กยท.เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งให้ยางไทย ฝ่าโควิด-19ผลักดันเกษตรกรก้าวสู่ภาคธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604275

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2564 สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่รุนแรง ได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของยางพาราของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่ง กยท.ได้มีการปรับรูปแบบการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์นำระบบไอทีเข้ามาใช้ในการบริหารจัดการมากขึ้น พร้อมออกมาตรการต่างๆ ช่วยเหลือเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินโครงการชะลอการขายยางของสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง โครงการขยายเวลาการชำระหนี้เงินกู้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการยาง เป็นต้น ซึ่งสามารถช่วยเหลือผลกระทบและรักษาเสถียรภาพราคายางในห้วงเวลาวิกฤตโรคระบาดได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงินให้ชาวสวนยางไม่ให้หยุดชะงัก ขณะเดียวกันยังได้มีการส่งเสริมการใช้ยางเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศอีกด้วย ทำให้สถานการณ์ราคายางวันนี้ยังอยู่ในแนวโน้มที่ดีคือยางแผ่นรมควันราคามากกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม และราคายางก้อนราคาไม่ต่ำกว่า 46 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ กยท.ได้วางเป้าหมายสำคัญเพื่อต่อยอดความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมยางพาราไทย โดยได้ส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ มุ่งหวังพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยางสู่การเป็น Smart Farmer ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพ การตลาด การบริหารจัดการ โดยการบูรณาการร่วมกันทั้งในส่วนของเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางหน่วยราชการ และภาคเอกชน ทั้งนี้ มีการกำหนดเป้าหมายให้มีโรงงานแปรรูปยางพาราครอบคลุมพื้นที่ทุกเขตของ กยท. ทั้ง 7 เขต เช่น โรงงานแปรรูปน้ำยางข้นของสหกรณ์เครือข่ายยางพาราจังหวัดตราด โรงงานแปรรูปน้ำยางข้นที่ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นต้น ทำให้สามารถรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง ลดค่าใช้จ่ายเรื่องขนส่ง สามารถควบคุมคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีราคารับซื้อเป็นธรรม มีตลาดรองรับแน่นอน มีพื้นที่จัดเก็บสินค้า สิ่งเหล่านี้เป็นกลไกที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางได้เป็นอย่างดี

“กยท.ได้เริ่มดำเนินการผลักดันเกษตรกรเข้าสู่โหมดธุรกิจให้เป็นผู้ประกอบการได้ ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่าง กยท.กับสถาบันเกษตรกรและโรงงานแปรรูปของภาคเอกชน เปิดโอกาสให้สถาบันเกษตรกรรวบรวมผลผลิตส่งให้โรงงานเอกชนแปรรูป พร้อมทั้งร่วมมือกันทำการตลาด เพื่อให้เกิดการเรียนรู้วิธีทำธุรกิจ โดย กยท.จะสนับสนุนเงินลงทุนเสริมสภาพคล่อง สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง เข้าสู่ธุรกิจการทำตลาดนอกเหนือจากการขายผลผลิตที่ต้นน้ำให้มากขึ้น เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรได้ดีอีกช่องทางหนึ่ง รวมทั้งยังเป็นช่วยพัฒนาและสร้างความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยางพาราไทยอีกด้วย” ผู้ว่าการกยท.กล่าว

ผู้ว่าการ กยท. กล่าวด้วยว่า กยท. ยังได้ทำการศึกษาความเหมาะสมเพื่อจัดสร้างศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมยางพาราไทยแบบครบวงจร (Rubber Innovation Hub) ภายใต้เนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ใน จ.นครศรีธรรมราช รูปแบบภายในศูนย์เรียนรู้ฯ จะคล้ายๆ เป็นนิคมอุตสาหกรรมยางพาราครบวงจร ประกอบด้วยเรื่องของยางพาราไทยครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกยางไปจนถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ความรู้เกี่ยวกับพันธุ์ยางพาราไทย เทคนิคการปรับปรุงพันธุ์ แปลงปลูกสาธิต เทคนิคกรีดยาง โรงงานแปรรูป งานทดลองศึกษาค้นคว้าวิจัยยางพาราต่างๆ เป็นต้น ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปยืนอยู่ในแถวหน้าของอุตสาหกรรมยางพาราได้อย่างมั่นคง และเป็นศูนย์กลางผลิตภัณฑ์ยางพาราของโลกได้

ส่วนแผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565 จะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเข้มเข็มให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางต่อเนื่องจากปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การเรียนรู้นวัตกรรมยางพาราไทยแบบครบวงจร จะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมทั้งจะจัดตั้งบริษัทลูกในเครือของ กยท. เพื่อดำเนินการด้านการตลาด นอกจากนี้จะดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นมาตรการทางอ้อมในให้ความช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้สม่ำเสมอในภาวะวิกฤตจากการระบาดโควิด-19 ล่าสุดคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประธาน ได้พิจารณาเห็นชอบให้ดำเนินการแล้ว

สศท.จัดประกวดงานหัตถกรรม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604272

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ สศท. ได้จัดการประกวดผลงานศิลปหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ SACIT Award 2021 ภายใต้หัวข้อ “ผ้าไทยใส่ได้ทุก Gen” โดยมีวัตถุประสงค์ในการเปิดโอกาสให้บุคคลที่มีความสามารถด้านการออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกาย ได้นำเสนอแนวคิดการสร้างสรรค์ผลงาน
การออกแบบแฟชั่น และเครื่องแต่งกายผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยใส่ได้จริง เข้ากับวิถีชีวิตคนในยุคปัจจุบันมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ และส่งเสริมให้ผ้าไทยเป็นที่รู้จัก จนเกิดเป็นค่านิยมให้คนทั่วไปหันมาสวมใส่ผ้าไทยมากขึ้น เพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้แก่ผ้าไทยนำไปสู่การต่อยอดผลงานเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดย การประกวดในปีนี้มี แบ่งเวทีออกเป็น 4 ภูมิภาค ได้แก่ เหนือ กลาง ใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อกระจายฐานความสนใจผ้าไทยไปในทุกภาค

สถานีเกษตร-สิ่งแวดล้อม : จับตาสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604278

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อวาน “บิ๊กป้อม” พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และคณะ ได้ลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของการบริหารจัดการน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ณ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางบาล อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

รองนายกฯ ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาล พร้อมเตรียมแผนปฏิบัติการรับมืออย่างเคร่งครัด

อย่างไรช่วงนี้ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างโดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง ฝนตกอย่างต่อเนืื่อง หลายคนมีความกังวลว่า เหตุการณ์จะซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 2554 หรือไม่?

ฟันธงได้เลยว่า…ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างไม่เกิดมหาอุทกภัยอย่างแน่นอน!!

เพราะสถานการณ์น้ำเหนือที่จะไหลหลากลงมานั้นสามารถควบคุมได้ 4 เขื่อนหลักที่มีผลต่อลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำยังน้อย ล่าสุดมีปริมาณรวมกันอยู่ที่ 10,572 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 43% ของปริมาณความจุ ยังไม่ถึงครึ่งความจุของเขื่อนเลย ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกมากกว่า 14,000 ล้านลบ.ม. ในขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนทั้ง 4 แห่งรวมอยู่ที่ประมาณวันละ 100 ล้านลบ.ม.เท่านั้น และมีแนวโน้มที่ลดลง ต่างจากปี 2554 ที่มีปริมาณน้ำรวมกันมากกว่า 22,000 ล้าน ลบ.ม. เกือบเต็มเขื่อนทั้ง 4 แห่ง

มวลน้ำเหนือที่น่ากังวล จะมีเฉพาะที่ไหลมาจากลุ่มน้ำยมเนื่องจากไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ และฝนที่ตกท้ายเขื่อนเท่่านั้น แต่เชื่อว่าวางแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการภายใต้ “กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ” ที่วางแผนระบายน้ำผ่านคลองต่างๆ และโครงข่ายน้ำที่มีอยู่ ผนวกกับการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำทั้ง 11 แห่งเป็นแก้มลิงเก็บกักตัดยอดน้ำได้ถึง 1,500 ล้านลบ.แล้วน่าจะ “เอาอยู่”

สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาล่าสุดไหลผ่านในอัตรา 1,481 ลบ.ม./วินาที ยังต่ำกว่าปี 2554 เยอะครับ ในปีนั้นจำได้ว่า ไหลผ่านมากกว่า 3,500 ลบ.ม./วินาที เกินความจุของแม่น้ำเจ้าพระยา

อัตราการไหลผ่านเขื่อน 1,481 ลบ.ม./วินาทีดังกล่าวอาจจะทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณ คลองโผงเผง คลองบางบาล และแม่น้ำน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีประมาณ 602 ครัวเรือน ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมบ้าง แต่เหตุการณ์เช่่นนี้เป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านในพื้นที่ ที่รับรู้ว่าจะเกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงฤดูน้ำหลากอยู่แล้ว

สำหรับการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างอย่างยั่งยืนนั้น คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(กนช.) ได้เห็นชอบแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง จำนวน 9 แผนหลัก ระยะเวลาดำเนินการ 13 ปี(2560-72) กรอบวงเงินประมาณ 329,151 ล้านบาท

ขณะนี้ดำเนินการเสร็จแล้วมีเพียงแผนงานเดียวคือ แผนพื้นที่ีรับน้ำนอง ซึ่งใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ 11 แห่งดังกล่าว ส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินมี 6 แผนงาน คือ แผนการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง แผนการปรับปรุงโครงข่ายระบบชลประทานฝั่งตะวันตก แผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผนการบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ แผนขุดคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร และแผนการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน

ที่เหลืออีก 2 แผนงานที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คือ แผนขุดคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย และ แผนขุดคลองระบายน้ำควบคู่ถนนวงแหวนรอบที่ 3

เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้ง 9 แผน จะทำให้การแก้ปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาน้ำท่วมหนักอย่างเช่นปี 2554 จะไม่เกิดขึ้นอย่างถาวรแน่นอน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลกังวลในปีนี้ไม่น่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วม แต่น่าจะเป็นสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2565 มากกว่า โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา
“อู่ข้าวอู่น้ำ” ของประเทศนี่แหละ ปัจจุบัน 4 เขื่อนหลักมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 3,876 ล้านลบ.ม. หรือ 21% ของปริมาณน้ำที่ใช้การได้เท่านั้น

“บิ๊กป้อม” น่าจะมองข้ามช็อตสถานการณ์น้ำท่วมไปถึงฤดูแล้งปีหน้าแล้ว จะเห็นได้จากการสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งวางแผนเก็บน้ําสํารองจากทุกแหล่ง ทั้งผิวดินและใต้ดิน ไว้รองรับในช่วงฤดูแล้งหน้า


รัฐศักดิ์ พลสิงห์

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604273

สกู๊ปพิเศษ : ‘ชาวนา’ยิ้มได้ฝนตกช่วยทันเวลา

วันศุกร์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

การทำนาปีในปีนี้ บางพื้นที่อาจล่าช้าไปบ้าง เนื่องจากปัญหาฝนทิ้งช่วงนานต่อเนื่อง ทำให้ที่หว่านไว้บางส่วนแห้งตาย แต่เมื่อได้ฝนในช่วงท้ายๆ ฤดูกาล ข้าวเริ่มฟื้นตัว และคาดว่าจะสามารถเติบโต ได้ทันในระยะเวลาที่เหลือนับจากนี้ อย่างไรก็ตามปริมาณน้ำฝนที่ตกดังกล่าว อาจไม่เพียงพอต่อการทำนาปรังปี’65 เพราะส่วนใหญ่เป็นการตกท้ายเขื่อน 

นายทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่คาดว่าปีนี้จะมีพายุ เข้ามาประเทศไทยอย่างน้อย 2 ลูกนั้น ปริมาณน้ำจะมีมาก กระทรวงเกษตรฯจึงวางแผนเพาะปลูกเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เพื่อให้ชาวบางระกำทำนาปีก่อนใคร ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2564  และมีแผนทยอยทำนาใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตามลำดับเพื่อให้เก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากที่จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.-ต.ค. ทุกปีเป็นแก้มลิงที่ประชาชนในพื้นที่สามารถใช้ประโยชน์จากน้ำที่ขังอยู่นี้ทำอาชีพประมงได้ด้วย   

อย่างไรก็ตามแผนการเพาะปลูกดังกล่าว สามารถระบายน้ำเพื่อปลูกข้าวในพื้นที่บางระกำเท่านั้นประมาณ 2.65 แสนไร่ น้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมาที่เคยส่งน้ำให้ได้มากที่สุดถึง 3.8 แสนไร่ ในขณะที่อีก 12 ทุ่งเจ้าพระยา ไม่สามารถส่งน้ำได้เลย เนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่คาดว่าจะได้จากพายุ ไม่มีตามที่คาดเอาไว้  ฝนที่ตกในช่วงนี้เกิดจากร่องมรสุมทั้งสิ้น และเป็นฝนที่ตกตามฤดูกาลปกติ อีกทั้งฝนที่ตกดังกล่าว ยังตกท้ายเขื่อน ไม่สามารถกักเก็บได้ ทั้ง 4 เขื่อนหลักปัจจุบันมีปริมาณน้ำในอ่างไม่ถึง 50% ดังนั้นกรมชลประทานจึงเข้มงวดบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนให้มากที่สุดในฤดูแล้งปี 2564/65 ในขณะที่ต้องขอความร่วมมือการทำนาปรังในพื้นที่ที่เหมาะสมเท่านั้น 

“ข้าวนาปี ส่วนใหญ่จะอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก เกษตรกรจะหว่านก่อนแล้วรอรับน้ำฝน เมื่อฝนทิ้งช่วงนาน ข้าวก็จะเสียหาย ในปีนี้ฝนทิ้งช่วงนานกว่า 3 เดือน ถือว่าเสี่ยงมาก แต่พอฝนตกแล้งช่วงท้ายๆ ฤดู ข้าวก็ฟื้นตัว ซึ่งได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตาม แก้ไขปัญหาพร้อมให้คำแนะนำเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ดีที่สุด”    

สำหรับน้ำที่เข้าท่วมในบางพื้นที่ตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยาลงมานั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันช่วยเหลือโดยใช้การบริหารเชิงระบบคลองต่างๆ เพื่อไล่น้ำลงลำน้ำเจ้าพระยา และใช้เขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท เป็นเครื่องมือทดน้ำ ซึ่งจากการเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่ไหลลงมาปริมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.)ต่อวินาทีนี้ คาดว่าตัวเขื่อนจะสามารถรับมือได้   

“หลังจากนี้ปริมาณฝนจะลดลงและหันหน้าลงทิศใต้กันหมดแล้ว  ฝนในปีนี้จึงถือว่าน้อยมาก ต่อไปต้องจับตาดูการบริหารจัดการน้ำฤดูแล้ง ที่ต้องเข้มงวดให้เป็นไปตามแผนน้ำที่มีอยู่ใน 4 เขื่อนหลักต้องให้ความสำคัญกับการอุปโภค-บริโภค การรักษาระบบนิเวศ ก่อนจากนั้นจึงจะใช้เพื่อรักษาพืชยืนต้น ส่วนข้าวจะเป็นเรื่องหลังๆ เพราะใช้น้ำมาก” 

สำหรับผลกระทบจากร่องมรสุม ต่อภาคการเกษตรตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2564-ปัจจุบัน พบว่า ด้านพืช ได้รับผลกระทบ 16 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร เชียงใหม่ ตาก น่าน แพร่ พิจิตร เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน แม่ฮ่องสอน สุโขทัย นครราชสีมา เลย ปราจีนบุรี และจังหวัดระยอง เกษตรกร 17,194 ราย พื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบ 135,113 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 116,135 ไร่ พืชไร่และพืชผัก 15,072 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 3,906 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านประมง ได้รับผลกระทบ9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร แพร่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน นครราชสีมา เลย และจังหวัดกรุงเทพฯ เกษตรกร 2,626 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ (บ่อปลา) 2,508 ไร่ กระชัง 284 ตร.ม.อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย 

ด้านปศุสัตว์ ได้รับผลกระทบ 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิษณุโลก เกษตรกร 5,001 รายสัตว์ได้รับผลกระทบ 89,200 ตัว แบ่งเป็น โค-กระบือ 1,446 ตัว สุกร 802 ตัว แพะ-แกะ 561 ตัว สัตว์ปีก 86,391 ตัว แปลงหญ้า 10 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย เพื่อเยียวยาตามระเบียบราชการต่อไป 

ส่วนสภาพน้ำใน 4 เขื่อนหลัก มีปริมาณรวม 1.02 หมื่นล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 41% ของความจุ เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 3.5 พันล้านลบ.ม. หรือ 19% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ แยกเป็นเขื่อนภูมิพล มีปริมาตรน้ำ 5.3 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 40% ของความจุอ่างฯ ปริมาตรที่ใช้การได้1.56 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาตร 3.9 พันล้านลบ.ม. หรือ 41% ของความจุ ปริมาตรที่ใช้การได้ 1 พันล้าน ลบ.ม. หรือ 16% ของปริมาตรน้ำในอ่างฯ 

เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาตร 604 ล้าน หรือ 64%ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 561 ล้าน ลบ.ม. หรือ 63% ของปริมาตรน้ำในอ่าง และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาตร 327 ล้านลบ.ม. หรือ 34% ของความจุ เป็นน้ำใช้การได้ 324 ล้าน ลบ.ม. หรือ 34% ของปริมาตรน้ำในอ่าง 

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’ สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604015

รายงานพิเศษ : พระราชดำริ ‘อ่างพวง’  สร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำชีตอนบน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 พระราชทานพระราชดำริดำเนินโครงการ “โครงข่ายอ่างเก็บน้ำ” หรือ “อ่างพวง”ในพื้นที่อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และอ.หัวหินจ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อปี 2532 และแล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2549 ทำให้สามารถผันน้ำจาก อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากมาช่วยเหลืออ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุด และก่อให้เกิดความมั่นคงในเรื่องน้ำในพื้นที่

กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” ดังกล่าว และพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ให้เกิดสัมฤทธิผลสู่พสกนิกรทั่วทั้งแผ่นดิน มาขับเคลื่อนมาใช้แก้ปัญหาน้ำในพื้นที่ต่างๆ อาทิ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งมีปัญหาขาดแคลนน้ำ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการน้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” มาต่อยอด ขยายผลสร้างความมั่นคงด้านน้ำด้วย “โครงข่ายน้ำภาคตะวันออก”โดยสร้างระบบผันน้ำด้วยท่อส่งน้ำ คลองส่งน้ำและลำน้ำธรรมชาติ เชื่อมโยงระหว่างอ่างเก็บน้ำที่สำคัญๆ เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายในลักษณะอ่างพวง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล อ่างเก็บน้ำดอกกราย อ่างเก็บน้ำหนองค้อ และอ่างเก็บน้ำบางพระโดยมีอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง เป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนด จ.จันทบุรี มายังอ่างเก็บน้ำประแสร์ โครงข่ายผันน้ำคลองโพล้-อ่างเก็บน้ำประแสร์ และระบบสูบน้ำกลับคลองสะพาน-อ่างประแสร์

นอกจากนี้ยังสร้างระบบโครงข่ายผันน้ำจากคลองพระองค์ไชยยานุชิต และจากแม่น้ำบางปะกงมาเติมอ่างเก็บน้ำบางพระ ซึ่งล่าสุดโครงข่ายผันน้ำนี้ ยังช่วยสูบผันน้ำบรรเทาภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในจ.สมุทรปราการอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้พื้นที่ EEC และภาคการเกษตรมีน้ำสมบูรณ์เพียงพอตลอดทั้งปี

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานยังได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “อ่างพวง” และพระราชปณิธาน “สืบสาน รักษา และต่อยอด”
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้วางแผนดำเนินโครงการอ่างพ่วงในลุ่มน้ำชีตอนบน

“กรมชลประทานได้น้อมนำแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องอ่างพวงมาวางโครงการเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้กับประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนและเป็นการดำเนินการตามพระราชปณิธาน สืบสาน รักษา ต่อยอด ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่ ที่ต้องการให้ช่วยเหลือราษฎรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการใช้ประโยชน์ในทุกมิติอย่างแท้จริง ซึ่งการทำอ่างพวงถือเป็นแนวทางในการบริหารน้ำที่แต่ละอ่างจะสามารถเติมเต็มปริมาณน้ำระหว่างกัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เต็มประสิทธิภาพ”นายประพิศกล่าว

สำหรับ “อ่่างพวง” ในพื้นที่ลุ่มน้ำชีตอนบนนั้น จะเป็นการสร้างโครงข่ายอ่างเก็บน้ำจำนวน 5 แห่งด้วยกัน ประกอบด้วย

อ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ มีความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสนับสนุนสถานีสูบน้ำตามลำน้ำชีมีพื้นที่ทั้ง 2 ฝั่งได้รับประโยชน์ฤดูฝน 75,000 ไร่และในฤดูแล้ง 30,000 ไร่ ราษฎรได้รับประโยชน์27 หมู่บ้าน กว่า 22,000 คนในพื้นที่ อ.หนองบัวระเหวอ.บ้านเขว้า และ อ.เมืองชัยภูมิ อีกทั้งสนับสนุนการใช้น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคอย่างเพียงพอตลอดทั้งปี และสนับสนุนแหล่งน้ำเพื่อการทำประมง รวมทั้งช่วยชะลอน้ำ บรรเทาอุทกภัยบริเวณพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ46.90 ล้านลบ.ม. เมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในฤดูฝน 40,000 ไร่ ฤดูแล้ง 28,000 ไร่ และน้ำสำหรับการอุปโภค-บริโภคของชาวบ้านในเขตเทศบาลหนองบัวแดง อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ และพื้นที่ใกล้เคียงพร้อมกับไม่น้อยกว่า 2.16 ล้านลบ.ม.ต่อปี นอกจากนี้ยังสามารถส่งน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนได้อีกด้วย คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำลำเจียงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภักดีชุมพล และ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ มีความจุ 45.17 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างเช่นกัน เมื่อแล้วเสร็จจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 30,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียง เป็นแหล่งน้ำประมงน้ำจืดในพื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหญ่ของทั้ง 2 อำเภอดังกล่าวคาดว่าจะแล้งเสร็จในปี 2567

อ่างเก็บน้ำพระอาจารย์จื่อ(ลำกระจวน) อ.ซับใหญ่ จ.ชัยภูมิ มีความจุ 33.44 ล้านลบ.ม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง เมื่อเสร็จแล้วจะมีพื้นที่รับประโยชน์ 15,000 ไร่ มีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคในพื้นที่อย่างพอเพียงและเป็นแหล่งท่องเที่ยวของอ.ซับใหญ่ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2566

และอ่างเก็บน้ำโปร่งขุนเพชร เป็นโครงการเดียวที่ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างปิดกั้นลำเชียงทาสาขาของแม่น้ำชี ที่ อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิมีความจุ 43.70 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์12,000 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ2,500 ไร่ ในเขตต.โป่งนก อ.เทพสถิต พื้นที่ด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ 5,400 ไร่ ในเขตต.โคกสะอาด อ.หนองบัวระเหว และพื้นที่รับประโยชน์จากฝายพระอาจารย์จื่อ 4,100 ไร่ในเขต ต.โคกสะอาด และต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว สามารถส่งน้ำสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่โครงการสูบน้ำด้วยไฟฟ้า ในฤดูฝนให้สามารถทำการเพาะปลูกได้อย่างเต็มพื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ และในฤดูแล้ง 2,500 ไร่ นอกจากนี้ยังจะเป็นแหล่งทำการประมง แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคของราษฎรในพื้นที่ ช่วยบรรเทาอุทกภัยทางด้านท้ายน้ำ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจอีกด้วย

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวด้วยว่า ปัจจุบันราษฎรเห็นคุณค่าของแหล่งน้ำ ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาและการบริหารจัดการน้ำมากยิ่งขึ้น การพัฒนาแหล่งน้ำต้นในลุ่มน้ำชีตอนบน และการเชื่อมโยงโครงการอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ร่วมกับอ่างเก็บน้ำที่กรมชลประทานดำเนินก่อสร้างอีก 2 แห่งดังกล่าว จะทำให้ลุ่มน้ำชีตอนบนมีแหล่งเก็บกักน้ำต้นทุนขนาดใหญ่มีปริมาณรวมกันถึง 239.43 ล้านลบ.ม. และมีพื้นที่รับประโยชน์มากกว่า 223,000 ไร่ ซึ่งจะสร้างมั่นคงเรื่องน้ำให้กับลุ่มน้ำชี และเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็ม ต่อยอดคุณภาพชีวิตของราษฎรในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการพัฒนาและบริหารจัดการน้ำตลอดทั้งลำน้ำชีเกิดผลประโยชน์คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย

อีกปัญหาหนึ่งที่พื้นที่ลุ่มชีตอนบนประสบก็คือ ปัญหาน้ำท่วม โดยเฉพาะตัวเมืองชัยภูมิ ฤดูน้ำหลากจะประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำ กรมชลประทานจึงได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) ประกอบด้วยงานสำคัญๆคือ การขุดคลองผันน้ำจากลำปะทาวทางฝั่งตะวันออก ตั้งแต่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ(ปตร.)โนนทันให้มาลงที่สระเทวดาด้านท้ายเมือง (ก่อนลงลำน้ำชี) ความยาว 8.4 กิโลเมตร ผันน้ำได้ปริมาณ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที การขุดคลองห้วยดินแดงซึ่งเป็นคลองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้เชื่อมกับลำปะทาว ความยาว 1.33 กิโลเมตร จากสภาพคลองเดิมที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน พร้อมทั้งสร้าง ปตร.กุดสวง กับ ปตร.ห้วยเสียว เพื่อใช้เป็นอาคารบังคับน้ำทำหน้าที่ผันน้ำเข้าในคลองห้วยดินแดงไปเชื่อมต่อกับลำปะทาว ซึ่งจะสามารถผันน้ำได้ประมาณ 50 ลบ.ม.ต่อวินาที

นอกจากนี้ยังจะดำเนินการการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำอีก 7 แห่ง พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บน้ำบริเวณสระเทวดาเพื่อชะลอน้ำไว้ใช้ส่งให้พื้นที่เพาะปลูกในอีก 5 ตำบล 17 หมู่บ้าน 18,610 ไร่มีราษฎรได้รับประโยชน์ 11,824 ครัวเรือน หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิที่ได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลาตลอด 25 ปีที่ผ่านมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ คาดว่า โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองชัยภูมิ (ระยะที่ 1) จะแล้วเสร็จภายในปี 2567

เมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จสมบูรณ์ ลุ่มน้ำชีตอนบนเป็นลุ่มน้ำที่มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ ทั้งน้ำเพื่อการอุปโภค-บริภาคน้ำเพื่อการเกษตร น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และการป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนแน่นอน….

ซอกแซกอาเซียน : 23 กันยายน 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/604013

ซอกแซกอาเซียน  : 23 กันยายน 2564

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมงานแอปเตอร์ก็ได้มีโอกาสจัดประชุมทางไกล เพื่อเป็นตัวกลางการเจรจาต่อสัญญาการซื้อขายข้าวเทียร์ 1 ระหว่างประเทศญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 2 โดยมีการนัดหมายไว้แล้วตั้งแต่ในคราวประชุมครั้งที่ 1 ผมต้องชมผู้ใหญ่ซึ่งเป็นผู้แทนเจรจาของทั้งสองฝ่ายด้วยใจจริง เพราะท่านที่มาเจรจาเป็นท่านเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อครั้งที่ 1 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางฝ่ายฟิลิปปินส์ ก็คือ คุณจูดี้ บอสใหญ่สุดของ National Food authority หรือเอ็นเอฟเอ มาเอง (ส่วนมากที่ผ่านมาแกก็เล่นเองโดยไม่เคยขาดสักครั้งเดียว) ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นก็คือท่าน ผอ.กอง คุณฮากิวาราซึ่งก็คือ คนที่มานั่งประชุมคราวที่แล้ว ลักษณะการส่งผู้เข้าประชุมต่อเนื่องโดยคนคนเดิมที่เข้าประจำแบบที่ว่านี้ ถือเป็นแบบอย่างที่ดีมาก มีข้อดีและประสิทธิผลดังที่ทุกคนย่อมทราบกันดีอยู่แล้ว ทว่าเท่าที่เห็นในการประชุมต่างๆ ของหน่วยราชการไทยเรา มักทำไม่ค่อยได้ หรือทำได้น้อยมาก ข้อเท็จจริงของเรา คือ ในการประชุมครั้งแรก อาจมีผู้หลักผู้ใหญ่มาเองอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นในครั้งที่สองหรือสาม ก็จะให้ระดับรองๆ ลงมาเป็นตัวแทนเข้าประชุม และยิ่งการประชุมมีหลายครั้งมากเข้า ผู้ได้รับมอบหมายมาเข้าประชุมก็ยิ่งมีตำแหน่งเล็กลงเรื่อยๆ เรียกว่าผู้มาเข้าประชุมแทบจะไม่เคยซ้ำหน้า ทำความลำบากใจให้กับฝ่ายเลขานุการผู้จัดการประชุมอย่างมากที่ต้องคาดเดาว่าคนหน้าใหม่ๆ นั้นมาจากหน่วยงานใด ตัวจริงหรือตัวแทน จะให้เซ็นชื่อตรงไหน เวลาประธานในที่ประชุมสอบถามว่าที่ประชุมพร้อมหรือยัง ฝ่ายเลขาฯก็ลำบากที่จะตอบ เนื่องจากไม่คุ้นหน้าผู้มาใหม่ ปัญหาคนเข้าประชุมซ้ำหน้านี้ มีคำอธิบายว่าเพราะเหตุที่ผู้หลักผู้ใหญ่มีงานมากเสียเหลือเกิน เดี๋ยวต้องไปเข้าประชุมรายการโน้น รายการนี้ เดี๋ยวถูกเรียกตัวให้ไปรายงานจากเจ้านายชั้นใหญ่ขึ้นไป เดี๋ยวถูกเชิญไปเปิดงาน บรรยาย หรือให้นโยบายแก่เจ้าหน้าที่ในสังกัด เลยไม่มีเวลาเพียงพอ ช่างน่าเห็นใจจริงๆ ที่ข้าราชการเมืองไทยมีงานหนักอึ้ง ขณะที่เงินเดือนกลับน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับข้าราชการมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือญี่ปุ่น แต่เท่าที่สังเกตดูจากประสบการณ์การทำงานกับผู้หลักผู้ใหญ่ประเทศอื่น เขากลับมีเวลาเข้ามาประชุมกับแอปเตอร์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย น่าคิดนะครับเรื่องนี้

ก็พูดไปไกล เรื่องผู้ใหญ่เข้าประชุม ขอกลับมาเรื่องการต่อสัญญาข้าวเทียร์ 1ล่าสุด ตกลงทางฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้เสนอยกร่างสัญญาที่ปรับแก้ไขให้ทั้งสองฝ่ายดู ซึ่งเขาคงต้องเอาไปให้ฝ่ายกฎหมายดูอีกที แต่สิ่งหนึ่งที่ทางญี่ปุ่นกังวล คือ ผู้ลงนามว่าควรจะเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ในระดับเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน เกรงว่าทางฝ่ายฟิลิปปินส์จะไปเอาระดับรัฐมนตรีมาลงนาม เพราะจะทำให้อีกฝ่ายยุ่งยากในการไปเชื้อเชิญผู้ใหญ่ระดับนั้นมา ซึ่งไม่เหมือนตอนที่ลงนามครั้งแรกที่ประเทศเวียดนามเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ทั้งสองฝ่ายก็ใช้ระดับอธิบดีกับรองปลัดกระทรวงก็น่าจะพอเพียงแล้วซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายเลขานุการก็รับปากว่าจะพยายามล็อบบี้ทางฟิลิปปินส์ให้เป็นไปใกล้เคียงกับแนวเดิม ก็เป็นอันว่าการเจรจาครั้งที่ 2 นี้มีความคืบหน้าที่จะมีการต่อสัญญาเทียร์ 1 แต่กระนั้นที่ยุ่งยากน่าจะเป็นฝ่ายฟิลิปปินส์เสียมากกว่า เนื่องจากระเบียบภายในค่อนข้างซับซ้อน เพราะเอ็นเอฟเอ ปัจจุบันถูกโอนไปอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตร แตกต่างจากเดิมที่อยู่ภายใต้สำนักประธานาธิบดี รวมทั้งบทบาทของเอ็นเอฟเอ ปัจจุบันได้มีการปรับโครงสร้างมิให้ทำหน้าที่นำข้าวเข้าประเทศเหมือนเดิม โดยหน้าที่การนำเข้าข้าวถูกโอนไปอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ความชัดเจนในบทบาทจึงยังคงคลุมเครืออยู่พอสมควร

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 4 ร่างมาตรฐานด้านพืช #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603858

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 4 ร่างมาตรฐานด้านพืช

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 13.48 น.

คกก.มาตรฐานสินค้าเกษตร เห็นชอบ 4 ร่างมาตรฐานด้านพืช สอดรับมาตรฐาน ASEAN GAP พร้อมเดินหน้าพัฒนาการผลิตสตรอว์เบอร์รี เน้นคุณภาพและความปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2564 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 4/2564 ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ปัจจุบันการผลิตและการค้าสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ให้ความสำคัญกับเรื่องมาตรฐาน และความปลอดภัยที่จะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค ซึ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) จัดทำมาตรฐานเพิ่มเติมตามที่ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอขอมา จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่รุ่น และ 2.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุทุเรียน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการวิชาการเพื่อจัดทำร่างมาตรฐานดังกล่าว จำนวน 2 คณะ

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร 4 เรื่อง ได้แก่ 1.เกษตรอินทรีย์ : การผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ 2.สตอรว์เบอร์รี 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ4.แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ทั้งนี้ เพื่อดำเนินการประกาศ เป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป

ด้าน นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการ มกอช.กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐาน 4 เรื่อง คือ 1.เกษตรอินทรีย์ : การผลิต การแปรรูป การแสดงฉลาก และการจำหน่ายผลิตผลและผลิตภัณฑ์อินทรีย์ ซึ่งได้มีการรวมมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ มกษ. 9000 เล่ม 1 ถึงเล่ม 6 มาไว้เป็นมาตรฐานฉบับเดียว จากที่เคยประกาศแยกเป็นรายกลุ่มสินค้า ได้แก่ พืชอินทรีย์ ข้าวอินทรีย์ ปลาสลิดอินทรีย์ อาหารสัตว์น้ำอินทรีย์ การเลี้ยงกุ้งทะเลระบบอินทรีย์ ปศุสัตว์อินทรีย์ และผึ้งอินทรีย์ พร้อมขยายขอบข่ายให้ครอบคลุม อาหารสัตว์ ส่วนที่ใช้ขยายพันธุ์และแมลงที่บริโภคได้ โดยเพิ่มความชัดเจนในบ้างข้อกำหนดและวัตถุประสงค์ให้เป็นไปตามมาตรฐานอาเซียน โดยเฉพาะในส่วนของการผลิตพืช  2.สตอรว์เบอร์รี ซึ่งการจัดทำมาตรฐานสตรอว์เบอร์รี เพื่อพัฒนาคุณภาพ ส่งเสริมการผลิตที่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงในการค้าในประเทศและระหว่างประเทศเพื่อความเป็นธรรมทางการค้า โดยมีข้อกำหนดด้านคุณภาพและความปลอดภัยกับสตรอว์เบอร์รี ที่มีการจัดเตรียมและบรรจุหีบห่อ ใช้กับผลสตรอว์เบอร์รีพันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า เพื่อจำหน่ายในรูปผลิตผลสดแก่ผู้บริโภค แต่ไม่รวมสตรอว์เบอร์รีที่ใช้แปรรูปในอุตสาหกรรม ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 80 , พันธุ์พระราชทาน 88 , พันธุ์ 329 , พันธุ์อากิฮิเมะ (Akihime) , พันธุ์แมฮยัง (Maehyang) และพันธุ์ลองเสตม (Long-stem)

นายพิศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนรายละเอียดร่างมาตรฐานเรื่องที่ 3.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร และ4.แนวปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร ซึ่งทั้ง 2 ร่างนี้ มาตรฐานฯ นี้ ครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตพืชเพื่อใช้เป็นอาหาร เช่น พืชผัก ไม้ผล พืชไร่ พืชเครื่องเทศ พืชสมุนไพร ทุกขั้นตอนของการผลิตและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวในระดับฟาร์มเพื่อจำหน่าย เพื่อให้ได้ผลิตผลที่ปลอดภัย มีคุณภาพเหมาะสมในการบริโภค โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม รวมถึงสุขภาพ ความปลอดภัยและสวัสดิภาพของปฏิบัติงาน พร้อมทั้งมีการปรับแก้ไขข้อกำหนดให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ASEAN GAP เช่น การไม่เก็บสารเคมีชนิดเหลวอยู่บนชั้นที่เหนือกว่าสารเคมีชนิดผง ให้มีมาตรการเพื่อลดผลกระทบหากวิธีเก็บเกี่ยวและการปฏิบัติหลังเก็บเกี่ยวเกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ ควัน ฝุ่น และเสียงรบกวน และปรับแก้ไขข้อกำหนดให้มีความชัดเจนมากขึ้น เช่น ให้เก็บตัวอย่างน้ำหรือดินเพื่อวิเคราะห์การปนเปื้อน เมื่อมีการประเมินความเสี่ยงแล้วพบว่าเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

‘ชัยชนะ’เตรียมผลักดันวาระเร่งด่วน ของบฯ4.5พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมทุ่งสง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603820

'ชัยชนะ'เตรียมผลักดันวาระเร่งด่วน ของบฯ4.5พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมทุ่งสง

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 10.43 น.

‘ชัยชนะ’ เตรียมผลักดันวาระเร่งด่วนในสภา ขอจัดสรรงบฯ 4.5 พันล้าน แก้ปัญหาน้ำท่วมทุ่งสงอย่างเป็นระบบ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชัยชนะ เดชเดโช  ส.ส.นครศรีธรรมราชและรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์   ได้เข้าประชุมเพื่อปรึกษาหารือร่วมกับ นายประกอบ รัตนพันธ์  ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 4 พรรคประชาธิปัตย์  ว่าที่ ร.ต.กิตติภพ รอดดอน (นายอำเภอทุ่งสง  นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ (รองนายก อบจ.นครศรีธรรมราช  นายปรีชา พรหมเพศ ส.อบจ.อำเภอทุ่งสง  นายทรงชัย วงษ์วชิรดำรง นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง  นายพิทักษ์พงษ์ ติ้บแก้ว ผอ.โครงการชลประทานนครศรีธรรมราช
นายธเนศ ดิษฐ์ปัญญา (ผอ.สำนักงานก่อสร้างชลประทานที่ 10 พร้อมคณะเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่นประชาชน และคณะสื่อมวลชน ณ เทศบาลเมืองทุ่งสง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช และลงพื้นที่ คลองท่าโหลน ประตูระบายน้ำควนกรด ต.ควนกรด อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อเตรียมความพร้อมของศูนย์บริหารจัดการน้ำ ในการจัดทำโครงการต่างๆ เพื่อรองรับการระบายน้ำและแผนป้องกันน้ำท่วม ในพื้นที่ อ.ทุ่งสงและพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ 

1)โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เพื่อบรรเทาอุทกภัยบริเวณตัวเมืองทุ่งสง

2)โครงการประตูระบายน้ำควนกรด 

3)โครงการอ่างเก็บน้ำคลองท่าโหลน

นายชัยชนะ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ สืบเนื่องจาก มีพี่น้องประชาชนชาวอำเภอทุ่งสงและจังหวัดนครศรีธรรมราชร้องเรียน เกี่ยวกับปัญหาที่ได้รับจากการเกิดอุทกภัยในทุกๆ ปี ในตัวเมืองอำเภอทุ่งสง เนื่องจากพื้นที่ตอนบนเป็นพื้นที่สูงชัน และเป็นต้นน้ำของลำน้ำสายหลัก ได้แก่ คลองท่าเลา คลองตม คลองท่าโหลน คลองเปิกและคลองวังหีบ 

ประกอบกับจังหวัดนครศรีธรรมราช มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 1,985.5 มม. และมีปริมาณน้ำเฉลี่ยต่อปีประมาณ 7,865 ล้าน ลบ.ม. ในขณะเดียวกันสามารถเก็บน้ำได้เพียง 344.72 ลบ.ม. จึงไม่เพียงพอทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนักกระแสน้ำไหลแรงและเร็ว ระบายน้ำไม่ทัน และการเจริญเติบโตของชุมเมืองมีมากขึ้น ทำให้มีพื้นที่รับน้ำน้อยลง เป็นอุปสรรคในการระบายน้ำ จึงจัดทำโครงการดังกล่าวขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อ

1)ควบคุมปริมาณน้ำที่ไหลเข้าพื้นที่เมืองทุ่งสง

2)ผันน้ำส่วนเกินไปยังลำน้ำใกล้เคียงที่มีศักยภาพการระบายนำ้สูงกว่า

3)ปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองธรรมชาติและอาคารตามลำน้ำให้มีความสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบทั้งลุ่มน้ำ

4)ปรับปรุงและก่อสร้างอาคารบังคับน้ำเพื่อบริหารจัดการน้ำทั้งในข่วงฤดูน้ำหลากและน้ำแล้ง

5)เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภค-บริโภค และเพื่อการเกษตร

6)เป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนที่อาศัยบริเวณพื้นที่โครงการและใกล้เคียง 

” ผมได้รับทราบถึงปัญหา แนวทางในการจัดทำโครงการดังกล่าว และพร้อมผลักดันเข้าในที่ประชุมสภาเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อจัดสรรงบประมาณ จำนวน 4,500 ล้านบาท ดำเนินงานตามโครงการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวอำเภอทุ่งสง และชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชต่อไป ” นายชัยชนะกล่าว

.

(009)

กสส.คว้า5รางวัลเลิศรัฐของก.พ.ร.สุดยอดผลงานเด่นปี’64 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603754

กสส.คว้า5รางวัลเลิศรัฐของก.พ.ร.สุดยอดผลงานเด่นปี’64

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีภารกิจหน้าที่หลักในการส่งเสริม กำกับ สนับสนุนและพัฒนาสหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของสมาชิกได้ ทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันในกลุ่มของสมาชิก มีหน่วยงานในสังกัดส่วนกลาง 18 หน่วยงาน และส่วนภูมิภาค คือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอีก 76 จังหวัด เป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาคราชการและเอกชน โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานให้สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของสำนักงาน ก.พ.ร.ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่มุ่งเน้นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งในแต่ละปี สำนักงาน ก.พ.ร. ได้จัดให้มีการจัดประกวดรางวัลเลิศรัฐขึ้น ใน 3 สาขา ได้แก่ สาขาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ สาขาบริการภาครัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานของรัฐ มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิบัติงานให้เกิดผลสำเร็จ พัฒนาการให้บริการของหน่วยงาน การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง นำไปสู่การค้นพบแนวปฏิบัติ หรือต้นแบบที่ดีเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์เห็นว่าภารกิจงานที่กรมได้ปฏิบัตินั้น เป็นไปตามแนวทางหลักเกณฑ์การสมัครขอเข้ารับรางวัลเลิศรัฐของสำนักงาน ก.พ.ร. จึงมีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคส่งผลงานเข้ารับการประกวดรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2564 อย่างน้อยหน่วยงานละ 1 เรื่อง พร้อมแต่งตั้งคณะทำงานกำหนดแนวทางการขับเคลื่อน ผลักดันและกระตุ้นให้เกิดการพัฒนากระบวนการทำงานและยกระดับการบริการอย่างต่อเนื่องเพื่อคัดเลือกผลงานที่โดดเด่นส่งเข้าประกวดเพื่อรับรางวัลเลิศรัฐกับสำนักงาน ก.พ.ร. โดยในปี 2564 กรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งผลงานเสนอขอรับรางวัลจากสำนักงาน ก.พ.ร. จำนวนทั้งสิ้น 18 ผลงานแบ่งเป็นสาขาบริการภาครัฐ 11 ผลงานและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภท ร่วมใจแก้จน 7 ผลงาน และได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลระดับดีเด่น 2 ผลงานและระดับดี 3 ผลงาน โดยทุกผลงานถือเป็นต้นแบบที่ดี (Best Practice) ที่จะนำไปสู่การขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ ผลการประเมินรางวัลเลิศรัฐฯ สาขาบริการภาครัฐและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2564 ที่ มีหน่วยงานต่างๆ ส่งผลงานเข้าประกวด ในแต่ละสาขาหลายร้อย โดยในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์นั้น สามารถคว้ารางวัลเลิศรัฐทั้งสาขาบริการภาครัฐและสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ทั้งหมด 5 ผลงาน ประกอบด้วยรางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ ประเภทพัฒนาการบริการ ระดับดีเด่น ได้แก่ โครงการสร้างรายได้ ขายผลผลิต พิชิตหนี้สมาชิกสหกรณ์ ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดลำปาง รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน ระดับดีเด่น ได้แก่

“โครงการวิถีแก้จนของคนสหกรณ์บ้านหนองบัว” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสุโขทัย รางวัลเลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทร่วมใจแก้จน ระดับดี จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ “โครงการส่งเสริมเลี้ยงสุกรครบวงจร แก้หนี้แก้จน” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดอำนาจเจริญ “โครงการส้มแขก พืชอัตลักษณ์
สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน สหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด”ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา และ “โครงการร่วมใจแก้จนชุมชนชาติพันธุ์ สหกรณ์พัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงพบพระจำกัด” ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดตาก

“รางวัลเลิศรัฐนับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติและความภาคภูมิใจของกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่ได้พัฒนาสหกรณ์ต้นแบบ ในการแก้ไขปัญหาความยากจน ผ่านการมีส่วนร่วมของชุมชนและสังคม ทำให้สมาชิกสหกรณ์ มีอาชีพเสริมเพิ่มรายได้เพียงพอกับรายจ่าย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของการแก้จนได้อย่างแท้จริง”อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวทิ้งท้าย

กรมชลฯมั่นใจปีนี้อีสานใต้น้ำอุดมสมบูรณ์ สั่งเฝ้าระวังคุมเข้มการบริหารไม่ซ้ำเติมโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/603752

วันพุธ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564, 06.00 น.

นายเกรียงไกร ภาคพิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กรมชลประทานเปิดเผยว่า ขณะนี้แม้จะเข้าสู่ช่วงปลายฤดูฝน และพายุโซนร้อนโกนเซินจะพัดผ่านไปแล้วก็ตาม แต่ยังมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดใหญ่ 5 แห่งและขนาดกลาง 71 แห่งในพื้นที่ 4 จังหวัดอีสานใต้ลุ่มน้ำมูลตอนบน ได้แก่ จ.นครราชสีมา จ.สุรินทร์ จ.บุรีรัมย์ และจ.ศรีสะเกษ จำนวนมาก ทั้งนี้จากจากวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะสำนักงานชลประทานที่ 8(SWOC) และการติดตามสภาพภูมิอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าหลังจากสิ้นฤดูฝนในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางดังกล่าวจะมีปริมาณน้ำต้นทุนที่จะจัดสรรใช้ในฤดูแล้งประจำปี 2564/65 รวมทั้งสิ้นประมาณ 1,641 ล้านลบ.ม. หรือ 88% ของปริมาณเก็บกัก ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั้ง 5 แห่งดังกล่าว คาดว่าจะมีจำนวนถึง 4 แห่งที่มีปริมาณน้ำเต็มหรือเกือบเต็มความจุในระดับการเก็บกัก ซึ่งล้วนแต่เป็นอ่างเก็บน้ำในพื้นที่จ.นครราชสีมาทั้งสิ้น คือ อ่างเก็บน้ำลำตะคอง จะมีปริมาณน้ำ 309 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 98% ของปริมาณการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง จะมีปริมาณน้ำ 155 ล้านลบ.ม.คิดเป็น 100% ของปริมาณการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำลำมูลบน จะมีปริมาณน้ำ 141 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 100% ของปริมาณการเก็บกักเช่นกัน และอ่างเก็บน้ำลำแชะ จะมีปริมาณน้ำ 264 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 96% ของปริมาณการเก็บกัก ส่วนที่เหลืออีก 1 แห่งคือ อ่างเก็บน้ำลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ จะมีปริมาณน้ำ 102 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 84%ของปริมาณการเก็บกัก ดังนั้นในฤดูแล้งปี 2564/65 ประชาชนในพื้นที่จะมีน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคที่มั่นคง และน้ำเพื่อการเกษตร ตลอดจนน้ำเพื่อกิจกรรมในภาคส่วนอื่นๆ อย่างพอเพียงแน่นอน” นายเกรียงไกรกล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบันล่าสุด ณ วันที่ 20 กันยายน 2564 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ 5 แห่งมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 750 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็น 74.5% ของปริมาณการเก็บกัก ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 257 ล้าน ลบ.ม. ในจำนวนนี้มี 2 แห่งที่กรมชลประทานต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษเนื่องจากมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก คือ อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง มีปริมาณน้ำ 122 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 78.6% ของปริมาณการเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำมูลบน มีปริมาณน้ำ 117 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 82.7% ของปริมาณการเก็บกัก

ส่วนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่เหลืออีก 3 แห่ง อ่างเก็บน้ำลำตะคอง มีปริมาณน้ำ 230 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 73.1% ของปริมาณการเก็บกัก อ่างเก็บน้ำลำแชะ มีปริมาณน้ำ 203 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 73.9% ของปริมาณการเก็บกัก และอ่างเก็บน้ำลำนางรอง มีปริมาณน้ำ 78 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 64.4% ของปริมาณการเก็บกัก ในขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางในพื้นที่จำนวน 71 แห่งขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 584 ล้านลบ.ม. คิดเป็น68.0% ของปริมาณการเก็บกัก ยังสามารถรองรับน้ำอีก 275 ล้านลบ.ม. โดยในจำนวนนี้มีอ่างเก็บน้ำจำนวน9 แห่งที่มีปริมาณการเก็บกักน้ำมากกว่า 100%

ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กล่าวต่อว่า กรมชลประทานได้ดำเนินการบริหารจัดการน้ำตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งได้จัดเตรียมเครื่องมือ เครื่องจักรกล กระจายเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อให้สามารถเข้าช่วยบรรเทาภัยทางน้ำได้ทันต่อสถานการณ์ และยังได้มีการตรวจสอบอาคารชลประทานต่างๆ ในพื้นที่กว่า 167 แห่งให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน จึงมั่นใจได้ว่า จะสามารถรับมือกับสถานการณ์น้ำตลอดช่วงฤดูฝนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝนในพื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าว ขณะนี้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ โดยตามแผนจะจัดสรรน้ำไปจนถึงสิ้นฤดูฝนในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 รวมทั้งสิ้น 1,098 ล้านลบ.ม. ณ ปัจจุบันจัดสรรไปแล้วประมาณ 964 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 88% ของแผน ในขณะที่การเพาะปลูกพืชฤดูฝนก็เป็นไปตามแผนเช่นกัน โดยเกษตรกรได้ทำการเพาะปลูกนาปี พืชไร่พืชสวนไปแล้ว 1.17 ล้านไร่ จากแผนปลูก 1.29 ล้านไร่คิดเป็น 90.17% ของแผน

“กรมชลประทานดำเนินการบริหารจัดการน้ำตามแผนอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำท่วมและภัยแล้งให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยเฉพาะการดูแลน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาซ้ำเติมประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้”ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 กล่าวในตอนท้าย