตรกรชาวสวนยาง และสถาบันวิจัยยาง กยท. แล้วว่า “เป็นยางเสื่อมสภาพ” ที่ไม่มีสภาพพร้อมใช้ ถ้าจะใช้จะต้องนำไปฟื้นฟูปรับสภาพใหม่ ซึ่งจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนนี้

นอกจากนี้การเก็บรักษายางในสต๊อกยังมีค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าเช่าโกดัง ค่าประกันภัยยางพารา โดย ระหว่างปี 2555-2559 ใช้เงินไปทั้งสิ้น 2,317 ล้านบาท และระหว่างปี 2559-2564 ใช้เงินไปอีก 925 ล้านบาท เป็นการนำเงินจากกองทุน
พัฒนายางพาราซึ่งเป็นเงินที่ดูแลเกษตรกรชาวสวนยางมาใช้

ดังนั้นคณะกรรมการการยางธรรมชาติ (กนย.) ซึ่งมีทั้งหมด 31 ท่าน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นรองประธาน และผู้แทนส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานเอกชน ผู้แทนเกษตรกรและเครือข่ายเกษตร ตลอดจนผู้ว่าการ กยท. ร่วมเป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ให้ระบายยางในสต๊อกดังกล่าวให้หมดโดยเร็ว และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 ซึ่ง ครม.ก็มีมติเห็นชอบให้เร่งระบายยางในสต๊อก เพื่อลดภาระงบประมาณและรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ โดยต้องดูจังหวะที่เหมาะสมและไม่กระทบกับราคายางในตลาดมากนัก

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังได้ให้นโยบาย กยท. ด้วยว่า ให้ดูช่วงเวลาที่เหมาะสมในการระบายเพื่อไม่ให้กระทบราคายางในตลาดโดยที่พี่น้องเกษตรกรต้องได้รับประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องรักษาผลประโยชน์ของภาครัฐเพราะเป็นเงินภาษีพี่น้องประชาชน และที่สำคัญต้องถูกต้องตามระเบียบ สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน โดยรัฐมนตรีเฉลิมชัยได้เน้นย้ำที่สุดคือ “ห้ามทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเด็ดขาด”

คณะกรรมการ กยท. ที่มีผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนเกษตรกรชาวสวนยาง
ผู้แทนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้แทนที่มีความเชี่ยวชาญทางการค้า เป็นกรรมการ ได้มีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2564 ให้ กยท.ดำเนินการระบายสต๊อกยางในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 เนื่องจากเป็นฤดูปิดกรีด ปริมาณผลผลิตมีไม่มาก การระบายยางในช่วงเวลานี้จะมีผลกระทบต่อตลาดน้อยหรือแทบไม่มีผลกระทบเลย

การเปิดประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 จำนวน 104,763.35 ตันดังกล่าว ได้มีการกำหนดราคากลาง และหลักเกณฑ์การประมูลคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ และเป็นไปตามมติของคณะกรรมการ กยท. ที่ได้มีการพิจารณาตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และโปร่งใส ทั้งนี้ มีบริษัทที่ผ่านคุณสมบัติตามประกาศเบื้องต้นและสามารถเข้าร่วมประมูลได้มีจำนวน 6 ราย แต่มีเพียงบริษัทเดียวที่สนใจเข้ายื่นประมูล คือ บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) ซึ่งบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่ระบุไว้ในประกาศทุกประการ อีกทั้งยังเสนอซื้อยางในราคาที่สูงกว่าที่ กยท. กำหนด โดยเสนอซื้อในราคา 37.28 บาทต่อกิโลกรัม รวมมูลค่าประมาณ 3,900 ล้านบาท

ทำไมราคาที่เสนอซื้อถูกกว่า ราคายางในช่วงเวลานั้น?

ราคายางแผนรมควันชั้น 3 ในเดือนเมษายน 2564 เฉลี่ย 62.80 บาท/กก. แต่นี่คือ ราคายางใหม่ ดังนั้นจะเอาราคายางเก่า 9 ปีที่เสื่อมสภาพแล้วจะนำมาเปรียบเทียบกันกับราคายางใหม่ แล้วกล่าวหาว่า รัฐเสียประโยชน์ และเป็นการทุบราคายาง ไม่น่าจะถูกต้อง

คิดง่ายๆ รถยนต์ใหม่ป้ายแดง กับรถยนต์เก่า 9 ปีที่ขับไม่ได้ จะขายในราคาเท่ากันหรือไม่? และเมื่อขายรถยนต์เก่าในราคาถูก จะเป็นการทุบราคารถยนต์ใหม่…ใช่หรือครับ?

นอกจากนี้ในการประมูลขายยางในสต๊อกครั้งที่ 3 ยังได้กำหนดให้บริษัทผู้ชนะการประมูลต้องดำเนินการชำระเงินทั้งหมดให้แก่ กยท. ภายในวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 และดำเนินการรับมอบยางให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 
31 พฤษภาคม 2564 หากพ้นจากระยะเวลาที่กำหนด ผู้ชนะการประมูลต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเองทั้งหมด พร้อมยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่า บริษัทผู้ประมูลยางได้ต้องซื้อยางจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางอีก 1 เท่าของปริมาณยางที่ประมูลได้ ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่จะนำมาเป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อยางในช่วงไตรมาสสุดท้ายที่จะมียางใหม่ออกสู่ตลาดจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้มั่นใจได้ว่า จะได้บริษัทที่มีศักยภาพในการผลิตและแปรรูป ตลอดจนมีความเข้มแข็งทางการเงินพอเพียง เพื่อการันตี
ว่าจะไม่สร้างความเสียหายให้กับรัฐ และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรชาวสวนยาง กยท.จึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะประมูลด้วยว่าจะต้องเคยร่วมประมูลซื้อยางที่มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทกับ กยท. และโรงงานต้องมีปริมาณการผลิตและแปรรูป มากกว่า 200,000 ตัน ในปี 2563 ตลอดจนต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 200 ล้านบาท พร้อมให้ยืนหลักฐานแสดงความสามารถในการชำระเงิน หรือหลักฐานที่ธนาคารรับรองไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท

หลังจาก บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้ชนะการประมูล ราคายางใหม่ในตลาดไม่ได้ลดลงเลย ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนพฤษภาคม 2564 ราคาเฉลี่ย 68.27 บาท/กก. ในเดือนมิถุนายน 2564 ราคาเฉลี่ย 61.48 บาท/กก. ราคายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกันกับก่อนที่จะเปิดประมูลยาง แสดงว่า การประมูลยางเก่าในสต๊อกครั้งนี้ไม่มีผลต่อราคายางใหม่ในตลาด

ราคายางเริ่มลดลงในเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2564 ซึ่งน่าจะมาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ค่อนข้างรุนแรง ประกอบกับยางใหม่เริ่มออกสู่ตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติของ Demand กับ Supply

ก่อนหน้านี้ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้วิเคราะห์ไว้ว่า ในช่วงนี้ของทุกๆปี ผลผลิตยางจะออกสู่ตลาดค่อนข้างมากอยู่แล้ว ราคายางจึงจะลดลงบ้าง แต่ปีนี้ปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อราคายางน่าจะมาจากสถานการณ์การระบาดขอโควิด-19 ที่รุนแรง ทำให้ตลาดยางยังมีความกังวล แต่ถ้ามองในระยะยาวการระบาดของโควิด-19 คลี่คลาย ความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผนวกกับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะ 3 มาตรการสนับสนุนการทำสวนยางแบบผสมผสาน และมาตรการอื่นๆของรัฐบาลแล้ว ราคายางในอนาคตน่าจะสดใสอย่างมีเสถียรภาพ

หากพิจารณาวิเคราะห์ให้ดีๆแล้ว ถ้ากยท.ไม่ตัดสินใจขายยางเก่าในสต๊อกในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาราคายางในปัจจุบันอาจจะต่ำกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะต่างชาติคิดว่า ยังมียางในสต๊อก แล้วก็จะกดราคารับซื้อ ยางใหม่ที่ออกสู่ตลาดมากขึ้นในช่วงนี้….ราคายางแผ่นรมควันอาจจะต่ำกว่า40 บาท/กก.ก็เป็นไปได้

ก.เกษตรฯส่งเสริมปลูกฟ้าทะลายโจรสู้โควิด นำร่อง‘สหกรณ์การเกษตรพระยืน’ขอนแก่น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605054

วันอังคาร ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการผลิตฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร จ.ขอนแก่น ณ บ้านดงกลาง ตำบลบ้านโต้น อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายขับเคลื่อนการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบให้กับผู้ผลิตยาฟ้าทะลายโจรเป็นยาต้านไวรัส
โควิด-19 และได้มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จะสนับสนุนกล้าพันธุ์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูง ให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งผลที่ได้รับจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอนาคตอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ต่อไป

สำหรับการจัดทำโครงการฯ ในครั้งนี้มีเป้าหมายคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจำนวน498 ไร่ เป้าหมายในปี 2564 จำนวน98 ไร่ และปี 2565 จำนวน 400 ไร่ ในพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ โดยจะมีการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถาบันเกษตรกร เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสหกรณ์ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อแปรรูปป้อนเข้าสู่ตลาด โดยได้กำหนดวิธีการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ส่งเสริมสนับสนุนการปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร เพื่อเป็นวัตถุดิบในการพัฒนายาต้านไวรัสโควิด–19 โดยมีแปลงปลูกฟ้าทะลายโจรของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดงกลาง สังกัดสหกรณ์การเกษตรพระยืน จำกัด ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องปลูกพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจำนวน 3 สายพันธุ์ แบ่งเป็น พันธุ์พื้นเมือง จำนวน 20,000 ต้น/พันธุ์พิจิตร 4-4 จำนวน 10,000 ต้น / พันธุ์พิษณุโลก 5-4 จำนวน 10,000 ต้น รวมทั้งสิ้น 40,000 ต้น และจะขยายผลให้ครอบคลุมพื้นที่ของจังหวัดขอนแก่นต่อไป นอกจากนี้ การดำเนินโครงการดังกล่าวคาดหวังว่า จะเป็นการสร้างอาชีพใหม่หรือเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกและเกษตรกร รวมทั้งสนับสนุนผลผลิตฟ้าทะลายโจรให้เข้าสู่ตลาดสำหรับเป็นยาต้านไวรัสโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น

กรมชลฯเตือนชาว’บางระกำ-พรหมพิราม’เตรียมรับน้ำต่อจากสุโขทัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605075

กรมชลฯเตือนชาว'บางระกำ-พรหมพิราม'เตรียมรับน้ำต่อจากสุโขทัย

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 19.51 น.

กรมชลประทาน ประสานไปยังจังหวัดพิษณุโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ อ.บางระกำ และ อ.พรหมพิราม เตรียมรับน้ำหลากจากสุโขทัย หลังระดับน้ำในแม่น้ำยมสายหลักมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากอิทธิพลร่องมรสุม พาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำ กำลังแรงที่อ่อนกำลังจาก พายุโซนร้อน “เตี้ยนหมู่” ปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลทำให้ประเทศไทย ตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุโขทัยมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำแม่มอกและคลองแม่รำพัน เพิ่มสูงขึ้นไหลเข้าท่วมพื้นที่ อ.ทุ่งเสลี่ยม อ.บ้านด่านลานหอย และอ.เมืองสุโขทัย ฝั่งขวาของแม่น้ำยม และอ.สวรรคโลก

สถานการณ์น้ำในแม่น้ำยม ปัจจุบัน(27 ก.ย. 64) ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมตอนบนบริเวณ อ.ศรีสัชนาลัย มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 233.50 ลบ.ม/วินาที มีแนวโน้มลดลง ในขณที่กรมชลประทานได้ใช้ประตูระบายน้ำ(ปตร.)แม่น้ำยม(บ้านหาดสะพานจันทร์) ในการหน่วงน้ำไว้ด้านเหนือประมาณ 15.30 ล้าน ลบ.ม. และควบคุมการระบายน้ำผ่านปตร.บ้านหาดสะพานจันทร์ ลงสู่ด้านท้ายบริเวณ อ.เมืองสุโขทัย 136 ลบ.ม/วินาที เพื่อให้น้ำจากลำแม่มอกและคลองแม่รำพัน รวมถึงน้ำที่มาจาก อ.พรานกระต่าย จ. กำแพงเพชร และ อ.คีรีมาศ จ.สุโขทัย ไหลลงแม่น้ำยมทางด้านเหนือและด้านท้ายของประตูระบายน้ำยางซ้าย อ.เมืองสุโขทัย ได้สะดวกมากขึ้น ก่อนจะไหลลงสู่ อ.บางระกำ จ.พิษณุโลก ในลำดับต่อไป

ปัจจุบัน แม่น้ำยมสายหลัก ที่สถานีวัดน้ำ Y.64 อ.บางระกำ ระดับน้ำ สูงกว่าตลิ่ง 0.44 เมตร มีน้ำไหลผ่าน 421.60 ลบ.ม/วินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำยมสายหลัก บริเวณ อ.บางระกำ และ แม่น้ำสายเก่า-คลองเมม-คลองบางแก้ว อ.พรหมพิราม และ อ.บางระกำ มีระดับเพิ่มสูงขึ้น มีแนวโน้มที่จะเอ่อล้นตลิ่งได้ โครงการชลประทานพิษณุโลก ได้ประสานไปยังจังหวัดพิษณุโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ที่อาศัยอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำยม แม่น้ำยมสายเก่า และคลองเมม-คลองบางแก้ว ให้เตรียมการขนของขึ้นที่สูง ขนย้ายสัตว์เลี้ยง ที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำ และ ติดตามข่าวสาร สถานการณ์น้ำ สภาพภูมิอากาศ จากทางหน่วยราชการอย่างใกล้ชิดด้วย

ขอบคุณข้อมูลเฟชบุ๊ก รอบรั้วชลประทาน

กษ.ตั้งรับโจทย์การค้าหลังโควิด ยกระดับมาตรการป้องกันปนเปื้อนเชื้อสินค้าเกษตรทุกมิติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/605006

กษ.ตั้งรับโจทย์การค้าหลังโควิด ยกระดับมาตรการป้องกันปนเปื้อนเชื้อสินค้าเกษตรทุกมิติ

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.58 น.

กระทรวงเกษตรฯ ตั้งรับโจทย์การค้าหลังโควิด-19 ยกระดับมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อในสินค้าเกษตรทุกมิติ

เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2564 นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โจทย์การค้าหลังโควิด-19 นั้น เป็นเรื่องสำคัญ เพราะคาดว่าจะมีกฎเกณฑ์ของประเทศผู้นำเข้าต่างๆ ตามมาอีกมากมาย แต่ปัจจัยหลักๆแล้วคาดว่าจะเป็นในด้านของความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องยกระดับมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อของสินค้าเกษตรในทุกกระบวนการให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่การผลิต โดยตัวของเกษตรกรเอง ต้องบริหารจัดการฟาร์มทำความสะอาดพื้นที่และสวนเกษตร มาตรการสำหรับผู้ประกอบการสถานประกอบการโรงคัดบรรจุผลไม้ (ล้ง) และมาตรการสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าเกษตร มีการเฝ้าระวัง ตั้งแต่การพ่นยาฆ่าเชื้อตั้งแต่ต้นทางจากสวน จนถึงระบบขนส่ง พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของกรมวิชาการเกษตร ติดตามกำกับดูแลที่โรงคัดบรรจุให้ปฏิบัติตามมาตรการ และตรวจสอบใบรับรองการทำเกษตรที่ดีและเหมาะสม GAP และศัตรูพืช เพื่อออกใบรับรองสุขอนามัยพืชให้แก่ผู้ประกอบการส่งออกอย่างเคร่งครัด โดยยึดตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO)

นายทองเปลว กล่าวว่า ด้านปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ได้ประสานกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ส่วนราชการในพื้นที่ และผู้ประกอบการ ให้มีมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ในโรงงาน และตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอย่างเข้มงวด มีการเก็บสินค้าตัวอย่าง หากพบมีความเสี่ยงหรือปนเปื้อนเชื้อ กรมปศุสัตว์จะไม่อนุญาตให้ทำการจำหน่ายหรือส่งออกในทันที นอกจากนี้ โรงานผลิตที่มีขอบเขตพื้นที่ชัดเจน หากพบการติดเชื้อของพนักงาน ให้คัดแยกผู้ติดเชื้อออกได้อย่างรวดเร็ว เพื่อกักตัวในพื้นที่ที่จัดไว้เพื่อเป็นการยกระดับความเข้มข้นของการเฝ้าระวังและป้องกันเพื่อควบคุมเชื้อและการปนเปื้อนต่างๆภายใต้มาตรการบับเบิลแอนด์ซีล (Bubble and Seal)

สำหรับสินค้าประมง กรมประมงได้เข้มงวดระบบการควบคุมตรวจสอบ ตั้งแต่ต้นทาง เช่น เรือประมง มีการผ่านการตรวจสอบ มาตรฐานสุขอนามัย มีมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจะต้องได้มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี (GAP) โดยสินค้าประมงส่งออก มีการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยตลอดสายการผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบที่นำเข้าโรงงาน กระบวนการในการแปรรูป การบรรจุ ตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice หรือ GMP และ Hazard Analysis Critical Control Point หรือ HACCP เพื่อให้ระบบคุณภาพของโรงงานและผลิตภัณฑ์เป็นไปตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ กรมประมงได้ร่วมกับผู้ประกอบการ กำหนดมาตรการ ในการเฝ้าระวัง ติดตามและดูแลแรงงานในสถานประกอบการตามมาตรฐานการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ทางกระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ทั้งมาตรการ Bubble and seal และอื่นๆ ที่จำเป็น

“การเฝ้าระวังทั้งหมด ไม่ได้เฉพาะสินค้าที่จะส่งออกไปจีนเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการอย่างเข้มงวดในทุกตลาด กรณีที่จีนแจ้งเตือนมานั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำมาวิเคราะห์ หาแนวทางแก้ไข รวมทั้งคาดการณ์ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในระยะต่อไป เพื่อปรับกระบวนการเตรียมรับผลกระทบในทุกทาง” นายทองเปลว กล่าว

นายทองเปลว กล่าวด้วยว่า ล่าสุดได้กำชับให้สำนักงานเกษตรในต่างประเทศ ประสานงานกับสำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ เร่งทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงกระบวนการผลิตสินค้าเกษตรไทยปราศจากการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 อย่างแน่นอน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง และจนถึงขณะนี้ยังไม่พบการปนเปื้อนเกิดขึ้นแต่อย่างใด รวมทั้งได้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการ เพื่อควบคุม กำกับดูแล ป้องกันการปนเปื้อนของเชื้ออย่างเข้มงวดให้มากกว่าเดิม ทั้งนี้ หากมีการตรวจพบเชื้อปนเปื้อนในกระบวนการผลิต กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน และผู้ประกอบการเราจะร่วมมือกันในการตรวจสอบย้อนกลับ ถึงสาเหตุการปนเปื้อนอย่างเร่งด่วนและเร่งแก้ปัญหาในทันที

“หลังจากนี้การสุ่มตรวจสินค้าเกษตรส่งออกทุกชนิด จะต้องมากกว่าที่ตกลงไว้ในพิธีสารของแต่ละประเทศ อย่างกรณีการส่งออกลำไย ในตลาดจีนกำหนดให้สุ่มตรวจ 3% แต่หลังจากนี้จะสุ่ม 10% เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้นำเข้าและผู้บริโภค เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เราจะมาโทษใคร แต่หลังจากนี้ไป ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ทั้งหมดคือโจทย์ที่ท้าท้ายของกระทรวงเกษตรฯในการเดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อในสินค้าเกษตรทั้งระบบ เพื่อปกป้องและรักษาตลาดส่งออกสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลกแบบยั่งยืนในอนาคต” นายทองเปลว กล่าว

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่สำรวจระดับน้ำเมืองนนท์ พร้อมเร่งผลักดันงบแก้น้ำท่วม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604997

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่สำรวจระดับน้ำเมืองนนท์ พร้อมเร่งผลักดันงบแก้น้ำท่วม

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 16.47 น.

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 27 กันยายน 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายธนา ชีรวินิจ เลขา รมว.เกษตรและสหกรณ์ , นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน , ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี , นายจำลอง ขำสา รอง นายก อบจ.นนทบุรี , นายปรีดา เชื้อผู้ดี นายก อบต.ท่าอิฐ และหัวหน้าส่วนราชการ เดินทางเข้าตรวจสอบระดับแม่น้ำเจ้าพระยา ที่บริเวณท่าน้ำมัสยิดท่าอิฐ หมู่ 10 ต.ท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จากนั้นได้ดูแผนที่แนวตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา และได้ทำการหารือกับผู้น้ำท้องถิ่น โดยใช้เวลาประชุมนานกว่า 30 นาที ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า หลังจากที่ประชุมร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการได้ข้อสรุปว่า ในส่วนของ จ.นนทบุรี นั้น ยังมีพื้นที่ที่เว้นช่วงการก่อสร้างแนวเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกจำนวน 10 จุด ซึ่งหลังจากนี้จะทำการผลักดันงบประมาณประจำปี 2567 – 2568 เป็นจำนวนเงินกว่า 3 พันล้านบาท ให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยเหมือนปี 2554 และในส่วนของการดูแลต่างๆ ต้องขอบอกกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณริมเเม่น้ำไว้ ณ โอกาสนี้ว่า จะมีเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือและดูเเลในเรื่องของความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง – 006

ชายคาพระพิรุณ : 27 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604827

วันจันทร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดแถลงข่าวออนไลน์ ถึงความคืบหน้าโครงการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกภาคส่วน ซึ่งดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก ดำเนินการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาผลกระทบของพี่น้องเกษตรกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้น ทั้งการจัดซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกร ที่ประสบปัญหาสินค้าล้นตลาดราคาตกต่ำ เพื่อนำไปมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ภายใต้ “โครงการแบ่งปันน้ำใจ เกษตรไทยสู้ภัยโควิด-19” ซึ่งดำเนินการแล้ว 264 ครั้ง 46 จังหวัด รวมเป็นมูลค่าสินค้าทั้งสิ้น 1.2 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และกลุ่มเกษตรกร รวมถึงการช่วยกระจายผลผลิตให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ในแคมเปญ “เกษตรกรแฮปปี้” จำนวน 2 เฟส สามารถช่วยระบาย มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย ได้จำนวนมาก ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชน ทำให้ราคาผลไม้ปรับตัวสูงขึ้นเป็นที่น่าพอใจ และได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการขนส่งและเป็นจุดกระจายสินค้า สำหรับระยะยาว กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินงานโครงการสำคัญหลายโครงการ ภายใต้โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยมีโครงการสำคัญหลายโครงการ ได้แก่ โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด ซึ่งมีหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมดำเนินการ และโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) เป็นต้น

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร บอกว่า กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการ แบ่งตามแหล่งที่มาของงบประมาณ ประกอบด้วย 1.เงินกู้ตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ. 2563 จำนวน 12 โครงการ เช่น โครงการยกระดับแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด โครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) และโครงการที่หน่วยงานระดับจังหวัดเสนอขอดำเนินการ เช่น โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร (สมุทรสงคราม) โครงการส่งเสริมการปลูกผักปลอดภัยเชิงการค้าในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ (จังหวัดสตูล) เป็นต้น ผลการดำเนินงานโดยภาพรวม มีการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 3,029 ล้านบาท คิดเป็น 56.92% ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยมีหลายโครงการที่ดำเนินการเบิกจ่ายเสร็จสิ้นแล้ว และ 2.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายในการบรรเทา แก้ไขปัญหา และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตสินค้าเกษตร (จังหวัดสมุทรสงคราม) และโครงการโรงเรือนเพาะเห็ดอัจฉริยะ (จังหวัดสระบุรี) ขณะนี้ดำเนินการเบิกจ่ายไปแล้วประมาณ 1.14 ล้านบาทคิดเป็นร้อยละ 83.37 ของวงเงินงบประมาณที่ได้รับ

ขุนเกษตรา

‘เฉลิมชัย’นำทีมผู้บริหาร กษ.ตามติดนายกฯ ลงพื้นที่สุโขทัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604852

'เฉลิมชัย'นำทีมผู้บริหาร กษ.ตามติดนายกฯ ลงพื้นที่สุโขทัย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2564, 21.42 น.

“เฉลิมชัย”นำทีมผู้บริหาร กษ.ตามติดนายกฯ ลงพื้นที่สุโขทัย ให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารหน่วยงานในสังกัด ลงพื้นที่ติดตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจและมอบถุงยังชีพให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย อำเภอศรีสำโรง จำนวน 2 จุด ได้แก่ บ้านคลองชัด หมู่ที่ 8 ต.วังใหญ่ และวัดดอนจันทร์ หมู่ที่ 4 ต.บ้านไร่ จากนั้นได้เดินทางไปติดตามสถานการณ์อุทกภัยและการดูแลประชาชน ณ วัดบ้านซ่าน ต.บ้านซ่าน อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย

โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้ความช่วยเหลือในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ย.64) ได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว จำนวน 7 เครื่อง / เครื่องผลักดันน้ำ 5 เครื่อง / รถแบคโฮ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ บริเวณลำน้ำแม่มอก และสนับสนุนเรือตรวจการ 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่ 5 ราย รวมถึงแจกจ่ายหญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 10,000 กก. ถุงยังชีพ 60 ชุด สร้างเสริมสุขสัตว์ 60 ชุด และในวันนี้ (วันที่ 26 ก.ย. 64) กระทรวงเกษตรฯ ได้สนับสนุนเกษตรกร ได้แก่ หญ้าอาหารสัตว์พระราชทาน 10 ตัน / อาหาร TMR 2 ตัน / แร่ธาตุ 250 ก้อน (500 กิโลกรัม) / ถุงยังชีพสัตว์ 200 ชุด เชื้อราไตรโคเดอร์มา หัวเชื้อพร้อมใช้ 1,000 กิโลกรัม หัวเชื้อชั้นขยาย 1,000 ขวด (สามารถไปขยายเป็นหัวเชื้อพร้อมใช้ได้ 25,000 กก.) และเมล็ดพันธุ์ผัก 2,000 ซอง (ถั่วฟักยาว กระเจี๊ยบเขียน พริกจินดา ผักบุ้งจีน)

นอกจากนี้ ยังเตรียมให้การสนับสนุนปัจจัยต่างๆ ในระยะต่อไป ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ข้าว 4,551.70 ตัน เมล็ดพันธุ์ผัก 9,960 ซอง ต้นพันธุ์พืชผัก/พืชอาหาร 4,410,000 ต้น (อาทิ กระเพรา โหระพา พริก มะเขือ ผักหวาน ไพล) ต้นพันธุ์ไม้ผล/ไม้เศรษฐกิจ 176,000 ต้น (อาทิ กล้วย ขนุน มะนาว มะละกอ หม่อน) เชื้อราไตรโคเดอร์มา ที่สามารถไปขยายเป็นหัวเชื้อพร้อมใช้ได้ไม่น้อยกว่า 75,000 กิโลกรัม/รอบการผลิต (4 วัน) และเตรียมพันธุ์สัตว์น้ำปล่อยตามแหล่งธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งอาหารในชุมชน

ขณะเดียวกันยังเร่งรัดสำรวจความเสียหายเบื้องต้นในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย (ข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ย. 64) แบ่งเป็น ด้านพืช เกษตรกร 14,464 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 169,297 ไร่ ข้าว 150,774 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 16,761 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้น 1,762 ไร่ โดยในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง เกษตรกร 4,593 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 69,703 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 67,082 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 2,224 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่น ๆ 397 ไร่ ด้านประมง เกษตรกร 2,504 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 3,087 ไร่ ในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง เกษตรกร 300 ราย พื้นที่เพาะเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 350 ไร่ ด้านปศุสัตว์ เกษตรกร 6,336 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 233,325 ตัว โค-กระบือ 26,036 ตัว สุกร 6,479 ตัว แพะ-แกะ 1,040 ตัว สัตว์ปีก 199,770 ตัว แปลงหญ้า 431 ไร่ ในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง เกษตรกร 2,412 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 101,052 ตัว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมมาตราการช่วยเหลือช่วยเกลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ และมาตรการอื่น ๆ กรณีเสียหายสิ้นเชิง โดยสามารถติดต่อขอรับสิทธิ์การช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตร/ประมง/ปศุสัตว์อำเภอ หรือเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯ ใกล้บ้านท่าน ทั้งนี้ หลักเกณฑ์/คุณสมบัติเกษตรกรที่ได้รับการช่วยเหลือ จะต้องเป็นเกษตรกรที่มีพื้นที่การผลิตเสียหายสิ้นเชิงอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตฯ และขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัย

รมช.มนัญญา Kick off โครงการส่งเสริมผลิตฟ้าทะลายโจร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604274

รมช.มนัญญา Kick off โครงการส่งเสริมผลิตฟ้าทะลายโจร

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Kick offโครงการส่งเสริมการผลิตฟ้าทะลายโจร ในสถาบันเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบาย จัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพร(ฟ้าทะลายโจร) สู้ภัยโควิด-19 ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายการขยายพื้นที่ปลูกฟ้าทะลายโจรเพื่อป้อนเป็นวัตถุดิบในกระบวนการแปรรูปเข้าสู่ตลาดสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและสมาชิกของสหกรณ์ อย่างไรก็ตามยังเป็นโอกาสให้กับสหกรณ์ในการต่อยอด ขยายการส่งเสริมและเพิ่มพื้นที่ปลูกให้กับสมาชิกสหกรณ์รายอื่นๆ รวมทั้งเป็นการรักษาเสถียรภาพด้านปริมาณ และราคาให้เกิดความสมดุล ส่งเสริมให้ประชาชนใช้พืชสมุนไพรไทยเป็นทางเลือกในการบำบัด ควบคุม และรักษาโรคเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกร ซึ่งกรมวิชาการเกษตร จะสนับสนุนกล้าพันธุ์ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์สูงให้กับสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และอนาคตอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ต่อไป สำหรับการจัดทำโครงการส่งเสริมการปลูกฟ้าทะลายโจรในสถาบันเกษตรกรในครั้งนี้ มีเป้าหมายคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมจำนวน 498 ไร่ เป้าหมายในปี 2564 จำนวน 98 ไร่ และปี 2565 จำนวน 400 ไร่ ในพื้นที่ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดงกลาง สังกัดสหกรณ์การเกษตรพระยืน จำกัด ได้ดำเนินการผลิตและแปรรูปฟ้าทะลายโจร โดยมีสมาชิกปลูกฟ้าทะลายโจร จำนวน 26 ราย การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนกล้าพันธุ์ฟ้าทะลายโจรจากกรมวิชาการเกษตร รวมจำนวน 40,000 ต้นโดยมีเป้าหมายให้เป็นการปลูกแบบอินทรีย์ทั้งหมด และยังมีการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนถึงการเก็บเกี่ยว การแปรรูป เพื่อให้ได้ผลผลิตฟ้าทะลายโจรที่ปลอดภัยและมีคุณค่าทางยามากที่สุด โดยในส่วนของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านดงกลาง สังกัดสหกรณ์การเกษตรพระยืน จำกัด ขณะนี้ได้มีโรงงานผลิตและแปรรูปสมุนไพรหลากหลายชนิด ทั้งด้านกระบวนการแปรรูปสมุนไพร การบด การบรรจุการแพ็กผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรฟ้าทะลายโจร แบบแคปซูล และชาฟ้าทะลายโจรผลิตภัณฑ์สมุนไพรแปรรูป ชาใบหม่อน ชารางจืด ชาว่านชัดมดลูก ลูกประคบสมุนไพร ที่นับว่าเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคนิยมซื้อกันมากในขณะนี้ จึงนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างมาตรฐานการผลิตที่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ ได้ศึกษาดูงาน เพื่อสร้างมาตรฐานที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่ได้มาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภค และจะสร้างโอกาสในการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศต่อไป